ตอนที่ 30
บรรยากาศภายใน ‘แฟรี่ ทาเวิร์น’ ที่เคยอบอุ่นและเงียบสงบ บัดนี้กลับคุกรุ่นไปด้วยแรงดันมหาศาล จากมวลมานาที่เข้มข้นจนอากาศบิดเบี้ยว
กลิ่นอายปีศาจจากสองขั้วอำนาจปะทะกันกลางอากาศ จนเกิดเป็ประจุไฟฟ้าสถิตแลบแปลบปลาบไปทั่วทุกมุมร้าน ราวกับฟองสบู่แห่งมิติกำลังจะแตกออก
เซเลสในร่าง ‘อาบิส โซล’ ลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินเพียงเล็กน้อย ปีกหนังสีดำมะเมื่อมโบกสะบัดเบาๆ ส่งไอเย็นจากก้นบึ้งนรกออกมาปกคลุมพื้นที่
รอยสักเวทบนผิวขาวซีดของเธอเรืองแสงวาบวับราวกับอักขระต้องสาปที่กระหายิญญา ขณะที่บลัดดี้กระชับด้ามค้อนั์ในมือแน่น เส้นเืบนขมับปูดโปนด้วยความสะใจระคนโมโห
“ยัยปีกไก่ดำ!!”
บลัดดี้ะโเปิดฉาก พลางเหวี่ยงค้อนวนเหนือหัวจนเกิดลมพายุขนาดย่อม
[ปีกไก่ดำงั้นรึ? ยัยนี่โง่ได้โล่จริงๆ ดูมุมไหนมันก็ปีกค้างคาวชัดๆ] เซเวียร์ลอบเย้ยสติปัญญาที่น่าเวทนาของบลัดดี้อยู่ในใจ
บังอาจทำเอาเ้าหน้าบี้ของอัจฉริยะอย่างข้า หวิดจะสังเวยิญญาให้กับความประมาทของเ้าแล้ว!! ข้าจะบดขยี้เ้าให้จมธรณียิ่งกว่าปลาซาบะโดนสิบล้อทับเลยคอยดู!!
“ปากดีนักนะ นังปีศาจชั้นต่ำ”
เซเลสแค่นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงแก้วแตก รังสีอำมหิตม้วนตัวอยู่รอบกรงเล็บแหลมคม
“ข้าจะถอนขนบนหัวของเ้า แล้วเอาเืโง่ๆ นั่นมาล้างร้านเหล้าของข้า!!”
ตึงงง!!
บลัดดี้ไม่รอช้า เธอถีบตัวจากพื้นไม้จนกระดานแตกกระจาย พุ่งทะยานเข้าใส่เซเลสพร้อมเหวี่ยงค้อนมหาประลัยเข้าใส่กลางลำตัววอร์ล็อกสาวอย่างบ้าคลั่ง
เซเลสไม่ได้ขยับหนี เธอเพียงสะบัดปีกหนังข้างหนึ่งออกมาปัดป้อง แรงปะทะระหว่างเหล็กกล้าและปีกปีศาจดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นร้านที่เหลืออยู่ถึงกับสั่นะเื
เซเลสอาศัยจังหวะที่ค้อนเสียหลัก ร่ายเวทมืดฉับพลัน
“ชาโดว์ สไปก์!!”
ขวากหนามจากเงาทมิฬพุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้เท้าบลัดดี้
แต่ด้วยสัญชาตญาณเบอร์เซิร์กเกอร์ ปีศาจสาวผมสีพีชะโม้วนตัวกลับหลังกลางอากาศได้อย่างหวุดหวิด พร้อมกับเหวี่ยงค้อนฟาดกลับลงมาที่เดิมเพื่อทำลายเสาเงาจนแตกเป็เสี่ยงๆ
“ห่วยแตก!! ท่านี้อัจฉริยะอย่างข้ามองออกั้แ่อยู่ในท้องแม่แล้ว!!” บลัดดี้โกหกหน้าตายพลางพุ่งเข้าใส่ซ้ำสอง
การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ เซเลสระดมยิงะุมานาดำเข้าใส่ไม่ยั้งมือ ขณะที่บลัดดี้ใช้พละกำลังดิบเถื่อนเหวี่ยงค้อนปัดป้องและบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า
เศษโต๊ะเก้าอี้ที่เหลือเพียงน้อยนิดปลิวว่อนกลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ฝาผนังอีกด้านเริ่มปรากฏรอยร้าวลึกจากการถูกลูกหลงของพลังมหาศาล
ท่ามกลางความวินาศสันตะโรที่ทำให้เมืองกรีนเวลต้องสั่นะเื เซเวียร์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่มุมร้านซีกที่ยังไม่พัง…อยู่ในท่ากอดอก แผ่นหลังพิงเสาไม้ที่เอียงกะเท่เร่ แววตาสีโลหิตฉายแววขบขันและพึงพอใจอย่างที่สุด
เขาทอดสายตามองทรวงอกอวบอิ่มของเซเลส ที่เด้งกระเพื่อมไหวอย่างดุดันตามจังหวะการวาดลวดลายสังหาร พลางปรายตาเปรียบเทียบกับความราบเรียบ ดุจแผ่นไม้กระดานของบลัดดี้ ที่แทบจะมองไม่เห็นความต่างระหว่างด้านหน้ากับด้านหลัง
“หึ…ช่างเป็ระบำที่งดงามเหลือเกิน”
เซเวียร์พึมพำเบาๆ พลางแสยะยิ้มกว้าง
“คนหนึ่งก็อวบอิ่มกระเพื่อมไหวจนน่าขยี้ อีกคนก็แบนราบเรียบเนียนดุจแผ่นกระดานจนน่าลิ้มลอง…ถ้าได้ทั้งความอิ่มเอมและความขาดแคลนที่แสนสุดขั้วนี้ มานอนครางใต้ร่างข้าพร้อมกัน ความบันเทิงคงจะพุ่งทะลุไปถึง์แน่ๆ”
เขาไม่ได้มีท่าทีจะเข้าไปห้ามปราม หรือดูเดือดร้อนที่ร้านเหล้ากำลังจะกลายเป็ลานกว้างเลยแม้แต่น้อย
แวมไพร์หนุ่มกลับสนุกกับการเห็นกิริยาพยศของปีศาจสาวทั้งสองที่กำลังโชว์ ‘ศักยภาพ’ ให้เขาดู พลางนึกย่ามใจว่าหลังจากสยบบลัดดี้ ยัยวอร์ล็อกเ้าเล่ห์คนนี้ก็คู่ควรแก่การถูกลากเข้าสู่พันธนาการแห่งฮาเร็มตามกันไป
“สู้กันเข้าไปสาวๆ แสดงให้าาผู้นี้เห็นทีซิ ว่าหลังจบศึกคืนนี้พวกเ้าคู่ควรจะโดน ‘จัดหนัก’ ขนาดไหน!?”
การต่อสู้ล่วงเลยผ่านไปพักใหญ่ ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือดดุจพายุหมุน แรงะเิจากมานามืดและแรงเหวี่ยงจากค้อนั์เข้าบดขยี้โครงสร้างของร้านเหล้า จนพังทลายลงเรื่อยๆ ทีละส่วน
คานไม้บนเพดานหักสะบั้นร่วงลงมาตามด้วยหลังคาที่เริ่มยุบตัว เศษกระเบื้องและซากอิฐร่วงกราวลงมาทับถมจนพื้นไม้ด้านล่างรับน้ำหนักไม่ไหวและปริแยกออกเป็เสี่ยงๆ
เสียงลั่นโครมครามสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหมู่บ้านที่เคยเงียบสงัด จนฝูงนกในป่าละเมาะรอบข้างพากันแตกตื่นบินหนีขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เซเลสกลับดูเหมือนจะเป็ฝ่ายกุมความได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ ท่วงท่าของเธอพริ้วไหวและทรงพลังขึ้นจนน่าประหลาด
[หึ…ไม่ผิดจากที่คิดไว้ ที่นี่คืออาณาเขตของยัยนั่น คงกางเขตแดนเสริมพลังเอาไว้ล่วงหน้าแล้วสินะ ถึงได้ดูฮึกเหิมผิดปกติแบบนี้]
เซเวียร์วิเคราะห์อยู่ในใจพลางมองกระแสมานาที่ไหลเวียนสนับสนุนเซเลสอยู่ทุกทิศทาง
เมื่อเห็นว่าบลัดดี้เริ่มถูกต้อนจนมุมและเริ่มหมดหนทางชนะ เซเวียร์จึงตัดสินใจก้าวออกมาจากมุมมืด เขาแสยะยิ้มกวนประสาทพลางส่งเสียงหัวเราะขัดจังหวะการร่ายเวทของเซเลส
“เ้าฝีมือไม่เลวเลยนะเซเลส…รู้ไหมเมื่อก่อนข้าก็เคยเป็วอร์ล็อกสายฉายเดี่ยวแบบเ้านี่แหละ ข้าเคยเชื่อว่าพลังของตัวเองเพียงผู้เดียวก็สยบได้ทั้งโลก แต่บทเรียนในอดีตสอนให้ข้ารู้ว่า ไม่ว่าจะแกร่งแค่ไหน แต่ถ้าถูกรุมสกรัมหนักๆ เข้า ก็ไม่มีวันไหวหรอก!!”
