ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่36 ฟันต่อฟัน

    25 2-2

     

    ตอนที่36 ฟันต่อฟัน

     

    เซี่ยถงกดสายตาจับจ้องไปยังขวดยาในมือก่อนแหงนหน้ามองหลัวซีอีกครา ตัดสินใจโยนขวดดังกล่าวคืนกลับไป

     

    “ไม่เป็นไรข้าเองก็มียารักษาอยู่แล้ว”

     

    “หื้ม? แต่ข้ามั่นใจว่าของข้าดีกว่า”

     

    หลัวซีตวัดมือรับขวดยาของตนกลับคืนสีหน้าการแสดงออกเผยแววงุนงงไม่เข้าใจ ทั้งคงร่องรอยความสงสัยยเจือผสมอยู่หลายส่วนทุกครั้งที่เขามอบสิ่งใดแก่หญิงสาว นางเหล่านั้นล้วนมีแต่ความสุขคนที่ปฏิเสธโยนของคืนกลับมา เกรงว่าจะมีเซียถงคนแรกนี่แหละ

     

    “ของดีก็จริง แต่ข้ามิชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร”

     

    เซียถงขานตอบเสียงเรียบนิ่งและหมุนตัวเดินจากไป

     

    ไม่ใช่ว่านางหยิ่งยโสหรืออวดดีที่ปฏิเสธแต่การติดหนี้บุญคุณกัน มันไม่ใช่เรื่องเล็กเลยสักนิด ในวงการนักฆ่าการช่วยเหลือประเภทดังกล่าวจะถูกเรียกกันว่า สัญญาเลือด หากคุณช่วยฉันสักวันฉันก็ต้องช่วยคุณกลับโดยห้ามปฏิเสธเด็ดขาดและหากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษสถานหนักจากสภาสูง ดังนั้นแล้วเซียถงจึงค่อนข้างจริงจังมากกับเรื่องติดหนี้บุญคุณใครสักคน

     

    ตราบเท่าที่ไม่จวนตัวจริงๆนางจะไม่มีวันไปติดหนี้บุญคุณใครเด็ดขาด

     

    หลัวซีเหม่อมองแผ่นหลังของนางพลางส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ประกายตาฉายแวเศร้าสร้อยผสมปนเปอยู่เล็กน้อยทั้งทัศนคติและเจตจำนงของนางช่างน่าชมเชยอย่างแท้จริงนี่ยังไม่รวมไปถึงผิวพรรณที่ขาวผ่องดุจหิมะ เรือนร่างโฉมสะคราญงดงามแต่น่าเสียดายนักที่ใบหน้า...

     

    ณโรงเตี๊ยมไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนั้น ไป๋หลี่หานเคลื่อนสายตาจับจ้องไปทางเซียถงดวงตาคู่เข้มขลับประกายพราวแสงสาดระยิบทอดสายตาจนกระทั่งร่างของเซียถงลับสายตาหายไปในท้องถนนคนเดิน ก่อนจะค่อยๆหันศีรษะกลับมาทางโม่ซวนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน กล่าวว่า

     

    “เจ้าคิดว่าที่นางระเบิดพลังออกมาในคราวนี้คือทั้งหมดแล้วรึยัง?”

     

    ตอนที่เซียถงเข้าปะทะกับไป๋หลี่หานครั้งล่าสุดเขาก็พอจะคาดเดาเว่าระดับพลังลมปราณของนางต้องไม่ต่ำกว่าขอบเขตเสาหลักเขียวชั้นสูงเป็นอย่างน้อยดังนั้นจึงไม่ค่อยรู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ที่จะเห็นเซียถงสำแดงพลังระดับขอบเขตเสาหลักฟ้าออกมาสักเท่าไหร่

     

    โม่ซวนครุ่นพินิจอยู่สักครู่ก่อนส่ายหัวกล่าวว่า

     

    “ข้าน้อยไม่แน่ใจเลยแต่บางที...นี่คงไม่ใช่ทั้งหมดกระมัง?”

     

    “ต่อหน้าต่อตาผู้คนจำนวนมากปานนี้การที่นางยังกล้าต้องการจะสังหารองค์รัชทายาทให้ได้เช่นนี้แสดงว่านางจะต้องมั่นใจในความแข็งแกร่งตัวเองยิ่งยวด บางที...ระดับพลังบมปราณอาจเหนือชั้นกว่าพวกเราก็เป็นได้”

     

    ไป๋หลี่หานยกจอกสุราขึ้นซดในรวดเดียวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กล่าวว่า

     

    “ไม่หากเหนือกว่าพวกเราจริง เมื่อคืนนางคงสลัดมือข้าหยุดได้ไม่ยาก ถึงขนาดใจกล้าเตะผ่าหมากข้าผู้นี้กันได้โดยไม่รู้สึกอะไร บนผืนพิภพแห่งนี้ยังมีสิ่งใดที่นางต้องกลัวเกรง?”

     

    เมื่อนึกถึงภาพฉากที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจวบจนตอนนี้เขาเองก็ยังรู้สึกขบขันไม่หาย

     

    “อย่างไรเสียนางถึงขั้นทำร้ายองค์รัชทายาทปางตายเช่นนี้ ฝ่าบาทจะออกโรงเคลื่อนไหวอันใดหรือไม่?”

     

    โม่ซวนขมวดคิ้วแน่นดูกังวลเขาเอ่ยถามขึ้น

     

    “ก็นางล่อให้อีกฝ่ายกล่าวเองแล้วมิใช่รึ?ที่ว่าหลังจากนี้จะเอาผิดย้อนหลัง? สิ่งนี้จะกลายเป็นหลักประกันต่อความปลอดภัยของนางเองดังนั้นไม่น่าจะเป็นอะไร”

     

    เล่นจอกกรอกแกว่งในมือเล็กน้อยคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่สักครู่ ก่อนเงยหน้ากล่าวกับโม่ซวนขึ้นว่า

     

    “ข้าจะเข้าวังหลวงเสียหน่อยองค์รัชทายาทได้รับบาดเจ็บถึงปานนี้ ข้าในฐานะท่านอาคงต้องไปเยี่ยมเยือนแสดงความห่วงใยกันหน่อย”

     

     

     

    เซียถงแวะร้านสมุนไพรก่อนตามลำพังจึงค่อยกลับเข้าจวนเสนาบดีไปทีแรกนางตั้งใจจะเดินทางไปซ้ำเซี่ยเสวี่ยเหลียนอีกสักชุดใหญ่หวังคิดบัญชีหวาดผวากันไปข้างหนึ่ง แต่พอครุ่นพินิจให้ดีแล้วพรุ่งนี้ยังมีการประลองนัดชิงชนะเลิศที่สำคัญมากเกรงว่าเรื่องความเกลียดชังคงต้องปล่อยไปก่อนแล้วค่อยคิดหาวิธีจชำระหนี้แค้นนี้กันทีหลัง

     

    ขณะครุ่นคิดก็เดินเข้ามาถึงหน้าลานกว้างในเรือนของตนนางเห็นอิ๋งเอ๋อร์กำลังนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่หน้าประตูเรือนด้านในและกำลังร้องไห้ฟังว่าก่อนหน้านี้อิ๋งเอ๋อร์หมดสติไปข้างสนามประลองและเป็นเซี่ยหลู่เฟิงที่อาสาอุ้มมาส่งก่อน

     

    เมื่อเห็นอิ๋งเอ๋อร์ร้องไห้กอดเข่าตัวเองอยู่แบยนั้นเซียถงก็เดินตรงไปหา วางมือลงบนไหล่อีกฝ่าย เอ่ยถามว่า

     

    “เจ้าร้องไห้ทำไม?”

     

    อิ๋งเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมาพอเห็นว่าบาดแผลทั่วร่างกายของเซียถง เลือดยังหยุดไม่สนิทจึงรีบลากอีกฝ่ายเข้าไปด้านในเรือนทันทีก่อนจะนำผ้าสะอาดชุบน้ำเข้ามาประคบล้างแผลให้

     

    “เดี๋ยวข้าจัดการเอง”

     

    เซียถงคว้าผ้าดังกล่าวออกจากมืออีกฝ่ายทั้งยังกล่าวอีกว่า

     

    “เจ้าออกไปก่อนเสร็จแล้วเดี๋ยวเรียกอีกที”

     

    ยามนี้คุ้นเคยกับบัคลิกนิสัย ณปัจจุบันของเซียถงแล้วหลายส่วน อิ๋งเอ๋อร์จึงพยักหน้าและเดินออกไปอย่างเชื่อฟังเซียถงถอดเสื้อผ้าแพรพรรณออกมา พร้อมนำผ้าชุบน้ำประคบเช็ดคราบเลือดและแผลบนร่างกายบนเรือนร่างขาวผ่องประดุจหิมะของนางในยามนี้เต็มไปด้วยรอยแผลที่เกิดจากการฟันนับหลายสิบแต่เซียถงเองกลับมิได้ใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้เท่าไหร่เพราะอาการแค่นี้ยังเทียบไม่ได้กับบรรดาภารกิจในชีวิตก่อนหน้าของนางเลย

     

    หลังจากนั้นค่อยนำผงยารักษาแผลกรอกเทชโฉมทั่วตัว รู้สึกแสบสันจับขั้วหัวใจแต่เซียถงกลับรู้สึกเสพติดกับความเจ็บปวดเหล่านี้เหลือเกินและสุดท้ายจึงค่อยเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าใหม่

     

    พอเดินออกมาจากเรือนพักนางก็ลอบเห็นอิ๋งเอ๋อร์ที่กำลังนั่งเหม่อลอย ทิ้งแผ่นหลังพักพิงกับกำแพงดูหมดอาลัยตายอยากยิ่งแล้ว แถมยังมีน้ำตาคลอเบ้าให้เห็นอีก

     

    “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?”

     

    เซียถงตรงเขาไปเอ่ยถาม

     

    “ไม่มี...ไม่มีอะไรคุณหนูท่านทายาเสร็จแล้วกระมัง?”

     

    พอเห็นเซียถงออกมา จู่ๆอิ๋งเอ๋อร์ก็รีบพับมือเก็บเข้าไปใต้แขนเสื้อยาวโดยไว ดูลุกลี้ลุกลนมาก

     

    “ยื่นมือออกมา”

     

    สีหน้าการแสดงออกของเซียถงพลันแปรเปลี่ยนดูเย็นยะเยือกชั่วพริบตา สายตาหยุดนิ่งอยู่ตรงบริเวณแขนทั้งสองข้างของอีกฝ่าย

     

    “เอ่อ...คุณหนูคือว่าข้ายังมีงานบ้านที่ต้องทำต่อ ขอตัวเจ้าค่ะ”

     

    กล่าวจบอิ๋งเอ๋อร์รีบลุกขึ้นจากออกไปทันที

     

    เซียถงเหยียดมือข้างหนึ่งออกไปคว้าข้อแขนอีกฝ่ายจับเสียงดัง ‘หมับ’ ก่อนจะออกแรงกระชากเล็กน้อยเนื่องจากอีกฝ่ายออกแรงขัดขืน พอถกแขนเสื้อขึ้นมาก็เผยให้เห็นทั่วเรียวแขนของอิ๋งเอ๋อร์ที่กลายเป็นสีแดงก่ำ บวมอักเสบทั้งยังมีแผลพุพองอยู่ทั้งแขนจำนวนไม่น้อย ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าเกิดจากโดนน้ำร้อนลวก

     

    พอดึงแขนอีกข้างของอิ๋งเอ๋อน์ขึ้นมาก็ปรากฏเช่นเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน ทั้งแผลพุพองบวมแดงเต็มไปหมด

     

    “ฝีมือใคร?”

     

    เซียถงเอ่ยถามน้ำเสียงเย็นชามากหนาวเหน็บสั่นสะท้านถึงขั้วหัวใจผู้คน

     

    “คุณหนู ข้าไม่เป็นไร”

     

    อิ๋งเอ๋อร์รีบชักแขนกลับคืนถกแขนเสื้อลงเพื่อปกปิดบาดแผลเหล่านั้น

     

    “ข้าถามว่าฝีมือใคร?”

     

    เซียถงจับจ้องนางตาเขม็งเอ่ยย้ำถามซ้ำขึ้นอีกครา

     

    “อะ...เอ่อ...เอ่อ...ฝีมือของนายท่านเจ้าค่ะ”

     

    เผชิญต่อสายตาคู่เย็นยะเยือกขุมนี้อิ๋งเอ๋อร์ถึงกับหดไหล่ลง ใบหน้าซีดเซียวขานตอบอย่างระมัดระวัง

     

    เวลาคุณหนูโกรธนางน่ากลัวมากเลย...

     

    “ไฉนมันต้องใช้น้ำเดือดลวกเจ้า?”

     

    เซียถงเอ่ยถามต่อน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่เค็มไม่หวาน แต่เมื่อนำมาผนวกรวมกับท่าทางอันเยือกเย็นนี้แล้วกลับทำให้อิ๋งเอ๋อร์ผวาหนัก

     

    “คุณหนู...”

     

    อิ๋งเอ๋อร์ลังเลใจหนักประกายสายตาที่จับจ้องไปทางเซียถง สั่นไสวลังเล

     

    “อิ๋งเอ๋อร์ระหว่างเจ้ากับข้า เราเป็นอะไรกัน?”

     

    เซียถงจับจ้องนางไม่วางตาเอ่ยถามขึ้นคำหนึ่ง

     

    “คุณหนูเป็นผู้มีพระคุณต่อบ่าวเจ้าค่ะอิ๋งเอ๋อร์กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก จึงต้องนั่งขอทานอยู่ตามท้องถนนจนคุณหนูมาพบเข้าและรับข้ามาเป็นสาวรับใช้เจ้าค่ะ”

     

    “เช่นนั้นแล้วไฉนถึงกล้ามีความลับกับข้า?”

     

    น้ำเสียงในครั้งนี้ของเซียถงเย็นชาลงถนัดตา

     

    อิ๋งเอ๋อร์กล่าวตอบเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างพวกนาง

     

    “คุณหนูหาใช่ว่าบ่าวต้องการมีความลับกับท่าน แต่...แต่เป็นฮูหยินหลู่ที่กำชับสั่งไม่ให้ข้าพูดเรื่องนี้”

     

    “แม่ของข้างั้นรึ? เกิดอะไรขึ้นกับนาง?”

     

    เซียถงเอื้อมมือไปคว้าแขนอิ๋งเอ๋อร์ฉุดร่างของนางขึ้นมาจากพื้นโดยไว

     

     

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน