อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 89 จากขุมนรก

            ภายป่าปรากฏแสงสว่างวูบวาบไปมาไปมาเดี๋ยวพุ่งไปโน้นเดี๋ยวพุ่งมาทางนี้ขยับอยู่ตลอดเวลา แม้จะมีบางครั้งที่แสงนั้นหยุดแต่ก็เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นก่อนที่แสงนั้นจะเคลื่อนที่ต่อ เป็นแบบนี้ไปพักหนึ่งจนเมื่อแสงนั้นวิ่งไปทั่วทั้งป่าในบริเวณนั้นก็หยุดลงเผยให้เห็นคาทาริน่าในชุดเกราะมิธริลที่สลักตราสัญลักษณ์ของศาสนจักร ผมสีทองงดงามของเธอปลิวสยายตามสายลมทว่านัยน์ตาสีน้ำทะเลลึกของเธอกลับสงบนิ่งผิดกับตอนแรกที่รู้ว่าเป้าหมายของเธอหายตัวไป เมื่อใจเธอเริ่มเย็นลงแล้วลองคิดสักนิดเธอก็พยว่าอย่างน้อยคืนนี้ก็ไม่ได้คว้าน้ำเหลว เพราะตอนนี้เธอพอมีเบาะแสอยู่

            “หญิงคณิกาพวกนั้น” คาทาริน่าพึมพำออกมาพร้อมกับนึกถึงที่เหล่าหญิงคณิกาเข้ามาดึงเหล่าทหารที่กำลังตรวจตาหรือเฝ้าอยู่รอบบริเวณโรงตีเหล็กของแกรี่ ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะไม่สนใจผู้หญิงพวกนี้ขอเพียงเธอได้ของที่ต้องการก็พอ แต่ในเมื่อเป้าหมายหนีไปได้ และพวกเธอเป็นเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวเธอก็คงต้องไปพบกับหัวหน้าของหญิงคณิกาพวกนั้น คาทาริน่ามองไปทางป้อมปราการแอสทราวินก่อนที่จะกลายเป็นลำแสงแล้วพุ่งไปทางนั้น

             

            ณ ค่ายทหารเมืองไพร์ล็อกขณะนี้ออกัสกับไลลาต่างก็กำลังทำหน้าที่เฝ้าประตูยาม ความจริงหน้าที่นี้ควรเป็นของทหาร แต่ด้วยบทลงโทษได้ให้ทั้งสองคนมาทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตูค่ายตอนกลางคืนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่ออกัสยังทำสีหน้าเรียบเฉยแต่ไลลานั้นกลับเต็มไปด้วยความบูดบึ้ง

            “นี่ยังไม่หายเคืองกันอีกเหรอเราต้องยืนคู่กันแบบนี้ไปทั้งอาทิตย์นะ”

            ออกัสถามโดยที่ไม่หันมามองไลลา ซึ่งเธอก็ตอบด้วยการแดกดันว่า

            “จะให้หายเคืองกันได้ยังไงในเมื่อที่ต้องมายืนยามตลอดหนึ่งอาทิตย์เพราะคนงี่เง่าบางคนไม่รู้จักเก็บหมาในปาก”

            ออกัสทำหน้าเจื่อนเฉไฉว่า

            “เอาน่าๆ มายืนยามกลางคืนแบบนี้ก็มีข้อดีอยู่นะเห็นไหมล่ะได้มองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว”

            ไลลาค้อนใส่พลางบอกว่า

            “ถ้าข้าอยากชมหมู่ดาวบนท้องฟ้าข้านอนชมที่บ้านก็ได้ไม่เห็นต้องมายืนตากลมแบบนี้หรอกย่ะ”

            ออกัสเห็นว่าเฉไฉไม่สำเร็จก็เปลี่ยนเป็นเฉไฉเรื่องอื่นต่อ

            “นี่ว่าแต่น่าเสียดายจังเลยนะอุตส่าพาพวกไปตั้งขนาดนี้แต่ไม่ได้สู้เลยอย่างน้อยได้เห็นลุงกับท่านเบลนโชว์ฝีไม้ลายมีก็ยังดี”

            ไลลาทำการแดกดันต่ออีกครั้ง

            “เจ้านี่ยิ่งพูดยิ่งดูโง่ไม่เห็นการต่อสู้ของพวกนั้นรึไง มีชีวิตรอดกลับมาได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว อีกอย่างนะท่านพ่อน่ะยังไม่เท่าไรแต่ท่านเบลนนี่สิเจ้าคิดว่าท่านเบลนไม่ได้จับดาบมากี่ปีแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่ข้าเขารับการฝึกเป็นอัศวินฝึกหัดก็เห็นดาบของท่านวางอยู่ในคลังอาวุธแล้ว หากเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าชายพระราชาจะทรงเสี่ยงพาท่านเบลนไปด้วยเหรอ มีสมองน่ะหัดคิดบ้างเถอะอย่างน้อยเจ้าพอเป็นถึงอาจารย์ของเจ้าหญิงลิลิธนะ”

            ไลลาใส่ไปชุดใหญ่จนรู้สึกโล่งขึ้นมาบ้างขณะที่รอให้ออกัสเฉไฉไปเรื่องอื่นอีก ก็พบว่าอีกฝ่ายกลับเงียบสนิท พอหันไปมองก็พบว่าเขากำลังแหงนมองท้องฟ้าอยู่ก็คิดในใจไปว่า

            ‘อะไรพูดแค่นี้ก็น้อยใจแล้วเหรอผู้ชายอะไรน้อยใจง่ายจัง’

            ขณะที่ไลลากำลังบ่นในใจออกัสก็พูดขึ้นว่า

            “ตอนแลกฉันเคยคิดนะว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ถือว่าอยู่บนจุดสูงสุดแล้ว ได้เป็นลูกศิษย์ของบารอนเอเดรียน ได้รับการฝึกฝนจนได้รับตำแหน่งอัศวินควบตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพ ทั้งยังได้เป็นอาจารย์สอนเวทย์สายฟ้าให้เจ้าหญิง แต่พอได้เห็นการต่อสู้คืนนี้โดยเฉพาะการต่อสู้ระหว่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์กับชายผมแดงที่มีปีกเป็นไฟคนนั้น ฉันก็รู้สึกได้ว่าพวกเรานั้นเล็กน้อยจริงๆ อยู่ๆ ฉันก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมลูกของลุงถึงเลือกจะไปจากเมืองนี้”

            แววตาของไลลาฉายแววเศร้าขึ้นมา

            “แล้วไงเจ้าเองก็จะทิ้งท่านพ่อไปด้วยอีกคนเหรอ”

            คำพูดของไลลาทำให้ออกัสหันหน้ามามองเธอพร้อมกับอุทานออกมา

            “ฮะ?”

            “เจ้ารู้มั้ยออกัสว่าตอนที่ท่านพี่ไปจากเมืองนี้ท่านพ่อเสียใจมาก และเจ้าก็จะทิ้งท่านพ่อไปอีกคนเหรอ”

            ออกัสมองไลลาก้มหน้าเกาหัวแกรกๆ พลางบอกว่า

            “พูดอะไรออกมาน่ะยัยบ้าไม่ได้บอกสักคำเลยนะว่าฉันจะจากเมืองนี้ เธอก็รู้นี่ว่าเป็นเพราะลุงทำให้เด็กที่เกิดในสลัมอย่างฉันมีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งพ่อกับแม่เองก็รู้สึกขอบคุณลุงไม่น้อยแล้วฉันจะทิ้งลุงไปได้ยังไงเล่า”

            ได้ฟังที่ออกัสพูดไลลาก็มีสีหน้าดีขึ้นไม่น้อยแต่ยังพูดว่า

            “แล้วเจ้าจะพูดแบบนั้นไปหาพระแสงอะไรยะ”

            “ก็มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ นี่” ออกัสนิ่งไปก่อนจะพูดต่อ “พอได้เห็นระดับพลังที่เหนือกว่าก็เลยรู้สึกว่าตัวตนของพวกเรานั้นมันช่างเล็กจ้อย และเริ่มเข้าใจขึ้นมาว่าทำไมพวกพ่อค้าแวะมาขายของที่เมืองไพร์ล็อกบางครั้งก็เมืองบ้านนอกทั้งอยากบอกว่าเป็นเมืองที่อยู่สุดขอบทวีป”

            ไลลาที่ได้ฟังก็นิ่งเงียบเพราะเธอเองก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ที่ได้เห็นการต่อสู้ระหว่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์กับชายผมแดง ออกัสพูดต่ออีกว่า

            “แต่บางทีอาจในเร็วๆ นี้ก็อาจบางสิ่งที่เปลี่ยนไปก็ได้นะ” ไลลาหันมามองด้วยความสงสัย “คืนนี้เราเองก็ได้เห็นแล้วนี่สิ่งที่มนุษย์ผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยสามารถทำได้ ลุงเองก็บอกนี่ว่าเมืองไพร์ล็อกกำลังมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีโรงเรียนกับโรงพยาบาลที่สามัญชนสามารถเข้าถึงได้เป็นรากฐาน”

            ไลลาทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า

            “ท่านพ่อพูดเช่นนั้นจริงๆ”

            ออกัสกลับมาแหงนหน้ามองหมู่ดาวอีกครั้งพร้อมกับพูดว่า

            “มาช่วยกันทำให้เมืองนี้ยิ่งใหญ่ขึ้นกันเถอะเพื่อวันที่ลูกชายลุงกลับมาจะได้เสียใจที่จากเมืองนี้ไป”

            ไลลายิ้มแล้วพยักหน้าให้เขา แต่แล้วออกัสกลับทำสีหน้าประหลาดถามไลลาว่า

            “ว่าแต่ไลลาเธอรู้สึกคุ้นหน้าเจ้าคนผมแดงที่มีปีกไฟที่หลังมั้ย”

            ไลลาครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าตอบว่า

            “ไม่นี่ทำไมเหรอ”

            ออกัสพูดพร้อมกับกำลังพยายามนึกถึงอะไรบางอย่างในหัว

            “ฉันรู้สึกตั้งแต่ที่เห็นหน้าคนๆ นั้นครั้งแรกแล้วว่าเคยเห็นหน้าที่ไหนมาก่อน ตอนแรกก็สงสัยว่าอาจจะคิดไปเองแต่พอนึกถึงใบหน้าของเจ้าคนผมแดงขึ้นมาก็ยิ่งรู้สึกว่าดูคุ้นมากเหมือนเคยเห็นผ่านตา”

            ไลลาทำหน้างงเธอลองออกความคิด

            “อาจเป็นแค่คนหน้าเหมือนหรือเปล่า”

            ออกัสส่ายหน้า

            “ไม่รู้สิลองพยายามนึกแล้วแต่นึกเท่าไรก็ไม่ออก”

             

            ที่ทุ่งโล่งในป่าที่พึ่งเกิดการต่อสู้กันริคตอนนี้กลับสู่สภาพของคนแล้วและกำลังอยู่ในสภาพเปลือยกาย ร่างกายที่ถูกตัดได้รับการฟื้นฟูจนกลับมามีสภาพดังเดิมแม้แต่ตาที่ถูกยิงจนมืดบอดก็กลับมามองเห็นอีกครั้ง ในขณะที่เอ็นวี่กำลังอยู่ในร่างของงูยักษ์สามหัวอยู่แต่บาดทุกอย่างรวมทั้งเกล็ดบนร่างต่างก็หายดีแล้ว เกล็ดทุกเกล็ดกลับมามีสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง

            ริคมองแหวนในมือที่ประดับด้วยอัญมณีสีเหลืองที่มีรอยร้าวอยู่ทั่วแหวน แหวนนี่เขาได้รับมาตอนที่เริ่มทำภารกิจ สามารสร้างสายฟ้าได้สามครั้งทว่าเขากลับเพียงใช้ไปแค่ครั้งเดียว ทำให้ยังใช้ได้อีกสองครั้งเดิมตั้งใจว่าจะเก็บทั้งสองครั้งไว้ใช้กับคนของศาสนจักรในกรณีที่ต้องมีการปะทะกันเพื่อชิงของ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ใช้เพราะเขาแทบจะถูกร่างเตี้ยเล็กนั่นช้าวุธประหลาดสะกดให้ได้แต่หลบอยู่หลังปีกตลอดเวลา ข้างๆ ริคชายผมแดงตอนนี้ยังคงมีร่างกายที่สมบูรณ์กำลังมองร่างของนาคราชสามเศียร

            “จะทำยังไงดีครับ?”

            ริคถามขึ้นปัญหาในตอนนี้ก็คือเอ็นวี่ไม่สามารถกลับสู่ร่างคนได้ ชายผมแดงมองร่างของงูยักษ์นั้นก่อนจะพูดว่า

            “ก็คงต้องพากลับไปทั้งแบบนี้แหละ”

            “กลับ? แต่พวกเรายังไม่ได้ของชิ้นนั้นเลยนะครับ”

            ชายผมแดงหันมายิ้มให้ริคก่อนจะพูดว่า

            “ความจริงแล้วทางองค์กรได้เบาะแสของอีกชิ้นหนึ่งมาน่ะแล้วก็ชิงของชิ้นนั้นมาได้แล้วด้วย ที่ส่งฉันมาก็นอกจากให้เป็นกำลังเสริมแล้วยังเผื่อในกรณีที่ไม่สามารถต่อกรกับพวกศาสนจักรได้ก็จะได้พาพวกเธอถอยอย่างปลอดภัยไง”

            แม้จะได้คำอธิยายเช่นนั้นแต่ริคยังมีสีหน้าไม่สู้ดีเพราะรู้สึกแย่ที่ภารกิจที่ได้รับมาล้มเหลว ชายผมแดงก็กล่าวปลอบว่า

            “เอาน่าไม่ต้องเสียใจไปหรอกอย่างน้อยก็ได้ผลลัพธ์ที่โอเครอยู่นะนี่ไง” เขาชี้นิ้วโป้งไปที่นาคราชสามเศียร “ไม่นึกเลยนะว่าเจ้าคนที่พึ่งเข้ารับการปลูกฝังแก่นสัตว์อสูรมาได้ไม่ทันไรจะสามารถกลายร่างอสูรได้แล้วแบบนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากเลยนะ ถึงตอนนี้จะมีปัญหาที่การไม่สามารถคืนร่างเป็นคนได้ก็เถอะ”

            ริคที่ได้ฟังก็รีบถามด้วยความกังวลว่า

            “แต่ว่าให้ศาสนจักรได้ของชิ้นนั้นไปจะดีเหรอครับ”

            ชายผมแดงกลับยิ้มออกมา

            “เหมือนว่าทางองค์กรจะรู้ซึ้งถึงนิสัยที่จริงจังในการทำงานของนายนะ”

            “เอ๊ะ?”

            “ทางองค์กรฝากฉันมาบอกนายว่าเข็มทิศจะทำงานได้นั้นต้องมีชิ้นส่วนครบทุกชิ้นส่วน ขาดไปส่วนเดียวก็ไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้เราได้มาชิ้นหนึ่งแล้วหมายความว่าจะช้าจะเร็วพวกศาสนจักรจะต้องมาเอาชิ้นส่วนนี้กับเรา ดังนั้นต่อให้ตอนนี้ศาสนจักรได้ของชิ้นนี้หรือของชิ้นอื่นๆ ไป ไว้เราแค่ชิงของพวกนั้นจากมือของศาสนจักรก็ยังไม่สายหนำซ้ำยังไม่เหนื่อยด้วย”

            “แล้วพวกนั้นจะไม่ทำลายชิ้นส่วนเพื่อไม่ให้มีใครเข้าถึง...”

            ริคพูดยังไม่ทันจบแต่กลับถูกตัดบท

            “ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอก” ชายผมแดงแสยะยิ้มอย่างมั่นใจ “สิ่งที่พวกนั้นต้องการคือการทำลายอารยธรรมนั่นให้สิ้นซากไป พวกนั้นจะไม่เสี่ยงทำลายชิ้นส่วนเด็ดขาดเพราะไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีวิธีอื่นเข้าถึงอารยธรรมนั่น”

            ได้ฟังที่อีกฝ่ายพูดริคก็พยักหน้าเข้าใจก่อนจะพูดว่า

            “ครับคุณเคียน”

             

            เมืองไพร์ล็อก

            โถงทางเดินภายในปราสาทเออร์วินที่ยังแต่งชุดสีดำทั้งตัวแต่กลับถอดหน้ากากมาไว้ในมือเดินอยู่บนโถงทางเดินนั้นโดยมีเรเวนเดินตามหลังเขา

            “ว่าแต่พี่สาวเข้ามาร่วมวงได้ยังไงครับ?”

            เออร์วินถามขึ้นด้วยความสงสัย เรเวนกลับมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย

            “ทำไมคิดว่าฉันเอาเรื่องเธอไปบอกคนอื่นรึไง”

            “เปล่าครับผมไม่เคยคิดยังงั้นเลยนะครับผมก็แค่สงสัยว่าพี่สาวมาร่วมวงได้ยังไงก็แค่นั้น”

            เรเวนนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า

            “เดิมทีคืนนี้ก็นั่งฝึกฝนเพื่อให้ชินกับการรับรู้การสั่นของมานาตามที่เธอบอกอยู่กับโซอี้ในห้องนั่นแหละ แต่อยู่ๆ ก็มีคนมาเคาะประตูพาเปิดออกกลับพบว่าเป็นเกรซ บอกว่าเธอกำลังมีอันตรายและต้องการให้ฉันช่วย จากนั้นฉันก็พบว่าทั้ง พ่อเธอ บารอนเอเดรียน ออกัส ไลลา และยังเจ้าคนใส่แว่นนั่นก็รู้เรื่องของเธอด้วย”

            เมื่อเรเวนพูดถึงคนที่ใส่แว่นนั้นเออร์วืนก็นึกขึ้นได้

            “คนที่แว่นคนนั้นเป็นใครกันครับ? พี่สามพอรู้มั้ย”

            เรเวนตอบไปว่า

            “เกรซแนะนำแค่ว่าชื่อโทมัสเป็นลูกชายของไวเคานต์โรซาลินด์น่ะ”

            เออร์วินร้องอ้อออกมา

            “ที่แท้ก็หนอนหนังสือคนนั้น” เออร์วินพอมีข้อมูลของคนๆ นี้อยู่บ้าง เช่นเป็รคนที่แทบจะกินและนอนอยู่ในห้องสมุด ไม่ได้ออกจากคฤหาสน์มาหลายปีแล้วจนเออร์วินไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขามาก่อน แต่ไม่นึกเลยว่าครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่ายจะเป็นสถานการณ์แบบนี้ไปเสียได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเออร์วินก็สงสัยอีกอย่างก็คือ ไวเคานต์โรซาลินด์เองก็รู้เรื่องนี้ด้วยรึเปล่า เหมือนเรเวนจะเข้าใจความคิดของเออร์วินจึงตอบไปว่า

            “เหมือนว่าพ่อของโทมัสจะไม่รู้เรื่องนี้นะเพราะพระราชาได้ขอให้เขาเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่คล้ายกับว่าเขาจะยื่นข้อเสนออะไรบางอย่างกับพระราชาและเหมือนว่าพระราชาจะตกลง”

            “ข้อเสนอ?”

            “อันนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นข้อเสนออะไร”

            เออร์พยักตั้งใจว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนไปคุยกับพ่อจะลองถามเรื่องนี้ดู กลับเป็นเรเวนที่ถามขึ้นว่า

            “อาวุธนั่นที่เธอใช้คืออะไรเหรอ”

            เออร์วินหยุดเดินแล้วหันกลับมายิ้มให้เธอ

            “มันคือปืนลูกโม่ครับ” พร้องกับหยิบปืนลูกโม่จากซองปืนที่ด้านขวาออกมาส่งให้เธอ

            เรเวนรับปืนลูกโม่พบว่าขนาดของมันเล็กกว่าปืนกล่องพริกไทยที่เธอเห็นเมื่อตอนหัวค่ำประมาณหนึ่ง

            “เจ้านี่เหมือนจะเล็กกว่าอันที่เห็นตอนหัวค่ำนะ”

            “มันเล็กกว่าก็จริงแต่ประสิทธิโดยรวมดีกว่ากันเยอะครับ อย่างแรกเลยคือการรีโหลด”

            “รีโหลด?”

            “หมายถึงการบรรจุกระสุนใหม่ครับ ปืนพวกนั้นมีการรีโหลดที่ยุ่งยากทำให้ผมต้องพกไว้หลายกระบอกเพื่อแก้ปัญหาในจุดนี้ หนำซ้ำยังมีหลายลำกล้องทำให้ยากสำหรับการดูแลด้วยครับ จริงอยู่ที่ปืนลูกโม่นั้นมีระบบที่ซับซ้อนกว่าแต่การดูแลรักษาก็ง่ายกว่าครับ”

            เรเวนพยักหน้าก่อนจะส่งคืนปืนให้เด็กชาย เขารับมันไว้ก่อนจะเก็บลงบนซองหนัง

            “หนึ่งในสาเหตุที่ผมให้พี่สาวฝึกกล้ามเนื้อนอกจากเพื่อปูพื้นฐานร่างกายสำหรับฝึกทักษะการต่อสู้แล้วข้อเพื่อเอาไว้ให้พี่สาวใช้เจ้านี่ได้ครับ”

            เรเวนถามด้วยความสงสัยทันที

            “ต้องฝึกร่างกายหนักขนาดนี้ด้วยหรอกับของเล็กๆ แค่นี้เนี่ยนะ” เรเวจนนึกถึงการฝึกโหดที่ผ่านมาทั้งการตื่นมาวิ่งการวิดพื้นและการสวมกำไรเหล็กถ่วงน้ำหนัก เธอไม่เข้าใจว่ากับของเล็กๆ แค่นี้จำเป็นด้วยหรอที่ต้องฝึกร่างกายโหดขนาดนั้น

            เออร์วินยิ้มให้เธอ

            “อย่าดูถูกมันสิครับเห็นเล็กๆ แค่นี้แต่อนุภาพของมันถือว่าโหดเอาเรื่องนะครับ”

            เรเวนไม่เถียงเพราะเธอเองก็ไม่เคยใช้ปืนลูกโม่ม่ากอนจึงไม่รู้ว่ามึงจริงตามที่เด็กคนนี้บอกหรือเขาแค่คุยโวเท่านั้น ก่อนจะถามอีกเรื่องหนึ่ง

            “ดาบที่เธอใช้นั้นคืออะไรแล้วทักษะดาบที่แสดงออกมานั่นอีกไปเรียนรู้มาจากที่ไหนกัน”

            คราวก่อนเออร์วินใช้เรเปียร์เรเวนไม่ติดใจอะไร แต่พาเห็นเขาใช้ดาบอีกแบบหนึ่งเธอก็สงสัยทันที อาวุธต่างประเภททักษะที่ใช้ก็ย่อมต่างกันเด็กคนนี้ที่อายุเพียงแค่สิบขวบจะเอาเวลาที่ไหนไปฝึกทั้งสองอย่างนี้ และที่สำคัญทักษะที่เด็กคนนี้ใช้นั้นล้วนแต่ไม่มีการใช้เวทย์มนต์หนุนเสริม เป็นเพียงทักษะที่อาศัยแค่การเคลื่อนไหวเท่านั้นซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทวีปอาร์เคนัส

            เออร์วินที่ได้ยินคำถามก็นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า

            “ดาบนั่นมีชื่อว่าคาตานะครับ ส่วนทักษะที่ผมใช้นั้นก็เรียนมาจากขุมนรกครับ”

            “ขุมนรก?” เรเวนทวนคำที่เด็กชายพูด แต่อีกฝ่ายเพียงแต่ยิ้มให้เธอก่อนจะตีหน้าเศร้าพูดว่า

            “เอ่อพี่สาวครับผมต้องขอโทษด้วยนะครับคือว่าแหวนหมั้นที่พี่สาวให้ผมมามันถูกทำลายไปแล้วครับ”

            “แหวนหมั้น?” เรเวนจำไม่ได้ว่าเธอไปให้แหวนหมั้นอีกฝ่ายตอนไหน

            “ก็แหวนวงนั้นไงครับที่สาวขอหมั้นกลับผมที่ถ้ำใต้หน้าผาที่ๆ มีแค่เราสองคนนั้น”

            “แหวนหมั้น...ถ้าใต้หน้าผา...” เรเวนกำลังไล่เรียงความคิดพักหนึ่งก็นึกออก ในคืนที่เธอทำการฆ่าล้างคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์ตอนนี้เธอพบว่าแหวนที่ดอนใส่นั้นมความสามารถในการเพิ่มพูนพละกำลังได้ในระดับหนึ่ง แต่ที่เรเวนสนใจเก็บมาก็เพราะว่าคุณสมบัติอีกอย่างของมันก็คือสร้างบาเรียขึ้นมาได้และเธอคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับเออร์วิน

            เมื่อนึกขึ้นได้เรเวนก็หน้ากระตุกก้มมองเด็กชายที่ตอนนี้กำลังเอานิ้วมือทั้งสองแตะแล้วแยกแตะแล้วแยกทำหน้าทำตาเหมือนคนรู้สึกผิด เรเวนใคร่อยากจะเอาสันมือสับหัวเด็กคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด ตอนอยู่ในถ้ำเจ้าเด็กนี่ก็บอกว่าเธอขอแต่งงาน พอมาตอนนี้ก็มาอุตริบอกว่าเป็นแหวนหมั้นอีก เรเวนสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้มที่ตาไม่ยิ้มว่า

            “เจ้าชายเพคะไม่ทราบว่าสนใจอาบน้ำก่อนนอนมั้ยเพคะเดี๋ยวหม่อมฉันขัดหลังให้”

            เรเวนทำมือเป็นกำเล็บทำเอาเออร์วินนึกถึงความทรงจำสยองที่เคยให้เธอขัดหลังให้ขึ้นมา ใบหน้าซีดเผือดรีบส่ายหน้าทันที

            “มะไม่เป็นไรครับพี่สาวเดี่ยวผมจะเข้านอนแล้ว”

            เรเวนยังคงยิ้มให้เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้

            “แน่ใจหรือเพคะ” เรเวนทำจมูกฟุดฟิดใส่เขา “ถ้าไม่อาบน้ำเดี๋ยวจะซวยเอานะเพคะ”

            เออร์วินไมเข้าใจการทำจมูกฟุดฟิดของเธอ เพราะขนาดแม่เขายังทำแบบนี้แล้วก็บอกว่าเขาโตเป็นหนุ่ม แต่เออร์วินในตอนนี้หวาดกลัวมือทั้งสองของเรเวนมากกว่า รีบพูดว่า

            “มะมะไม่เป็นไรจริงๆ ครับพี่สาวเอ่อคือว่านี่ก็ดึกแล้วผมกลับไปนอนก่อนนะครับ”

            พูดจับเออร์วินก็รีบหมุนตัวแล้วโกยอ้าวไปในทันทีทิ้งเรเวนให้ยืนอยู่อย่างนั้นก่อนจะพูดอย่างเสียดายว่า

            “เฮ้อ...อุตส่าเตือนแล้วนะว่าจะซวยถ้าไม่อาบน้ำ ก็เล่นมีกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงติดขนาดนั้นขืนไปนอนเตียงเดียวกับยัยเจ้าหญิงหวงน้องนั่นล่ะก็...” เรเวนเวนพูดเพียงเท่านี้ก่อนจะอมยิ้มแล้วเดินกลับไปที่ห้องของตนพร้อมกับเฝ้ารออะไรที่น่าสนุกๆ ในพรุ่งนี้เช้า


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน