ฉากนองเลือดในสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะเห็นว่าการต่อสู้ของฝั่งเมืองเบอเนียร์กำลังได้เปรียบแต่ดยุคโคเว่นที่ยืนสั่งการอยู่เหนือกำแพงเมืองกลับรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันยามที่มองดูการเคลื่อนไหวของทัพข้าศึก ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานทำให้เขารู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
“ เป็นอะไรรึเปล่านายท่าน“
มอร์เล่เอ่ยถามขึ้น เมื่อสังเกตเห็นหน้าตาที่ดูตึงเครียดของดยุคโคเว่น
“ ข้ารู้สึกว่าทัพของข้าศึกมีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล“
“ มีสิ่งใดที่ทำให้นายท่านรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากลกัน? “
“ พวกดาร์คเอลฟ์ที่น่าจะเป็นกำลังสำคัญในสงครามกลับไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้อย่างเต็มที่ พวกมันถูกส่งมาเข้าร่วมสงครามไม่ถึงยี่สิบคนด้วยซ้ำ พวกที่เหลือก็พากันเคลื่อนที่ด้วยท่าทางแปลกๆ “
ดยุคโคเว่นรู้สึกสงสัยท่าทีที่แปลกไปของพวกดาร์คเอลฟ์ พวกมันพากันจับกลุ่มเป็นวงกลมขนาดใหญ่หลายชั้นโดยที่มีโอรันเป็นจุดศูนย์กลาง การกระทำของพวกมันราวกับปกป้องโอรันเอาไว้ แต่หากมองให้ลึกลงไปคือพวกมันทำเพียงรั้งอยู่ท้ายกองทัพและแทบจะไม่ได้เข้าร่วมสงครามเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นจนถึงตอนนี้ เขายังไม่เห็นเลยว่ามีดาร์คเอลฟ์คนไหนที่ถูกสังหาร
“ บางทีพวกมันอาจจะรักตัวกลัวตายแล้วให้มนุษย์กับพวกลูกครึ่งอสูรเป็นผู้เสี่ยงตายแทนมัน ส่วนมันก็รอคอยที่จะจัดการในภายหลัง “
มอร์เล่แสดงความคิดเห็นออกมา
“ ข้าก็หวังว่าแผนการของพวกมันคงจะมีแค่นั้น“
หากการกระทำของพวกดาร์คเอลฟ์มีเพียงการรักตัวกลัวตายแล้วส่งให้พวกมนุษย์กับเผ่าลูกครึ่งอสูรไปตายแทนมัน นั่นก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่น่าหนักใจแต่อย่างใด การที่พวกมันยังไม่เข้าร่วมสงครามทำให้ตอนนี้ความได้เปรียบตกอยู่ที่ฝ่ายของเมืองเบอเนียร์อย่างเห็นได้ชัด หากสงครามยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ชัยชนะคงตกอยู่ที่ฝ่ายของเมืองเบอเนียร์อย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้พวกดาร์คเอลฟ์ไม่ตายเลยแม้แต่คนเดียว แต่ด้วยจำนวนที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด สุดท้ายความรักตัวกลัวตายของพวกมันก็จะนำมาซึ่งจุดจบเดียวกันกับพวกมนุษย์และลูกครึ่งอสูรที่พวกมันส่งไปตายแทน
.” คุ้มกันผู้ที่ได้รับบาดเจ็บออกมาก่อน!! “
เสียงสั่งการดังขึ้นมาท่ามกลางสนามรบ เมื่อได้บาดเจ็บจนไม่อาจจะต่อสู้ได้เหล่าทหารเมืองเบอเนียร์ก็จะถอยร่นกลับมารักษาตัวในทันที เมื่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บถอนตัวออกมาจากสงครามก็จะมีกำลังเสริมที่เข้าไปแทนที่ในทันทีเช่นกัน นี่เป็นกลยุทธ์ในสงครามที่ทำให้เมืองเบอเนียร์ลดการสูญเสียไปได้มากโข
กองทัพของเมืองเบอเนียร์นั้นได้เปรียบทั้งด้านของสมรภูมิและด้านของกลยุทธ์ในการศึก ยิ่งการต่อสู้ยาวนานมากเท่าไรขวัญกำลังใจของทหารเมืองเบอเนียร์ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ราวกับพลังเวทในกายของมันกำลังเดือดพล่าน ตอนนี้ความกลัวในจิตใจของเหล่าทหารได้หายไปจนหมดแล้ว มีเพียงกำลังใจและความฮึกเหิมเท่านั้น
“ เด็กคนนั้นอายุแค่สิบหกจริงๆน่ะเหรอ แล้วเหตุใดเขาจึงถูกรุมโจมตีเช่นนั้น “
ทหารเมืองเบอเนียร์คนหนึ่งที่กำลังประคองสหายของมันออกมาจากสนามรบ มองไปที่แอเรียสอย่างแทบจะไม่เชื่อสายตาว่าเด็กอายุเพียงสิบหกจะต่อสู้ได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แม้เขาจะถูกรุมโจมตีอยู่จากหลายทิศทางแต่เด็กหนุ่มผู้นั้นกลับไม่มีความหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย ร่างกายที่เต็มไปด้วยโลหิตทั้งจากบาดแผลของตัวเองและจากบาดแผลของศัตรูมันทำให้เด็กหนุ่มราวกับนักเวทผู้กระหายเลือด แม้จะมีหลายกี่บาดแผลบนร่าง แต่ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากแอเรียสเลยแม้แต่ครั้งเดียว และที่สำคัญทุกคนยังเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าที่ราวกับแอเรียสกำลังเล่นสนุกอยู่ในสมรภูมิแห่งความตายนี้ด้วย
“ ข้าได้ยินจากเสียงพูดคุยของพวกข้าศึกว่าเด็กคนนั้นถูกตั้งค่าหัวเอาไว้ถึงสามแสนเหรียญคริสตัล“
เสียงของทหารที่บาดเจ็บพูดออกมาอย่างอ่อนแรง
“ สามแสนเหรียญคริสตัล!! เด็กคนนั้นไปสร้างความแค้นให้กับศัตรูถึงเพียงไหนกัน “
ทันทีที่ได้ยินจำนวนเงินค่าหัวขอแอเรียสมันก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดแอเรียสถึงได้ถูกรุมโจมตีเช่นนี้
อีกด้านหนึ่งแอเรียสที่กำลังต่อสู้อยู่กับศัตรูที่ปิดล้อมทางหนีของเขาเอาไว้ทุกทาง ตอนนี้ร่างกายของเขาก็เริ่มอ่อนล้าเต็มทน พลังเวทที่มีในร่างแม้จะถนอมเอาไว้แต่เมื่อต้องใช้ต่อสู้กับศัตรูจำนวนมากเช่นนี้มันก็ใกล้จะหมดเช่นกัน บาดแผลที่ขาที่เป็นรอยฟันของดาบแม้จะไม่ลึกมากแต่ก็มีผลต่อการเคลื่อนไหวของเขา บนร่างของแอเรียสในตอนนี้เต็มไปด้วยบาดแผลเกือบสิบแผลไปแล้ว แอเรียสนำเม็ดยาอาบจันทราออกมาจากแหวนมิติก่อนจะกลืนกินมันไปอย่างรวดเร็ว
เขายกดาบในมือในท่าเตรียมพร้อมที่จะฟาดฟันก่อนจะยิ้มมองศัตรูด้วยความเลือดเย็น ยิ่งสังหารมากเท่าไหร่จิตใจของเขาก็ยิ่งเย็นชามากเท่านั้น การกวัดแกว่งดาบและการร่ายเวทที่ทำไปอย่างต่อเนื่องยิ่งทำให้เขารู้สึกเคยชินกับการเข่นฆ่ามากขึ้น ยิ่งต่อสู้มากเท่าไรความจำเก่าๆมันก็เริ่มหวนคืนมาอีกครั้ง ดาบอสูรมายาในมือเขามันสั่นไหวไปมาเล็กน้อย แอเรียสไม่ได้หวาดกลัวจนมือสั่นไหว แต่จิตวิญญาณของดาบอสูรมายากำลังเรียกร้องหาบทเพลงแห่งโลหิต ความกระหายเลือดในจิตวิญญาณของดาบอสูรมายาเริ่มตื่นขึ้นทุกครั้งที่มันดื่มโลหิต แอเรียสสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังของดาบอสูรมายาในเวลานี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
ศพที่กองเรียงรายอยู่บริเวณรอบๆการต่อสู้คือเหล่าศัตรูที่หมายจะมาเอาค่าหัวจากแอเรียส ด้วยการที่มันต้องการจะจับเป็นเขาจึงทำให้พวกมันออมพลังเอาไว้ทุกครั้งที่โจมตี แม้การรุมโจมตีของพวกมันจะสร้างบาดแผลหลายแห่งให้กับแอเรียส แต่สุดท้ายจุดจบของความประมาทก็คือความตายของตัวมันเอง ความโลภที่มันมีพามันให้กลับสู่ปรโลก
“ นี่สินะเจ้าเด็กที่ชื่อแอเรียส!! เฮ้ยหลีกทางให้พวกข้าซะ “
“ พี่ข้าบอกให้หลบ!! อยากตายรึไง “
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงอันเหี้ยมเกรียมดังขึ้นมาจากฝั่งซ้ายของศัตรูที่ปิดล้อมแอเรียสเอาไว้ ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นพวกที่กำลังปิดล้อมแอเรียสอยู่ก็แหวกทางให้พวกมันในทันที พวกมันเป็นชายสองคนที่มีใบหน้าของพวกมันดูเหมือนกันแทบทุกส่วน แตกต่างกันแค่เพียงคนขวามือมีรอยแผลเป็นเป็นรอยข่วนสี่รอยบนใบหน้าซึ่งน่าจะเกิดจากการปะทะกับสัตว์อสูร เพียงมองดูก็รู้ว่าพวกมันทั้งคู่เป็นฝาแฝดกัน พวกมันทั้งคู่เป็นระดับนักรบขั้นที่ห้าเหมือนกัน คนหนึ่งใช้อาวุธเป็นกระบองเหล็กส่วนอีกคนถือดาบเล่มใหญ่เอาไว้ในมือ
“ นั่นมันเฮกเตอร์กับเฮกต้าไม่ใช่รึยังไง เจ้าเด็กนั่นไม่รอดแน่ “
“ เจ้าแฝดวิปลาสนั่นน่ะเหรอ มีข่าวมาว่าพลังแปลกๆของพวกมันต่อกรได้แม้แต่ระดับอัศวิน ชิ ! สุดท้ายพวกมันก็มาชิงชิ้นปลามันไปจากพวกเรา “
“ เงียบๆหน่อย เจ้าอยากจะโดนพวกมันเล่นงานเอารึไง “
เสียงบ่นกระซิบกระซาบของเหล่าข้าศึกที่ล้อมรอบแอเรียสเอาไว้ แม้จะเป็นพวกเดียวกันแต่มันก็มองฝาแฝดนั่นด้วยความไม่พอใจ แต่พวกมันก็ทำได้เพียงแสดงออกทางสายตาเท่านั้น ไม่มีใครกล้าที่จะมีเรื่องกับฝาแฝดนั่นแม้แต่คนเดียว
“ มีหมูตอนเพิ่มขึ้นมาอีกสองตัวหรอเนี่ย“
แอเรียสแสยะยิ้มมองดูเฮกเตอร์และเฮกต้าอย่างท้าทาย ใบหน้าที่ดูกักขฬะของมันและพุงขนาดใหญ่ที่เด้งไปมาของมันทำให้แอเรียสรู้สึกว่าเจ้าพวกนี้ไม่ต่างจากหมูป่าตัวโตๆเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงอย่างไรการที่มีนักเวทระดับนักรบเพิ่มขึ้นมาอีกสองคนก็ทำให้การต่อสู้ของแอเรียสไม่ง่ายดายอีกต่อไป หากนับรวมเจ้าหมูตอนสองคนที่พึ่งมาใหม่เข้าไปด้วยตอนนี้แอเรียสก็ถูกล้อมเอาไว้ด้วยศัตรูถึงแปดคน แม้เม็ดยาอาบจันทราที่พึ่งกินเข้าไปจะช่วยรักษาบาดแผลบนร่างรวมถึงช่วยพื้นฟูพลังเวทที่เสียไปแต่มันก็ต้องใช้เวลาในการรักษา และพลังแปลกๆของเจ้าฝาแฝดสองที่พวกศัตรูพูดถึงแอเรียสก็ไม่รู้ว่ามันหมายถึงสิ่งใดด้วย หากเป็นพลังแปลกๆที่ยากจะรับมือได้นั่นคงทำให้เขาได้ตกอยู่ที่นั่งลำบากเป็นแน่
เมื่อได้ยินคำพูดของแอเรียสพวกมันทั้งคู่ก็โกรธจนแทบจะมีควันออกมาจากหู คำพูดของแอเรียสราวกับเป็นตัวกระตุ้นเพลิงความโกรธในใจของพวกมันให้ลุกโชนขึ้นมา เฮกต้ากระทืบเท้าไปที่พื้นด้วยความโมโห แต่ไม่รู้เพราะมันโกรธจนหน้ามืดตามัวหรือเพราะความซุ่มซ่ามกันแน่ เท้าของมันกระทืบเข้าไปโดนปลายดาบหักที่บังเอิญปักตั้งตรงอยู่บนพื้นดิน แรงปะทะระหว่างเท้าและปลายดาบอันแหลมคมทำให้โลหะสีเงินทะลุมันจนถึงหลังเท้าของมัน สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่มีใครทันสังเกตเห็นหากไม่ใช่เป็นเพราะเสียงร้องโอดครวญของมันที่ดังออกมาราวกับหมูถูกเชือด
“ นี่มันตัวตลกคั่นเวลาสงครามรึอย่างไร“
แอเรียสส่ายหัวมองไปที่ภาพของเฮกต้าที่กำลังกระโดดด้วยเท้าเพียงข้างเดียว เท้าอีกข้างของมันยกขึ้นด้วยความเจ็บปวดจากปลายดาบที่แทงทะลุฝ่าเท้าของมันจนถึงหลังเท้า โลหิตสีแดงเปียกปอนไปทั่วทั้งเท้าของมันจนราวกับเท้าของมันถูกย้อมด้วยสีแดง แอเรียสรู้สึกเสียเวลาไม่น้อยที่เมื่อครู่เขาเผลอกังวลกับพลังของพวกมัน