ตอนที่ 2
มู่เหิงแม้ว่าจะสงสาร ทว่าเขารู้ดีว่าไม่อาจจะปล่อยให้น้องๆเสียมารยาทได้ เขาเป็พี่ใหญ่ต้องสั่งสอนคนให้ดี หากอนาคตน้องเติบโตมาเป็คนไม่ดี นั่นย่อมเป็ความผิดของเขา เหมือนกับที่พ่อแม่มักจะสั่งสอนเขาให้หลาบจำ เด็กๆต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำได้ อะไรคือสิ่งที่ทำไม่ได้
การสั่งสอนทั้งสองให้รู้ความ นี่เป็หน้าที่ของเขา!
ชายหนุ่มเงื้อมือขึ้น ไม่ได้ลงแรงเต็มที่ขนาดนั้น ทว่าสำหรับเด็กน้อยแล้วมันก็ต้องเจ็บมากๆอยู่ดี เยว่เฉียนที่มองดูอยู่กลั้นใจไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากห้าม
“วันนี้วันมงคล ท่านจะทุบตีคนในบ้านั้แ่วันแรกที่ข้าก้าวเข้ามาเลยหรือ?”
น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่เจือไปด้วยอารมณ์เย้ยหยันสมกับเป็มารร้ายตนหนึ่งดังขึ้น คำพูดของนางไม่ได้ก้าวก่ายเื่ราวของสามพี่น้องที่้าสั่งสอนกันอย่างที่นางได้เอ่ยปากเอาไว้ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน
ทว่าเมื่อเห็นเด็กสองคนร้องไห้กอดกันกลมเช่นนี้ นางก็อดที่จะสงสารไม่ได้จริงๆ
อีกอย่าง ในโลกที่นางจากมาได้พิสูจน์แล้วว่าการรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีนั้นไม่ได้ผลเสมอไป ลองไปไล่ดูก็ได้ว่าคนในหมู่บ้านนี้มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่ได้สอนด้วยการทุบตีบ้าง แน่นอนว่าหาไม่ได้เลย
ยุคสมัยนี้ทุกคนใช้กำลังสั่งสอนลูกเต้าเพื่อหวังให้เขาได้ดีทั้งนั้น แล้วทำไมผลจึงยังมีโจรอยู่?
นั่นหมายถึงว่าการตีสั่งสอนหรือการใช้กำลังนั้นไม่ได้เป็ที่มาของการที่เด็กสักคนจะเป็คนดี
“ข้า...” มู่เหิงชะงักไปเล็กน้อย จริงอย่างที่นางกล่าวออกมาจริงๆ วันนี้แม้ว่านางจะไม่ได้เต็มใจแต่งงานด้วยกับเขา ทว่าก็ยังถือว่าเป็วันมงคลของพวกเขาทั้งสองคน เป็วันมงคลแรกของบ้านเล็กๆนี้ที่ไร้ซึ่งบิดามารดา
แม้ว่าจะอยากจะสอนเด็กทั้งสองให้รู้ว่าทำผิดที่มาแอบฟังผู้ใหญ่คุยกันอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังให้เกียรติสมาชิกคนใหม่ในบ้าน
“วันนี้จะว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น แต่อย่าให้มีครั้งต่อไปอีก ผู้ใหญ่คุยกันในบ้าน ถ้าไม่ได้อนุญาตให้เข้ามาฟังแล้วก็อย่ามาแอบฟังอีก มันคือมารยาท เข้าใจหรือไม่”
“ขะ เข้าใจแล้วขอรับ / เข้าใจแล้วเ้าค่ะ” สองเด็กน้อยประสานเสียงกัน รู้สึกเหมือนกับว่าจะรอดตายไปหนึ่งครั้ง
ทั้งสองคนมองพี่สะใภ้ที่ใครๆก็บอกว่าเป็มารร้ายด้วยสายตาเคลือบแคลง ทว่าเมื่อเห็นสายตาของพี่ชาย พวกเขาก็ต้องเก็บสายตาของตนเองกลับไป
สมาชิกคนใหม่ของบ้านรู้สึกขบขันเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา นางเดินไปที่กองสินเดิมของตนเองที่อยู่เต็มห้องหนึ่ง มีทั้งตั๋วเงินจากมารดาที่ร่ำไห้แทบขาดใจ มีเงินทองอีกเป็หีบ มีเสื้อผ้าอาภรที่ดีที่สุด มีสมุนไพรบำรุงและของล้ำค่าอีกมากมาย
ไม่ต้องบอกเลยว่าทำไมนางถึงได้กลายเป็นางมารร้ายง่ายดายขนาดนี้
นั่นเพราะนางนั้นได้รับการตามอกตามใจมากที่สุด ส่วนใหญ่แล้วมาจากคนเป็มารดาผู้นี้ หากไม่ใช่ว่าบิดาสั่งห้ามไม่ให้ส่งต่อร้านค้าในมือของนางเพื่อเป็การลงโทษ คาดว่าตอนนี้นางคงได้สิทธิในการจัดการร้านค้าสัก 20-30 แห่งในเมืองหลวงไปแล้ว
แต่เอาเถอะ....ได้มาเท่านี้ก็ถือว่ามากมายแล้ว
หญิงสาวตัวเล็กจัดแจงข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง ตั๋วเงิน 6 หีบที่วางอยู่ หลังจากที่นางแตะไปที่มันแล้วก็หายไป 4 หีบ เหลือทิ้งไว้ 2 หีบเพื่อไม่ให้มันดูประหลาดใจ ข้าวของเครื่องใช้มากมายหายไปอีกอย่างละครึ่ง โดยเฉพาะเครื่องประดับเล็กๆที่ไม่มีคนเห็นตอนแรกนั้นถูกเก็บเข้าไปหมด เหลือทิ้งไว้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
หลังจากนั้นผ้าห่มผ้านวมเบาะปูนอนนุ่มนิ่มอันใหญ่โตก็ปรากฏขึ้นแทนที่ หากมองรวมๆแล้วเหมือนข้าวของมากมายนั้นจะอยู่เท่าเดิมเพราะขนาดของมันใหญ่มาก เท่านี้ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นอีกว่ามูลค่าสินเดิมนั้นหายไป ถ้าไม่ใช่มารดาที่เป็คนจับข้าวของยัดมาเองย่อมไม่รู้ว่ามีอะไรแตกต่าง
“มู่เหิง มาช่วยทางนี้หน่อยได้หรือไม่”
หลังจากที่จัดแจงจนไม่รู้ว่ามีอะไรต่างไปจากเดิมแล้ว นางก็ส่งเสียงเรียกหาคนเป็สามีเพื่อให้เขามาเป็พยานสายตาทันที
มู่เหิงที่อบรมสั่งสอนเด็กๆอยู่ก็แทบจะลุกพรวดพราดออกมาด้วยความใ เขาไม่ชินกับเสียงหวานที่ร้องเรียกเขาอยู่ในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย เด็กๆทั้งสองเองก็ส่งสายตาหาพี่ชายว่าพวกเขาตามมาด้วยได้หรือไม่ มู่เหิงคาดว่าไม่ได้มีอะไรจึงพยักหน้าให้ทั้งสองคนตามมาด้วย
ภาพที่ทั้งสามเห็นก็คือหญิงงามผู้หนึ่งกำลังแบกผ้าห่มผืนหนาที่ดูอย่างไรก็น่าจะเป็ของล้ำค่าอย่างมากขึ้นมา ตรงพื้นยังมีเบาะสีขาวสะอาดอีกชิ้นด้วย
“เ้าช่วยข้าแบกเบาะนอนไปได้หรือไม่ ผ้าห่มผ้าปูและหมอนพวกนี้ข้าจะยกไปเอง” เยว่เฉียนเห็นเขามาพร้อมเด็กๆก็เอ่ยใช้งานทันที
อันที่จริงต่อให้นางยกเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นี่เป็ที่นอนสปริง มันไม่ได้หนักขนาดนั้น ไม่เหมือนที่นอนนุ่นและขนเป็ดที่จะหนักมาก แถมไม่นุ่มขนาดนี้ด้วย
“เอ่อ ได้สิ” เขากล่าวก่อนจะถกแขนเสื้อเตรียมจะยกของหนัก กระนั้นเมื่อได้ยกมันขึ้นมาแล้วก็พบว่าน้ำหนักของมันค่อนข้างเบามากๆ เขาเลิกคิ้วด้วยความสนใจ
“พี่สะใภ้ ให้พวกเราช่วยยกหมอนไปดีหรือไม่เ้าคะ” เด็กสาวตัวน้อยขันอาสา
เยว่เฉียนมองดูทั้งสองคนที่พยักหน้าหงึกหงักก่อนจะให้พวกเขายกหมอนไปให้ตามที่้า ทว่าหมอนที่นางนำมานั้นเป็หมอนใหญ่เกือบครึ่งวา เด็กสองคนจึงต้องช่วยกันเพราะไม่อยากให้มันเปื้อนเนื่องจากลากไปตามพื้นบ้าน
ห้องนอนของชายหนุ่มที่ไม่ได้ใหญ่มากนักเต็มไปทันทีหลังจากที่วางเบาะนอนของเยว่เฉียน กระนั้นห้องของเขาก็ไม่ได้มีข้าวของมากมายอยู่แล้วจึงไม่ได้ต้องยกขยับอะไรหนีเบาะนุ่มนี้
เด็กทั้งสองได้ลองจับๆตอนที่วางหมอนลง หมอนว่านิ่มจนเหมือนละลายคามือแล้ว ที่นอนก็ยังนุ่มนิ่มอีก ไม่เหมือนกับพื้นบ้านที่พวกเขาได้นอนเลย ทั้งแข็งแล้วก็ทำให้ปวดหลังด้วย นอกจากนี้ที่นอนนี้ก็ไม่เย็นเชียบจนน่ากลัว มันยังมีไออุ่นเล็กอยู่ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเป็ของพี่สะใภ้ และพี่สะใภ้ก็บอกกับพี่ชายไว้แล้วว่าจะไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกัน พวกเขาจะขอนอนมันสักคืน
“ขอบใจมาก อ่ะ เอานี่ไป” หลังจากที่เห็นเด็กๆพยายามยกข้าวของมาให้อย่างมีน้ำใจ เยว่เฉียนที่บอกออกไปว่าจะหาอะไรอุ่นๆให้กินก็ส่งซาลาเปาไปให้ 5 ลูก
นางทำทีหยิบออกมาจากหีบซึ่งตอนแรกมีตั๋วเงินอยู่เต็ม ทว่านางได้เปลี่ยนมันให้มีซาลาเปานับร้อยลูกอยู่ในนั้นแทนแล้ว
เด็กตาโตด้วยความใ ซาลาเปาอุ่นๆพวกนี้ออกมาจากหีบที่หนักอึ้งของพี่สะใภ้ จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร ตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันคือตั๋วเงิน แต่ที่ไหนได้มีซาลาเปาเต็มไปหมด พอเปิดหีบก็ได้กลิ่นหอมเข้าจมูก นับว่าวิเศษยิ่งนัก
“ขอบคุณขอรับ / ขอบคุณเ้าค่ะ” เด็กน้อยสองคนที่น่ารักน่าชังยกมือไหว้ด้วยความดีใจ
พวกเขารับเอาซาลาเปาลูกใหญ่กว่าที่เคยเห็นมาทั้งชีวิตด้วยมือที่สั่นเทา พวกเขาตื่นเต้นมากๆ สายตาของเด็กน้อยมองไปยังพี่ชาย เห็นเพียงเขาขมวดคิ้วด้วยความไม่ใคร่จะพอใจเท่านั้น
“ดึกแล้ว เด็กๆไม่ได้หิว เ้าเก็บซาลาเปานี่ไว้กินเถอะ” มู่เหิงกล่าวออกมาเสียงทุ้ม
“นี่ของตอบแทน ถ้าดึกแล้วจะไม่กินก็เอาไว้กินพรุ่งนี้ได้ ข้าบอกแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับพวกเ้าทั้งสามคน แต่ครั้งนี้ข้าขอแรงพวกเ้าให้ช่วยเหลือย่อมต้องมีของตอบแทน”
ฉินเยว่เฉียนกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทว่ามู่เหิงนั้นไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรนัก กระนั้นเขาก็ไม่ได้ห้ามน้องๆรับของมาอีก
“เอาล่ะ แยกย้ายไปนอนได้แล้ว ข้าจะจัดของต่ออีกหน่อย” เยว่เฉียนโบกมือให้ทั้ง 3 คน
สำหรับนางนั้นได้นอนกับมู่เหิงในห้องนี้ก็จริง ทว่ามีที่นอนแยกจากกันไม่ร่วมเตียงเหมือนคู่รักคนอื่นๆ ส่วนเด็กๆสองคนนั้นนอนอยู่ด้วยกันในห้องเล็กอีกห้อง เป็ห้องที่อุ่นกว่าเพราะไม่ต้องรับลมหนาว นี่เป็ความรักของพี่ชายโดยแท้จริง
“ถ้าพี่สะใภ้มีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้เลยนะขอรับ” เสี่ยวหานรีบบอกกล่าว
อย่างไรซาลาเปานี้ก็มีค่ามากเกินไป พวกเขาสามารถกินได้ทั้งวันหรือจนกระทั่งวันพรุ่งนี้ด้วยซ้ำไป ถ้าเอาไปขายก็ได้หลายอีแปะเลย เทียบกับค่าแรงทั้งวันของพี่ที่หาของป่าไปขายยังไม่ได้ขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้เสี่ยวหานเกรงใจได้อย่างไร
แม้จะรู้จากเสียงของชาวบ้านว่าพี่สะใภ้อาจจะมีเงินหลายร้อนตำลึงทอง แต่นั่นก็เป็เงินของพี่สะใภ้ไม่ใช่ของพวกเขา ตามกฎหมายแล้วค่าสินเดิมก็ยังเป็ของฝ่ายหญิงอยู่ ไม่นับรวมเป็ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในบ้าน
หมายเหตุ : 1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน , 1 ตำลึงเงิน = 1 ก้วนเหรียญทองแดง , 1 ก้วน = 1000 เหวิน (อีแปะ) ซึ่งที่มู่เหิงได้รับมาคือ 100 ตำลึงเงิน มีค่าเป็ 100,000 อีแปะ
“อืม ขอบน้ำใจเ้า” เยว่เฉียนไม่ได้สนใจมากมายนัก ไม่นับว่านั่นเป็บุญคุณอะไรด้วย อย่างไรตัวนางเองไม่ได้ขาดสนอะไรในตอนนี้
เงินทองจากที่มารดาให้มานับว่ามากมายถ้าเทียบกับค่าใช้จ่ายตามชนบทนี้ แต่ถ้าอยู่ในเมืองหลวงที่ชุดออกงานชุดหนึ่งราคาหลายสิบตำลึงทองก็นับว่าเงินนี้ไม่ได้มากมายอะไร ยิ่งในฐานะคุณหนูใหญ่ของฮูหยินจวนฉินนั้นยิ่งถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ
เงินหลายแสนตำลึงทองที่ได้รับมานี้จึงทำให้คนเป็มารดาไม่พอใจอยู่บ้าง กระนั้นก็ไม่อาจจะให้ได้มากกว่านี้ด้วยเกรงว่าจะได้รับโทสะของคนเป็สามี
อย่างมากรอให้ผ่านไปสักหลายๆเดือนค่อยทยอยส่งเงินมาให้ก็ไม่เสียหายอะไร
นั่นเป็แผนของคนเป็มารดา โดยไม่รู้เลยว่าธิดาของนางนั้นไม่ได้้าเงินจำนวนนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ตั๋วเงินหีบละ 1 หมื่นตำลึงทองรวมเป็ 6 หมื่นที่เก็บเข้ามิติ ก้อนเงินอีกหีบละ 4 พันตำลึงทอง แบ่งเก็บไปแล้ว 8 หีบ เหลือไว้ 1 หีบแล้วกระจายเงินทั่วๆกัน จะมีเหลือที่ไว้ข้างนอก 4000 ตำลึงทองเท่านั้น
หีบที่เหลือใช้เป็ตำลึงเงินมาใส่ไว้ให้เต็ม เสื้อผ้าล้ำค่าเก็บไว้เกือบหมด เหลือไว้ใส่อีก 3 ชุดเผื่อจำเป็ต้องใช้ แล้วก็มีเป็เสื้อผ้าธรรมดาอีกจำนวนหนึ่ง ใส่ข้าวสาร เนื้อหมูตากแห้ง น้ำตาล เกลือ บ๊วย และสุราไว้ในหีบว่างๆ
อ่า...เอาของดองออกมาไว้กินเพิ่มน่าจะดีกว่า มะขามดอง มะม่วงดอง มะยมดอง มะนาวดองก็เอามาทำอาหารได้ หน่อไม้ดองสัก 10 ไหเพิ่มน้ำหนักให้เท่ากับที่เอามาตอนแรก ไข่เค็มอีกหน่อยน่าจะดี”
คนตัวเล็กพึมพำกับตนเอง ยกข้าวของมากมายออกมาทีละเล็กทีละน้อยแทนของล้ำค่าที่เก็บเข้าไป นางทิ้งไว้เพียงของที่คาดว่าชาวบ้านน่าจะมองเห็นกันทั่วแล้วเอาไว้ ส่วนใต้นั้นก็ใส่เป็ของที่จะเอาออกมาใช้การได้แทน
มือเล็กหงายฝ่ามือขึ้นทำให้เห็นสัญลักษณ์รูปหยดน้ำ 3 หยดสีฟ้าปรากฏขึ้น มันเรืองแสงเล็กๆเมื่อมีการเอาของเข้าออกก่อนจะหายไปเหมือนไม่เคยมีสิ่งนั้นอยู่
หยดน้ำนี้คือของขวัญที่ได้รับมาั้แ่ยามเกิดพร้อมกับความทรงจำในอดีตชาติ ชีวิตใหม่ของนางกลายเป็นางร้ายในนิยายน้ำเน่า หากแต่นางก็ปล่อยให้มันเป็ไปตามเนื้อเื่ สร้างความวุ่นวายก่อนจะถูกเนรเทศไปอยู่บ้านนอกคอกนา เพราะตามนิยายแล้วหลังจากที่นางร้ายถูกเนรเทศ นางก็ถูกเขียนว่ามีชีวิตอยู่ชดใช้กรรมจนแก่เฒ่ากับสามียาจกของนาง
่เวลาสุดท้ายของนางร้ายยังได้จากไปพร้อมกับน้ำตา โชคยังดีที่เกิดมาครั้งหนึ่งในชีวิตยังมีคนรักนางได้มองส่งนางยามแก่เฒ่าจากไปจากโลกนี้ และคนนั้นก็คือสามียาจกที่นางเกลียดชังหนักหนานั่นเอง
………………………….