มหาเทพโอสถ

    ตอนที่ 29 ข้าจะเอามันทุกอย่าง!

    เมื่อมองไปยังนัยน์ตาของเย่จื่อเฟิง หวางหลินก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ มันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนไม่เอาไหนอย่างเย่จื่อเฟิง คนที่คอยรังแกมาตลอดอยู่ทุกเช้าค่ำ บัดนี้กลับกลายเป็นคนที่เก่งกาจขึ้นอย่างกะทันหัน
    ยามนี้เย่จื่อเฟิงเดินเข้าไปหาหวางหลินด้วยสีหน้าเย็นชาเฉยเมย ทว่านัยน์ตาของเขากลับแฝงไปด้วยรังสีฆ่าฟันออกมาคุกรุ่น
    " เอื้อก∼ เย่จื่อเฟิง มาคอยดูกันว่าข้าจะสังหารเจ้าด้วยวิธีใด! " หวางหลินทำปากกล้าไปเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้วมันถึงกลับกลืนน้ำลายเอื้อกคอแห้งผากเพราะความกลัว ตอนนี้ชีวิตของมันอยู่ในกํามือของเย่จื่อเฟิงแล้ว ดังนั้นเขาต้องเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน โดยหวังว่าจะมีช่องโหว่ให้ตนเองหลบหนี
    ดังนั้นขณะที่เย่จื่อเฟิงเดินเข้ามาในตัวมัน เขาจึงหยิบเอามีดสั้นขั้นมาแล้วจ้วงแทงไปที่หน้าอกของเย่จื่อเฟิง
    "เห๊อะ! ของเด็กเล่น! " เย่จื่อเฟิงหัวเราะอย่างเย็นชา พร้อมใช้สายตาดุร้ายจ้องเขม็งไปที่หวางหลิน แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขาเริ่มสูงขึ้น กลายเป็นกระแสไฟฟ้าพุ่งกระจายออกด้านข้าง และก่อนที่มีดสั้นจะถึงตัวมันก็ถูกแรงสายอัสนีพุ่งเข้าใส่ กระเด็นหลุดออกจากมือของหวางหลินร่วงตกลงสู่พื้นดิน เมื่อหวางหลินเห็นภาพฉากดังกล่าวก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
    "จะ... เจ้า ปลดปล่อยสายฟ้าได้ตั้งแต่เมื่อไหร่"
    ทันใดนั้นก็มีเสียงสายอัสนีฟาดผ่าดัง เปรี้ยง!!! ความสามารถนี้เกิดจากโอสถวิญญาณอัสนีทั้งสามเม็ดที่เขากลืนกิน หาได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่อย่างใดไม่
    ทันใดนั้นขณะที่หวางหลินกำลังอยู่ในอาการตกตะลึง เย่จื่อเฟิงก็สบโอกาสโจมตีเข้าใส่หน้าอกของมันอีกครั้ง หวางหลินตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากมันยังไม่ทันได้ตั้งตัว ถึงกระนั้นร่างของมันก็ลอยกระเด็นไปตามแรงอัดกระแทก ร่วงตกลงพื้นเสียงดัง พลั่ค!!! หลังจากที่มันร่วงตกลงสู่พื้นอย่างแรง มันก็พยายามพยุงตัวยืนหยัดลุกขึ้น แล้วก็รีบวิ่งหนีออกไปอย่างสุดกำลัง แต่แล้วเย่จื่อเฟิงก็มาดักอยู่ตรงหน้าของมันอีก
    เวลานี้มันรู้ดีว่าฝีมือตนเองแตกต่างจากฝ่ายตรงข้ามมากเพียงใด ทั้งๆ ที่มันอยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่แท้ๆ! แต่ก็หาใช่คู่มือของเย่จื่อเฟิงแต่อย่างใดไม่!
    "เจ้ายังอยากจะสู้งั้นรึ? " เย่จื่อเฟิงยิ้มเยาะขณะจ้องมองหวางหลิน
    "พะ พี่เฟิง ได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วย ข้ามีตาหามีแววไม่ โปรดให้อภัยข้าด้วย! ผู้แข็งแกร่งย่อมไม่ลดตัวมาถือสาคนต่ำต้อยปานมดปลวกเยี่ยงข้า โปรดให้อภัยข้าด้วยเถิด"
    เย่จื่อเฟิงยังคงยิ้มอยู่แล้วชูกําปั้นขึ้น " ในทางกลับกัน หากข้าเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำตกอยู่ในมือของเจ้า เจ้าจะยอมปล่อยข้าง่ายๆ หรือไม่? "
    หวางหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากเย่จื่อเฟิงตกอยู่ในกํามือของมัน มันย่อมไม่ยอมปล่อยเขาไปเด็ดขาด จนกว่าเขาจะพิการ
    "ท่านพี่เฟิง ข้าผิดไปแล้ว ท่านจะตบตีข้าก็ได้ แต่โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย อย่าฆ่าข้าเลย! "
    เย่จื่อเฟิงพยักหน้า "ก็ดี ถ้าปัญหามันสามารถคลี่คลายด้วยกำลัง ถ้าเช่นนั้นเลือดก็ต้องล้างด้วยเลือด เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่าดาบนั้นคืนสนอง เป็นอะไรที่เข้าใจง่ายอย่างที่สุด "
    เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว หวางหลินก็ตื่นตระหนกลนลาน เพราะคิดว่าเย่จื่อเฟิงจะต้องลงมือสังหารมันแน่ๆ
    "ดะ เดี๋ยวก่อนพี่ชาย ข้าว่าเราควรจะมานั่งจับเข่าคุยกันสนทนาแบบภาษาดอกไม้กันดีกว่า ท่านเชิญกล่าวมาได้เลยว่าต้องการให้ข้าทำเช่นไร ท่านถึงจะยอมไว้ชีวิตข้า ข้าหวางหลินจะยอมทําทุกอย่าง "
    เย่จื่อเฟิงเงยมองไปบนอาภรณ์ของหวางหลิน จากนั้นเขาก็แต่ไม่เอื้อนเอ่ยคำพูด
    หวางหลินรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย มันรีบหยิบถุงเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้เย่จื่อเฟิง " ในถุงเงินนี้มีหนึ่งร้อยเหรียญทอง ขอให้พี่ชายเฟิงโปรดรับไว้ด้วย "
    "หนึ่งร้อยเหรียญทอง? " เย่จื่อเฟิงหยิบถุงเงินกลับ แล้วใช้ฝ่ามือยกขึ้นยกลงชั่งน้ำหนักแทนตาชั่ง
    "แค่หนึ่งร้อยเหรียญทอง แลกกับการซื้อชีวิตของนายน้อยตระกูลหวาง หนึ่งในสามตระกูลอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองเหลยโจว เจ้าไม่คิดว่ามูลค่าของมันเล็กน้อยไปหน่อยหรือ? "
    หวางหลินสะดุ้งหน้าแข็งทื่อ หลังจากนั้นก็กัดฟันแน่นล้วงมือไปหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ สิ่งนั้นก็คือแหวนวงเล็กๆ
    "แหวนประดับ ถามจริง!? ไอหย๋าาา∼ สิ่งนี้มีค่ามากสุดแค่ 10 เหรียญทองเท่านั้น นี่เจ้ากำลังให้อัฐขอทานหรือไร? "
    หวางหลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงหดหู่ " หาใช่เช่นนั้นไม่ นี่ไม่ใช่แหวนธรรมดาๆ นะ แต่เป็นแหวนมิติ ในเมืองเหลยโจวของชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก บิดาของข้ามอบสิ่งนี้ให้แก่ข้าหลังจากที่ท่านกลับจากเมืองเต๋าสวรรค์"
    "แหวนมิติจากเมืองเต๋าสวรรค์? ข้าว่ามันน่าจะมีค่าประมาณสองถึงสามร้อยเหรียญทอง"
    หวางหลินรีบตอบกลับอย่างร้อนรน " ใช่ซะที่เล่า! บิดาของข้าต้องเสียเงินไปกว่าเจ็ดร้อยเหรียญทองกว่าจะได้สิ่งนี้มา หรือต่อให้มันจะถูกมากเพียงใดยังไม่น้อยก็ต้องมีมูลค่ากว่าห้าถึงหกร้อยเหรียญทอง"
    อันที่จริงเย่จื่อเฟิงรู้ดีอยู่แล้วว่าแหวนวงนี้ราคาไม่เบา เขาเพียงแค่ต้องการกดราคาของมันเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่เขาพูดคุยกับหวางหลิน เท่ากับว่าการปลดทรัพย์หวางหลินในครั้งนี้ เขาได้เงินมาทั้งหมด 800 เหรียญทอง ซึ่งก็นับว่าไม่เลวทีเดียว มูลค่าดังกล่าวทำให้หัวใจของเขารู้สึกของผ่องแผ้วสดใสจริงๆ
    "ในเมื่อเจ้ามีแหวนมิติ ไฉนเจ้าถึงไม่ซ่อนมีดสั้นไว้ภายใน แล้วลอบโจมตีข้าล่ะ บางทีเจ้าอาจจะช่วยให้เจ้ามีเวลาหนีก็ได้"
    "เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากหรือไร? นี่มันเป็นแค่แหวนมิติระดับต่ำ มีพื้นที่ไว้เก็บสิ่งของได้ในปริมาณพอควรเท่านั้น หาได้มีประโยชน์กับการต่อสู้"
    " ฮ่าๆๆ ดี ต่อให้เป็นแหวนระดับหวงก็ช่างปะไร ส่งมันมาให้ข้า " เย่จื่อเฟิงระเบิดเสียงหัวเราะแล้วยื่นมือไปทางหวางหลิน
    หลังจากตอบคําถาม หวางหลินก็มอบแหวนให้กับเย่จื่อเฟิงอย่างไม่เต็มใจนัก หัวใจของมันเย็นเยือกราวกับตกลงสู่ธารเหมันต์ เดิมทีมันอุตส่าห์เฝ้าสะกดรอยตามเย่จื่อเฟิงโดยหวังจะมาจัดการสั่งสอนฝ่ายตรงข้ามให้หลาบจำ แต่ที่ไหนได้เหตุการณ์กลับพลิกผัน กลับกลายเป็นมันเสียเองที่ถูกรูดทรัพย์จนหมดตัว ดูเหมือนงานนี้เป็นมันเสียเองที่กลายเป็นขยะ และมันก็พยายามทำใจยอมรับกับตลกร้ายเรื่องนี้อย่างยากลำบาก
    "พี่เฟิง... ในเมื่อข้ามอบของมีค่าทุกอย่างที่ข้ามีให้กับท่านจนหมดตัวแล้วๆ ท่านจะปล่อยข้าไปได้หรือยัง! " หวางหลินกล่าวอย่างขมขื่น
    "อืมมม...แค่ห้าร้อยเหรียญทองจะมาแลกชีวิต กับของนายน้อยตระกูลหวาง∼... "
    เย่จื่อเฟิงเริ่มครุ่นคิด เขาทําท่าราวกับกําลังคิดหนักมากจริงๆ " ก็ได้ๆ ในฐานะที่ข้าเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา ถ้าเจ้ายอมส่งมีดสั้นเล่มที่เจ้าใช้ลอบโจมตีข้าก่อนหน้านี้มา ข้าก็จะหยวนๆ ให้ก็แล้วกัน... "
    หวางหลินหน้าเสียมีดสั้นเล่มนั้นถือเป็นสมบัติชิ้นหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะมันเกรงใจสายอัสนีที่อยู่รอบตัวเย่จื่อเฟิงแล้วล่ะก็ งานนี้มีดสั้นเล่มนี้คงได้อาบโลหิตของเย่จื่อเฟิงอย่างแน่นอน
    หากเย่จื่อเฟิงเป็นคนใจดีมีเมตตาจริงๆ ล่ะก็ ทุกคนบนโลกนี้ก็ไม่มีใครไม่ดีกันเลยล่ะ
    "อะไรกัน? เจ้าไม่อยากให้? หึหึ" เย่จื่อเฟิงหัวเราะอย่างนี้ช้างออกมาอีกครั้ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม
    เมื่อได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้หวางหลินก็หน้าเปลี่ยนสีอีกครั้ง แม้ว่าสมบัติเงินทองของมีค่ามันจะสําคัญก็จริง แต่ชีวิตของมันย่อมสำคัญยิ่งกว่า และยามนี้ชีวิตของมันตกอยู่ในกํามือของเย่จื่อเฟิง ดังนั้นมันจําเป็นต้องฟังทุกคําขอของเขา
