Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 608 การหลบหนีของเทพเจ้าแมลง

การหลบหนีของเทพเจ้าแมลง

 

            ข้อเสนอของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ทำให้กัสตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะหรี่ตาลงอย่างเคร่งเครียดเพราะเขาตระหนักว่าข้อเสนอนี้มีบางอย่างไม่ถูกต้อง

            แต่เขาก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าส่วนไหนของข้อเสนอที่ไม่ถูกต้อง

            สัญชาตญาณของเขาบอกให้เขารู้ว่าบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ตั้งใจจะทำตามที่พูดจริงและเขาก็เชื่อด้วยว่าตัวตนระดับบรรพชนของตระกูลใหญ่นั้น ไม่มีทางที่จะกลับคำพูดหรือแอบซ่อนแผนการบางอย่างไว้ในข้อเสนอ

            ทั้งนี้ก็เพราะการทำเช่นนั้นไม่มีประโยชน์อะไรต่อตระกูลดีไวซ์เนอร์ หรือชื่อเสียงของตัวบรรพชนเอง นอกจากนั้นการซ่อนแผนการเอาไว้ในข้อเสนอก็อาจจะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นได้

            โดยเฉพาะกับกัสที่ได้ชื่อว่าเป็นอันธพาลที่ดุร้าย ไม่มีใครกล้าที่จะทำอะไรแบบนั้นกับเขาแน่นอน

            ในจุดนี้กัสมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าอีกฝ่ายต้องไม่พยายามยั่วยุเขาแน่นอนเพราะพวกมันทราบดีว่าเขาไม่เคยอดทนต่อการยั่วยุของใครมาก่อน

            แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นผู้อาวุโสของตระกูลซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวของเขาถูกจำกัดไปบ้าง แต่พวกมันก็ควรจะทราบว่าความสามารถของเขาในปัจจุบันนั้นทรงพลังขนาดไหน

            ดูจากการที่กัสสามารถทำลายปราการจักรกลเทพพิทักษ์ของตระกูลได้ด้วยกำลังของตนเองเพียงลำพังก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกมันรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่พวกมันสามารถยั่วยุได้

            แต่ถึงจะมั่นใจว่าตระกูลดีไวซ์เนอร์ไม่มีทางกระทำเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่กัสก็ยังขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียดเพราะสัญชาตญาณของเขาบอกให้เขารู้ว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง

            ในช่วงเวลานั้นบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ก็คล้ายกับเข้าใจความคิดของกัส รอยยิ้มของมันยกสูงขึ้นเล็กน้อยจนยากที่จะสังเกตเห็น

            แต่ในสายตาของกัสมันชัดเจนจนไม่อาจปกปิดได้ทำให้สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไป

            ทว่ากัสก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นเพราะเขาไม่อยากทำผิดพลาดเหมือนกับก่อนหน้านี้และยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้นไปอีกจนเกิดเป็นแรงกดดันที่ทำให้ผู้คนในตระกูลดีไวซ์เนอร์ต้องหอบหายใจออกมา

            “เจ้าไม่ต้องการงั้นหรือ”

            “หากข้าบอกว่าใช่ละ..ท่านจะทำยังไง”

            รอยยิ้มบนใบหน้าของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์หายไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ขณะที่กลิ่นอายของพลังอำนาจแผ่ขยายออกมาพร้อมกับภาพมายาที่ปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง

            “หากเจ้ายืนยันว่าจะทำลายวิชาความรู้ของสายตระกูลก๊อตแฮนด์ให้ได้ เช่นนั้นข้าก็ไม่มีทางเลือกนอกจากสู้ตายกับเจ้า! ตระกูลดีไวซ์เนอร์ไม่มีวันยอมรับการกระทำที่ชั่วร้ายเช่นนี้ได้!!”

            คำประกาศกร้าวนี้ทำให้กัสตกตะลึงอยู่ในใจ ผิดจากท่าทางของคนในตระกูลดีไวซ์เนอร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าตระหนก

            ความโศกเศร้าและสิ้นหวัง คล้ายกับถูกเปลวไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวทำลายไป พวกมันแสดงท่าทางออกมาในลักษณะเดียวกันเพื่อสนับสนุนการกระทำของบรรพชนที่พวกมันเคารพ

            ท่าทางเช่นนี้ทำให้กัสตกตะลึงจนสูญสิ้นคำพูดไปอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองยังไงต่อการกระทำที่ขัดแย้งกันแบบนี้

            บรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์แสดงออกอย่างเด่นชัดว่ายอมอ่อนข้อให้กับกัส แต่แล้วก็เริ่มแข็งข้อไม่ยอมแพ้แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถเข้าใจได้

            พวกมันยินดียกวิชาความรู้และบันทึกทั้งหมดของสายตระกูลก๊อตแฮนด์ให้กัสดีกว่าทำลายมัน ความสูญเสียที่แตกต่างนี้เป็นสิ่งที่กัสไม่อาจเข้าใจได้

            ในสายตาของเขาไม่ว่าจะเป็นตระกูลไหน ก็ไม่มีทางยอมปล่อยให้ความรู้และวิชาลับของตระกูลตกไปอยู่ในมือของคนอื่นแน่ พวกมันอาจจะยอมทำลายวิชาความรู้นั้นแทนที่จะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่น

            แต่สิ่งที่ตระกูลดีไวซ์เนอร์แสดงออกนั้นเป็นสิ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พวกมันยินดียกวิชาความรู้ให้มากกว่าปล่อยให้วิชาความรู้ถูกทำลายไป พวกมันทำได้แม้กระทั่งยอมตาย

            เจตนาที่แน่วแน่นี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถแสร้งทำได้ สัญชาตญาณของกัสเองก็สัมผัสได้ว่าพวกมันกระทำออกมาจากใจจริง

            แม้จะมีบางคนที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่มีใครแสดงท่าทีต่อต้านเจตนานี้เช่นกัน ราวกับว่าสิ่งที่คนในตระกูลดีไวซ์เนอร์แสดงออกมาคือธาตุแท้ของพวกมัน

            กัสนิ่งอึ้งไปนานหลายอึดใจ ก่อนจะกัดฟันด้วยความหงุดหงิด

            “ท่านพูดจริง! หากท่านทำเช่นนั้น ท่านต้องทำลายสำเนาทั้งหมดของบันทึกที่ส่งมอบออกมาด้วย!!”

            “ไม่มีปัญหา หากเป็นเพียงสำเนาข้ายินดีทำลาย ส่วนบันทึกต้นฉบับข้าจะส่งมอบให้เจ้าในทันที”

            พูดจบบรรพชนเทพจักรกลก็ไม่รอช้ายื่นมือออกไปด้านข้าง เพียงอึดใจหอคอยแห่งหนึ่งในตระกูลดีไวซ์เนอร์ก็ระเบิดออกมา พร้อมกับบางสิ่งบางอย่างที่ดูคล้ายกับโครงกระดูกของมนุษย์ปรากฏขึ้นจากเศษซากของหอคอยแล้วลอยตรงมายังกัส

            กัสมองสิ่งที่ลอยอยู่เบื้องหน้าด้วยประหลาดใจ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาดูเหมือนกระดูกของมนุษย์ เพียงแต่มีแค่ส่วนหัวกับกระดูกสันหลังเพียงเท่านั้น

            สภาพของมันนั้นแปลกประหลาดมาก ตัวกระดูกมีลักษณะคล้ายกับผลึกและมีเส้นใยจำนวนมากเชื่อมต่อกระดูกทั้งหมดเอาไว้ราวกับเส้นประสาท เพียงแต่มีความซับซ้อนและหนาแน่นมากกว่าเส้นประสาทมาก

            โดยเฉพาะส่วนหัวที่ดูเหมือนจะถูกห่อหุ้มอยู่ภายในเส้นใยซึ่งโปร่งใสและมีสีสันมากมายวิ่งไปมาอยู่ภายใน

            “สิ่งนี้คือแกนกลางของหอสมุดเทพจักรกล เจ้าสามารถนำมันกลับไปได้เลย ส่วนสำเนาทั้งหมดนั้น..”

            พูดถึงตรงนี้บรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ก็โบกมือออกไป ในทุกส่วนของตระกูลก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น สำเนามากมายถูกทำลายไปในชั่วอึดใจ หนังสือ บันทึก แม้แต่รูปสลักและผลงานจำลองทุกชนิด ล้วนแล้วแต่ถูกทำลายลงในพริบตา

            กัสมองภาพนี้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ก่อนจะกวาดสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปตรวจสอบ ซึ่งไม่มีใครพยายามหยุดเขา ทำให้เขาเห็นทุกสิ่งที่ถูกทำลายและตระหนักว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูเหมือนบันทึกสำเนานั้นถูกทำลายไปอย่างแท้จริง

            กัสจึงหันกลับมามองบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ด้วยความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจได้ ก่อนจะหันไปมองแกนกลางของหอสมุดเทพจักรกลที่อยู่เบื้องหน้า

            “ข้าทำลายสำเนาทั้งหมดแล้วและยืนยันได้ว่าทั้งหมดถูกทำลายไปแล้วจริงๆ ข้าสาบานด้วยจิตวิญญาณของข้าได้ว่าไม่มีบันทึกใดๆ ของสายตระกูลก๊อตแฮนด์เหลืออยู่จริง”

            กัสนิ่งเงียบไปด้วยความสับสนเพราะเขาสัมผัสได้ว่าคำสาบานของบรรพชนนั้นเป็นเรื่องจริง เขายังสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองของคำสาบาน

            เมื่อเห็นท่าทางของกัสดวงตาของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ก็ทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง คล้ายกับกำลังพึงพอใจ แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้อ่อนจางมากจนยากที่จะสัมผัสได้

            กัสที่ตกอยู่ในความสับสนจึงไม่สามารถมองเห็นความผิดปกตินี้ได้ เขาทำได้เพียงมองดูแกนกลางของหอสมุดเทพจักรกลด้วยความรู้สึกเคร่งเครียด

            “เป็นอะไร เจ้ายังไม่พอใจงั้นหรือ..ข้าหวังว่าข้อเรียกร้องต่อไปของเจ้าจะเป็นครั้งสุดท้ายนะ หากไม่แล้วข้าเองก็ไม่อาจอดทนได้เช่นกัน”

            ท่าทางที่ดูเหมือนสุดจะทนของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์นั้นกระตุ้นความโกรธแค้นของคนในตระกูลเป็นอย่างมาก ผู้คนมากมายมองตรงไปยังกัสด้วยความคับแค้นและเกลียดชัง

            ในสายตาของพวกมันตอนนี้กัสได้กลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจไปแล้ว กลายเป็นคนที่ได้คืบจะเอาศอก เป็นพวกไม่รู้จักพอ

            ความคับแค้นใจที่ก่อตัวขึ้นนี้ถูกสะกดไว้ด้วยความขมขื่น ทำให้จิตใจของพวกมันถูกแผดเผาด้วยความโกรธแค้นและทำให้ความแค้นนี้ฝังลึกลงไปอย่างช้าๆ

            กัสสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศภายในตระกูลดีไวซ์เนอร์ได้เปลี่ยนไปแล้วเพราะคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค รวมไปถึงท่าทางการแสดงออกของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ก็สามารถทำให้ความสิ้นหวังของผู้คนในตระกูลกลายเป็นความโกรธแค้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            ‘บัดซบ!! เจตนาของมันเป็นแบบนี้เอง!!’

            กัสแทบจะคำรามออกมา แต่เขาก็รีบสะกดตัวเองไว้และกัดฟันด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะตัดสินใจคว้าแกนกลางของหอสมุดมาไว้ในมือแล้วจากไปอย่างไม่เต็มใจ

            เพียงพริบตากระบี่เพลิงเก้าวังก็ปรากฏขึ้นที่ข้างกายกัสก่อนจะแตกตัวแล้วสร้างเป็นวงล้อประตูดวงดาวแล้วหดตัวลงอย่างรวดเร็วจนหายไปพร้อมกับกัสในที่สุด

            เมื่อกัสจากไป บรรยากาศภายในตระกูลดีไวซ์เนอร์ก็เปลี่ยนแปลงไป เปลวไฟที่ลุกโหมก่อนหน้าคล้ายกับจะมอดลงในอึดใจ ทว่ามันก็เหลือไว้ซึ่งเปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างเงียบงันอยู่ภายในจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่ในตระกูล

            บรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์มองภาพนี้ด้วยสายตาที่นิ่งเฉย มันไม่สนใจแม้ว่าจะถูกคนในตระกูลมองด้วยความคับแค้นใจเพราะในสายตาของมัน สิ่งที่มันทำลงไปล้วนแต่เป็นวิธีที่ถูกต้อง

            ‘นางหนูนั่น..เทียร์น่าสินะ หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ’

            เสียงทอดถอนใจด้วยความคาดหวังของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ดังก้องอยู่ภายในใจของมัน จึงไม่มีใครทราบว่าสิ่งใดคือสิ่งที่มันคาดหวังจากเทียร์น่านอกจากตัวของมันเอง

            อีกด้านหนึ่ง กัสที่เคลื่อนย้ายกลับไปยังวิหารแห่งดวงดาวก็ปรากฏตัวขึ้นในร่างสีดำของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะก้าวเดินออกมาจากร่างสีดำโดยตรง ซึ่งทำให้คนอื่นประหลาดใจอยู่บ้างเล็กน้อย

            แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเนื่องจากทุกคนคาดเดาได้ก่อนที่กัสจะปรากฏตัวแล้ว

            ด้วยประสบการณ์และความสามารถของทั้งสาม แม้จะเป็นเพียงความผันผวนที่เล็กน้อยเพียงใด ทั้งสามก็สัมผัสได้ จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่ทั้งสามจะคาดเดาเหตุผลที่ทำให้ความผันผวนเกิดขึ้นมาได้

            นอกจากนั้นทั้งสามคนก็เฝ้ามองการกระทำของกัสมาตลอด จึงไม่ยากเลยที่จะเดาว่ากัสใช้วิธีการแบบไหนในการเดินทางกลับมา

            แต่เมื่อกัสกลับมาพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้ง ทั้งสามก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและหัวเราะออกมาเบาๆ ทำให้ใบหน้าของกัสบูดบึ้งหนักขึ้นไปอีก

            “เจ้าจะทำสีหน้าแบบนี้ไปทำไมกัน คนที่ควรจะทำหน้าแบบนี้น่าจะเป็นบรรพชนของตระกูลดีไวซ์เนอร์มากกว่านะ”

            กัสได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเดินไปยังริมสระน้ำเพื่อมองภาพของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์

            เมื่อเห็นท่าทางของกัส เทพมังกรก็หัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับรู้ว่าเขาต้องการอะไร

            “เปล่าประโยชน์เจ้าหนู เจ้าหุ่นยนต์นี่มันฉลาดเป็นกรดเลยละ ถึงมันจะสัมผัสถึงพวกเราไม่ได้ แต่มันก็คาดเดาได้ว่าพวกเราเฝ้ามองมันอยู่ มันไม่เผยพิรุธออกมาง่ายๆ หรอก อย่าเสียเวลาเลย!”

            กัสได้ยินแบบนั้นก็หน้าเสีย แต่เขาก็เข้าใจได้เพราะเขาเองก็ได้สัมผัสมาแล้วเช่นกันว่าบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์นั้นน่ากลัวเพียงใด

            เพียงแต่เขาไม่อาจยอมรับผลลัพธ์แบบนี้ได้เท่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายที่ได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่เขากลับไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชนะเลยสักนิด

            แต่ถึงจะหงุดหงิดหัวใจเพียงใด กัสก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะหันกลับไปช่วยร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ต่อสู้กับเทพเจ้าแมลงต่อ

            เมื่อกัสกลับมา การแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างทั้งสองก็เกิดขึ้นอีกครั้ง กัสที่มีพลังงานมากกว่าก็ส่งผ่านพลังไปยังร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สูญเสียพลังไปมากจากการต่อสู้ที่ผ่านมา พลังของทั้งสองก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว จนกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลอีกครั้ง

            หลังจากนั้นความรู้ความเข้าใจทั้งหมดที่กัสได้รับจากการต่อสู้ที่ผ่านมาก็ถูกส่งไปให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเพียงไม่กี่นาทีให้หลัง ความรู้ทั้งหมดก็ถูกเรียบเรียงปรับปรุงจนกลายเป็นความสามารถที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

            ถึงตอนนั้นทั้งสองก็ลงมือพร้อมกัน คนหนึ่งสะบัดฝ่ามือขึ้นไปด้านบน อีกคนสะบัดลงไปด้านล่าง ทั้งสองบิดหมุนฝ่ามือในลักษณะเดียวกันเพื่อสร้างสัญลักษณ์ไท่จี๋ขนาดยักษ์ขึ้นที่ด้านบนและล่างของวิหารแห่งดวงดาว

            เมื่อสัญลักษณ์ไท่จี๋ก่อตัวขึ้น แรงกดดันที่กดทับลงมายังวิหารก็ลดลงไปอีกส่วนหนึ่ง

            ต่อจากนั้นกัสทั้งสองร่างก็ผสานฝ่ามือเข้าด้วยกัน คนหนึ่งผสานฝ่ามือจนเป็นรูปร่างที่คล้ายกับเปลวไฟ อีกคนผสานฝ่ามือเป็นวงกลมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลหรือหยินและหยาง อันเป็นต้นกำเนิดของสัญลักษณ์ไท่จี๋

            การผสานฝ่ามือนี้เป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ค้นพบหลังจากวิเคราะห์จิตวิญญาณทั้งสองรูปแบบ จนคิดค้นวิธีการผสานฝ่ามือเพื่อกระตุ้นให้จิตวิญญาณแข็งกล้าขึ้น

            เมื่อทั้งสองผสานฝ่ามือเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณสำเร็จก็ผลักฝ่ามือออกไปด้านหน้า ส่งจิตวิญญาณเพลิงและจิตวิญญาณไท่จี๋ที่ก่อตัวขึ้นออกไปผสานเข้ากับเพลิงต้นกำเนิดที่ด้านนอก

            วินาทีที่จิตวิญญาณทั้งสองผสานลงไป พลังอำนาจของวงแหวนเพลิงและสัญลักษณ์ไท่จี๋ทั้งสองก็เพิ่มสูงขึ้นทันที ซึ่งถ้าเทียบกับก่อนหน้านี้ ประสิทธิภาพของการเสริมจิตวิญญาณนั้นเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัว

            แรงกดดันของวิหารแห่งดวงดาวจึงลดลงไปอีกหลายส่วน ความเร็วในการทำลายฝูงแมลงก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้แรงกดดันของกัสและร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ลดลงไปอย่างมาก

            ถึงตอนนี้กัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งด้วยความอ่อนแรง เช่นเดียวกับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อ่อนล้ายิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก

            “สลับกันพักเถอะ ข้าจะควบคุมเอง อีกครึ่งชั่วโมงค่อยสลับกัน”

            “ตกลง”

            เวลาพักครึ่งชั่วโมงอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มากนักและไม่ทำให้หายเหนื่อยเท่าใด แต่ทั้งสองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน

            กัสกับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์สลับกันควบคุมเพลิงต้นกำเนิดทุกๆ ครึ่งชั่วโมง สลับไปสลับมาแบบนี้ต่อเนื่องไปเกือบ 1 เดือนเต็ม ทั้งสองจึงสามารถฟื้นฟูความเหนื่อยล้าสะสมที่เกิดจากการแยกกันไม่ถึง 10 ชั่วโมงได้

            หลังจากนั้นประสิทธิภาพในการทำลายฝูงแมลงของกัสก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงครึ่งเดือนต่อจากนั้น กัสก็เริ่มคุกคามเทพเจ้าแมลงได้บ้างแล้ว

            ด้วยการใช้วิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งกับกระบี่เพลิงและจิตวิญญาณทั้งสาม หลอมรวมกันจนกลายเป็นกระบี่เพลิงที่ทรงอำนาจถึงขีดสุด จากนั้นส่งมันบินออกไป จู่โจมใส่เทพเจ้าแมลงโดยตรง

            การโจมตีนี้ยังไม่อาจเจาะทะลวงการป้องกันของเทพเจ้าแมลงได้ แต่ก็สามารถสร้างรอยขีดข่วนบนเปลือกเกราะของเทพเจ้าแมลงได้สำเร็จ

            เมื่อสามารถสร้างรอยขีดข่วนบนเปลือกเกราะของเทพเจ้าแมลงได้ ฝูงแมลงก็ไร้ซึ่งความหมาย ไม่ว่ากระบี่เพลิงจะบินไปยังทิศทางไหน ฝูงแมลงทั้งหมดก็ล้วนแต่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ และถูกเผาจนสูญสลายหายไปในพริบตา

            แรงกดกันที่ก่อตัวขึ้นนี้ทำให้เทพเจ้าแมลงเริ่มตื่นตระหนก มันเริ่มตอบโต้กลับมารุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ทุกครั้งที่มันระเบิดพลังออกมา ดวงตาของเทพมังกรก็มักจะมองตรงไปยังมันเสมอ ทำให้เทพเจ้าแมลงสั่นสะท้านขึ้นมาและหยุดนิ่ง กลายเป็นเป้าโจมตีของกัสในทันที

            เพียงไม่กี่วัน กระบี่เพลิงก็เพิ่มขึ้นเป็นหลายสิบเล่ม จากนั้นก็กลายเป็นร้อยเล่ม จนกระทั่งผ่านไปอีก 3 เดือนก็เพิ่มขึ้นเป็นพันเล่ม

            หลังจากกระบี่เพิ่มขึ้นเป็นพันเล่ม ฝูงแมลงก็เบาบางลงจนแทบไม่อาจสร้างแรงกดดันให้กับท่านหญิงไอโกะและราชันมังกรพิสุทธิ์ได้อีก ทั้งสองจึงออกมาช่วยสนับสนุนกัสบ้างเป็นบางครั้ง ทำให้พัฒนาการของกัสก้าวกระโดดขึ้นไปอีก

            แม้ว่าการสนับสนุนของท่านหญิงไอโกะและราชันมังกรพิสุทธิ์จะช่วยอะไรกัสไม่ได้มากนัก แต่การได้เฝ้าดูวิธีต่อสู้ของทั้งสองก็ช่วยให้กัสเรียนรู้อะไรได้มากทีเดียว

            ท่านหญิงไอโกะกับราชันมังกรพิสุทธิ์เองก็คล้ายกับตั้งใจ ทั้งสองจึงปลดปล่อยวิชาและความสามารถที่แตกต่างกันออกมาไม่มีหยุด

            ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ยาวนานและประสบการณ์ต่อสู้ที่สั่งสมมา ภูมิความรู้ของทั้งสองย่อมมีมากกว่ากัสหลายร้อยหลายพันเท่า

            ต่อให้กัสจะมีร่างญาณศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยศึกษาหาความรู้แทนเขา แต่ความรู้บางอย่างก็ไม่อาจศึกษาได้จากการอ่านตำราหรือบันทึกในเครือข่ายโลกวิญญาณเพียงอย่างเดียว

            อันที่จริงถ้าไม่ใช่เพราะวิถีของกัสมีความพิเศษผิดแปลกไปจากคนทั่วไป ท่านหญิงไอโกะกับราชันมังกรพิสุทธิ์คงถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของตนเองออกมาโดยตรงไปแล้ว

            แต่เพราะวิถีของกัสมีความผิดปกติเกินไป ทั้งสองจึงไม่อยากทำแบบนั้นเพราะเกรงว่าจะทำให้วิถีของกัสผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น

            ทั้งสองจึงเลือกวิธีแสดงออกมาโดยตรงแทน ด้วยวิธีนี้แม้สิ่งที่กัสได้รับจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ทั้งหมดนี้ก็ถูกศึกษาและตีความจากมุมมองของเขา ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการพัฒนาวิถีลดลง

            เมื่อรวมกับความสามารถของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเข้าใจในตัวกัสอย่างลึกซึ้ง โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดหรือสร้างผลกระทบที่ไม่ดีก็แทบจะไม่มีอยู่อีกต่อไป

            พัฒนาการของกัสจึงเพิ่มสูงขึ้นแบบวันต่อวัน แม้จะไม่มากแต่ก็มากพอที่จะสร้างแรงกดดันให้กับเทพเจ้าแมลง ซึ่งทำให้มันร้อนรนขึ้นจนสัมผัสได้

            ในช่วง 3 เดือนแรก กัสได้ปรับปรุงรูปแบบการโจมตีด้วยเพลิงต้นกำเนิดของเขาใหม่ จิตวิญญาณเพลิงมีความแข็งแกร่งขึ้น ลึกซึ้งขึ้นและดิบเถื่อนมากกว่าเดิม ถึงกับมีกลิ่นอายของ ‘เพลิงมังกร’ แฝงอยู่ในจิตวิญญาณเพลิงของเขาอีกด้วย

            เมื่อผ่านไปอีก 3 เดือน กัสก็ได้รับการรู้แจ้งอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มันทำให้กัสเปลี่ยนไปอย่างมากอย่างที่เขาเองก็คิดไม่ถึง

            รูปลักษณ์ของสิงโตในจิตใจของเขาได้ถูกแทนที่โดยรูปลักษณ์ใหม่อย่างสมบูรณ์ ตัวเขาจึงไม่ได้เป็นทายาทของเผ่าสิงโตทองคำอีกต่อไป

            แต่กลายเป็น ‘มังกรอสูรทองคำ’ ความเปลี่ยนแปลงนี้อันที่จริงไม่ได้เกิดขึ้นกับร่างกายของกัส แต่เกิดขึ้นกับจิตใจ ความยึดติดที่มีต่อสายเลือดของเผ่าสิงโตทองคำนั้น ในที่สุดก็ถูกทำลายไป

            ส่งผลให้การหลอมรวมสายเลือดของเผ่าอสูรกับเผ่ามังกรของเขาเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด ผลลัพธ์ต่อจากนั้นทำให้วิชาลมหายใจราชสีห์ของกัสก้าวหน้าไปอีกก้าวหนึ่งและเปลี่ยนชื่อวิชาใหม่อีกครั้งเป็น ‘ลมหายใจอสูรทองคำ’

            แม้ว่าส่วนที่เปลี่ยนไปจะเป็นเพียงชื่อ แต่มันก็ส่งผลต่อเจตจำนงของกัส ทำให้รูปลักษณ์ของสิงโตจางหายไป ซึ่งส่งผลต่อพลังวิญญาณของเขาด้วย ทำให้หัวสิงโตที่กัสมักจะเรียกออกมานั้น กลายสภาพเป็นหัวมังกรอสูรที่มีรูปร่างคล้ายกับสิงโตและมังกร

            มันเพิ่มความดุร้ายและดิบเถื่อนเข้าไปในรูปลักษณ์ของสิงโต แม้ว่ารูปร่างโดยรวมจะดูตลกเหมือนลูกโป่งไม่เปลี่ยน แต่กลิ่นอายของมันได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

            ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทันที แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความดุร้ายของเผ่ามังกรก็เริ่มแสดงออกมาอย่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้น

            กลิ่นอายนี้พอดีไปสะกดข่มเทพเจ้าแมลงที่มีความหวาดกลัวต่อเทพมังกรอยู่เต็มหัวใจได้เป็นอย่างดี ทำให้แรงกดดันที่เทพเจ้าแมลงได้รับเพิ่มมากขึ้นไปอีกหลายส่วน

            มันไม่เพียงรู้สึกกดดันต่อร่างกาย แต่ยังรู้สึกกดดันต่อจิตใจด้วย ในสายตาของเทพเจ้าแมลงตอนนี้ กัสไม่ต่างอะไรจากมังกรหนุ่มที่กำลังเติบโต โดยมีมังกรเฒ่าที่น่ากลัวคอยปกป้องอยู่ด้านข้าง

            นานวันเข้าแรงกดดันที่มันได้รับก็ไม่หยุดอยู่ที่จิตใจ แต่ยังส่งผลต่อร่างกายของมันด้วย

            ยิ่งมีกระบี่เพลิงมากขึ้นเท่าไหร่ แรงกดดันที่กัสสร้างขึ้นก็มีมากเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งของปีที่ 2 ของการต่อสู้ กัสก็ส่งกระบี่เพลิงเล่มหนึ่งซึ่งหลอมสร้างจากวิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งแบบ ‘ทวิลักษณ์’ ซึ่งเกิดจากการใช้วิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งสองทบทะลวงใส่ร่างจนทะลุเป็นรูไปครั้งหนึ่ง

            เมื่อได้รับบาดเจ็บจากกระบี่นี้ของกัส เทพเจ้าแมลงก็บังเกิดความกลัวขึ้นมา จากนั้นก็ตัดสินใจหลบหนีไปโดยที่กัสเองก็คาดไม่ถึง

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน

สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

นิยาย แฟนตาซี
791K 1635
เทพกระบี่เงาสังหาร

เทพกระบี่เงาสังหาร

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
717K 554
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
146K 311
[จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

[จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

นิยาย แฟนตาซี
282K 1440
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
971K 2377
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

นิยาย แฟนตาซี
3.82M 1844