สาบคน

    บทที่ 35 ปลูกข้าว

    บทที่ 35 ปลูกข้าว

            ทรัพย์สินที่ยึดมาได้หลังจากเหตุการณ์สิ้นสุด ปืน AK-47 พานท้ายเหล็กพับ หรือที่เรียกว่า Type 56 จำนวน 28 กระบอก พร้อมซองกระสุนสำรอง 52 อัน ซึ่งทั้งหมดมีกระสุนขนาด 7.62 มม.บรรจุอยู่เต็มเปี่ยม เครื่องยิงลูกระเบิด RPG-7 ที่พร้อมยิงแล้วอีกสี่กระบอก และหัวระเบิดแรงสูงที่ยังไม่ได้บรรจุอีกแปดลูก 

            นอกจากคลังแสงขนาดย่อมแล้ว สิ่งที่ทำให้ออดและเฉินกวางหมิงยิ้มแก้มปริ คือเป้สนามลายพรางอีกร่วมสามสิบใบที่ยึดมาได้ ข้างในนั้นอัดแน่นไปด้วยขุมทรัพย์ยังชีพ ทั้งวิทยุสื่อสารจำนวน 5 เครื่องพร้อมแท่นชาร์จ กล้องส่องทางไกลเกรดทหาร ชุดยาและสายรัดห้ามเลือดสนาม ที่เฉินกวางหมิงตามหามานาน ยังมีมีดเดินป่าเหล็กกล้าชั้นดีกับเสบียงแห้งอีกเป็นกระสอบ ของพวกนี้ช่วยทำให้หนองนกเอี้ยงพร้อมรับมือกับโลกภายนอกมากขึ้น 

    ทว่า หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ หนึ่ง, ฝน, สอง และปุ๊ก ทั้งสี่คน กลับเดินทางออกจากหมู่บ้านอย่างเงียบๆ


    แสงไฟไส้ทังสเตนสว่างนิ่งกว่าวันก่อนๆ หลังจาก โจวต้าซาน เข้ามาจัดการระบบกระแสไฟ

            "ตู้ชาร์จแบบโรตารี่ของไนซ์ ใช้ได้ดีในการกระตุ้นแผ่นธาตุตะกั่วก็จริง แต่การอัดกระแสตรงแบบดิบๆ จากไดปั่นไฟใหญ่ โดยไม่มีระบบควบคุมแรงดันไฟฟ้า จะกระชากจนแผ่นธาตุโก่งงอและน้ำกรดแห้งไวเกินไป” โจวต้าซานเอ่ยขึ้นพลางชี้ไปที่แผงวงจรควบคุมใหม่ที่เขาต่อพ่วงเข้ากับตู้ชาร์จดัดแปลง

            โจวต้าซานและเฉินกวางหมิง มีโทรศัพท์มือถือติดตัวมาด้วย เป็นรุ่นท็อปสุดของค่ายยักษ์ใหญ่สองค่ายในประเทศของเขา มือถือของโจวต้าซานเป็นโลหะผสมไทเทเนียม ฝาหลังเป็นเซรามิกหนาพิเศษ แถมยังมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวขนาดใหญ่ที่ทำจากแผ่นทองแดง ซึ่งมันทำหน้าที่ช่วยกระจายและดูดซับกระแสไฟส่วนเกินจาก EMP ได้ดีกว่ามือถือเกรดธรรมดาทั่วไป และการที่เขาเก็บมันไว้ในกล่องเหล็กตามรูปแบบการรับมือสงครามนิวเคลียร์ มันจึงรอดมาได้ในสภาพสมบูรณ์ 

            โทรศัพท์มือถือของเฉินกวางหมิงเด่นในเรื่องของ เลนส์กล้อง เป็นกล้องมาโครระดับจุลทรรศน์ สามารถซูมถ่ายถึงระดับเส้นใยพืชและสปอร์เห็ด ในเครื่องอัดแน่นไปด้วยไฟล์ตำราแพทย์แผนจีน แผนปัจจุบัน และตารางเปรียบเทียบสารเคมี ช่วยให้เขาจับคู่สมุนไพรไทย-จีนได้อย่างรวดเร็ว มือถือเครื่องนี้รอดมาได้เพราะความเจ้าระเบียบของเฉินกวางหมิง เขามักเก็บมันไว้ในซองป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเสมอ มือถือของพวกเขาถูกเก็บลืมไปนานแล้ว เมื่อมาเจอสถานที่มีไฟฟ้าให้ชาร์จแบตเตอรี่ จึงดีใจจนเนื้อเต้น แม้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ แต่ข้อมูลออฟไลน์ก็มีประโยชน์กับพวกเขามากมาย

            "ผมเอาตัวต้านทานปรับค่าได้จากเครื่องจักรเก่าในโรงงาน มาทำระบบจ่ายกระแสไฟแบบเป็นจังหวะ มันจะช่วยยิงแรงดันสูงช่วงสั้นๆ เพื่อทลายผลึกซัลเฟตได้ดีกว่า และลดความร้อนสะสมในแบตเตอรี่ลงไปได้มากกว่าครึ่ง ตอนนี้เราฟื้นฟูแบตเตอรี่จากซากรถยนต์รอบหมู่บ้าน จนพร้อมใช้งานได้แล้วกว่าสิบลูก" 

            ไนซ์พยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ ความรู้เชิงวิศวกรรมของโจวต้าซาน กำลังทำให้ความรู้แบบงูๆปลาๆของเขาสมบูรณ์มากขึ้น

            กลางโรงซ่อม เครื่องกลั่นน้ำมันไพโรไลซิสที่ออดลากมา บัดนี้ถูกโจวต้าซานรื้อชิ้นส่วนและปรับปรุงโครงสร้างจนดูแปลกตาไปจากเดิม

            "เครื่องเดิมมีปัญหาใหญ่สามจุด" โจวต้าซานเคาะไปที่ผนังเหล็กของถังกลั่น

            "หนึ่งคือแนวเชื่อมเดิมมีรอยตามด ทำให้เกิดการรั่วไหลของออกซิเจนเข้าไปข้างใน ซึ่งเสี่ยงต่อการระเบิดภายใต้แรงดันสูง สองคือระบบควบแน่น มีท่อระบายแก๊สสั้นเกินไป ไอแก๊สที่แตกตัวยังไม่ทันลดอุณหภูมิก็หลุดออกไปหมด และสามคือระบบใบกวนสารข้างในไม่มีการควบคุมรอบ ทำให้สารพลาสติกรับความร้อนไม่ทั่วถึง เกิดตะกรันคาร์บอนเกาะหนาจนความร้อนส่งผ่านไม่ได้"

            “ยอดเยี่ยมมากนายช่างโจว!" ออดตบขาฉาดหัวเราะร่า เมื่อเห็นน้ำมันดิบไหลออกมาจากท่อแยก น้ำมันเบนซินใสสีออกเหลืองอำพัน และดีเซลสีเข้มเริ่มไหลลงถังแกลลอนอย่างต่อเนื่อง 

            “ไนซ์มันบอกว่า หากมีคนมาบุกเราอีก มันจะเอาพวกนั้นมากลั่นเป็นน้ำมัน” ออดพูดพลางทำท่าขนลุกขนชัน

            ขณะที่ระบบพลังงานกำลังเดินหน้า เฉินกวางหมิงกำลังง่วนอยู่กับการวิเคราะห์พืชผลร่วมกับไนซ์ ในเต็นท์พยาบาลดัดแปลง 

            ไนซ์มักถูกดึงตัวไปมาระหว่าง โจวต้าซานกับเฉินกวางหมิง จนดูเหมือนเขาจะเป็นคนที่งานยุ่งที่สุดในหมู่บ้าน

            เฉินกวางหมิง ใช้กล้องส่องทางไกลทหารดัดแปลงเลนส์ขยาย ร่วมกับสารเคมีทดสอบที่เก็บมาจากกระเป๋าแพทย์สนาม 

            "ไนซ์ ขั้นตอนการตัดต่อพันธุกรรมแบบเร่งด่วนของอาจารย์สองและพวกคุณที่ทำไว้มันน่าทึ่งมาก แต่มันเป็นการกระตุ้นยีนแบบดิบ เพื่อให้พืชโตเร็วและขับสารระเหยป้องกันตัวออกมาในปริมาณสูง" เฉินกวางหมิง พูดพลางชี้ให้ดูโครงสร้างใบมันสำปะหลังพันธุ์ปุยฝ้าย ที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติ 

            "ข้อดีคือ เราได้แป้งและอาหารเร็วขึ้น ออกซิเจนหนาแน่นขึ้น แต่ข้อเสียร้ายแรงคือ พืชกลายพันธุ์พวกนี้ เสพติดไนโตรเจนและแร่ธาตุในดินสูงมาก หากปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมอีกเพียงสองรอบ ดินที่นี่จะกลายเป็นดินตายที่เปรี้ยวจัด และไร้สารอาหาร แร่ธาตุจะหมดไปอย่างถาวร"

            "แล้วเราต้องทำยังไงครับด็อกเตอร์ ตอนนี้คนร้อยกว่าชีวิต พึ่งพาแปลงพืชพวกนี้อยู่" ไนซ์ถามอย่างกังวล

            เฉินกวางหมิงยิ้มบางๆ ก่อนจะกางแผน การปรับปรุงระบบชีวภาพในชุมชน

            "เราต้องใช้ประโยชน์จากความหนาแน่นของออกซิเจนและแมลงยักษ์ในพื้นที่ เมนูต้มยำปลวกยักษ์ของพวกคุณทิ้งเศษเปลือกคิติน และมูลปลวกจำนวนมาก สารเหล่านี้เมื่อย่อยสลายด้วยกรดอ่อนๆ จากน้ำหมักพืชพลังงาน จะกลายเป็นสารไคโตซานชั้นดี ที่ช่วยกระตุ้นจุลินทรีย์ในดิน นอกจากนี้ผมพบว่าพืชตระกูลถั่วแถบนี้ มีปมรากที่ทนทานต่อฝุ่นนิวเคลียร์ เราต้องปลูกสลับแถวกับมันสำปะหลัง และผักเหลียงทันทีเพื่อเพิ่มแบคทีเรียไรโซเบียม เพื่อตรึงไนโตรเจนจากอากาศกลับลงสู่ดิน 

            เฉินกวางหมิงนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เหลืออยู่ซึ่งเกือบจะเน่าเสีย มาแช่ในสารละลายกรดซาลิไซลิกเจือจาง ซึ่งเขาสกัดได้จากเปลือกต้นสนและพืชตระกูลหลิวแถบหนองน้ำ 

            "สารนี้จะทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนกระตุ้นการตอบสนองต่อสภาวะเครียดของพืช ช่วยให้เมล็ดข้าวสร้างเกราะป้องกันความหนาวเย็นและภาวะกรดในดินได้ จากนั้นเราจะเสริมด้วยปุ๋ยฟอสเฟตที่ได้จากการบดกระดูกสัตว์ป่ากลายพันธุ์ มาเร่งการเจริญเติบโตของรากข้าวในช่วงแรก ถ้าอาจารย์สองอยู่ เขาจะช่วยให้กระบวนการนี้สมบูรณ์ได้ในไม่กี่วัน แต่ตอนนี้เราต้องพึ่งพาวิชาเคมี ในการกู้ชีพเมล็ดข้าวพวกนี้ก่อนมันจะสายเกินไป" 

            ที่ขอบแปลงเพาะปลูก ฮ่าวจางยืนมองน้องสาวฝาแฝดทั้งสอง ที่กำลังช่วยชาวบ้านขนย้ายปุ๋ยหมักสูตรใหม่ ของเฉินกวางหมิงลงสู่แปลงข้าวทดลอง สัญชาตญาณนักสู้ของเขากลับคืนมาเต็มที่แล้ว แต่อารมณ์ดิบเถื่อนกลับลดลงอย่างประหลาด กลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่ายังคงโชยมาตามลม ผสมผสานกับกลิ่นไอของน้ำมันดิบที่กลั่นได้ใหม่ 

            หนองนกเอี้ยงในวันนี้ ไม่ใช่แค่หมู่บ้านผู้ลี้ภัยที่รอวันตายอีกต่อไป แต่ด้วยสมองของวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ พวกเขากำลังสร้างรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ขึ้นมาใหม่ จากกองเถ้ากระดูกของโลกเก่าอย่างแท้จริง 


            แกนนำทั้งหมดยกเว้น หนึ่ง สอง ฝนและปุ๊กที่ไปทำภารกิจลับ ทุกคนมารวมตัวที่ใต้ต้นยางนาใหญ่ ตอนนี้ใบของมันเขียวเข้มปกคลุมแผ่กว้าง อากาศบริเวณนั้นเข้มข้นไปด้วยออกซิเจน

            ปืน AK-47 หรือที่เรียกว่าType 56 จำนวน 5 กระบอก และรีวอลเวอร์ .38 ลำกล้องสี่นิ้ว 5 กระบอกเช่นกัน ถูกวางเรียงรายต่อหน้า ฮ่าวจาง โจวต้าซาน เฉินกวางหมิง ฮ่าวจิงจิง และฮ่าวเหม่ยจิง แกนนำผู้ที่มาใหม่ทั้งห้าคน

            “มีใครเคยใช้อาวุธปืนมาแล้วบ้างไหมครับ” กานต์ถามแกนนำหน้าใหม่ทั้งห้า ทุกคนนิ่งเงียบเป็นคำตอบ

            “เราเพิ่งเคยเห็นมันอย่างใกล้ชิดที่สุดในชีวิตก็ครั้งนี้แหละกานต์ ยังแอบกลัวๆมันด้วยซ้ำ” เฉินกวางหมิงตอบพลางหัวเราะฮาๆ

            “พวกคุณไว้ใจเราขนาดนี้เลยเหรอคะ เราไม่คิดว่าจะได้ครอบครองอาวุธปืน” ฮ่าวเหม่ยจิงถามขึ้นมา

            “บอกตามตรง เราก็กลัวการถูกทรยศหักหลังที่สุด เราเจ็บปวดกับเรื่องนี้มามาก แต่ในเมื่อเรารับพวกคุณทั้งหมดมาเป็นเพื่อน เรื่องที่เราควรทำที่สุดคือเปิดใจและไว้ใจกันครับ” กานต์ตอบ เขาเป็นหนุ่มร่างใหญ่ใกล้เคียงกับฮ่าวจาง ผิวเขาคล้ำเหมือนกับเด่นผู้เป็นพ่อ กานต์เป็นคนพูดจานุ่มนวล นิสัยของเขาอ่อนโยนผิดจากรูปร่าง 

            แกนนำผู้มาใหม่ทั้งห้าคนมองหน้ากัน พวกเขารู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก ในโลกที่ผู้คนเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งเศษอาหาร แต่คนกลุ่มนี้กลับยื่นอาวุธสงครามให้ผู้บุกรุกหน้าใหม่อย่างพวกเขา

            ฮ่าวจางก้าวออกมาข้างหน้า ทุบอกซ้ายของตัวเองเสียงดัง สองแฝดสาว โจวต้าซาน และเฉินกวางหมิง ขยับตามขนาบข้างทันที ทั้งห้าคนคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกัน พวกเขาประสานมือโค้งคำนับต่ำลงไปต่อหน้าออดและคนอื่นๆที่อ้าปากค้าง ทำตัวไม่ถูก

            "ขอบคุณในความใจกว้าง!" เสียงของทั้งห้าคนประสานกันลั่นโรงซ่อมด้วยภาษาจีนและส่งผ่านจิตสำนึกร่วมอย่างทรงพลัง 

            "บุญคุณต้องทดแทน! นับจากนี้ไป ชีวิตของพวกเราจะมอบให้ที่นี่!"

            ออดกุมขมับ คนพวกนี้พิธีเยอะ เล่นใหญ่จริงๆ ถ้าแค่ไหว้ขอบคุณ เขารับไหว้ก็จบแล้ว มาทำแบบนี้เขาไม่รู้จะรับมืออย่างไร

            ทุกคนกุลีกุจอไปพยุงทั้งห้าคนลุกขึ้น

            “ว้า..ไม่เอาสิ พวกเราเป็นชาวป่าชาวดง ไม่รู้ธรรมเนียมของคุณ แบบนี้เราทำตัวไม่ถูก ลุกขึ้นเถอะ พวกเราไม่มีพิธีรีตองอะไรกันมากนัก” ดอกพูดยิ้มๆ

            หลังจากพยุงแกนนำทั้งห้าคนลุกขึ้นยืน บรรยากาศอึดอัดแกมเคอะเขินในตอนแรกก็แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นกันเองอย่างรวดเร็ว ออดตบไหล่หนาของฮ่าวจางดังปึ้ก 

            “เออๆ! เอาเป็นว่าเรารับรู้แล้ว” ออดพูดพลางชี้ไปที่ปืนซึ่งวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ 

            “แต่เรื่องก้มๆกราบๆไม่เอาแล้วนะ เอาแรงไปหัดยิงปืนดีกว่า”

            “ในเมื่อพวกคุณไม่เคยจับปืนมาก่อน ผมแนะนำให้เริ่มจากปืนรีวอลเวอร์ ขนาดจุดสามแปด แถวบ้านผมเรียกปืนลูกโม่ครับ มันไม่มีกลไกซับซ้อน ไม่มีเซฟตี้ให้งง แค่เปิดโม่ใส่กระสุนหกนัด พับเก็บ แล้วเหนี่ยวไกได้เลย แรงสะท้อนถอยหลัง หรือที่เรียกว่าแรงรีคอยล์ ก็น้อยกว่าปืนยาวเยอะครับ เหมาะสำหรับเอาไว้ป้องกันตัวในระยะประชิด” กานต์อธิบาย ฮ่าวเหม่ยจิงและฮ่าวจิงจิง ขยับเข้าไปมองปืนลูกโม่รมดำผิวมันปลาบ ด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ ทั้งคู่เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาถือ ความรู้สึกหนักแน่นของมัน มอบความมั่นใจให้พวกเธออย่างน่าประหลาด 

            “ส่วนปืน Type 56 กระบอกนี้...” กานต์แตะไปที่โครงเหล็กปั๊มขึ้นรูปของปืน AK-47 

            “มันค่อนข้างหนักและดีดแรงมากเวลาลั่นกระสุน แต่สำหรับพวกรอดอย่างเราแล้วเรื่องพวกนี้ไม่มีปัญหา ข้อดีของมันคือความทนทานต่อฝุ่นและเศษดินทราย ดินปืนขนาดเจ็ดจุดหกสองมิลลิเมตร มีอำนาจทะลุทะลวงสูงมาก ยิงทะลุแผ่นเหล็กหรืออิฐบล็อกได้สบายๆ ผมอยากให้ทุกท่านศึกษาตัวนี้ไว้ครับ” 

            โจวต้าซานตาเป็นประกาย ขยับเข้าไปลูบคลำสลักคันรั้ง ลูกเลื่อน และคันบังคับการยิงของปืนอย่างสนใจ โครงสร้างเชิงกลที่เรียบง่ายทว่าทรงประสิทธิภาพแบบนี้คือสิ่งที่นักประดิษฐ์เช่นเขาหลงใหลที่สุด 

            “กลไกมันยอดเยี่ยมมากเลยกานต์” โจวต้าซาน บอกอย่างตื่นเต้น 

            “ใช้แรงดันแก๊สจากการเผาไหม้ไปดันลูกสูบเพื่อคัดปลอกกระสุนและป้อนนัดใหม่ เป็นงานวิศวกรรมที่ดิบแต่สมบูรณ์แบบจริงๆ” 

            “ใช่ครับนายช่าง แต่ตอนยิงต้องประคองปืนให้แน่น กดเข้ากับร่องไหล่ให้มั่น ไม่อย่างนั้นปลายลำกล้องจะสะบัดขึ้นฟ้าจนคุมไม่อยู่” กานต์อธิบายพลางสาธิตท่าประทับเล็งให้ดูเป็นตัวอย่าง 

            ในขณะที่มือใหม่ทั้งห้าคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการเรียนรู้ปัจจัยพื้นฐานของการใช้อาวุธ ไนซ์ก็เอ่ยขึ้น

            “พี่กานต์ สอนเสร็จแล้วพาไปหลังแนวต้นยางพาราเก่าได้เลยนะ ผมเตรียมเป้าซ้อมยิงไว้ให้แล้ว” ไนซ์บังเอิญหันไปสบกับสายตาฮ่าวจิงจิงที่กำลังปลดโม่ปืน .38 เล่นอยู่ 

            “อ้อ พี่กานต์ต้องสอนล้างปืนด้วย ปืนพวกนี้เพิ่งผ่านการยิงมาเมื่อคืน เขม่ามันเกาะหนาเลย เจ้าของเดิมมันคงไม่ค่อยได้ดูแลรักษาเท่าไร” ฮ่าวจิงจิงเหลือบสายตามองไนซ์แวบหนึ่ง แล้วก็เชิดหน้าทำเป็นมองไม่เห็นเขา 

            เจ้าเหนือที่เดินวนเวียนอยู่ ก็ดูจะไม่สนใจอะไรมากนัก เพราะรูปทรง AK-47 ดูยังไงก็ไม่เหมาะให้เขาขว้างปา เพียงแต่สายตาที่เขาจดจ้องรีวอลเวอร์ .38 ซึ่งแกนนำทั้งห้าคนรับไป มันดูไม่น่าไว้ใจ จนไนซ์รู้สึกหวาดผวา เขากำชับทุกคน ห้ามให้เหนือแตะต้องปืนสั้นพวกนั้นอย่างเด็ดขาด พลางชี้ให้ดูปืน .357 แม็กนัมลำกล้องสองนิ้ว สภาพยับเยินที่เจ้านั่นพกไว้ที่เอว 

            “ปืนของเจ้าเหนือ คืออาวุธสำหรับขว้าง”


            “ไนซ์! ” 

            เสียงของสอง ดังลั่นหมู่บ้าน เขาถูกปุ๊กแบกใส่หลังวิ่งตะบึงเข้ามาท่ามกลางสายตาของทุกคน

    คล้ายกับเรื่องสาบคน ที่คุณอ่าน