    "แหะๆ ข้าจะไปปฏิเสธได้อย่างไร ในเมื่อท่านพี่เฟิงปรารถนา ข้าย่อมเต็มใจมอบมีดเล่มนี้ให้กับพี่เฟิง! "
    เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างพึงพอใจ เอื้อมมือไปรับมีดสั้นกวัดแกว่งเล่นไปมา ถ้าให้ตีมูลค่าของมีดสั้นเล่มนี้เป็นยอดเงินราคาของมันอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันเหรียญทอง กำไรในการเก็บเกี่ยวครั้งนี้มหาศาลจนน่าตกใจ
    "เอาล่ะ ในเมื่อเจ้ามีความจริงใจเยี่ยงนี้ ข้าก็จะรักษาสัญญาโดยปล่อยให้เจ้ามีชีวิตกลับไป "
    "ขอบคุณพี่เฟิงที่เมตตา! "
    เย่จื่อเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "แต่... "
    สีหน้าดีใจของหวางหลินหายไปทันที หลังจากได้ยินคํานั้น "แต่อะไร? "
    "คือข้าเนี่ยจะปล่อยเจ้าไป แล้วเจ้าล่ะจะยอมปล่อยผ่านรึไม่? " เย่จื่อเฟิงยิ้มชำเลืองมองไปที่หวางหลิน
    หวางหลินนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ เมื่อได้ยินเขากล่าวมันก็เข้าใจความหมายของเย่จื่อเฟิงเป็นอย่างดี " ท่านพี่เฟิงอย่าได้กังวล จากบทเรียนในครั้งนี้ ข้าจะไม่รบกวนท่านอีกต่อไป! "
    เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วมองไปที่เขา " ข้าก็อยากจะเชื่อ แต่ลิ้นมันไม่มีกระดูก แต่ถ้าอยากให้ข้าเชื่อเจ้าจริงๆ เจ้าจะต้องทำพันธะโลหิต! " นอกจากเขาจะรูดทรัพย์หวางหลินจนหมดตัว เขาจะต้องกันพลาดเอาไว้ก่อน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ต่อให้เขาใช้แค่นิ้วเท้าตรอง ก็ยังรู้ว่า มันจะต้องกลับมาแก้แค้นเขาอย่างไม่มีวันจบสิ้นแน่นอน ฉะนั้นเขาสามารถป้องกันปัญหาที่จะตามมาด้วยการทำพันธะโลหิตให้สัตย์สาบาน
    หวางหลินยิ้มอย่างขมขื่น " พี่เฟิง ไม่ต้องถึงขนาดทำพันธะโลหิตก็ได้มั้ง ข้าได้รับบทเรียนแล้วจริงๆ ข้าไม่กล้าอีกต่อไปแล้ว... "
    เย่จื่อเฟิงส่งเสียงในลําคอดัง " หึ! ถ้าเจ้าอยากให้ข้าเชื่อ ก็จงสาบานด้วยพันธะโลหิตซะ! ไม่เช่นนั้น เมื่อใดที่เจ้าคิดจะแก้แค้น แล้วเจ้าจะรู้ว่าผลที่ตามมาคือสิ่งใด! "
    หวางหลินแอบก่นด่าสาปแช่งเย่จื่อเฟิงอยู่ในใจ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เล่นเอามันไม่กล้าสู้หน้าบรรพบุรุษทั้ง 18 รุ่น นอกจากจะถูกเย่จื่อเฟิงรีดทรัพย์แล้ว มันยังถูกสั่งห้ามไม่ให้แก้แค้นอีก ตอนนี้หวางหลินโกรธจนแทบลมจับ
    หวางหลินกัดฟันกรอดแล้วกล่าวว่า " ได้! สาบานก็สาบาน ในภายภาคหน้าข้าหวางหลินจะไม่ตามตอแยเย่จื่อเฟิงอีก! หากข้าผิดคําสาบาน... " มันพูดคำนี้ค้างไว้เป็นเวลานาน แต่ไม่รู้ว่าจะกล่าวอันใดต่อดี
    เย่จื่อเฟิงหัวเราะแล้วกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า " หากเจ้าผิดคำสาบานนี้? "
    "พื้นฐานฝึกตนของเจ้าจะติดอยู่ที่ระดับกำเนิดปราณตลอดกาล ไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ได้! " หวางหลินหวาดกลัวจนเริ่มเหงื่อไหลย้อย กล่าวตามเย่จื่อเฟิงมันรู้สึกท้อแท้เป็นอย่างยิ่ง
    เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วส่ายหัว " ไม่พอ เจ้าต้องกล่าวเพิ่มไปอีกว่า ‘ขอให้ถูกสายอัสนีฟาดผ่าห้าสาย "
    สีหน้าของหวางหลินมืดทะมึนมันต้องการปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นท่าทีที่แข็งกร้าวของเย่จื่อเฟิง บ่งบอกว่าไม่ใช่เรื่องตลก ดังนั้นมันจึงกัดริมฝีปากแล้วกล่าว "ตกลง หากข้าผิดคําสาบาน ขอให้ถูกสายอัสนีฟาดผ่าห้าสาย! "
    สำหรับการกล่าวครั้งนี้มันได้เว้นช่วงแต่อย่างใด เพราะกลัวว่าเย่จื่อเฟิงจะเพิ่มคำสาบานอีก มันรีบโคจรลมปราณไปที่ปลายนิ้วแล้วหยดโลหิตลงสู่พื้น เมื่อเปล่งวาจาเสร็จสิ้นก็มีควันสีขาวลอยฟุ้งขึ้น ซึ่งหมายความว่าพันธะโลหิตได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์
    "เป็นเช่นไรบ้างพี่เฟิง ท่านพอแล้วใช่หรือไม่? ตอนนี้ปล่อยข้าไปได้หรือยัง? "
    เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างเฉยเมย " ดี ในเมื่อเจ้าเชื่อฟังข้าเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกเบาใจ เอาเป็นว่าข้าจะอัดเจ้าไม่กี่หมัดแล้วกัน "
    หวางหลินรีบตกปากรับคำแล้ว แต่แล้วก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง "ว่าเช่นไรนะ? เจ้าเอาทั้งเงินทั้งสมบัติของข้าไปแล้ว แถมบังคับให้ข้าทําพันธะโลหิตอีก แล้วเจ้าก็ยังจะทุบตีข้าอีกงั้นรึ? อย่าให้มันมากไปนักนะ! "
    เย่จื่อเฟิงกางมือออกแล้วยิ้มอย่างไม่แยแส " ข้ากลับคําตรงไหนมิทราบ? ข้าบอกว่าจะไว้ชีวิตเจ้าข้าก็ทำแล้วไง ข้าแค่อยากจะอัดเจ้าสักสองสามหมัดเท่านั้นเอง... "
    ทันใดนั้นหวางหลินก็แสดงท่าทางขมขื่น มันถูกเย่จื่อเฟิงบังคับด้วยความรักตัวกลัวตาย ก็เลยรับทำไปแบบส่งๆ ไม่ได้ไตร่ตรองให้รอบคอบ
    "พี่เฟิง ข้าอุตส่าห์ทำพันธะโลหิตแล้ว ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ... "
    เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วเดินเข้าไปหาหวางหลินทีละก้าวๆ หวางหลินพยายามถอยห่าง และสะดุดขาตนเองล้มลงกับพื้นไปในที่สุด
    "พันธะโลหิตออกมาจากความมีสติของข้า ส่วนเรื่องอัดเจ้ามาจากความพอใจของข้าล้วนๆ ทั้งสองเรื่องแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง "
    หวางหลินใจเต้นระรัวอย่างสิ้นหวัง "พี่เฟิง อย่าทำข้าเลยได้โปรด...! "
    "เจ้าจะเรียกข้าว่าพี่เฟิงหรืออันใดก็แล้วแต่เจ้า ไม่ต้องกังวลหรอกข้าจะอ่อนโยนกับเจ้าให้มากๆ มองดูสหายทั้งสองของเจ้าสิ พวกนั้นยังมีชีวิตกันทุกคน เห็นหรือไม่? "
    เย่จื่อเฟิงยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย
    จบตอน

    คล้ายกับเรื่องมหาเทพโอสถ ที่คุณอ่าน