เซเวียร์เว้นจังหวะพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ แววตาคมปลาบจ้องมองวอร์ล็อกสาวอย่างเ้าเล่ห์
“เพราะอย่างนั้น ในร่างใหม่หลังจากข้าหลับใหลยาวนานมาถึงหกสิบเจ็ดปี ข้าจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็ซัมมอนเนอร์แทน… เพื่อที่ข้าจะได้เรียก ‘กองกำลังส่วนตัว’ ออกมาช่วยรุมศัตรูให้ยับยังไงล่ะ!! ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
สิ้นเสียงหัวเราะอันโอหังสะท้านสรวง เซเวียร์วาดนิ้วเป็วงกลมกลางอากาศ กระแสมานามืดพุ่งลงสู่พื้นไม้ที่ปริแยกจนเกิดเป็วงเวทสีดำประกายม่วงส่องแสงเรืองรองน่าเกรงขาม
เขาสูดลมหายใจพลางร่ายมนตราอัญเชิญเสียงดังกัมปนาท ท้าทายสายตาพยศของวอร์ล็อกสาวอย่างเซเลส
“ดวงดาวหกแฉกที่สถิตอยู่ภายใต้วงเวทสีทมิฬ…ตราประทับแห่งอสูรร้ายจอมราชัน ข้าขออัญเชิญ ‘อริสา’ ออกมา ณ บัดนี้!!”
บัดดลนั้น แสงม่วงก็ะเิออกพร้อมแรงอัดอากาศมหาศาล ท่ามกลางซากปรักหักพังและฝุ่นผงที่คละคลุ้ง ร่างของหญิงสาวั์ตาซื่อสีมรกต ในชุดบิกินีสีชมพูดูอ่อนหวานก็ปรากฏกายขึ้นอย่างฉับพลัน
“เอ๋…!?”
จีโอแมนเซอร์สาวกะพริบตาปริบๆ ด้วยความฉงน มือเรียวขยับกระชับไม้เท้าวิเศษประจำกายไว้มั่น พลางกวาดสายตาคู่สวยมองไปรอบซากร้านเหล้าที่พังพินาศป่นปี้
เธอเห็นเบอร์เซิร์กเกอร์สาวกำลังยืนเท้าเข่าหอบจนตัวโยน เรือนร่างที่แบนราบและเปลือยเปล่าจนแลเห็นจุดสงวนทุกสัดส่วนอย่างโจ่งแจ้งนั้นเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ อยู่ไม่ไกลจากวอร์ล็อกสาวผู้มีปีกทมิฬที่กำลังจ้องเขม็งมาทางเธอ ด้วยแววตาประหลาดใจระคนดุดัน
ก่อนที่อริสาจะเลื่อนสายตาไปหาเซเวียร์ ที่ยืนเท้าสะเอวหัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจ ท่ามกลางความวินาศสันตะโรที่เกิดขึ้น
“เดี๋ยวนะเซเวียร์…นี่เ้าทำลายข้าวของชาวบ้านเขาอีกแล้วเหรอ?”
อริสาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงไปด้วยความระอาตามสไตล์นางเอกสายปั่น
“แล้วนี่อะไรกัน…อัญเชิญข้าออกมาท่ามกลางซากร้านเหล้า แถมยังมีผู้หญิงที่มีปีกค้างคาวอยู่ตรงหน้าอีก อย่าบอกนะว่าเ้าจะให้ข้าช่วย ‘รุม’ สาวสวยคนนี้เพื่อเข้าฮาเร็มเพิ่มน่ะ?”
แม้คำพูดจะดูเหมือนตำหนิ แต่จีโอแมนเซอร์สาวกลับขยับยิ้มพรายอย่างรู้ทัน พลางกระชับไม้เท้าในมือแน่นขึ้น เตรียมพร้อมจะ ‘สนุก’ ไปกับแผนการรุมสกรัม
ทว่าในวินาทีที่สายตาของเซเลสปะทะเข้ากับใบหน้าของอริสา ร่างของวอร์ล็อกสาวที่เคยเปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิตกลับสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ความดุดันในดวงตาเลือนหายไป แทนที่ด้วยความตกตะลึงจนพายุมานาทมิฬรอบกายสลายตัวไปในพริบตา
เซเลสหยุดการต่อสู้ลงอย่างสมบูรณ์ ปีกหนังค้างคาวขนาดั์ค่อยๆ สลายกลายเป็ไอสีดำจางหายไปในอากาศ พร้อมกับรอยสักเวทที่จางลงจนเหลือเพียงผิวพรรณขาวเนียนละเอียด
เธอคืนร่างกลับสู่สภาพมนุษย์ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังในสภาพไร้ซึ่งอาภรณ์ใดๆ ปกปิดเรือนร่างอันเย้ายวน
“เอ๊ะ…!?” บลัดดี้ที่กำลังง้างค้อนค้างไว้ถึงกับทำหน้าเหวอ พลางเอียงคอสงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันของคู่ต่อสู้
เซเลสก้าวไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ดวงตาที่สั่นระริกจ้องมองไปยังอริสาราวกับเห็นภาพลวงตา เธอเอ่ยปากเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาและสั่นเครือ จนแทบจะกลายเป็เสียงกระซิบ
“นี่ข้าเอง…ข้า ‘สตาร์’ เ้า…เ้าจำข้าได้หรือไม่ อริสา?”
อริสาหรี่ั์ตาสีมรกตจ้องมองใบหน้าของเซเลสอย่างพินิจพิเคราะห์…ท่ามกลางฝุ่นผงที่ยังไม่จางหาย
หญิงสาวผมขาวที่ยืนเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้า กลับดูมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนลึกอยู่ในแววตาคู่ ที่เธอเริ่มรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
สาวผมสีน้ำตาลหม่นปล่อยให้ใจ จมดิ่งลงไปขุดค้นเศษเสี้ยวแห่งความหลังอันพร่าเลือน ที่ถูกทับถมด้วยกาลเวลาให้กลับมาแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง
ทันใดนั้นแววตาของจีโอแมนเซอร์สาวก็สว่างวาบขึ้นราวกับแสงอรุณที่ตัดผ่านสายหมอก
“ข้าจำได้…ข้าจำเ้าได้แล้ว สตาร์!!”
อริสาอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนห่วงใย เธอขยับก้าวเข้าไปหาเพื่อนเก่าท่ามกลางซากปรักหักพังโดยไม่สนใจไอความร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่จากพลังมานา
ภาพในอดีตฉายชัดขึ้นมาในสมอง อริสาจำได้ว่าสตาร์คือหนึ่งในบุตรบุญธรรมของมหาสังฆราช เฉกเช่นเดียวกับจิณ พาลาดินสาวที่เป็หัวหน้าปาร์ตี้ของเธอในตอนนี้ แม้ตัวอริสาจะไม่ได้เป็บุตรบุญธรรม และทั้งคู่เคยเห็นหน้ากันเพียงผ่านๆ เท่านั้น
“เ้าคือเด็กสาวคนนั้น…สตาร์ เ้าหายตัวไปนานแสนนาน จนพวกเราคิดว่าเ้าจากโลกนี้ไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับเ้ากันแน่? ทำไมเ้าถึงทิ้งทุกอย่างแล้วมาอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้?”
อริสากวาดสายตามองเรือนร่างเปลือยเปล่าของสตาร์ที่ยังคงสั่นสะท้าน ผิวพรรณที่เคยบริสุทธิ์บัดนี้กลับซ่อนร่องรอยของการทำสัญญากับขุมนรกเอาไว้ลึกๆ
ทว่าก่อนที่ความซึ้งจะกินใจไปมากกว่านี้ เสียงของปีศาจสาวก็แทรกขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้
“เฮ้…นี่มันรายการพบญาติหรือยังไง?”
บลัดดี้ที่ยืนถือค้อนั์อยู่ข้างๆ ทำหน้าบูดบึ้งพลางแค่นจมูกอย่างขัดใจ
“แล้วสรุปว่ายัยหน้ายิ้มนี่เป็พวกเดียวกับพวกเรางั้นรึ? ข้าสับสนไปหมดแล้วนะ!!”
เซเวียร์ที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล แสยะยิ้มกว้างอย่างเ้าเล่ห์ ดวงเนตรสีโลหิตจ้องมองเซเลสที่อยู่ในสภาพอ่อนแออย่างไม่วางตา
“ข้าหนีมาซ่อนตัวจากราชสำนักโซลารา” เซเลสเล่าด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาทว่าเต็มไปด้วยความกังวล
เธอยื่นมือที่ยังสั่นเทามาจับมือทั้งสองข้างของอริสาไว้แน่น ราวกับกำลังโหยหาที่พึ่งพิงในความมืดมิด
“พวกเ้าเคยได้ยินเื่ ‘ลูกแก้วแห่งอำนาจ’ หรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศรอบข้างที่เคยคุกรุ่นด้วยการปะทะกันของวอร์ล็อกและเบอร์เซิร์กเกอร์ กลับกลายเป็เงียบสงัดลงทันตา
เซเวียร์ที่ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกลหรี่ดวงตาสีโลหิตลงอย่างสนอกสนใจ ขณะที่อริสาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซเลสเพื่อค้นหาความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้นามแฝงของเ้าของร้านเหล้าแห่งนี้
สาวผมเปียกางปลาพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น
“ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา จิณพาข้าและการ์เน็ตออกเดินทางตามหาลูกแก้วแห่งอำนาจมาโดยตลอด แต่ไม่ว่าจะพลิกแผ่นดินค้นหาในดินแดนไหน พวกเรากลับไม่พบเลยสักลูกเดียว จนกระทั่งเมื่อราวครึ่งเดือนก่อน หัตถ์าาได้ส่งคำสั่งถึงจิณให้ยุติภารกิจนี้”
เซเวียร์ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่นั้นแค่นหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยัน ก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีโอหังตามสไตล์ราชันผู้หลงตัวเอง
“ก็ข้าบอกแล้วว่าไอ้ลูกแก้วเพ้อฝันนั่นมันไม่มีอยู่จริงหรอก มีแต่ข้านี่แหละที่พวกเ้าสะเออะไปปลุกให้ตื่นขึ้นมาก่อนเวลาอันควรเสียได้!! ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
เซเลสค่อยๆ ปล่อยมือจากอริสา เธอถอยห่างออกมาเพียงก้าวหนึ่ง ก่อนจะหงายฝ่ามือซ้ายขึ้นช้าๆ
ทันใดนั้น กระแสมานาธาตุมืดก็เริ่มหมุนวนควบแน่นจนเกิดเป็แสงสว่างวาบเจิดจ้า
และในชั่วอึดใจ ลูกแก้วทรงกลมสีม่วงขนาดเท่าศีรษะของเ้าหน้าบี้ก็พลันปรากฏขึ้นมาลอยเด่นอยู่เหนือฝ่ามือของเธอ มันแผ่รังสีอำมหิตที่เปี่ยมไปด้วยพลังลึกลับจนบรรยากาศโดยรอบเย็นะเืขึ้นถนัดตา
“ไม่มีจริงที่ไหนกันล่ะ…”
เซเลสปรายสายตามองเซเวียร์ที่กำลังยืนอ้าปากค้างด้วยแววตาเย้ยหยัน น้ำเสียงของเธอราบเรียบทว่าทรงพลัง
อริสาที่ได้เห็นภาพตรงหน้าถึงกับตกตะลึงอย่างหนัก หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
เพราะตำนานอันยิ่งใหญ่ที่พวกเธอเฝ้าเพียรตามหาอย่างเอาเป็เอาตายมาตลอดทั้งปี บัดนี้หลักฐานสำคัญได้ปรากฏโฉมต่อหน้าต่อตา
เป็ข้อพิสูจน์แล้วว่า เื่เล่าขานที่ดูเหมือนนิทานขายฝันนั้นคือความจริงอันน่าสะพรึงกลัว…และกลิ่นอายมานาอันมหาศาลที่แผ่ออกมานี้เอง กำลังพุ่งตรงเข้าฉีกหน้าความอหังการของราชันแวมไพร์อย่างเซเวียร์ให้ย่อยยับลงต่อหน้าต่อตา!!