
เครดิตภาพจาก https://hdqwalls.com
“ โอ้……นะ…นี่มัน” เทพศาสตราอุทานเบาๆ สีหน้าฉายแววประหลาดใจเพราะรู้สึกถึงพลังและความเร็วที่เพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมากมาย
“นี่คือเวทที่ทำให้ท่านปู่แข็งแรงและรวดเร็วขึ้น แถมร่างกายก็ยังคงทนต่อแรงปะทะทั้งปวง” อากิเนะอธิบาย พร้อมรอยยิ้ม ทว่าสิ่งนี้กลับทำให้ผู้ปู่อึ้งด้วยมันคือเวทมนตร์สายขาวที่มีแต่นักบวชชั้นสูงใช้กัน
“นี่เจ้าก้าวล้ำไปถึงขั้นนี้แล้วเหรอ ”
“ไม่หรอกค่ะ คะ…แค่บังเอิญฝึกได้เท่านั้น ” อากิเนะก้มหน้าลง ท่าทางขัดเขินที่ถูกชมแต่อึดใจต่อมา เธอก็นึกถึงเรื่องสำคัญออก
“อะ…เอ่อ….ท่านปู่ ดูเหมือนพวกเราจะไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนี้นะเพราะกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ ”
“ชะ…ใช่ ตอนนี้ พวกเรากำลังอยู่กลางศึก งั้นหลานช่วยถอยไปก่อน ”เทพศาสตราหันมาสนใจในสิ่งที่สมควร เขาเกร็งกาย เพื่อปลดปล่อยพลัง ส่วนอากิเนะก็ถอยห่างตามคำสั่ง
ออร่าสีขาวที่ฉาบทั่วร่างของเทพศาสตราเริ่มเปล่งประกายและพวยพุ่งออกมาอย่างมากมายประดุจดังเปลวเพลิงที่ร้อนแรง พร้อมเสียงคำรามที่กร้าวแกร่ง
“อ่า……..”
สามมารสัมผัสได้ถึงพลังที่รุนแรง พวกมันถึงกับตะลึงงันจนลืมรวมร่างกันด้วยมนุษย์เบื้องหน้าสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของเผ่าพันธุ์
“เฮ้ย…..มนุษย์มีพลังถึงขนาดนี้เลยเหรอ เทียบเท่ากับมารชั้นสูงได้เลยนะเนี่ย ”
แต่ไม่ทันได้ทำอะไร เปลวเพลิงสีขาวที่ห่อหุ้มเทพศาสตราก็เปล่งแสงแรงกล้าขึ้นมาอีกระดับจนทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเริ่มแสบตาและเมื่อพลังจิตต่อสู้พุ่งทะยานถึงขีดสุด ผู้อาวุโสก็ตะโกนดัง
“ฮ่า……...”
เกิดแรงลมมหาศาลพุ่งกระจายออกจากเทพศาสตรากระแสนั้นรุนแรงจนแทบจะทำให้สามมารปลิว โชคดีที่อากิเนะถูกเตือนล่วงหน้าเธอเลยไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ แต่ก็แอบชะโงกไปดูเหตุการณ์เป็นระยะ สองมือกำแน่นเพื่อรอสนับสนุน
“ท่านปู่ พยายามเข้านะ ”
หลังจากสามมารตั้งหลักได้ พวกมันก็หันมามองเทพศาสตราจึงพบกับชายชราร่างสูง ที่ตอนนี้ยืนองอาจอยู่กลางสายลมแรง รอบกายแผ่ซ่านไปด้วยเปลวเพลิงสีขาวที่เข้มข้นจนเห็นได้ด้วยตาเปล่าแถมใบหน้าก็ดูหนุ่มขึ้น ผมและเคราสีเงินที่ยาวสลวยกลับกลายเป็นดำสนิท
“โอ้…..นะ…นี่เจ้าปะ…..เปลี่ยนไปมาก ” มารผู้เป็นหัวหน้าทีมกล่าวเบาๆและนี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่มันเริ่มปากสั่น
“การใช้พลังจิตต่อสู้ขั้นสุดยอด ทำให้ข้ากลับเป็นหนุ่มชั่วขณะ ” เทพศาสตราตอบเรียบๆดวงตากร้าวแกร่งส่องประกายจริงจัง
ด้วยพลังจิตกล้าแข็งที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้สามมารร้ายถอยหลังโดยไม่รู้ตัวเทพศาสตราจึงใช้เท้างัดกิ่งไม้ยาวเท่าท่อนแขนขึ้นสูง แล้วจับมันเหวี่ยงไปมาประดุจดังกระบี่คู่ใจ
“อืม…..ได้อาวุธใช้แล้ว ” เมื่อเห็นว่ากิ่งไม้นี้เหมาะมือเทพศาสตราก็เปิดฉากลุยโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“ตูม…..”
เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น เพราะเทพศาสตรากระทืบพื้นดิน ก่อนพุ่งทะยานเข้าหาอริร้ายเพียงเสี้ยววินาที ผู้อาวุโสก็เข้าถึงตัวมารที่โดนเวทแสง ส่งผลให้มันตกตะลึง
“เฮ้ย! ”
ทว่ามารร้ายตนนั้นร้องได้คำเดียวด้วยเทพศาสตราได้ปลดปล่อยกระบวนท่าเด็ดออกมา นั่นก็คือ......
“พันเข็มทิ่มแทง ”
กิ่งไม้ยาวนับสิบพุ่งเข้าใส่มารร้ายตนนั้น ดุจดังเงาปีศาจ แถมยังมีออร่าเพลิงขาวห่อหุ้มศาสตรามิหนำซ้ำ ทุกการโจมตียังเข้าจุดตายอย่างแม่นยำ
“เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง…….”
“อั้ก อั้ก อั้ก…..” มารผู้เคราะห์ร้ายถึงกับกระอัก กายบางที่ขะมุกขะมอมซวนเซไปตามแรงทิ่มแทง และทุกจุดที่ถูกกิ่งไม้กระทบ ก็เกิดบาดแผลฉกรรจ์จนเลือดสีดำพุ่งทะลักออกมา
เทพศาสตราปล่อยกระบวนท่าเด็ดได้ไม่ถึงสามวินาทีก็ทิ่มทะลวงไปเกินกว่าพันครั้ง ส่งผลให้ร่างบางชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีดำท่าทางสาหัสเป็นอย่างยิ่ง เเต่เท่านี้ยังไม่อาจหยุดลมหายใจของมันเขาจึงปิดฉากด้วยกระบวนท่า……
“ดาบผ่าพสุธา ”
สิ้นประกาศิต เทพศาสตราก็รีบเอาท่อนไม้มาเสียบข้างเอวแล้วชักออกมาฟันมารร้ายที่สะบักสะบอมอย่างรวดเร็วคลื่นพลังรูปจันทร์เสี้ยวสีขาวแผ่ออกมาจากแรงเหวี่ยง แล้วพุ่งปะทะอริร่างเล็กก่อให้เกิดเสียงระเบิดที่ดังสนั่นกว่าครั้งไหนๆ
“ตูม…….”
พื้นดินสั่นสะเทือน แรงลมมหาศาลพัดกระพืออีกครั้งคราวนี้รุนแรงกว่าเดิมจนพัดสองมารที่เหลือให้กระเด็นโชคดีที่พวกมันมีฝีมือไม่ธรรมดา จึงรั้งตัวเองไม่ให้หลุดลอยไปไกล
“กร็อด….ทำไมเจ้าแก่ถึงได้……” มารร้ายหัวหน้าทีมรู้สึกโกรธเกรี้ยว แต่ด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ มันจึงไม่ยอมพูดให้จบเดือดร้อนให้ปีศาจอีกตนมากล่าวต่อ
“เก่งนัก ”
มารหัวหน้าทีมหันมามองร่างแยกอีกตน แม้มันไม่อยากยอมรับ แต่ก็จำใจเพราะความจริงก็คือความจริง (คำนี้คุ้นๆนะ ทำให้นึกถึงครูบางคน)ภายในนึกห่วงมารร้ายที่ถูกกระบวนท่านี้
“ไม่ต้องห่วงหรอก เจ้านั่นคงไม่เหลือซากแล้ว หันมาป้องกันตัวดีกว่า ”ร่างแยกตนนั้นตอบกลับ ซึ่งก็ตรงกับความคิดของหัวหน้ามาร
เหล่ามารร้ายเพ่งมองกลุ่มควันที่ฟุ้งกระจายจิตสัมผัสได้แต่พลังของเทพศาสตราเพียงผู้เดียว จวบจนสิ่งอำพรางเริ่มเบาบางลง พวกมันก็ได้เห็นร่างสูงที่หยัดยืนอยู่ตรงกลางเขาคนนั้นคือ….นักสู้อาวุโส ผู้เอาชนะขีดจำกัดของเผ่าพันธุ์
นักสู้สูงวัยยังคงยืนสงบ เปลวเพลิงสีขาวยังห่อหุ้มกายเหมือนเดิมชวนให้คิดว่าเขามีจิตต่อสู้มหาศาลแค่ไหน ขนาดใช้กระบวนท่าที่รุนแรงจนน่าตะลึงพละกำลังยังไม่ตกลงเลย ดวงตาคมกร้าวจับจ้องมาที่สองมารโดยไม่สนอมนุษย์ที่นอนราบอยู่บนพื้นข้างๆ ร่างกายของมันขาดเป็นสองท่อน
“อั้ก อั้ก อั้ก…..” มารตนที่ถูกฟันขาดกลาง เริ่มกระอักเลือดสีดำออกจากปากท่าทางทุรนทุรายสุดขีด ด้วยความตายที่นิรันดร์กำลังมาเยือน ไม่นาน มันก็แน่นิ่งและสลายกลายเป็นฝุ่นผง
“อั้ก….” มาวินด้านมืดที่เป็นร่างต้นเริ่มกระอักบ้าง สีหน้าแสดงออกถึงความเจ็บปวดเพราะได้สูญเสียร่างแยก ซึ่งเป็นพลังงานบางส่วนเขาจึงแก้เกมด้วยการเรียกอีกตนมารวมตัว
“เอาล่ะ แกรีบเข้ามารวมร่างกับข้าได้แล้ว ไม่งั้นถูกเจ้าแก่นั่นสังหารแน่ เร็วเข้า”
คราวนี้มารร้ายตนนั้นไม่อิดเอื้อน เพราะถ้าชักช้า ได้ตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของเทพศาสตราแน่มันจึงรีบวิ่งเข้ามารวม แต่ก่อนจะเข้าถึงตัว ก็ต้องรีบถอยกลับด้วยประสบกับคลื่นพลังรูปจันทร์เสี้ยวขนาดมหึมา
“เฮ้ย! ” สองมารตกใจจนอุทานพร้อมกัน เพราะรู้ดีว่าคลื่นพลังงานลูกนี้ร้ายกาจเพียงใดถ้าโดนเข้าไปเต็มๆ ไม่ตายในทีเดียว ก็สาหัสจนยืนไม่อยู่
คลื่นพลังงานรูปจันทร์เสี้ยววิ่งผ่านหน้าของสองมารพอลอยขึ้นไปบนอากาศได้ราวๆห้าสิบเมตร ก็ระเบิดอย่างรุนแรงไม่แพ้ครั้งแรก ทำให้พสุธาสั่นสะเทือนประหนึ่งว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่
“ตูม…….”
“ตกลง เจ้าแก่นี่ มะ…มันเป็นมนุษย์จริงๆหรือ ”สองมารเหม่อมองท้องฟ้าที่เปล่งแสงสว่างสีขาว อันเป็นผลพวงจากพลังทำลายมหาศาลแต่ไม่ทันได้ทำสิ่งใด เทพศาสตราก็มาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหลังผิดแต่ว่ามันไม่ได้มีแค่ร่างเดียว
“นะ…นี่แก……” สองมารร้ายผวา พวกมันหันไปมองเทพศาสตรานับสิบที่รายล้อมรอบตัว
“หึ หึ หึ ใช่แล้ว ไม่ได้มีแกคนเดียวที่แยกร่างได้ เตรียมตัวตายได้แล้วร้อยเงาสังหารศัตรู ” เทพศาสตราหัวเราะเบาๆ แต่เขาไม่ใช่พวกพิรี้พิไรหรือดึงเกม เพื่อทรมานคู่ต่อสู้แบบมาวินด้านมืดจึงรีบปิดศึกด้วยกระบวนท่าพิฆาต
ทันทีที่ผู้อาวุโสลงมือเทพศาสตรานับสิบก็พุ่งเข้าใส่สองมารร้ายที่เหลือโดยพลันเงาร่างวิ่งฉวัดเฉวียนรอบเป้าหมายมันเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วจนคนธรรมดามองตามไม่ทัน สิ่งที่ปรากฏต่อโสตประสาทก็คือ…..เสียงของมีคมเฉือนเนื้อหนังและเสียงโอดครวญที่แหบแห้งของอมนุษย์
“ฉั้ว ฉั้ว ฉั้ว……”
“อั้ก โอ๊ย อึก อ้าก……”
ท่ามกลางเงาดำที่วิ่งวนไปมาด้วยความเร็วสูงจนเหมือนมีพายุสลาตันลูกย่อมๆบังเกิดตรงหน้าปรากฏโลหิตสีดำสาดกระจายออกมา อันดูไม่ต่างจากเนื้อสดที่หล่นลงไปในเครื่องบดและเมื่อกระบวนท่าสังหารสิ้นสุดสิ่งที่หยัดยืนอยู่กลางวงก็คือ…..เทพศาสตราเพียงผู้เดียว
หลายท่านอาจสงสัยว่าสองมารร้ายหายไปไหนก็ให้คำตอบว่า…มันกองเป็นเศษเนื้ออยู่บนพื้น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวนับเป็นภาพที่ชวนสยองถึงขีดสุด ทว่ากลับไม่ปรากฏซากศพของหัวหน้าใหญ่เพราะเป็นตนเดียวที่หนีรอดจากพายุเครื่องบด
หลังจากเทพศาสตรามองดูซากร่างที่สลายกลายเป็นผงเขาก็จับสัมผัสถึงจิตปีศาจ เพื่อหาตัวหัวหน้า จึงพบว่ามันไปหยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร
“ ฮึ่ม….อุก เจ็บใจนัก เจ้ามนุษย์ ”มาวินด้านมืดตนสุดท้าย ยกมือขึ้นกุมหน้าอก สีหน้าฉายแววเจ็บปวดเพราะได้สูญเสียร่างแยกไปอีกหนึ่ง ทำให้อมนุษย์อ่อนแรงลงไปอีก
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter
