ข้ามีระบบในโลกอมตะ

    บทที่ 31 : ความอิจฉาของเย่เฟิง

    ความอิจฉาของเย่เฟิง

     

    อู๋กังไห่มองซูหรันหยูราวกับมองคนโง่คนหนึ่ง เขาเพิ่งจะรับศิษย์มาก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอจะรู้ได้อย่างไร ไม่คาดฝันถึงกับถามคำถามเช่นนี้ออกมา เขาต้องส่ายหน้าไปมาอย่างช่วยไม่ได้

     

    “ข้าเพิ่งจะรับศิษย์มาก่อนหน้านี้ไม่นาน เจ้าจะรู้ได้อย่างไร?”

    ซูหรันหยูชะงักนิ่งเงียบลงไป ลองขบคิดดูแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนี้จริงๆ

     

    ดูเหมือนว่าเมื่อครู่ เธอจะตกใจกับสิ่งที่อู๋กังไห่พูด ความคิดอ่านจึงไม่ทำงานไปชั่วขณะ

     

    “ข้ามาเพียงเพื่อบอกข่าวดีเรื่องนี้ต่อเจ้า ไม่คิดสนทนาปราศัยด้วย ข้าขอตัวก่อน ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก!” มองเห็นว่าซูหรันหยูนิ่งเงียบลงไป อู๋กังไห่ก็หัวเราะร่า หมุนกายทะยานร่างจากไป

     

    พริบตาเดียว ก็ไม่อาจเห็นได้แม้แต่เงาหลัง โดยไม่สนใจที่จะรอคำตอบจากซูหรันหยูเลยสักนิด

     

    ย่อมเป็นเช่นนี้ เขามาถึงเรือนพำนักของซูหรันหยู เพียงเพื่ออวดอ้างว่าตนรับศิษย์อัจฉริยะมาคนหนึ่งเท่านั้น

     

    เป็นการบอกใบ้ว่าต่อไป เธอไม่อาจนำศิษย์ของตนมาข่มเขาได้อีก ว่าไร้ศิษย์อัจฉริยะ เมื่อเรื่องราวสำเร็จ เขาล้วนไม่รั้งอยู่นานอยู่แล้ว เพราะเดิมทีเขาก็ไม่ชอบขี้หน้าของซูหรันหยูเท่าไหร่นัก

     

    “ไอ้เฒ่าอู๋ผู้นี้!” ซูหรันหยูอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงออกมา กับการมาไวไปไวของอู๋กังไห่ เธอไม่ใช่ชนชั้นอันโง่งม สามารถเข้าใจถึงจุดประสงค์ในการมาบอกเรื่องนี้แก่เธอได้โดยธรรมชาติ

     

    “เรื่องจริงหรือไม่นั้น ข้าต้องตรวจสอบดู” ซูหรันหยูพลันหมุนตัว เดินกลับเข้าไปภายในเรือนพำนัก คิดติดต่อหาผู้อาวุโสสักหลายคน เพื่อตรวจสอบเรื่องที่อู๋กังไห่พูด ว่าใช่เป็นความจริงหรือไม่

     

    ...................................

     

    รุ่งเช้าวันใหม่ได้มาถึง ดวงตะวันลอยขึ้นมา แสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องลงมาแต่เช้า

     

    สายลมเย็นๆ พัดหวน หมู่นกการ้องขับขาน ราวกับประสานเสียงเป็นบทเพลงอันน่าตื่นตาตื่นใจบทหนึ่ง

     

    สำนักกระบี่ดาราที่เงียบสงบ กลับปรากฏข่าวสะท้านไปทั่วทั้งสำนักขึ้นมา!

     

    ข่าวนี้คือข่าวการปรากฏตัวของอัจฉริยะผู้หนึ่งในสำนักกระบี่ดารา อัจฉริยะผู้นี้ หลังจากเข้าสำนัก ใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวก็ทะยานจากศิษย์นอก ข้ามผ่านศิษย์ใน สู่ศิษย์หลักได้!

