[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    36 ไมน์คอนโทรล

    “นี่ตงฟาง เล่าเรื่องหมู่บ้านไม้เขียวให้พี่สาวฟังหน่อยสิ”


    ตงฟางมองจ้องไปยังกองไฟ ตั้งแต่เช้าเขากับพี่ซิงเยียนเดินไปรอบๆบริเวณถ้ำกบดานของพวกเขาเพื่อหาสมุนไพร  พี่ซิงเยียนกลับไม่ทำอะไรเลยนอกจากเดินตามหลังเขามาติดๆ พยายามจับพิรุธทุกอย่าง จนตงฟางใช้พลังจิตได้เพียงแค่น้อยนิด จากเดิมเพียงแค่กระดิกนิ้วเพื่อฆ่าสัตว์อสูรเขาก็เปลี่ยนมาเป็นซัดมีดบินออกไปแทน


    “หมู่บ้านไม้เขียวเหรอครับ พี่จะฟังจริงเหรอ มันน่ากลัวมากๆเลยนะ”


    “จ้ะ พี่อยากรู้จักสถานที่บ้านเกิดของตงฟาง ถ้าเล่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ”


    “งั้นผมเล่าก็ได้ หมู่บ้านผมน่ะเป็นหมู่บ้านติดชายแดนจักรวรรดิเทียนหยวน คนในหมู่บ้านล้วนแล้วมีระดับเพียงแค่ชำระชีพจรเท่านั้น เพราะทุกคนไม่มีเงิน แม้จะอยู่ติดกับป่าสัตว์อสูรกลับไม่มีใครกล้าเข้าไปล่าพวกมัน ยังดีที่มีแม่น้ำขั้นกลางระหว่างหมู่บ้านและป่าเอาไว้จึงทำให้พวกเราไม่ถูกโจมตี”


    “เป็นหมู่บ้านที่ดูสงบสุขมากเลยนะ แล้วไหนล่ะสิ่งที่บอกว่าน่ากลัว”


    “คืองี้นะพี่สาว” ตงฟางขยับเข้าไปใกล้ๆพี่ซิงเยียนแล้วแสดงท่าทางให้ดูน่ากลัวบวกกับเรื่องเล่าที่กำลังจะเล่า ซิงเยียนที่รู้ทันว่าตงฟางจะเข้ามาแตะเนื้อต้องตัวก็ขยับเข้าไปให้ชิด ค่อยๆยื่นใบหน้าเข้าใกล้ จนกระทั่งตงฟางถอยห่างออกไปเองเพราะเขามีนิสัยชอบรุกแต่หากโดนรุกกลับจะกลัวมากๆ


    “หมู่บ้านของผมน่ะมีตาแก่คนหนึ่ง เขาชื่อหลี่หยุน เป็นคนที่โหดเหี้ยมอำมหิตมากๆ ตลอด 15 ปีที่ผมอยู่กับเขาต้องทำงานเยี่ยงทาส คอยเดินป่าหาเก็บสมุนไพรมาให้เขาเป็นประจำไม่มีวันได้พัก บางวันถ้าว่างเขาก็จะให้ผมอ่านหนังสือเป็นตั้ง บางวันก็ให้เขียนทุกอย่างในหัวออกมาเป็นหนังสือ ทุกๆอย่างทรมานมากๆ พี่คิดดูนะ เด็กตัวเล็กๆใครจะทนได้ ดีที่ใจผมไม่แตกไปซะก่อน ไม่งั้นตอนนี้ผมคงนั่งหัวเราะคนเดียวอยู่แน่นอนจากผลข้างเคียงทางจิตที่ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า”


     ซิงเยียนย่นคิ้ว เธอนึกว่าเรื่องน่ากลัวจะเกิดขึ้นจากการถูกซ้อมหรือไม่ก็ถูกสั่งให้ฝึกหนัก ตากลมตากฝน ถูกเฆี่ยนตีจนเลือดอาบไปทั่วทั้งตัว สิ่งที่ตงฟางเล่ากลับเป็นเพียงแค่การเข้าป่าเก็บสมุนไพรแล้วก็อ่านหนังสือตำรายามากมายเท่านั้น ไม่มีอันตรายเลยสักนิดเดียว


    “มันคงเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับตงฟางไม่น้อย แล้วคนที่ชื่อหลี่หยุนเป็นใครอย่างนั้นเหรอ”


    “ตาแก่นั่นน่ะ เป็นพ่อผมเอง” ซิงเยียนถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอนึกว่าตงฟางถูกใครบางคนเลี้ยงดู 


    “พ่อตงฟางคงอยากให้มีวิชาติดตัวแหละจึงสอนสิ่งเหล่านี้ให้”


    “ไม่เลยพี่ซิงเยียน หากเขาอยากให้ผมมีชีวิตรอดจริงเขาต้องสอนหลายอย่างกว่านี้ให้ผม เช่นวิธีเอาตัวรอดจากการเข้าเมือง พี่คิดดูนะ ตั้งแต่ออกเดินทางจากหมู่บ้านผมถูกพ่อค้าที่มาด้วยกันจับตัวคิดจะนำมาขายเป็นทาส พอเข้าเมืองมาได้ก็เจอผู้ใช้ทักษะมารคิดจะฆ่าพวกผมเพื่อกินพลังแล้วยังเจอกับขอทานที่พาไปนอนในซอยอันตรายมากๆ แล้วยังมีหอไม้งามที่วางยาผมเพื่อจะรูดทรัพย์อีก เพียงแค่ผมอยู่ในเมืองหลงไห่ 3 วันก่อนสอบยังโดนขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าอยู่นานกว่านี้จะเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ผมยังโกรธไม่หายเลยที่ตาแก่นั่นไม่ยอมสอนวิชาเอาตัวรอดให้ผม”


    “เห เข้าหอไม้งามด้วยเหรอ เด็กตัวแค่นี้” ตงฟางค่อยๆขยับตัวออกห่างหลังจากพี่ซิงเยียนเป็นฝ่ายขยับเข้ามาใกล้จนใบหน้าเกือบแนบชิดติดกัน


    “พอพอ พอแล้ว! พี่ซิงเยียนล่ะก็ ถ้าผมคิดไม่ดีวางยาพี่แล้วปล้ำจริงๆพี่จะทำยังไง”


    “นั่นสินะ เอาล่ะไม่เล่นแล้ว นี่ตงฟาง ทำไมถึงมาที่ทุ่งหญ้าสัตว์อสูรคลั่งล่ะ” บรรยากาศรอบๆเริ่มเปลี่ยนไป มันดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย


    “ผมต้องการหาเงิน”


    “แค่นั้นเหรอ พี่สาวว่ามันต้องมีเยอะกว่านี้แน่ ดูท่าคงไม่ได้คิดจะหาเงินอย่างเดียวหรอกใช่ไหม”


    “ครับ ผมไม่ได้คิดจะหาเงินเท่านั้นหรอก ผมคิดว่าจะสร้างกลุ่มการค้าของผมขึ้นมา กลุ่มนี้จะค้าขายแค่เรื่องยาเท่านั้น จะไม่ขายสิ่งอื่นนอกจากนี้”


    “งั้นก็เข้าร่วมกับพี่สาวสิ”


    “ผมกลัวจะนำปัญหามาให้”


    “มาเลย คนน่าสนใจแบบน้องตงฟางพี่รับเสมอแหละ แล้วทำไมถึงอยากสร้างกลุ่มการค้าล่ะ ต้องการข้อมูลเหรอ หรือต้องการอำนาจ”


    “มีหลายอย่างที่ผมอยากได้ อำนาจก็ต้องการ แต่ที่ต้องการมากกว่าคือข้อมูล”


    “แล้วน้องตงฟางอยากได้ข้อมูลอะไรอย่างนั้นเหรอ เผื่อพี่สาวรู้จะได้บอก”


    ตงฟางมองซิงเยียน ตลอด 1 วันที่เขาอยู่กับพี่สาวซิงเยียนเขารู้สึกเหมือนมีพี่สาวอีกคน ไม่ได้คิดไกลเกินกว่านี้เลยสักนิด มันเป็นความรู้สึกสบายใจแต่เขาก็ยังไม่กล้าผูกมิตรมากเกินไป กลัวว่าเธอจะตีสองหน้า


    “เรื่องที่ผมทำไม่ถือว่าเป็นความลับแต่ผมไม่อยากบอกคนอื่นซี้ซั้ว ถ้าพี่อยากรู้จริงต้องผ่านการใช้พลังของผมตรวจสอบก่อน”


    “งั้นเริ่มเลย” ตงฟางมองดูพี่ซิงเยียนหลับตาพร้อมยื่นมือมาให้เขาใช้พลังใส่เธอ เขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้


    “ถ้าอย่างนั้นผมจะลองดูนะครับ ตอนนี้พี่ซิงเยียนระดับมากกว่า ผมกลัวว่าจะไม่ได้ผล แต่ก็จะลอง เอาล่ะ ห้ามต่อต้านใดๆนะครับ แล้วก็ขอมือด้วย”


    ตงฟางยื่นมือไปจับมือของพี่ซิงเยียนทั้งสองข้างจากนั้นก็เริ่มใช้งานไมน์คอนโทรล เป็นครั้งที่สองของเขาในการสะกดจิตคน ครั้งแรกเขาใช้กับพ่อตัวเองแล้วไม่ได้ผล เขาจึงกลัวว่ามันจะไม่ได้ผลกับพี่สาวซิงเยียนเช่นเดียวกัน


    “โอมจงรักกูหลงกู ไม่ใช่ๆ ผิดๆ เกือบไปแล้วไหมเรา”


    “ตงฟาง เมื่อกี้พูดอะไรเหรอ” ซิงเยียนลืมตาขึ้นมามอง


    “ผมเปล่าครับ เอาล่ะ เอาจริงๆแล้ว ต่อจากนี้ไปพี่จะไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงของผม พี่จะมองไม่เห็นอะไรนอกจากตัวของผม พี่จะไม่สามารถคิดถึงใครได้นอกจากผม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผม….จงเชื่อฟัง”


    ดวงตาของซิงเยียนที่เคยปิดลงไปค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา เมื่อมองจ้องเข้าไปในนัยน์ตาปรากฎแสงสีเงินอ่อนๆจากดวงตาที่กำลังเหม่อลอย เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเธอถูกสะกดจิตแล้ว ตงฟางจึงรีบถามเพราะเขากลัวว่ามันจะมีผลกระทบกับเธอ


    “พี่ซิงเยียนเข้าหาผมเพราะอะไร”


    “พี่สาวอยากทำความรู้จัก”


    “จริงจังและจริงใจมากแค่ไหน แล้วพี่สาวจะหักหลังผมไหม”


    “จริงจังมาก ไม่มีทางหักหลักแน่นอน”


    “งั้น…..จงกลับมา เปาะ~!”


    ตงฟางดีดนิ้วพร้อมกับดวงตาของซิงเยียนกลับมาเป็นปกติเช่นเดิม  ไมน์คอนโทรลของตงฟางมีความสามารถในการสะกดจิตและควบคุมจิตใจ ด้วยพลังเลเวล 3 ของเขาหากได้สัมผัสกับใครที่อยู่ในระดับไม่สูงกว่าเลเวลของเขาสามารถสะกดจิตได้เป็นระยะเวลา 10 ชั่วโมง


    ถึงอย่างนั้นตงฟางไม่ค่อยชอบใช้งานมันนัก เนื่องจากเขากลัวใช้งานพลาด โลกก่อนของเขาเคยมีผู้ใช้ไมน์คอนโทรลถูกลูกสมุนที่บ่งการจิตใจลอบแทงข้างหลัง จากการที่เขาหลุดออกมาจากพลังแล้วแกล้งว่าตัวเองยังคงถูกพลังควบคุม ตงฟางจึงบอกตัวเองว่าจะใช้ไมน์คอนโทรลเพียงเพื่อเค้นความจริงเท่านั้น จะไม่ใช้สะกดจิตใครให้ตกเป็นลูกน้องตนเอง


    “เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้เหมือนพี่จะวูบไปช่วงหนึ่งจำอะไรไม่ได้เลย”


    “ผมใช้พลังทดสอบพี่ซิงเยียนเท่านั้น เอาล่ะตอนนี้ผมเล่าความจริงได้แล้วพี่ซิงเยียนอยากจะฟังอยู่ไหม”


    “อยากสิ เล่ามาเลย”


    “คืองี้นะครับ สาเหตุที่ผมต้องสร้างกลุ่มก็เพราะว่า ผมต้องการแข็งแกร่งให้ได้มากที่สุดจนกว่าอายุจะถึง 20 ปี”


    “ทำไมถึงต้องรีบแบบนั้นล่ะ สถาบันให้เรียนได้จนอายุ 25 ปีไม่ใช่เหรอ”


    “ใช่ครับ แต่ผมต้องเดินทางไปเมืองหลวง”


    “อ๋อ พี่จะไม่ถามแล้วกันว่าไปทำไม ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ งั้นบอกพี่สาวได้ไหมว่าข้อมูลที่น้องตงฟางอยากได้คือข้อมูลอะไร”


    “ข้อมูลที่ผมอยากได้มีด้วยกัน 3 ข้อมูลหลักๆ หนึ่ง ผมอยากได้ทักษะพิษเพราะร่างกายของผมถูกพิษตั้งแต่เด็กจึงต้องการทักษะพิษมาใช้งาน จะได้อยู่ร่วมกับมันไปเลย”


    “งี้นี่เอง ทุกครั้งที่น้องตงฟางเลือดไหลออกมาจากจมูกจะรีบเช็ดแล้วทำลาย ที่แท้ก็เพราะว่าเลือดมีพิษ”


    “ใช่ครับ สอง ผมอยากจะได้ทักษะมารมาใช้งาน”


    “หืม” ซิงเยียนย่นคิ้ว เส้นทางการฝึกพลังวิญญาณมีมากมายและเปิดกว้างก็จริง เขาไม่นึกว่าน้องชายจะเลือกใช้ทักษะด้านลบ


    “ทำไมตงฟางถึงอยากได้มันล่ะ”


    “เป็นเพราะร่างกายของผมเช่นกัน มีทางเดียวที่จะทำให้ผมแข็งแกร่งได้ต้องพึ่งพลังมารเท่านั้น แต่ผมจะไม่ฆ่าคนเพื่อชิงพลังหรอกนะครับ หากมันคนนั้นไม่คิดจะฆ่าผมก่อน”


    “จ้ะ ตามที่น้องตงฟางพูดหากจะแข็งแกร่งให้มากที่ตอนอายุ 20 พลังมารน่าจะตอบโจทย์ แต่มันก็มีทักษะอื่นๆอีกเช่นกันที่ทำให้แข็งแกร่งไม่ต่างจากพลังของมาร”


    “มันมีด้วยเหรอครับ”

    “มีสิ น้องตงฟางแค่ได้รับเลือกให้เป็นศิษย์สายตรง แค่นี้ก็จะได้เรียนรู้ทุกอย่างจากอาจารย์แล้วยังได้ยาจำนวนมาก”


    “อ๋อ ถ้าเรื่องนี้ตัดทิ้งไปเลยครับ คงไม่มีใครอยากรับผมเป็นศิษย์สายตรงแน่นอน”


    “ทำไมเหรอ” ซิงเยียนทำหน้างง


    “เป็นเพราะจุดประสงค์ที่ 3 ของผม ทำให้ไม่มีใครรับ ตอนนี้ผมกำลังตามหาวิธีซ่อมแซมวิญญาณยุทธ์ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม การพังเสียหายของมันทำให้ผมกล้ายืนยันได้เลยว่าจะต้องไม่มีใครอยากได้ผมเป็นศิษย์”


    “หืม วิญญาณยุทธ์เสียหายเหรอ ไหนพี่สาวดูหน่อยเผื่อจะช่วยซ่อมได้ ปกติวิญญาณยุทธ์ของพวกเราก็มีเสียหายกันบ้างเมื่อใช้งาน”


    ตงฟางแสดงท่าทางมีความหวังออกมา เขาจึงไม่รอช้าพยายามดึงพลังสร้างวิญญาณยุทธ์ แม้จะมีกฎเกี่ยวกับพลังเป็นเครื่องขวางกั้นไม่ให้เขาใช้งานวิญญาณยุทธ์หากไม่เป็นระดับผสานวิญญาณ แต่การเรียกมันออกมาโชว์ไม่ถือว่าผิด เพียงแค่เขาไม่สามารถใช้มันโจมตีหรืออำนวยความสะดวกได้


    “นี่มัน ทำไมแตกเป็นชิ้นแบบนี้ล่ะ ปกติถ้าวิญญาณยุทธ์เสียหาย หากทิ้งไว้สักพักมันจะฟื้นฟูตัวเอง เมื่อก่อนชิ้นเล็กๆพวกนี้มันมีกี่ชิ้นอย่างนั้นเหรอตงฟาง”


    “เมื่อก่อนมันก็แยกกันออกเป็น 10 ชิ้น ตอนนี้ก็ยังเป็น 10 ชิ้นเช่นเดิม”


    “แล้วไปทำยังไงให้มันแตกเสียหายแบบนี้ล่ะ”


    “ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ในวันชำระล้างมันก็แตกเสียหายแล้ว การสร้างกลุ่มอำนาจของผมจึงต้องการหาวิธีซ่อมมัน”


    “น่าจะยาก เอาเป็นว่าหากพี่สาวกลับถึงบ้านจะลองหาอาวุธมาซ่อมมันให้”


    “ขอบคุณครับ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วเรานอนกันเถอะ พรุ่งนี้เช้าผมจะเดินทางต่อ อาจจะไกลกว่าเดิม”


    “จ้า ตอนนี้พลังวิญญาณของพี่สาวก็เพิ่มขึ้นมามากแล้ว อีกไม่นานคงจะหาย”


    “งั้นผมก็สบายใจเพราะผมจะอยู่ในนี่อีก 2 วันแล้วจะกลับไปเริ่มทำธุรกิจของผม”


    “จ้ะ น่าจะพอดีกับพี่สาวฟื้นฟูพลังเสร็จ”


    ตงฟางเดินไปยังมุมห้องแล้วเริ่มหลับตานอน ซิงเยียนก็เช่นเดียวกัน สำหรับเขาตอนนี้รู้สึกได้ว่า 5 วันแห่งการสำรวจยังไม่พอ เขาจึงคิดว่าถ้าเริ่มทำธุรกิจแล้วจะกลับมาใหม่ อย่างน้อยๆเขาอยากสำรวจ 50 กิโลเมตรรอบๆถ้ำของเขา เพื่อหาสถานที่เก็บสมุนไพรจะได้นำพวกมันไปทำยาขายเรื่อยๆ








    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน