ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่71 การลอบสังหารที่ล้มเหลว

            “พวกข้าต้องการสิ่งใด?” ชายชุดดำเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาหรี่แคบลง “ชีวิตเจ้าไง !”

     

              กล่าวจบทั้งสองคนก็เงื้อมือขึ้นจะทำการจู่โจมชายหนุ่มตั้งท่ารับมือ ทันใดนั้นก็พลันนึกอะไรออก

     

              “ช้าก่อน หากพวกท่านสังหารข้าก็จะไม่มีใครได้รับรู้ความลับอันยิ่งใหญ่จากข้า !”

     

              ชายชุดดำทั้งสองหันมองหน้ากันแล้วกลับมามองชายหนุ่มด้วยความฉงนสนใจ “ไหนเจ้าลองว่ามา”

     

              “ท่านรู้หรือไม่ ?หอคัมภีร์ยุทธ์หลวงซ่อนสิ่งใดไว้ ?” ชายหนุ่มแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์

     

              ชายทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกันแววตาเริ่มดูมีความสงสัยใคร่รู้

     

              “ในหอคัมภีร์ก็มี...”ชายหนุ่มเคลื่อนไหวคราหนึ่งสะบัดฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยเพลิงสีชาดผนวกกับพลังหยวนสุดไพศาล ซัดกระหน่ำไปยังชายชุดดำผู้หนึ่ง

     

              ตูม !!

     

              “ศพของพวกเจ้ากระมัง”รอยยิ้มอันชั่วร้ายเผยให้เห็นอย่างเด่นชัด

     

              ร่างกายของชายชุดดำแหลกละเอียดปรากฏร่องรอยฝ่ามือทะลวงร่างเข้าไปแผดเผาอวัยวะภายในทั้งสิ้น สิ้นชีพอย่างอนาถ ชายหนุ่มใช้จังหวะที่ชายชุดดำทั้งสองละความสนใจจากตนเข้าโจมตี

     

              ไม่หยุดเพียงเท่านั้นหมัดหยวนอีกข้างได้เข้ากระแทกกับลำตัวของชายชุดดำอีกคนให้กระเด็นล้มลงกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง

     

              แววตาของชายชุดดำอีกคนสั่นไหวมันรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาแล้ว “นั่นมันผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้พลังเชียวทำไม...ทำไมถึง เป็นไปไม่ได้ !” ชายชุดดำไม่อาจทำใจยอมรับความจริงได้ระดับแก่นแท้พลังผู้หนึ่งกลับสิ้นชีพง่ายดายถึงเพียงนี้ด้วยฝีมือของผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ใครบ้างจะเชื่อได้ทั้งมันยังไม่อาจรับได้แม้เพียงหมัดเดียว !

     

              รอยยิ้มของชายหนุ่มยังคงปรากฏอยู่มันก้าวเดินช้า ๆเข้าหาชายชุดดำคนที่สองนัยน์ตาเยียบเย็นสาดประกายเข้าสู่จิตใจอันแข็งแกร่งของชายชุดดำให้พังทลาย !

     

              “จะ....จาเจ้า..อย่าเข้ามา !” ชายชุดดำลุกลี้ลุกลนร่างกายสั่นเทิ้มเบา ๆ หรือว่า ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่คน !รังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกมานี่มากมายนัก และจิตสังหารที่เหน็บหนาวจากดวงตานั่นอีกมันคืออะไรกัน? หรือว่าเด็กนี่ไปพบเจอกับสิ่งใดมา อะไรขัดเกลาปีศาจนี้ขึ้นมา!

     

              “พอแล้ว พอแล้ว ข้ายอมแล้ว เจ้าปล่อยข้าไปเถอะไม่สิ หากท่านปล่อยข้าไป ท่านอยากได้อะไร ให้ข้าเป็นวัวเป็นม้าข้าก็จะรับใช้ท่านขอเพียงไว้ชีวิตข้าด้วย..” ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

     

              “จริงรึ ?”

     

              “จริง !” ชายชุดดำรีบพยักหน้ารับทันที

     

              ชายหนุ่มแสร้งแสดงท่าทีครุ่นคิดแต่ในใจกลับมีความยินดี “หากเรารับมันไว้กองกำลังของเราก็จะมีแก่นแท้พลังคนหนึ่งพี่ชงหยาง พี่ชงเป่า พี่ชงหยง ลู่คง จางจิ้นจี้ จางจิ้นสิง องครักษ์ส่วนตัวสิบนายและกลุ่มเงาสังหารอีกยี่สิบคน แค่นี้ถึงแม้จะยังไม่พอ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลย”

     

              ชายชุดดำมองดูชายหนุ่มอย่างคาดหวังแม้ว่าตนเองจะเป็นถึงระดับแก่นแท้พลังต้องมารับใช้ผู้เยาว์ระดับกำเนิดพลัง จะทำให้มันรู้สึกอับอายไม่น้อยแต่ใครจะรู้ว่าเจ้าเด็กนี่ต่อไปจะมีอนาคตเช่นไร ? ไม่แน่ว่ามันอาจจะก้าวข้ามขอบเขตสู่เขตแดนพิภพก็เป็นได้หากเป็นเช่นนั้นการได้รับใช้ก็นับเป็นโชควาสนาแล้ว

     

              ชายหนุ่มมองชายชุดดำด้วยสีหน้าเย็นชา“เจ้ารู้ไหมว่าข้าคือใคร ?”

     

              “ย่อมต้องรู้แน่ ท่านคือจงเฉิงจื่อคุณชายแห่งตระกูลหนิง หนิงเฟยหลง”ชายชุดดำกล่าวอย่างนอบน้อมพลางมองดูสีหน้าของชายหนุ่มไปด้วยมันเกรงว่าตนเองจะกล่าวสิ่งใดผิดไป

     

              ทว่าที่หน้าของหนิงเฟยหลงกลับเย็นชากว่าเดิม“ในเมื่อเจ้ารู้ เจ้าคิดว่า ตนเองมีคุณสมบัติอันใดที่จะมารับใช้ข้า !” หนิงเฟยหลงชักกระบี่ออกมาอย่างช้า ๆดวงตาไม่กระพริบแม่แต่น้อย

     

            ชายชุดดำสีหน้าซีดเผือดคล้ายคนตายในปากรู้สึกฝาดอยู่บ้างมันแทบจะปลดปลงกับชีวิต หากมันคิดจะสู้ทางเดียวก็คือ ตายหากมันคิดจะหนีก็ไม่แน่ว่าจะหนีพ้น หากเป็นเช่นนั้นเหตุใดต้องทำให้วุ่นวายตายเสียที่นี่ดีกว่า ว่าแล้วมันก็หลับตาลงปลดพลังปราณที่คุ้มกันตน เหลือไว้แต่ความสงัดวังเวง

             

            ในยามค่ำคืน กระบี่เงื้อขึ้นอย่างช้า ๆลมเย็นโชยมาทำให้เหน็บหนาวไปถึงดวงจิต ทว่าความคิดของมันรู้สึกปลดปลงใบไม้ลอยล่องตกลงมาสู่ผืนดิน ทันใดนั้นกระบี่ก็พลันฟาดฟัน !

             

            ฟับ !

             

            เสียงหัวเต้นถี่ไม่เป็นจังหวะ ได้ผ่อนคลายลง พร้อมกับดวงตาที่เปิดมองความว่างเปล่า“ข้ายังมีชีวิตอยู่ เกิดอะไรขึ้น ?”ชายชุดดำลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบกับชายหนุ่มนั้นแล้ว และที่สำคัญตอนนี้มันยังมีลมหายใจมันยังมีชีวิตอยู่ ! ชายชุดดำรู้สึกนับถือในตัวของชายหนุ่มมากยิ่งขึ้นมันที่ตั้งใจมาสังหารชายหนุ่มกลับโดนต้อนจนถึงที่สุด แต่สุดท้ายก็ยังถูกไว้ชีวิตนี่มันคงไม่ใช่ความฝัน

             

            ชายหนุ่มไปแล้วสิ่งที่เหลืออยู่คือ ใบไม้ที่สลักไว้ว่า ‘พรุ่งนี้’ ชายชุดดำคล้ายจะเข้าใจเงาร่างสีดำก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับร่างของชายชุดดำอีกคน

             

            ..........

             

            “นี่พวกเจ้ารู้หรือไม่ ? เมื่อคืนมีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งต่อสู้กันหน้าตึกที่พัก”

             

            “จะเป็นไปได้อย่างไร ? ที่สำนักมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาหากเป็นจริงพวกเราไม่แย่หรอกรึ ?”

             

            “แต่ข้าว่านี่อาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ เพราะข้าเองก็ได้ยินเสียงการต่อสู้”

             

            “แต่ก็เพียงได้ยินเท่านั้น ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะหูฝาดไป” ศิษย์ในสำนักพูดคุยถกเถียงกันสนุกปากเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนต่างก็กล่าวอ้างไปเรื่อยเปื่อย บางคนก็แต่งเสริมให้เกินจริง เกิดเป็นข่าวลือไม่นานก็แพร่กระจายไปทั่วสำนักทำให้รองเจ้าสำนัก ‘กงซุนอู๋’ ออกมาประกาศว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นแค่การฝึกซ้อมของผู้อาวุโสที่จะป้องกันศิษย์ในยามวิกาลเท่านั้นมันไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ

             

            แต่ใครบ้างเล่าที่จะเชื่อหากเป็นเช่นนั้นจริงเหตุใดในวันนี้จึงมีการเรียกระดมทหารและผู้อาวุโสในสำนักเข้าไปชี้แจงงด้วยเล่า ?

             

            “เด็กนี่ช่างดวงแข็งจริง ๆแม้กระทั่งระดับแก่นแท้พลังก็ไม่อาจทำอันตรายมันได้หรือนี่ ?”ถูลู่หลิ่งที่วันนี้แต่งอาภรณ์สีคราม ผ้าคลุมดำถึงกับเดินกุมขมับสายตาเพิ่มความระแวดระวังไม่น้อย เมื่อถูกเรียกตัวเข้าไปถึงหน้าตำหนักเจ้าสำนักหากแต่วันนี้คนที่เรียกหาใช่ ‘กงซุนอู๋’ แต่มันคือรองเจ้าสำนักอีกคน ‘จวี่เซิง’

             

            แม้ว่าจะชื่อตำหนักเจ้าสำนักแต่ก็ยังประกอบไปด้วยตึกของรองเจ้าสำนักทั้งสองและตัวตำหนักของเจ้าสำนักซึ่งสถานที่ทั้งสามนับเป็นที่สั่งการอย่างแท้จริง

             

            “วันนี้ต้องมีคนอธิบายให้แก่ข้า ทำไมการป้องกันถึงหละหลวมเช่นนี้ได้ !” จวี่เซิงประกาศก้องมันต้องการคำชี้แจงที่ดีเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของศิษย์ส่งผลถึงความปลอดภัยของสำนักแต่การป้องกันเมื่อคืนกลับมีช่องโหว่ ทำให้คนร้ายเข้ามาได้

             

            ผู้อาวุโสทุกคนต่างนิ่งเงียบ แม้แต่จ้าวหอทั้งสามก็ยังคงไม่ปริปากชัดแล้วว่าสถานการณ์ตึงเครียดเป็นอย่างมาก ผู้อาวุโสทุกคนต่างให้ความเกรงใจรองเจ้าสำนักเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ที่พวกมันไม่กล้าเอ่ยปาก ไม่กล้าทำสิ่งใดก็เพราะไม่รู้ว่ารองเจ้าสำนักที่ลึกลับผู้นี้ มีระดับฝีมือเป็นอย่างไร ?แม้ว่ากล่าวผิดไปเพียงคำจะถึงชีวิตหรือ ? ก็ยากที่จะคาดเดา การไม่กล่าวสิ่งใดย่อมดีกับตัวที่สุด

             

            “ดีนัก !สำนักยุทธ์หลวงเลี้ยงดูพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับนิ่งเงียบเช่นนี้” จวี่เซิงกวาดสายตามองอีกครั้งแต่ผู้อาวุโสก็ยังนิ่งเงียบ

             

            “พวกเจ้าเห็นข้าเป็นรองเจ้าสำนักหรือไม่ ?” จวี่เซิงเผยแววตาที่เย็นชา ผู้อาวุโสต่างรีบพากันคุกเข่าลงโดยพลันเสียงลมหายใจแทบไม่มี

             

            “พวกข้าน้อยย่อมต้องเห็นท่านเป็นรองเจ้าสำนักแน่นอน !”

             

            “เช่นนั้นก็ตอบมา !” รองเจ้าสำนักกำลังจะเดือดดาลแล้ว

             

            สายตาทุกคู่จ้องมองมาที่ถูลู่หลิ่งเพราะในการดูแลศิษย์ฝ่ายนอกส่วนใหญ่ถูลู่หลิ่งเป็นผู้รับผิดชอบ

             

            ถูลู่หลิ่งเองก็เริ่มมีสีหน้าที่มืดคล้ำ “บัดซบ ! เจ้าพวกพวกนี้หันมาหามารดาเจ้ากันหรือยังไง ? หันกลับไปเร็วเข้า !”ถูลู่หลิ่งภาวนาให้จวี่เซิงไม่เห็นปฏิกิริยาของพวกเหล่าอาวุโส แต่ทันใดนั้นเสียงที่ดังก็ดั่งสายฟ้าฟาด !

             

            “ผู้อาวุโสถู ! เจ้ารับผิดชอบในเรื่องศิษย์ฝ่ายนอกและไม่นานมานี้ก็ถูกเลื่อนเป็นหัวหน้าแล้ว เจ้าจะว่าอย่างไร ?” จวี่เซิงจ้องเขม็ง“ก่อนจะกล่าวสิ่งใดออกมาคิดให้ถี่ถ้วนไม่เช่นนั้นข้าไม่อาจรับรองความปลอดภัยเจ้าได้ !”ดวงตาคมกริบจดจ้องเข้ามา ถูลู่หลิ่งถึงกับสั่นเทิ้ม

             

            ความหวาดกลัวได้เกิดขึ้นแล้ว หากมันตอบผิดไม่แน่ว่ามัจจุราชอาจจะมาเยือนมัน !

             

            “ข้าน้อยสับเพร่าไปหน่อย ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดเหิมเกริมถึงเพียงนี้กลับไปแล้วข้าน้อยจะเร่งตรวจสอบให้หนักและจะมารายงานท่านรองเจ้าสำนักให้พึงพอใจได้เป็นแน่...” กล่าวยังไม่ทันจะจบถูลู่หลิ่งก็หน้าถอดสี บัดนี้ได้ปรากฏ หมัดยักษ์พุ่งเข้ามาหามันและเป็นพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ผู้อาวุโสหลายคนทรุดลงกับพื้นพลังกดทับพวกมันให้ไม่อาจยืนขึ้นได้

             

            “เร็วเข้าลู่หลิ่งเจ้ารีบกล่าวไปตามตรงเถอะ” ผู้อาวุโสคนสนิทกล่าวขึ้นถูลู่หลิ่งที่สีหน้าซีดเผือดอยู่ก็แทบอยากจะตะโกนด่า “ไอ้พวกไม่มีสมอง !”แต่มันเองทำอะไรไม่ได้ตอนนี้ที่เป็นอยู่ก็แย่แล้วหมัดนั้นเหมือนจงใจจะเคลื่อนมาช้าๆทว่าแรงที่ตามมานั้นสามารถบดขยี้เหล่าผู้อาวุโสให้เป็นผุยผงได้ !

             

            ตูม !!

             

            ตึกรองเจ้าสำนักสั่นสะเทือน ! แววตาของผู้อาวุโสหลายคนดูเลื่อนลอย หมัดนั้นถูกหยุดแล้วด้วยฝ่ามือสภาพหนึ่งที่ไร้ฝ่ามือ พร้อมกับชายร่างผอมหน้าตาดูไม่สามัญ

             

            “กงซุนอู๋ เจ้ามาขวางข้าทำไมกัน !” จวี่เซิงตะคอกอย่างไม่พอใจ

             

            กงซุนอู๋แสยะยิ้ม “พี่จวี่เซิงไม่ได้เจอกันนาน เหตุใดท่านต้องสังหารผู้อาวุโสเหล่านี้ด้วย”เห็นชัด ๆว่าจวี่เซิงจะเล่นงานแค่เพียงถูลู่หลิ่งแต่กงซุนอู๋กลับบอกว่าจะสังหารผู้อาวุโสทั้งหมด ช่างเลวร้ายนัก

             

            “รองกงซุนนี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้ากิจการในสำนักข้าล้วนเป็นผู้รับผิดชอบใช่เจ้าไม่อย่าได้ก้าวก่าย และที่สำคัญข้าไม่ได้จะสังหารเหล่าผู้อาวุโสแต่ที่จะสังหารก็คือถูลู่หลิ่ง !”

             

            กงซุนอู๋ทำท่าทางไม่สนใจ คล้ายคำกล่าวเป็นเพียงแค่ผายลมจวี่เซิงเห็นดังนั้นก็เกิดโทสะดวงตาแดงก่ำ

             

            กงซุนอู๋ก็ยังคงทำสีหน้าไม่รับรู้ พลางกล่าวขึ้น “ลู่หลิ่งนี้ข้าเป็นผู้แต่งตั้ง หากจะสืบสวนลงโทษสมควรต้องเป็นข้า ท่านนั้นย่อมไม่มีสิทธิ์ !” กล่าวจบมันก็พาถูลู่หลิ่งออกไป

             

            “เจ้า !”

             

             จวี่เซิงโมโหแทบคลั่งฟาดโต๊ะด้วยฝ่ามือเดียวเสียแหลกลาญ ผู้อาวุโสต่างสะดุ้งเฮือก ก้มหน้าไม่ปริปากใด ๆการทะเลาะกันของรองเจ้าสำนักอยู่เหนืออำนาจของพวกมัน พวกมันมีแต่ต้องอยู่เฉย ๆ

             

            จวี่เซิงสะบัดหน้าหมุนตัวกลับหลัง พยายามสงบสติอารมณ์ แล้วจึงออกคำสั่ง“พวกเจ้าจำไว้ห้ามเกิดข้อผิดพลาดอีก หากมีอีกครั้งนั่นหมายถึงชีวิต !”

             

            “ข้าน้อยทราบแล้ว !”

             

            สิ้นเสียงร่างของจวี่เซิงก็พลันอันตรธานไป จ้าวหอทั้งสามเองก็หายไปแล้วเหลืออยู่เพียงเหล่าผู้อาวุโสที่มีสีหน้ามืดครึ้ม เดินเชื่องช้าเคร่งเครียดกลับไปทำหน้าที่ของตน เรื่องในวันนี้ค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียวและที่สำคัญอีกไม่นานคงเกิดการปะทะในสำนักขึ้น หากเจ้าสำนักไม่ปรากฏตัวรองเจ้าสำนักทั้งสองคงทำให้สำนักยุทธ์หลวงต้องวุ่นวายแล้ว