     

    ว่ากันว่าหนึ่งปีจากระดับฝึกปราณขั้นต้น ทะลวงไปจนถึงระดับปราณปฐพี!

     

    หนำซ้ำในปีนี้ยังมีอายุแค่สิบเก้าเท่านั้น หากว่านี่ไม่ใช่อัจฉริยะ แล้วใครจะเป็นอัจฉริยะ!

     

    และนามของอัจฉริยะผู้นี้ก็คือกู้เฉิน นอกจากนี้ยังถูกรองเจ้าสำนักซ้ายอู๋กังไห่รับเป็นศิษย์โดยตรง!

     

    ข่าวนี้สร้างความสะท้อนใจแก่ผู้คนมากมายภายในสำนักกระบี่ดารา ศิษย์นอก ศิษย์ใน แม้กระทั่งศิษย์หลักบางคน ยังอดถอนใจด้วยความอิจฉาเลื่อมใสไม่ได้

     

    บ้างก็รู้สึกเคารพเทิดทูน และมองเป็นตัวอย่างและมองเป็นเป้าหมายที่ต้องไล่ตาม หวังว่าสักวันตัวเองจะเป็นเช่นนั้นบ้าง ถึงแม้โอกาสจะไม่ได้มากมายอะไรก็ตามที

     

    ข่าวเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกผู้อาวุโสเขตศิษย์หลักปล่อยออกมา เหตุผลไม่ได้มีอะไรมาก นอกจากกระตุ้นให้ศิษย์ทุกคนภายในสำนักมีความกระตือรือร้นในการฝึกตนมากยิ่งขึ้น

     

    จะเรียกว่ามันเป็นการเพิ่มแรงบันดาลใจให้ก็ไม่ผิดนัก คนอื่นเขาทำได้ ไฉนตนเองทำไม่ได้เล่า นี่ก็คือความหมายที่แฝงมากับข่าวนี้

     

    ศิษย์ที่ฉลาดหลายคนย่อมเข้าใจ แต่ก็มีศิษย์หลายคนที่ไม่เข้าใจเช่นกัน

     

    ภายในถ้ำฝึกตนแห่งหนึ่งของศิษย์นอก เย่เฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เตียงหิน สีหน้าดูไม่ได้เท่าไหร่นัก เนื่องจากมันแสดงถึงความอิจฉาริษยาอันมากล้นออกมา

     

    ถ้าหากจะถามว่าเขาอิจฉาริษยาใครนั้น คำตอบมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น เขาย่อมต้องอิจฉาริษยากู้เฉิน

     

    เขารู้ดีว่ากู้เฉินเป็นใคร อีกฝ่ายเข้าสำนักกระบี่ดารามาพร้อมกับเขา ผ่านการทดสอบรับศิษย์ที่เมืองจิ่วเย่ว์ด้วยกัน

     

    แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายอายุสิบแปดปีแล้ว ยังอยู่เพียงระดับฝึกปราณขั้นต้น เทียบกับเขาที่อายุแค่สิบหกกลับมาถึงระดับฝึกปราณขั้นปลายแล้ว เขาจึงไม่สนใจกู้เฉิน ไม่เห็นอยู่ในสายตา ไม่แม้แต่จะจดจำชื่อได้

     

    แต่สี่เดือนต่อมา ระดับพื้นฐานฝึกตนของกู้เฉินก็พุ่งพรวดขึ้นมาจนถึงระดับก่อตั้งปราณ จนกลายเป็นศิษย์ในได้สำเร็จ

     

    ตอนนั้นเองที่เขาได้ถามชื่อของกู้เฉินจากผู้อาวุโสที่หอภารกิจและจดจำชื่อได้

     

    บัดนี้อีกแปดเดือนต่อมา อีกฝ่ายก็กลายเป็นผู้ฝึกตนระดับปราณปฐพี กลายเป็นศิษย์หลัก และกลายเป็นศิษย์ของรองเจ้าสำนัก มีชื่อเสียงเลื่องลือจนสะท้านไปทั่วทั้งสำนักกระบี่ดารา

     

    ส่งผลให้เขาจำชื่อของกู้เฉินได้ยิ่งกว่าเดิม!

     

    ด้วยความสำเร็จทั้งหมดของกู้เฉิน เป็นไปได้อย่างไรที่เย่เฟิงจะไม่อิจฉาริษยา ถ้าเป็นไปได้ เขาหวังว่าจะสามารถสลับตัวกับกู้เฉินได้ ให้คนที่อยู่ตรงจุดนั้นเป็นเขา ส่วนกู้เฉินมาอยู่ที่ตรงจุดนี้แทนเขา

     

    แต่เรื่องนี้ไหนเลยสามารถเป็นความจริงได้ ได้แต่เป็นเพียงความต้องการในจินตนาการสายหนึ่งของเย่เฟิงเท่านั้น

     

    “ทำไม...ทำไมกู้เฉินมันถึงไปสูงขนาดนั้นได้ในเวลาอันสั้น แต่ข้ากลับทำไม่ได้ นี่ก็หนึ่งปีแล้ว พื้นฐานฝึกตนไม่คืบหน้าเลยสักนิด!” เย่เฟิงคำรามออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ

     

    หนึ่งปีก่อน พื้นฐานฝึกตนของเขาอยู่จุดไหน เขาก็ยังคงอยู่จุดนั้น ไม่มีวี่แววว่าจะก้าวหน้าเลย แม้แต่นิดเดียวก็ไม่

     

    เรียกได้ว่าระดับพื้นฐานฝึกตนของเย่เฟิงยังคงอยู่ที่ระดับฝึกปราณขั้นปลายอยู่เช่นเดิม!

     

    ไม่แปลกที่มันจะเป็นเช่นนี้ ด้วยความที่แหวนเหล็กที่นิ้วของเขามีวิญญาณของชายชราเซิ้งจงอยู่ พลังปราณส่วนมากไม่ได้ไหลเข้าไปในตันเถียนของเย่เฟิง

     

    แต่ถูกชายชราเซิ้งจงดูดซับไป หล่อเลี้ยงเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้กับตนเอง ส่งผลให้ไม่ว่าเย่เฟิงปิดด่านฝึกตนอย่างไร ใช้หินลมปราณไปมากถึงเพียงไหน ก็ไม่มีทางที่พื้นฐานฝึกตนของเขาจะก้าวหน้า ทะลวงไปยังระดับก่อตั้งปราณขั้นต้นได้

     

    สถานการณ์เช่นนี้ คาดว่ามันจะดำเนินอยู่ต่อไปอีกสักสองสามปี จนชายชราเซิ้งจงฟื้นฟูความแข็งแกร่งได้มากพอที่จะใช้วิชายึดร่างได้

     

    เกรงว่าเมื่อถึงตอนนั้น ชายชราเซิ้งจงจะทำไม่สำเร็จ ต้องแพ้พ่ายต่อเย่เฟิงและสลายหายไปราวกับหมอกควันสายหนึ่ง!

     

    ย่อมเป็นเช่นนั้น เย่เฟิงจะอย่างไรคือบุตรแห่งโชคชะตา เส้นทางถูกร้อยเรียงกำหนดไว้แต่แรกแล้ว

     

    ตัวตนของชายชราเซิ้งจงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากหินรองเท้าให้เย่เฟิงเหยียบปีนป่ายขึ้นไปยังเส้นทางที่สูงกว่าเดิมเท่านั้น

     

    เรียกได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเย่เฟิงอยู่ตอนนี้ ก็คือสิ่งที่โชคชะตาจัดสรรไว้ให้กับเขา ผู้ซึ่งเป็นบุตรแห่งโชคชะตาของรุ่นนี้!

     

    จบบทที่ 31