ตอนที่ 62 งานพิเศษ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สสังเกตตราสัญลักษณ์ของแคลนพยัคฆ์ครามก็พอเขาคาดเดาได้ว่าคนคนนี้เป็นใคร
‘เขาคงเป็นคนใหญ่คนโตของแคลนพยัคฆ์ที่ตามมาดูแลเด็กๆ เหล่านี้’
แคลนพยัคฆ์ครามเป็นถึงหนึ่งในห้าแคลนใหญ่ระดับประเทศ กำลังรบของพวกเขาล้วนแข็งแกร่งไม่ต่างไปจากแคลนบัญชาฟ้าซึ่งเป็นอันดับหนึ่งมากนัก แน่นอนว่าแคลนระดับท็อปเหล่านี้ย่อมมีเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินประจำอยู่ อบิสระดับสูงจึงเป็นเป้าหมายของพวกเขา
จากการสังเกตของเฟิร์ส กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากชายคนนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เผยสัญลักษณ์ดาราออกมา แต่ก็สามารถคาดเดาได้ว่าเขาคือผู้แข็งแกร่งดาราแดงที่มีระดับเหนือกว่าสามแฉกขึ้นไป
เนื่องจากเฟิร์สยังไม่เคยสัมผัสพลังของผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ เขาจึงได้แต่คาดเดาจากคนที่เขาเคยเจอเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาสารวัตรเอไอคือผู้มีพลังรบสูงสุดที่เขาเคยเผชิญหน้า
พลังรบของชายคนนี้มันแทบจะไม่ต่างไปจากสารวัตรเอไอ
“มีอะไรกับผมหรอครับ?” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง
ท่าทางและการแสดงออกของเขายังคงสงบนิ่งเช่นนี้ตลอด
ชายคนนั้นเดินเข้าหาเฟิร์สและเอ่ย
“ผมอีวานจากแคลนพยัคฆ์ครามเป็นผู้รับผิดชอบเด็กฝึกกลุ่มนี้”
เฟิร์สพยักหน้าเล็กๆ อย่างเข้าใจ แน่นอนว่าอีวานคือฉายานามของเขา ซึ่งโดยปกติแล้วระหว่างเวเนเตอร์จะเรียกฉายานามของกันและกันมากกว่าชื่อ
“ครับ”
“เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้เป็นทรัพยากรของพวกเราที่ไม่อาจสูญเสียได้ ผมจึงอยากจ้างคุณให้คุ้มครองพวกเขา”
“ปกป้องเด็กพวกนี้” เฟิร์สยกยิ้มขึ้นมาและเอ่ยต่อ “ผมเนี้ยนะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ต่อหน้าผมคุณไม่ต้องแกล้งถ่อมตัวขนาดนั้นก็ได้ เรื่องที่คุณแสดงความสามารถกับผู้กองภาวินนั้นไม่ใช่ความลับกับแคลนของผม”
“อ้อ” เฟิร์สตอบรับด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง
“แน่นอนว่าผมไม่ได้ให้คุณทำงานฟรีๆ เมื่อเด็กพวกนี้ออกมาจากอบิสได้อย่างปลอดภัย เงินสามพันล้านจะเป็นของคุณ” อีวานเอ่ยข้อเสนอของเขาออกมา
แม้เงินสามพันล้านบาทจะเป็นจำนวนที่มาก แต่สำหรับแคลนระดับท็อปของประเทศแล้วมันไม่นับว่าเป็นอะไรสำหรับพวกเขา
ยิ่งในกลุ่มมีหนึ่งผู้มีพรสวรรค์และห้าผู้มีความสามารถพิเศษด้วย พวกเขาย่อมต้องปกป้องพวกเขาเป็นอย่างดี
เฟิร์สนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “แคลนพยัคฆ์ครามไม่ขาดแคลนผู้มีความสามารถ ทำไมพวกคุณไม่ปกป้องพวกเขาด้วยตนเอง”
“แม้ว่าคุณจะอายุน้อย แต่บุคลิกของคุณเป็นผู้ใหญ่มาก” อีวานยิ้มและเอ่ยต่อ “แน่นอนว่าพวกเราย่อมส่งคนไปคุ้มครองพวกเขาข้างในนั้นอยู่แล้ว แต่นี่คือการฝึกฝน พวกเราไม่อาจออกหน้าได้สะดวก ไม่เช่นกันพวกเขาจะไม่เข้าใจความเป็นตายภายในอบิส ส่วนที่ผมฝากให้คุณดูแลก็เพราะคุณสามารถรับหน้าที่คนดูแลเบื้องหน้าได้ หากไม่อยู่ในสถานการณ์วิกฤตจริงๆ พวกผมจะไม่ลงมืออย่างเด็ดขาด”
ความจริงแล้วเฟิร์สก็พอเข้าใจความคิดเหล่านี้อยู่แล้ว แต่เขาไม่ต้องการทำตัวให้เป็นคนฉลาดเกินไป จึงแสร้งโง่ไปบ้าง
เหมือนคำโบราณที่ว่าไว้ “แสร้งโง่ ดีกว่าอวดฉลาด”
เงินจำนวนสามพันล้านไม่ใช่จำนวนที่น้อยๆ แม้ด้วยความสามารถของเฟิร์สในตอนนี้จะสามารถหามันมาได้อย่างไม่ยากลำบาก
แต่ในเมื่อมีคนเอาเงินมายื่นให้ถึงมือ และงานนี้ก็ไม่ใช่งานที่ยากนัก เขาจึงตัดสินใจได้
“ตกลง ผมจะดูแลเด็กพวกนี้ให้” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง
อีวานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาประหลาดใจที่เฟิร์สเรียกนักเรียนของเขาว่า “เด็กพวกนี้” ทั้งๆ ที่เฟิร์สเองยังอายุสิบหกไม่ใช่หรอ
นักเรียนที่พึ่งเข้าไปส่วนใหญ่ แทบจะแก่กว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ทั้งหมด
“คำตอบของคุณทำให้ผมพอใจมาก หากไม่มีอะไรผิดพลาดคุณจะได้รับเงินตามสัญญาแน่นอน”
“ผมไปได้รึยัง?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า งั้นก็แค่นี้ ขอให้คุณทำตามหน้าที่อย่างเรียบร้อย”
เมื่อพูดคุยกันจบ เฟิร์สก็หันหลังแล้วเดินเข้าไปด้านในของวังวนสีขาว
หลังจากที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มหายไป ผู้กองดีเกรย์ก็ก้าวเข้ามายืนอยู่ด้านข้างของอีวาน
“เด็กคนนี้น่าสนใจจริงๆ น่าเสียดายที่ผมไม่ได้พบเขาก่อน” อีวานกล่าวอย่างยิ้มๆ
“ถึงคุณจะพบเขาตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว นิวโฮปย่อมไม่มีทางปล่อยเด็กคนนี้ไปง่ายๆ แน่ นี่ก็พึ่งจะเริ่มทำงาน นิวโฮปก็เหมือนจะตามใจเขาเป็นอย่างมาก” ผู้กองดีเกรย์กล่าวอย่างอารมณ์ดี
“ว่าแต่ที่คุณภาวินไม่สามารถทำอะไรเด็กคนนั้นได้เลย มันเป็นความจริงอย่างนั้นหรอ?” อีวานเอ่ยถาม
ดูเหมือนข่าวที่เขาได้รับมาจะเป็นข้อมูลเชิงลึกมากๆ
ด้านผู้กองสาวก็รู้ดีอยู่แล้วว่าชายคนนี้มีสายข้อมูลดีแค่ไหน เธอจึงตอบออกไปตรงๆ
“ถ้าตามที่ผู้กองภาวินได้รายงานมาเป็นความจริงน่ะนะ” ผู้กองดีเกรย์เอ่ยทีเล่นทีจริง เธอไม่ได้ตอบคำถามของอีวานโดยตรง
“ฉันเริ่มชักจะอิจฉานิวโฮปแล้วสิ” อีวานกล่าวอย่างยิ้มๆ ก่อนจะเดินจากไป
ซึ่งไม่นานนักหลังจากที่กลุ่มนักเรียนผ่านเข้าไปในประตูอบิสครู่ใหญ่ คนของแคลนพยัคฆ์ครามก็ตามเข้าไปเพื่อคุ้มครองเด็กๆ ที่เข้าไปที่นั่น
ด้านในอบิส กลุ่มของนักเรียนสถาบันพยัคฆ์ครามเข้ามาที่นี่ก่อนหน้านี้ครู่หนึ่ง พวกเขายังไม่ออกเดินทาง เพราะต้องรอวอชเชอร์ให้เข้ามา
ตามกฎของนิวโฮป การเริ่มและการสิ้นสุดภารกิจจะต้องได้รับความยินยอมจากวอชเชอร์
แม้ว่าเวเกอร์ เวเนเตอร์ผู้มีพรสวรรค์สูงสุดจะเป็นผู้นำ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำคนออกไปจากเซฟโซนได้ หากไม่ได้รับการอนุญาตจากเฟิร์ส
วัยรุ่นกลุ่มนี้ดูเหมือนจะร้อนวิชา พวกเขาอยากจะมีประสบการณ์กวาดล้างอบิสครั้งแรกแบบนี้มานานแล้ว แต่เมื่อเห็นวอชเชอร์ยังไม่ตามเข้ามา การรอคอยจึงทำให้พวกเขารู้สึกหงุดหงิดใจ
“ทำไมวอชเชอร์ยังไม่เข้ามา? เด็กคนนั้นมัวทำอะไรอยู่”
หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นเริ่มบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ ซึ่งหลายๆ คนก็รู้สึกเช่นนี้
แม้แต่สาวๆ บางคนที่มีสายตาแอบปลื้มวอชเชอร์หนุ่ม ก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาเช่นกัน
หน้าตาของเฟิร์สนั้นไม่ได้ถึงกับดูไม่ได้ ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะดูผอมบางและมีความสูงเพียงแค่หนึ่งร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร ซึ่งนับว่าต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กหนุ่มยุคนี้ แต่ผิวพรรณของเขากลับกระจ่างใสราวกับผิวของกระบี่
ร่างผอมบางในชุดสูทสีขาวทำให้เขาดูเหมือนนายแบบหนุ่มน้อยในนิตยสารญี่ปุ่นที่สาวๆ ชอบกรี๊ดกัน
แต่ตอนนี้ความร้อนวิชานั้นทำให้พวกเธอเริ่มไม่พอใจบ้างแล้ว
พวกเขาไม่รู้เลยว่าที่เฟิร์สต้องช้านั่นก็เพราะระดับสูงของแคลนพยัคฆ์ครามเป็นคนรั้งเขาไว้เอง
“เมื่อไหร่เขาจะมา?”
“ใช่ เด็กนั่นมัวทำอะไรอยู่?”
เสียงบ่นของเด็กวัยรุ่นนับสิบเริ่มดังขึ้นมา
แต่ทว่าไม่นานร่างในชุดสูทสีขาวก็ก้าวออกมาจากวังวน
สายตาของแต่ละคนล้วนจ้องมองเด็กหนุ่มร่างผอมบางอย่างหงุดหงิด
“เฮ้! วอชเชอร์นายมัวทำอะไรอยู่ ทำไมถึงพึ่งมา?”
“นี่ไม่ใช่งานแรกของนายใช่ไหม?”
ชายสองคนเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ
ทว่าเฟิร์สยังคงนิ่งสงบเหมือนดังเริ่มแรก เขาหันไปที่เด็กหนุ่มคนนั้นและเอ่ย “แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การทำงานครั้งแรกของฉัน มันเป็นครั้งที่สอง”
คำตอบของเด็กหนุ่มร่างผอมบางทำให้ความไม่พอใจของวัยรุ่นกลุ่มนี้พัดโหมขึ้นไปอีก
“นี่มันไม่เกินไปหน่อยหรอ? นิวโฮปถึงกับส่งเด็กฝึกงานมาทำงานกับพวกเรา”
“ไม่ใช่ว่าพวกเขาเห็นพวกเรามาจากสถาบันพยัคฆ์ครามแล้วส่งคนแบบนี้มา?”
“นิวโฮปตกต่ำขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“แล้วงานนี้จะราบรื่นไหมเนี้ย? ไม่ใช่ว่าเขาต้องมาเป็นตัวถ่วงของพวกเรานะ”
เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้อายุพึ่งจะสิบเจ็ดสิบแปดนับว่าอยู่ในวัยที่เลือดร้อน อีกทั้งพวกเขายังทะนงตัวเป็นอย่างมากกับสถาบันของตนเอง
ต้องรู้ไว้ว่าพวกเขาทั้งสี่สิบคนนั้นถูกคัดเลือกมาโดยเฉพาะ การบ่มเพาะของพวกเขาแต่ละคนล้วนไม่ต่ำกว่าดาราขาวห้าแฉก
ผู้ที่มีการบ่มเพาะระดับนี้ในวัยเท่านี้ หากไม่เรียกว่าเวเนเตอร์อัจฉริยะจะเรียกว่าอะไร
มิหนำซ้ำในกลุ่มของพวกเขายังมีผู้มีพรสวรรค์ดาราขาวเก้าแฉกและมีผู้มีความสามารถพิเศษอีกห้าคน การบุกตะลุยอบิสระดับต่ำนับว่าเป็นอะไรที่ง่ายดายอยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นการกวาดล้างอบิสระลอกแรกก็ตาม
เพราะเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้เย่อหยิ่งและทะนงตนเป็นอย่างมาก
แม้แต่อยู่ต่อหน้าวอชเชอร์ที่เป็นคนของนิวโฮปพวกเขาก็ยังกล้าที่จะต่อว่าโดยตรง
“พอกันได้แล้ว” เสียงของบุรุษผู้มีคิ้วสีขาวและมีใบหน้าอันหล่อเหล่าเอ่ยขึ้น
แม้เสียงนี้จะไม่ได้ดังมาก แต่มันกลับมีอำนาจที่จะทำให้เสียงต่อว่าทั้งหมดหยุดลงได้
ไม่มีใครกล้าต่อว่าเฟิร์สอีก ทั้งหมดล้วนเชื่อฟังคำพูดของชายหนุ่มคนนี้
เขาก็คือ “เวเกอร์” บุรุษผู้มีพรสวรรค์และเป็นผู้นำของเวเนเตอร์กลุ่มนี้
เวเกอร์เดินไปเข้าหาเฟิร์ส เมื่อเขาหยุดก็ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของร่างกายอย่างชัดเจน
เวเกอร์นั้นเป็นชายหนุ่มอายุสิบเก้าปีที่มีรูปร่างสมส่วนมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ซึ่งอยู่ในความสูงถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบสองเซนติเมตร
เมื่อยืนเผชิญหน้ากับเฟิร์ส เฟิร์สนั้นกลายเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ เท่านั้น ยิ่งใบหน้าของเฟิร์สนั้นดูเหมือนเด็กมัธยมต้น ช่องว่างนี้จึงยิ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน
“ผมต้องขอโทษแทนพวกเขาด้วย ไม่ทราบว่าตอนนี้พวกเราออกเดินทางเลยได้ไหม?” เวเนอร์เอ่ยอย่างสุภาพ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเป็นผู้นำของทีม แต่มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำภารกิจกวาดล้างอบิสระลอกแรก
“รอสักครู่” เฟิร์สเอ่ยพร้อมกับเปิดกระเป๋าเพื่อนำโดรนทั้งสองลำบินออกมา
“ออกเดินทางได้ครับ”