อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 101 ความกลุ้มใจของมีเรีย

            ด้านเออร์วินขณะนี้หลายคนกำลังพักเหนื่อยอยู่ พวกเรเวนต่างมีเนื้อตัวที่มอมแมม และชุ่มไปด้วยเหงื่อ ต่างกับสองสาวเผ่ามารหูสัตว์ลูซี่กับเดซี่ที่ยังดูฟิตเปรี๊ยะอยู่ แสดงให้เห็นได้ชัดถึงความต่างในด้านศักยภาพทางด้านร่างกายของทั้งสองเผ่าพันธุ์ ทว่ากลับเป็นเรื่องดีอยู่บ้างที่เนียกลับดูจะเข้ากันได้ดีกับเดซี่อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแต่ว่าตอนนี้แทมมี่มีเรียนอยู่ถ้าแทมมี่อยู่ด้วยก็จะเป็น 3 ทีโอ ซึ่งเมื่อวานก็เป็นทรงนี้แม้ว่าตอนแรก แทมมี่จะดูระแวงเดซี่อยู่บ้าง แต่ผ่านไปได้ไม่ถึงห้านาทีกลับกลายเป็นสนิทกันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

            ขณะที่เออร์วินกำลังนั่งมอง โทมัส ฝึกบวกเลขลบเลข โดยใช้เลขอาราบิกอยู่นั้น เรเวนก็เดินเข้ามา เธอมองสิ่งที่อยู่ในสมุดแวบหนึ่งก็รู้ว่าคืออะไรเธอรู้จักเลขอาราบิกเพราะมันเป็นสิ่งที่เออร์วินใช้สอนพวกเจค โดย เออร์วินจะสอนเลขอาราบิกควบไปกับเลขของทวีปอาร์เคนัส แม้เธอจะไม่รู้ว่าเขาเอาเลขพวกนี้มาจากไหนแต่เธอก็ยอมรับว่าเลขพวกนี้มันใช้งานง่ายมาก

            เออร์วินที่รู้สึกได้ถึงการมาของเรเวนจึงเงยหน้ามองเธอถามว่า

            “มีอะไรเหรอครับพี่สาว”

            เรเวนมองเขาแล้วบอกว่า

            “ขอคุยส่วนตัวหน่อยสิ”

            เออร์วินแม้จะสงสัยแต่ก็พยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินตามเธอไปจนห่างจากบริเวณนั้น พอประมาณ เรเวนก็หันหน้ามามองเขา ก่อนจะถามว่า

            “คือว่าฉันนึกถึงเรื่องที่พ่อเธอพูดในคืนนั้นเพราะว่าคู่หมั้นของเธอกำลังจะมาหา”

            เออร์วินมองหน้าเธออย่างเหลือเชื่อก่อนจะพูดว่า

            “หรือว่าพี่สาวจะหึงผม”

            “ไม่ใช่ย่ะ” เรเวนรีบพูดทันที แต่เออร์วินยังพูดเป็นตุเป็นตะว่า

            “ไม่ใช่นะครับพี่สาวมันไม่ใช่แบบที่พี่สาวคิดเลยนะครับ ผมไม่รู้เรื่องนี้เลยนะครับเรื่องนี้ท่านพ่อกับท่านแม่เขาจัดการกันเอง ในใจผมยังมีแต่...โอ้ย!”

            เออร์วินลงไปนั่งยองเอามือกุมศีรษะเพราะโดนเรเวนเอากำปั้นเขกกบาลด้วยความหมั่นไส้

            “ก็บอกว่าไม่ใช่ไงย่ะที่ฉันอยากจะถามว่าคือเรื่องที่เธอมีคู่หมั้นอยู่แล้วพี่สาวของน้องสาวเธอรู้ไหม”

            เออร์วินเงยหน้ามองเธอพร้อมกับร้องเอ๊ะออกมา

            “ลิลิธกับเรเชลน่ะเหรอครับ?”

            เห็นเรเวนยืนมองหน้าเขา เออร์วินนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า

            “รู้สึกว่าจะไม่รู้นะครับ”

            เรเวนขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้นถามว่า

            “พวกเธอไม่รู้เรื่องนี้งั้นเหรอ”

            “ครับตอนที่ท่านพ่อกับท่านแม่แจ้งเรื่องนี้ให้ผมทราบท่านก็กำชับไว้ว่าอย่าให้ลิลิธกับเรเชลรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”

            “อะไรนะพวกเขาสองคนกำชับไว้แบบนั้น”

            “ครับ”

            “เธอรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงให้เธอทำแบบนั้น”

            เออร์วินทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า

            “คงเพราะอยากเซอร์ไพรส์พวกเธอมั้งครับ”

            ‘ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่แน่ๆ’ เรเวนคิดในใจแม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงปิดบังสองคนนั้นเรื่องที่เออร์วินมีคู่หมั้น แต่เธอก็สัมผัสถึงกลิ่นของหายนะจางๆ เมื่อพี่สาวที่หวงน้องชายกับน้องสาวที่หวงพี่ชายได้รู้ว่าคนที่เป็นทางน้องชายและพี่ชายคนนี้มีคู่หมั้นแล้ว เรเวนร้องซี้ดออกมามองหน้าเด็กชายที่กำลังทำหน้าสงสัยไม่เข้าใจเธอจึงได้แต่สงสัย

            ‘เอาจริงสินี่เธอไม่รู้ตัวจริงๆ ปกติเธอจะเป็นคนฉลาดไม่ใช่หรอแต่หายนะรอบนี้แทบจะจ่อหน้าเธอแล้วนะทำไมยังมองไม่เห็นอีก’ เวลานั้นเรเวนรู้สึกอยากเตือนเด็กชายคนนี้ขึ้นมาแต่เธอก็นึกไม่ออกว่าจะเตือนเขาว่าอะไร เธอคิดอยู่พักนึงก่อนจะตัดสินใจเตือนเขาว่า

            “ตุนโพชั่นไว้เยอะๆ ล่ะ”

            “ฮะ?” เออร์วินทำหน้างงไม่เข้าใจว่าเธอพูดเรื่องอะไร

             

            ภายในค่ายทหาร

            ลิลลี่ที่ตอนนี้นับวันยิ่งกวัดแกว่งดาบใหญ่อย่างคล่องแคล่วมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่ายิ่งฝึกก็ยิ่งเข้ามือ ไลลาที่เห็นพัฒนาการของลิลลี่เป็นไปอย่างรวดเร็วก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้ลำพัง เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ถือดาบใหญ่ก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้วแต่นี่ยิ่งใช้กลับยิ่งคล่องแคล่ว สิ่งที่ไล่ล่า เลือกให้ลิลลี่ฝึกตอนนี้ยังมีแค่การฝึกกวัดแกว่งดาบใหญ่เฉยๆ

            ทางด้านมีเรียตอนนี้กลับไม่สู้ดีเท่าไหร่นักตรงหน้าเธอมีหุ่นฟางตัวหนึ่งตั้งอยู่ ตั้งแต่เช้ามานี้เธอใช้เวทย์ลมหุ้มดาบแล้วฟาดใส่หุ่นฟางนับครั้งไม่ถ้วน เธอฟาดใส่จนมานาหมดเธอก็ นั่งพัก เมื่อมานาฟื้นเธอก็ฟาดต่อ พอมามานาหมด เธอก็นั่งพัก พอมานาฟื้น เธอก็ฟาดต่อ เธอทำอย่างนี้เวียนไปเวียนไปยังไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ได้เธอกลับไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งเธอก็ทำฟางขาดไปแค่สองเส้นบางครั้งก็เส้นเดียว แต่บ่อยครั้งที่ลมที่ดาบเธอจะสลายไปก่อนที่จะถึงหุ่นฟาง ทำให้ตั้งแต่เช้ามานี้หุ่นฟางที่เธอใช้นั้นยังคงเป็นหุ่นฟางตัวเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง หรือถ้าพูดให้ถูกคือตั้งแต่ที่เธอเริ่มฝึกเช่นนี้หุ่นฟางตัวนี้ก็อยู่กับเธอมาตลอด

            มีเรียขมวดคิ้วมองหุ้นฝั่งตรงหน้าจนตอนนี้เธอก็ฝึกฝนด้วยความมุมานะมาตลอด แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จสักทีเธอไม่เข้าใจว่าเธอขาดอะไรไป อัศวินในฝันที่มีเรียอยากจะเป็นไม่ใช่อะไรอ่อนหัด ที่เรื่องแค่นี้ก็ไม่สามารถทำได้

            เธอนั่งพักอยู่พักหนึ่งจนมานาเริ่มฟื้นฟูในระดับหนึ่งก็ลุกขึ้นทำการร่ายคาถากลายเป็นลมพายุห่อหุ้มตัวดาบไว้ แล้วตวัดดาบใส่หุ่นฟางที่อยู่ไกลออกไป ลมพายุที่ห่อหุ้มดาบพุ่งเข้าใส่หุ่นฟางแต่ก่อนที่มันจะถูกตัวหุ่นฟางมันก็สลายไปก่อน มีเรียยังคงมุ่งมั่นทำเช่นเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมานาหมดแล้วจึงนั่งพักเพื่อฟื้นฟูมานา

            “อย่างมุมานะเหมือนเดิมเลยนะน่าชื่นชมจริงๆ เสียดายที่พวกอัศวินฝึกหัดส่วนใหญ่ไม่คิดจะเอาเธอเป็นแบบอย่าง”

            มีเรียหันไปเห็นเป็นไลลาก็รีบลุกขึ้นมาพูดอย่างสุภาพ

            “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะคุณไลลา เพราะว่าหนูยังไม่เคยตัดหุ่นฟางตัวนั้นขาดได้เลยสักครั้ง” มีเรียพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล

            ไลลายิ้มให้เธอพร้อมกับพูดว่า

            “เธอน่ะกดดันตัวเองมากเกินไปแล้ว” ก่อนจะหันไปมองหุ่นฟางที่สภาพยังคงอยู่ดี “โดยอายุแบบเธอการที่สร้างพายุห่อหุ้มดาบได้แบบที่เธอทำอยู่ ก็พอจะสามารถเรียกว่าอัจฉริยะได้แล้ว”

            มีเรียรีบพูดทันทีว่า

            “แต่หนูไม่ใช่เด็กนะคะอัศวินถึงตอนนี้จะเป็นแค่ซึ่งเป็นฝึกหัดก็ตาม”

            ไลลาไม่รู้จะพูดอะไรกับเธอคนนี้ดี ตอนแรกที่เธอได้รับการฝากฝังจากดยุคกาเลออนให้ช่วยฝึกลูกสาวของเขา เธอก็คิดว่าคงฝึกไม่นานเดี๋ยวก็เลิกเพราะคงเป็นแค่การหลงใหลเหล่าอัศวินที่อยู่หรือนิทาน แต่เธอกลับนึกไม่ถึงว่าไม่ว่าจะเจอการฝึกฝึกหนักแค่ไหนหรือความลำบากยังไง เด็กคนนี้ก็จะอดทนและผ่านมันไปได้เสมอ เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้จริงจังกับการเป็นอัศวินมากขนาดไหน

            ไลลาคิดอะไรได้อย่างหนึ่งจึงลองแนะนำไปว่า

            “ถ้าอย่างนั้นทำไมเธอไม่ลองไปขอคำแนะนำจากเจ้าชายเออร์วินดูละ”

            มีเรียมองหน้าไลลาก่อนจะหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า

            “นี่เล่นมุขอะไรกันคะคุณไลลาให้หนูไปขอความแนะนำจากเจ้าชายขย...” มีเรียที่เห็นสายตาของไลลาก็รีบยั้งและเปลี่ยนคำพูดทันที “เออร์วินน่ะเหรอคะ”

            ไลลาพูดกับมีเรียว่า

            “แต่ฉันว่าเธอรองขอคำแนะนำจากเขาดูก็ไม่เสียหายนะ”

            มีเรียหันไปมองหุ่นฟางที่ยังมีสภาพดีอยู่

            “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะคุณไลลาแต่หนูฝึกอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาเดี๋ยวก็คงจะได้เองแหละค่ะ”

            ไลลาที่เห็นความดื้อดึงของมิเรียก็ได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้า เธอรู้ดีว่าเด็กคนนี้ถูกเหล่าอัศวินฝึกหัดและทหารในค่ายพากันพูดถึงเออร์วินในฐานะเจ้าชายขยะจนเธอปรามาสเขาว่า เป็นแค่ขยะ ไลลามองไปทานลิลลี่ที่กำลังฝึกหวดดาบไปมาอยู่นั้นก็พูดว่า

            “ถ้าอย่างงั้นวันนี้ก็ผ่อนคลายสักหน่อยเป็นไงลองพาลิลลี่ออกไปเดินลาดตระเวนซะหน่อยสิ”

            มีเรียที่ได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมองลิลลี่แล้วพูดด้วยความลังเลว่า

            “จะดีเหรอคะ”

            ไลลากอดอกแล้วยิ้มให้มีเรีย

            “ทำไมกลัวว่าเป็นเผ่ามารหูสัตว์จะทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นหรือไง เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกเพราะดูเหมือนว่าพวกชาวบ้านเองก็เริ่มจะนิยมพวกเธอขึ้นมาแล้ว”

            มีเรียทำหน้าไม่เชื่อไลลาก็ยิ้มบอกว่า

            “ลองพาเธอไปลาดตระเวนดูเดี๋ยวก็รู้ส่วนเรื่องที่เธอกำลังกลุ้มใจอยู่นี้ลองผ่อนคลายซะหน่อยอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อก็ได้นะ”

             

            “นี่ฉันว่าฉันรู้แล้วล่ะว่าทำไมเธอถึงบอกว่าถ้าโซอี้เลือกที่จะรับอวัยวะเทียมจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่แบบคนปกติได้”

            อยู่ๆ เรเวนก็พูดขึ้นเออร์วินมองหน้าเธอรอดูว่าเธอจะพูดอะไรต่อ เรเวนก้มลงมาจ้องหน้าเขา

            “พลังที่ชื่อว่าวิทยาศาสตร์ที่เธอพูดถึงมันไม่ใช่เวทย์มนตร์ใช่ไหม และที่เธอพยายามตามหาพ่อมดแม่มดเพราะรู้ว่าถ้าศาสนจักรรู้เรื่องพลังนี้พวกเขาจะไม่ปล่อยเธอไว้”

            เออร์วินยิ้มออกมาก่อนจะถามว่า

            “พี่สาวคิดเรื่องนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไรครับ”

            เรเวนสบตากับเขาแล้วก็ตอบว่า

            “ฉันเริ่มเอะใจตั้งแต่คืนนั้นที่เธอออกไปเอาของจนต้องปะทะกับกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้น”

            “ทั้งที่พี่สาวคิดได้ตั้งแต่คืนนั้นแต่รอหลายวันพึ่งจะพูดออกมาเนี่ยนะครับ”

            เรเวนไม่พูดอะไรเออร์วินลุกขึ้นยืนพร้อมกับพูดว่า

            “ถ้าพี่สาวระแวงว่าจะติดร่างแหไปด้วยพี่สาวสามารถไปจากเมืองนี้ได้นะครับ ผมสัญญาว่าถ้าพลาดอะไรขึ้นมาจะไม่พูดถึงพี่สาวเด็ดขาด”

            เรเวนหันไปมองพวกเจคและลูซี่ที่กำลังพักเหนื่อยอยู่ ซึ่งตอนนี้ลูซี่ จูน และอันนาก็สนิทสนมและเข้ากันได้ดี หรือเนียกับเดซี่เองก็เช่นกันแม้จะมีความต่างของเรื่องเผ่าพันธุ์อยู่บ้าง เธอมองสิ่งเหล่านั้นแล้วก็ถามว่า

            “พวกเขารู้หรือเปล่าว่ากำลังมีอะไรรออยู่ในอนาคต”

            เออร์วินมองตามสายตาของเธอก่อนจะตอบว่า

            “พวกเขาไม่รู้หรอกครับ”

            เรเวนหันกลับมามองหน้าเขาเออร์วินก็พูดว่า

            “ผมรู้ครับว่าพี่สาวคิดอะไรอยู่และผมจะไม่ปฏิเสธ แต่ผมอยากจะบอกว่าถึงผมไม่ลากพวกเขาเข้ามาเอี่ยวชีวิตผมพวกเขาก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก เพราะกฎที่โลกใบนี้เป็นทั้งพวกเขา และตัวผมเองล้วนถูกกำหนดให้เป็นผู้ถูกกระทำ ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็มีแต่ต้องสร้างกฎขึ้นมาใหม่”

            เออร์วินที่เตรียมใจแล้วว่าอาจจะต้องถูกเธอต่อว่า แต่ทว่าเรเวนกลับยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า

            “ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” แล้วก็หันสายตาไปมองเนียที่กำลังพูดคุยกับเดซี่อย่างสนิทสนม เธอรู้ดีว่าเนียนั้นไม่มีเพื่อนเพราะพฤติกรรมของเจคที่ทำให้ผู้คนในสลัมต่างพากันปลีกตัวออกห่าง การที่ได้เห็นเนียมีเพื่อนมันทำให้เธออดดีใจด้วยไม่ได้ “แต่ก็อย่างที่ฉันได้บอกไปในคืนนั้นว่าถ้าเห็นท่าไม่ดีเมื่อไหร่ฉันชิ่งก่อนแน่”

            เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า

            “แน่ใจเหรอครับว่าพี่สาวจะชิ่งได้ก่อนผมเพราะบางทีอาจเป็นผมที่ชิ่งของพี่สาวก็เป็นได้”

            เรเวนไม่พูดอะไรเธอเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะถามเขาว่า

            “ถามหน่อยสิสรุปแล้วแผนการของเธอไม่ได้หยุดแค่การปฏิรูปเมืองใช่ไหม”

            เออร์วินเงียบไม่ตอบอะไรแต่สำหรับเรเวนแล้วนั่นคือคำตอบ เรเวนจึงถามเขาอีกว่า

            “ที่เธอพูดในวันนั้นคือความจริงสินะ”

            เออร์วินยิ้มให้เธอ

            “กลัวหรือครับ”

            เรเวนตะลึงตาตอบ

            “ก็แค่สงสัยเท่านั้นแหละย่ะ” เรเวนเงียบไปก่อนจะถามเขาอีกว่า “เธอรู้ดีใช่ไหมว่ากำลังเจอกับอะไร”

            “ผมก็ไม่รู้ดีหรอกครับว่าผมกำลังเจอกับอะไรแต่ผมรู้ดีว่าผมกำลังทำอะไร”

            เรเวนเบือนหน้าไปอีกทางพูดว่า

            “ทำตัวให้สมกับเป็นเด็กบ้างก็ดีนะเธอน่ะ” เธอเหลือบมองไปทางเดซี่กับเนียที่กำลังนั่งคุยกัน “ด้วยสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์จะสามารถทำให้โซอี้กลับมาเดินได้จริงๆ เหรอ” 

            “ได้แน่นอนครับผมคิดแล้วว่าจะทำยังไงแต่ปัญหาตอนนี้ก็คือวัตถุดิบ”

            “มิธริลที่เธอบอกสินะ”

            “ครับ”

            พูดถึงแร่มิธริลแล้วนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เออร์วินปวดหัวเหมือนกัน เพราะสำหรับเมืองบ้านนอกที่อยู่สุดขอบทวีปการจะหาแร่ชนิดนี้เป็นอะไรที่ยากมาก เออร์วินใช้เวลาหลายปีสุดท้ายกลับพบว่าทางเดียวที่จะได้แร่ชนิดนี้มาก็คือต้องพึ่งสมาคมการค้าไครอส แต่สำหรับเขาที่ครอบครองถุงมิติเทียมสมาคมการค้าไครอสเป็นสถานที่ที่เขาไม่อยากจะข้องแวะมากที่สุด

            เออร์วินถอนหายใจสำหรับปัญหาที่เขาไม่รู้ว่าจะแก้ยังไงนี้ ตอนนี้เขาจึงได้แต่เลือกจะวางปัญหานี้ไว้ชั่วคราว แล้วมุ่งความสนใจไปที่เรื่องอื่นอย่างการพัฒนาเมืองและพัฒนาความสามารถของพวกเจคแทน

            “แล้วสรุปแล้วว่าของที่พวกศาสนจักรกับพวกกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นต้องการนั้นคืออะไร”

            เรเวนถามขึ้นแต่เออร์วินกลับตอบเพียงว่า

            “อันนั้นผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”

            “ไม่รู้?” เรเวนสงสัยทันทีเพราะนับตั้งแต่ที่เธอรู้จักเด็กคนนี้มาเขาเป็นคนที่ทำอะไรรอบคอบอยู่เสมอ แต่สำหรับของที่เหมือนเผือกร้อนเช่นนี้เขาตอบแค่ว่าไม่รู้

            “เพราะของที่ผมได้จากการล่าค่าหัวนั้นมันเยอะเหลือเกินเมื่อบวกกับของที่ผมได้มาจากดอน โกเบอร์ อีกผมก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานขนาดไหนกว่าจะคุ้ยหาของชิ้นนั้นเจอ แล้วยิ่งไม่มีเบาะแสอีกว่าของชิ้นนั้นมีลักษณะเป็นยังไงรูปร่างอะไรหรือมีจุดสังเกตอะไร”

            เรเวนพยักหน้าเข้าใจเออร์วินพูดต่ออีกว่า

            “สิ่งเดียวที่ผมรู้เกี่ยวกับของชิ้นนี้ก็คือมันมีความสำคัญมากถึงขนาดที่ศาสนจักรต้องส่ง อัศวินศักดิ์สิทธิ์มาด้วยตัวเองทั้งยังทำเป็นความลับอีกด้วย” เออร์วินยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับมองเรเวนที่อยู่ในชุดลำลองซึ่งตอนนี้เปื้อนไปด้วยฝุ่นจากการฝึกทุ่ม ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจเขาขึ้นมามันเป็นภาพของเรเวนที่อยู่ในชุดสปอร์ตบาร์โชว์ซิกแพค ไม่รู้ทำไมเพียงแค่เห็นภาพนี้เออร์วินก็สลัดมันออกไปจากหัวไม่ได้เลย เขาจ้องมองเธอพร้อมกับนำชุดสปอร์ตบาร์ที่อยู่ในหัวทับลงไป ทว่าเรเวนที่ไม่รู้สิ่งที่อยู่ในความคิดเขาก็ถามขึ้นว่า

            “แล้วเรื่องคาลีฟล่ะจะเอายังไง?” แต่สิ่งที่ได้มากับเป็นความเงียบเธอจึงถามเขาไปอีกครั้ง “นี่ได้ฟังที่พูดบ้างไหม”

            เออร์วินได้สติ

            “คะครับอะไรนะครับพี่สาว”

            เรเวนถอนหายใจบ่นว่า

            “ไม่บ่อยเลยนะที่ได้เห็นเธอใจลอยแบบนี้”

            เออร์วินเกาหัวแก้เขินพร้อมกับเบือนสายตาไปทางอื่น

            “มันก็มีบ้างแหละครับแหะแหะ” ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก

            เรเวนจึงถามอีกครั้งว่า

            “แล้วเรื่องคาลีฟล่ะจะแก้ยังไง?”

            เออร์วินหันมามองเรเวนพร้อมกับทำหน้างง

            “คาลีฟ? ใครหรอครับ”

            เรเวนถึงกับทำตาโตเป็นไข่ห่านเธอไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กคนนี้ที่มักจะแสดงความฉลาดและความคิดที่เกินวัยจะลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ได้

            “คาลีฟก็พ่อของเจ้ากอลิล่านั่นไง”

            เออร์วินลองอ้อออกมา

            “ถ้าคนคนนั้นแล้วก็ไม่ต้องใส่ใจหรอกครับตราบใดที่อาณาจักรเซลเวเรียยังต้องการให้เมืองไพร์ล็อกระวังหลังให้อยู่ เขาก็ไม่สามารถทำอะไรซึ่งๆ หน้าได้หรอกครับ”

            เรเวนขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า

            “หมายความว่าเขาสามารถเล่นงานได้แต่ในที่ลับสินะ”

            เออร์วินกลับยิ้ม

            “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ยิ่งเข้าทางสิครับเพราะถ้าเขาเลือกจะเล่นงานผมในที่ลับ ผมก็สามารถเก็บเขาได้แบบลับๆ” เออร์วินพูดพร้อมกับทำมือเป็นรูปปืนซึ่งเรเวนที่เคยเห็นเขาใช้ปืนลูกโม่ก็เข้าใจความหมายดี แต่อยู่ๆ เขาก็ถามเธอว่า

            “พี่สาวครับถ้าหากว่ามันมีชุดแบบหนึ่งที่เหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายพี่สาวว่าเป็นเรื่องดีมั้ยครับ”

            เรเวนมองหน้าเด็กชายด้วยความสงสัยไม่เข้าใจว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไรแต่ก็ยังตอบว่า

            “ชุดแบบนี้ก็เหมาะดีนะทำไมหรอหรือว่ามีชุดที่เหมาะกว่า”

            เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วไม่พูดอะไรทิ้งให้เรเวนรู้สึกงุนงงอยู่อย่างนั้น   


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน