56 2-2
ตอนที่98 หญ้าแพรพรรณหยกของหยุนซี
กล่าวจบหยุนซีก็คว้าแขนเสื้อที่ขาดรุ่ยของตนขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดใบหน้าเล็กน้อยทันทีทันใดคล้ายกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้สองมือพัลวันรีบคลำบริเวณรอบเอวอย่างร้อนรน ผ่านไปชั่วครู่ นางจับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งหยิบคว้าขึ้นมาปรากฏเป็นใบหญ้าสีเขียวหยกออกจากเอวพอเห็นว่าสิ่งนี้ยังคงอยู่ดีปลอดภัย หยุนซีก็ตบแผ่นอกตัวเองเบาๆพ่นลมหายใจเสียงยืดยาวด้วยความโล่งอก
ใบหญิงภายในมือของหยุนซีใบนี้ดูไปดูมาเหมือนกับอัญมณีสีเขียว เปล่งแสงระยับระยับไปทั่วทั้งตัวของมันเซียถงที่มองเพียงปราดเดียวพึงทราบทันที นี่คือหญ้าแพรพรรณหยกซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีความจำเป็นสำหรีบการหลอมกลั่นโอสถระดับสอง
“ท่านอาจารย์หยุนวีต้องการหญ้าแพรพรรณหยกไปหลอมกลั่นโอสถกระมัง?”
เซียถงโพล่งถามออกมาโดยไม่คิดหน้าคิดหลังทันทีที่สิ้นเสียง นางก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหยุนซีหลอมกลั่นได้เพียงโอสถระดับหนึ่งและพิษเท่านั้นระดับชั้นโอสถที่เกินระดับสองขึ้นไปคนที่ไม่มีธาตุไฟโดยธรรมชาติภายในกายเฉกเช่นหยุนซี ไม่สามารถหลอมกลั่นได้เลยเซียถงแอบรู้สึกผิดเล็กน้อยเพราะกลัวว่าประโยคคำกล่าวนี้จะไปจี้ปมในใจของอีกฝ่ายเข้า
“หญิงแพรพรรณหยกมิได้ใช้สำหรับการหลอมกลั่นโอสถเท่านั้นแต่มันยังมีคุณสมบัติจำเพาะอื่นนอกเหนือจากนั้น”
หยุนซีมิได้ใส่ใจคำถามหรือเก็บมาคิดมากใดๆเพียงเอ่ยปากตอบอย่างสบายๆกลับไป ทอดสายตามองหญ้าแพรพรรณหยกในมืออยู่สักครู่ประกายตาสีดอกท้อพลันเปล่งปลั่ง เปิดเผยรอยยิ้มอ่อนจางขึ้นบนใบหน้าของนางเสมือนสิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่า
จากนั้นก็เก็บหญ้าแพรพรรณหยกใส่ไว้ที่เอวดังเดิมอย่างระมัดระวัง ยกฝ่ามือตบหน้าผากตัวเองไปทีหนึ่งสีหน้าการแสดงออกในขณะนี้ของหยุนซีบิดเบี้ยวโมโหอย่างยิ่ง
“ไอ้บัดซบพวกนั้น! ทำใบหญ้าเหล่านี้ขาด! ไปนับว่าชะตาขาดแล้วจริงๆ! ข้าจะกลับไปฆ่าไอ้พวกสัตว์นรก!”
สิ้นเสียงกล่าวจบนางเดินหยิบกระบี่ยาวที่ร่วงตกอยู่บนพื้น และมุ่งหน้าออกไปทางหนองน้ำโดยตรง
ทว่าเดินไปได้สองสามก้าวฝีเท้าของนางพลันหยุดชะงักชะงันกะทันหัน ร่างโซเซแกว่งซ้ายทีขวาทีไปมาคล้ายจะล้ม แม้กระทั่งจะทรงตัวให้ตรงยังแทบไม่ไหวแล้ว
“ท่านอาจารย์หยุนซีท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส เกรงว่า...”
เซียถงรีบวิ่งเข้าไปประคองโอบอุ้มอีกฝ่ายจากด้านหลังทันที
“ข้าจะไปฆ่าพวกมัน!”
หยุนซีโบกมือปัดใช้กระบี่ยาวกวาดไปมาพยายามดิ้นรนออกจากเซียถงที่เข้าห้ามปราม
“ท่านอาจารย์หยุนซีจะอย่างไรควรดให้ความสำคัญกับอาการบาดเจ็บในขณะนี้ของท่านด้วยจะบุกเข้าไปในส่วนลึกของหนองน้ำแห่งนี้ทั้งที่สภาพไม่สมบูรณ์เกรงว่าจะมีแต่อันตราย!”
เซียถงกอดหยุนซีเอาไว้แน่นในอ้อมแขนเฝ้ามองท่าทางการแสดงออกของหยุนซีที่ยังคงดื้อรั้นไม่หยุด ตราบใดที่นางเผลอปล่อยมือไปอีกฝ่ายน่าจะพุ่งหนีหายไปต่อหน้าต่อตาแล้วจริงๆ
คล้อยหลังฝืนกำลังดิ้นรนอยู่สักพักใหญ่ดูเหมือนว่าหยุนซีจะหมดเรี่ยวแรงในที่สุด เอนกายพักพิงบนหัวไหล่ของเซียถงค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบหญ้าแพรพรรณหยกขึ้นมาเชยชมเล็กน้อยลึกลงไปในแววตาคู่สวยสีลูกท้อเต็มไปด้วยความหม่องหม่น เซียถงยืนกอดประคองร่างอรชรเพลียวบางเอาไว้แน่นเหม่อมองไปที่หญ้าแพรพรรณหยกในมือของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน ไม่ปริปากกล่าวอะไรใดๆ
เซียถงไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นหยุนซีได้รับหญ้าแพรพรรณหยกมาทั้งหมดกี่ใบ แต่บนมือของอีกฝ่ายยามนี้มีเพียงใบเดียวเท่านั้นและนางเองก็มิทราบเช่นกันว่าหญ้าแพรพรรณหยกดังกล่าวมันมีความสำคัญต่อหยุนซีมากขนาดไหนกันแน่ถึงทำให้นางโกรธเกรี้ยวได้ถึงขั้นนี้
อย่างไรก็ตามแต่เซียถงเลือกที่จะไม่เอ่ยปากถามอะไรมากมายเป็นดีที่สุด
หลังจากต่างฝ่ายต่างเงียบไปชั่วระยะหนึ่งหยุนซีก็ข่มกลั้นเก็บความหมองหม่นเหล่านั้นกลับเข้าไปเบื้องลึกในใจประกายตากลับมาสดใสเจิดจรัสดังเดิม ยืดตัวขึ้นตรงพร้อมนำหญ้าแพรพรรณหยกเก็บลงในเอวอีกคราอย่างระมัดระวัง เดินกลับลงภูเขาออกจากป่าสนก้าวแช่มทีละขั้นทีละตอนอย่างทุลักทุเลพร้อมกับกระบี่เล่มยาวในมือเสมือนร่างกายมีน้ำหนักกว่าร้อยตันก็มิปานทุกก้าวที่เดินตรงออกไปดูยากลำบากยิ่งยวด เนื้อตัวสั่นเทิ้มแต่นางยังคงเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
เสมือนกับว่าในเวลานี้กำลังมีคนสำคัญรออยู่เบื้องหน้านางหากไม่สืบเท้าย่างหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างนางกับอีกฝ่ายก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งก้าวเช่นกัน
เฝ้ามองแผ่นหลังที่สั่นคลอนของหยุนซีเซียถงสัมผัสได้ทันทีถึงจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและทะนงตนดื้อรั้น ต่อให้อีกฝ่ายล้มคะมำนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเซียถงก็เชื่อว่า แทนที่หยุนซีคนนี้จะเอ่ยปากร้องเรียกขอความช่วยเหลือ แต่นางจะเลือกคลานต่อไปจนกว่าจะถึงที่หมาย
ด้วยความประทับใจในส่วนนี้เซียถงรีบสับเท้าวิ่งไล่ตามอีกฝ่ายจนทันเอื้อมมือไปหยุงแขนของหยุนซีขึ้นพาดกับไหล่ของตน กล่าวว่า
“ท่านอาจารย์หยุนซีข้าไม่เคยมาหนองน้ำลึกขนาดนี้ ดังนั้นจึงไม่รู้ทางกลับท่านอาจารย์ช่วยพาข้าไปส่งที่ตีนภูเขาที”
เนื่องด้วยอุปลักษณ์นิสัยอย่างหยุนซีนางไม่มีทางขอความช่วยเหลือจากตัวเซียถงแน่นอนดังนั้นเซียถงจึงเสนอตัวเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือแทนเพื่อที่จะได้แอบช่วยพยุงร่างอีกฝ่ายส่งลงภูเขาไปโดยสวัสดิภาพ
หยุนซีเหลือบสายตามองเซียถงเล็กน้อยหนึ่งระลอกคลื่นอารมณ์แปลกประหลาดปนสงสัยโฉบแล่นผ่านในดวงตาของนางคิ้วขมวดยู่ยี๋เล็กน้อย กล่าวน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจว่า
“ไฉนเจ้าโง่ปานนี้? รู้ทางขึ้นเขาแต่กลับไม่รู้จักทางลงเขา?”
“อาจารย์เป็นแบบไหนศิษย์ก็เป็นแบบนั้นหากศิษย์คนนี้โง่ แสดงว่าอาจารย์มิได้สอนสั่งให้ดี”
เซียถงยิ้มตอบ
หยุนซีที่ได้ยินเช่นนั้นก็อดคลี่ยิ้มมิได้สาวน้อยนางนี้ไม่ยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายขาดทุนเลยสักครั้งจริงๆ
เซียถงส่งหยุนซีไปถึงหอพักในสถานศึกษาเซิงหลิงแล้วค่อยแอบย่องเข้าไปในห้องหลอมกลั่นโอสถอีกครา ระดมเปลวเพลิงจุดไฟใต้เตาหลอมกลั่นจากนั้นก็นำกิ้งก่าพิษโยนลงในเตาหลอมโดยตรงจากนั้นเป็นอันเริ่มกระบวนการหลอมกลั่นโอสถพิษ
ครึ่งชั่วยามต่อมาปรากฏโอสถพิษเม็ดกลมสีเหลืองนอนนิ่งอยู่ในเตาหลอมเซียถงหยิบมันขึ้นมาพินิจมองบนฝ่ามือ มุมปากเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาอาศัยโอสถพิษจากกิ้งก่าพิษในหนองน้ำมันเกินพอแลวสำหรับเอาคืนไป๋หลี่อวี๋อิงและบรรดาสาวๆเหล่านั้นพอนำโอสถเม็ดนั้นมาบดจนละเอียดกลายเป็นผง เซียถงก็นำผ้าเช็ดหน้ามาห่อบรรจุไว้และแอบย่องออกจากห้องหลอมกลั่นโอสถไป
เมื่อนางมาถึงหอพักหรูในสถานศึกษาเซิงหลิงเซียถงก็ตรงต่อไปยังอาคารหลังหนึ่งที่ดูงดงามและโดดเด่นกว่าตัวอาคารอื่นๆลอบเร้นเข้าไปที่บ่อน้ำท่ามกลางผ่าไพ่สีเขียวขจีเปิดฝาบ่อน้ำออกและโรยผงพิษทั้งหมดลงไป ทั้งยังโยนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นลงในบ่อ ปิดฝาลาจากป่าไผ่ผืนนั้นไปอย่างไร้ร่องรอย
บ่อน้ำในป่าไผ่เขียวขจีแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำเพียงแห่งเดียวที่ทุกคนในสถานศึกษาเซิงหลิงใช้ดื่มกิน
เดินทางกลับเข้ามายังหอพักของตนเซียถงทอดสายตามองหอพักหลังนั้นที่อยู่ด้านตรงข้าม มุมปากฉายแววเย้ยเยาะปรากฏออกมาเท่าที่นางไปสืบทราบมาในวันนี้ไป๋หลี่อวี๋อิงกับบรรดาผู้ติดตามของนางมิได้แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่นอนค้างกันในหอพักหลังนั้นแทน
หึหึ พรุ่งนี้รอชมละครฉากใหญ่ได้เลย
พอกลับมาที่ห้องพักของนาง อิ๋งเอ๋อร์กำลังนอนฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะผล็อยหลับไป เซียถงปลุกให้นางย้ายไปนอนบนเตียงดีๆ จากนั้นก็ตรงเข้าไปห้องด้านในนั่งไขว่ห้างขัดสมาธิอยู่บนเตียงและเริ่มดูดซับพลังวิญญาณบำเพ็ญตบะ