สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 เปิดโปงความจริง

            ฟองอากาศที่ระเบิดออกและเสียงเปิดประตูหนักอึ้งที่แสนจะแปลกประหลาด

     

            ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน อันเจิงยืนเลือดไหลนองอยู่กับที่เขาก้มหัวลงเล็กน้อยปานอสูรร้ายที่กำลังจะตื่นจากการนิทรา ตอนที่อันเจิงเงยหน้าขึ้นวินาทีนั้น สัญชาตญาณสั่งให้เฉินโจวถอยหลังไปหลายก้าว

     

            แววตาของอันเจิงคู่นั้นช่างดูโหดร้ายดั่งอสุรกายก็มิปาน!

     

            “ขอบใจเจ้ามาก” อันเจิงพูด

     

            ขอบใจ?

     

            เฉินโจวชะงักไปชั่วครู่ยังคงมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนคืออันเจิงกำลังขู่เขาอยู่ราวกับว่าอำนาจของเขาได้ถูกอันเจิงกดทับลงไปเสียแล้ว

     

            อันเจิงก้มลงมองหน้าท้องที่แดงฉานของตัวเองเมื่อครู่เขาถูกงูยักษ์ที่แขนของเฉินโจวฝังเขี้ยวลงไป เวลานี้ยังคงมีเลือดไหลออกมาเนื้อหนังฉีกขาด บาดแผลของเขาช่างดูสยดสยองยิ่งนัก

     

            อันเจิงถอนหายใจอย่างช้า ๆจากนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างสดใส “คุ้นเคยดี สบายตัวมาก”

     

            เขาพูดออกมาเพียงสองประโยคแต่ทว่าไม่มีใครเข้าใจความหมายของสองคำนี้เลย

     

           และขณะที่เฉินโจวยังคงอยู่ในความมึนงงนั้น อันเจิงก็มองไปที่เขาอีกครั้ง “เป็นอะไรไปทำไมเจ้าถึงหยุดเล่า?”

     

            เฉินโจวหัวเราะด้วยความโกรธ “ได้ ข้าจะสงเคราะห์เจ้าต่อเอง!”

     

            เขาแตะปลายเท้าลงพื้นแล้วพุ่งตัวเข้าไป แขนซ้ายกลายเป็นงูยักษ์กระโจนเข้าไปยังคอของอันเจิงมือขวากลายเป็นอุ้งเท้าหมีแล้วตบไปยังใบหน้าของอันเจิงอย่างแรงพลังในการโจมตีของงูยักษ์และอุ้งเท้าหมีมีมากเพียงใด ทุกคนในโลกมายาต่างรู้คำตอบนั้นกันดีโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก สัตว์บางตัวก็ร้ายกาจจนเราไม่อาจคาดคิด

     

            ช่วงเวลาที่งูยักษ์พุ่งโจมตีไปยังคอของอันเจิงเขายังคงยืนอยู่กับที่ ทันใดนั้น อันเจิงยกมือขึ้นแล้วจับตัวงูยักษ์ไว้ จากนั้นออกแรงดึงเข้าหาตัวเดิมทีเฉินโจวพุ่งมาทางอันเจิงอยู่แล้ว เมื่อได้แรงดึงจากอันเจิงเสริมเข้าไปอีกความเร็วจึงเพิ่มมากขึ้น

     

            อุ้งเท้าหมีตบไปทางใบหน้าของอันเจิงเต็มแรงทันใดนั้น อันเจิงก็พุ่งหมัดขวาออกไปด้วยเช่นกันอุ้งเท้าหมีและกำปั้นของอันเจิงประสานกันอย่างจัง ตูม! หลังเสียงดังสนั่นหวั่นไหวสิ้นสุดลงเวลาก็คล้ายกับหยุดเดิน รวมไปถึงอากาศก็ถูกผนึกเอาไว้ด้วย ทันใดนั้น ฟองอากาศก็ระเบิดออกมาระหว่างมือของทั้งคู่แขนของเฉินโจวถูกกระแทกจนกระเด็นถอยหลังไปในทันที อุ้งเท้าหมีถูกระเบิดจนเนื้อแหลกออกเป็นชิ้นๆ

     

            ร่างของเฉินโจวถอยไปข้างหลังทว่าอันเจิงยังคงจับแขนซ้ายของเขาแน่น งูยักษ์อ้าปากค้างเพื่อหาจังหวะโจมตีอันเจิงอีกครั้งแต่จุดที่ถูกจับอยู่คือจุดที่งูยักษ์ไม่อาจดิ้นหลุดได้ อันเจิงกระชากตัวงูยักษ์ลงกับพื้นจากนั้นก็ใช้เท้าเหยียบไว้เฉินโจวถูกกระชากอย่างแรงทำให้ตัวเขาโซซัดโซเซมาทางอันเจิง

     

            หมัดขวาของอันเจิงเสยเข้าที่ขากรรไกรของเฉินโจวอย่างแรงเฉินโจวหงายหลังตามแรงหมัด ร่างของเขาลอยขึ้นแต่แขนซ้ายยังคงติดอยู่ใต้ฝ่าเท้าอันเจิงเป็นเหตุให้ตัวไม่ลอยออกไป เวลานั้นเอง แขนซ้ายของเฉินโจวก็ส่งเสียงลั่น แควก!...ยังคงเป็นแขนที่ขาดออกไปยังคงเป็นอันเจิง และยังคงเป็นดังเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น

     

            ร่างกายของเฉินโจวตกลงบนพื้นอย่างแรง ทันทีที่แผ่นหลังของเขากระแทกกับพื้นอึก! มีเสียงดังเล็ดลอดออกมาจากในลำคอของเขา

     

            “เจ้า...เจ้ามันคนลวงโลกเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่มีพลังบ่มเพาะ!”

     

           สายตาที่เขามองอันเจิงเหมือนดั่งเจออสูรร้ายความเย่อหยิ่งและความมั่นใจในแววตาได้หายไปแล้ว เหลือเพียงความสยดสยอง เวลานี้เหมือนเขาได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งที่ถูกอันเจิงทำลายแขนเป็นครั้งแรกเขาทั้งตกใจ ทั้งเกรงกลัว และยังเต็มไปด้วยความรู้สึกเคียดแค้น เมื่อทุก ๆความรู้สึกนี้ได้หวนกลับมาอีกครั้ง เขาจึงสูญเสียความกล้าที่จะประลองต่อไป

     

            สีหน้าของเจินจวงปี้ไม่สู้ดีนัก เมื่อครู่ขณะที่เฉินโจวกำลังจะชนะเกาซานตัวได้ออกตัวห้ามเหตุการณ์ทั้งหมด แต่เขาก็กลับห้ามเกาซานตัวเสียนี่

     

            เวลานี้ เมื่อได้เห็นอันเจิงฉีกแขนของเฉินโจวแล้วเกาซานตัวยักไหล่เพียงเล็กน้อยแล้วนั่งลงดังเดิม พลางพูดด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลาย “เจ้าไม่ให้ข้าห้ามอันเจิงอย่างนั้นหรือเช่นนั้นข้าจะนั่งดูอย่างเดียวก็แล้วกัน”

     

            เจินจวงปี้โมโหจนอกแทบจะระเบิดเขาหมุนตัวไปหาอันเจิง “เจ้าฝ่าฝืนกฎ!”

     

            อันเจิงสูดหายใจลึก ๆและจัดการกับพลังวัตรที่ตนเพิ่งจะแสดงออกมาเมื่อครู่ “กฎข้อใด?”

     

            เจินจวงปี้อ้าปากค้างเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขากลับพูดไม่ออกว่าอันเจิงทำอะไรที่ผิดกฎหรือเขาจะบอกว่าอันเจิงพูดปด? แต่เขาก็คือคนที่พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเองและตอนนั้นอันเจิงก็ยังไม่มีพลังวัตรอยู่ในระดับใดทั้งสิ้นพลังและความแข็งแกร่งที่อันเจิงแสดงออกมาในตอนนี้แม้แต่เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าพลังพวกนี้มาจากที่ใด

     

            “เจ้า...เจ้าเคยบอกว่าการประลองครั้งนี้เพื่อให้รู้ผลแพ้ชนะเท่านั้นไม่มีความประสงค์ที่จะทำให้ได้รับบาดเจ็บ!”

     

            ในที่สุดเจินจวงปี้ก็หาเหตุผลมาพูดจนได้แต่น้ำเสียงที่เขาพูดกลับไม่มีพลังเอาเสียเลย

     

            “หากเขายอมแพ้การประลองนี้ก็ถือว่าสิ้นสุดลง” อันเจิงพูด

     

            “ข้าไม่ได้แพ้!”

     

            เฉินโจวประคองแขนตัวเองที่ขาดไปแล้วลุกขึ้นยืนเขากัดฟันแน่นข่มกลั้นความเจ็บปวด “ข้ายังไม่แพ้ ข้าสามารถฆ่าเขาได้ข้าจะต้องฆ่าเขาได้อย่างแน่นอน!”

     

            เจินจวงปี้ถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะตอนนี้เจ้าไม่อาจจะสู้กับใครได้อีกแล้ว แขนของเจ้าถูกทำลายไปแล้วข้างหนึ่ง หากรีบหาคนมาช่วยรักษาก็อาจจะต่อกลับได้ดังเดิมในโลกมายานี้มีหมอฝีมือดีไม่น้อย ข้าจะพาเจ้าไปรักษาเอง หอสมุดมายาของเราก็มีหมอประจำอยู่เหมือนกันพวกเขาสามารถรักษาเจ้าได้ แต่หากเจ้ายังยื้อเวลาไปแบบนี้คงไม่มีใครจะมารักษาแขนเจ้าได้อีกแล้ว”

     

            “ไม่สิ! นี่ไม่ถูกต้อง”

     

            ชวีหลิวซีที่ยืนอยู่ข้างสนามประลองเดินออกมาหนึ่งก้าวด้วยความร้อนใจ“แขนนั่นมีความผิดปกติ”

     

            ทุกคนต่างพากันมองไปยังแขนข้างที่ขาดและรอฟังชวีหลิวซีพูดประโยคต่อไป

     

            แต่ชวีหลิวซีกลับชี้ไปยังแขนข้างที่ไม่ได้ขาดแล้วพูดต่อ“แขนข้างนั้นต่างหากที่มีบางอย่างผิดปกติ ก่อนหน้านี้ที่เขาเปลี่ยนแขนตัวเองเป็นงูยักษ์แขนข้างนั้นสามารถเปลี่ยนได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ข้างขวากลับทำแบบนั้นไม่ได้มีเพียงส่วนมือเท่านั้นที่เปลี่ยนเป็นอุ้งเท้าหมี ยิ่งไปกว่านั้นการเคลื่อนไหวของแขนขวาก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ เขามักจะใช้แขนซ้ายเป็นหลัก ทั้งที่ปกติแล้วคนเรามักจะถนัดแขนขวามากกว่าแขนซ้ายแน่นอนว่าเขาอาจเป็นคนถนัดซ้ายตั้งแต่เกิด”

     

            “แต่พวกเจ้าดูนั่นสิตรงรอยต่อระหว่างแขนขวากับไหล่ของเขา!”

     

            ผู้คนในสนามประลองต่างมองตามที่ชวีหลิวซีชี้จึงสังเกตเห็นว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติจริง ๆ เมื่อครู่ที่เขาทั้งสองต่อสู้กันอยู่นั้นอุ้งเท้าหมีที่มือขวาของเฉินโจวประสานเข้ากับหมัดของอันเจิง แล้วฟองอากาศก็ระเบิดขึ้นในตอนนั้นแขนเสื้อด้านขวาของเฉินโจวขาดวิ่นด้วยแรงระเบิด ยามนี้จึงสามารถเห็นได้ชัดว่าบริเวณระหว่างแขนขวากับไหล่ของเฉินโจวมีรอยแผลสีแดงความหนาประมาณหนึ่งเซนติเมตรอยู่แถบหนึ่ง

     

            “เขาต้องเปลี่ยนแขนใหม่มาแน่ ๆ”

     

            ชวีหลิวซีพูดเสียงดัง “ห้าหกเดือนก่อน ในโลกมายาของเรามีเด็กหายตัวไปจำนวนไม่น้อยและศพที่หาเจอในเวลาต่อมาทุกศพล้วนขาดแขนขวาไปข้างหนึ่ง หากเฉินโจวคนนี้เสียแขนไปก่อนหน้านั้นนั่นก็แสดงว่า...เขาคือคนที่ลักพาตัวเด็ก ๆ จากนั้นก็ฆ่าทีละคน ทีละคน และนำแขนเด็กเหล่านั้นมาเทียบกับตัวเองแขนที่เขาใช้อยู่ในตอนนี้ ถึงแม้จะสามารถต่อเส้นเลือดเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ แต่การเคลื่อนไหวของแขนก็ยังดูไม่เป็นธรรมชาติอยู่ดี”

     

            “ฆ่าเขาซะ!”

     

            ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาจากกลุ่มคนแล้วนำมาซึ่งเสียงคำรามกร้าวของทุกคน แม้ทุกคนในโลกมายานี้จะไม่ใช่คนที่ดีนัก แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยใช้วิธีสกปรกแบบนี้กับเด็กเล็กพวกเขาต่างเคยทำชั่วก็จริง แต่ยอมรับไม่ได้กับคนที่มีการกระทำเช่นนี้ เฉินโจวถูกเปิดโปงจนหมดสีหน้าเขาในตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นขาวซีด เขาไม่คิดจะยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายที่กำลังต่อว่าด้วยความโกรธนั้นเขากลับพูดแก้ตัวอะไรไม่ได้เลย

     

            เวลานี้ เฉินเซ่าป๋ายในชุดคลุมสีดำกำลังนั่งอยู่บนหลังคาบ้านแห่งหนึ่งเขายกมือทั้งสองขึ้นมาเท้าคางพลางมองไปยังอันเจิง “น่าสนใจ เป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆเมื่อก่อนข้าคงประเมินเจ้าต่ำเกินไป หากรู้อย่างนี้ตั้งแต่แรกข้าคงไม่มอบกระดิ่งให้เจ้าแน่เห็นทีกระดิ่งนั้นคงสูญเปล่าเสียแล้ว...”

     

            ทั้งที่เขานั่งอยู่บนหลังคาบ้านใกล้ ๆ สนามประลองและในสนามประลองก็มียอดฝีมือไม่น้อย อย่างเช่นเจินจวงปี้กับเกาซานตัวเขาทั้งสองก็นับได้ว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งและมีพลังอยู่ในขั้นสุมารุแต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเฉินเซ่าป๋ายเลย ราวกับชุดคลุมสีดำของเขาได้ตัดขาดเขาออกจากโลกนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

     

            ในกลุ่มคนชั่วก็ยังมีลูกกตัญญูในบรรดาคนเลวก็ยังมีพ่อที่ดี กลุ่มผู้ที่มามุงดูเหตุการณ์ในครั้งนี้ ต่อให้ไม่มีบิดามารดาของเด็กที่หายไปแต่ก็มีเพื่อนหรือญาติที่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ดังนั้นไฟแห่งความโกรธจึงพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

     

           “ฆ่าเขาซะ!”

     

           “สับให้แหลกเป็นชิ้น ๆ”

     

            “หอสมุดมายารับคนแบบนี้มาเป็นศิษย์ตาบอดจริง ๆ”

     

            “ข้าเองแม้จะทำเรื่องชั่วอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยทำร้ายเด็กไม่มีทางสู้เอามันให้ตาย!”

     

            เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนเริ่มเบียดกันเข้าไปด้านใน

     

            เกาซานตัวยืนขึ้นพร้อมโบกมือห้าม “หยุดก่อนขอให้ข้าได้ถามเขาก่อน”

     

            ชายชุดดำเริ่มออกมาควบคุมสถานการณ์แต่เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ยากกว่าครั้งที่แล้วมาก เกาซานตัวเดินไปยืนตรงหน้าเฉินโจวด้วยสีหน้าสุขุม“เป็นเรื่องจริงหรือ ที่เจ้าลักพาตัวเด็กแล้วฆ่าพวกเขา?”

     

            สัญชาตญาณการปกป้องตัวเองทำให้เฉินโจวถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่งเขามองแขนขวาของตัวเอง มองผู้คนที่กำลังร้อนระอุอยู่รอบด้าน แล้วก็หัวเราะขึ้นอย่างกะทันหัน“พวกเจ้ามันก็แค่ปีศาจร้ายที่แสร้งทำตัวเป็นคนดี คนอย่างพวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเค้นถามข้า?มีสิทธิ์อะไรมาพูดเรื่องผิดชอบชั่วดี? ในหมู่พวกเจ้ามีใครบ้างที่มือไม่เคยเปื้อนเลือด?ช่างน่าขันสิ้นดี น่าขยะแขยงจริง ๆ”

     

            เกาซานตัวพูดด้วยน้ำเสียงสุขุม “เช่นนั้นเจ้ายอมรับแล้วสินะในเมื่อเป็นแบบนี้ ข้าก็จะรอดูแล้วกันว่าหอสมุดมายาจะจัดการกับเจ้าอย่างไรเพราะถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นศิษย์ของที่นั่น”

     

            เชียวจ่างเฉินหันไปพูดกับเจินจวงปี้ “รองอาจารย์ใหญ่เจินเจ้าเป็นคนรับเด็กคนนี้เข้ามา เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ให้เจ้าจัดการเองแล้วกัน หอสมุดมายาจะเสียหน้าไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

     

            หลังจากที่พูดจบเขาก็เดินหันกลับเข้าไปในหอสมุดมายา ยืนอยู่หลังกำแพงที่สูงใหญ่และมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ด้วยสายตาเย็นยะเยือก

     

            เจินจวงปี้รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเขามองไปที่เกาซานตัว “คือว่า...อย่างไรตอนนี้ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาฆ่าเด็กพวกนั้นจริงหรือไม่ถึงแม้จะเป็นคนในหอสมุดมายาก็ตาม แต่เมื่อจะลงโทษก็ต้องมีหลักฐานมายืนยันก่อนตอนนี้เขาเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยเท่านั้นพวกเจ้าจะให้กำจัดเขาก็ดูเหมือนจะข้ามขั้นไปสักหน่อย ข้าว่าเอาแบบนี้ดีกว่า ข้าจะกักตัวเขาเอาไว้ในหอสมุดมายาก่อนหากพวกเจ้าหาหลักฐานมาได้ เราค่อยมาตัดสินกันอีกทีก็ยังไม่สาย”

     

            และในเวลานี้เอง มีชายหนุ่มสองคนพยุงตัวสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอกทันทีที่ฝ่ายภรรยาเห็นเฉินโจว นางก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ในทันที “นั่นเป็นแขนของลูกข้าแขนของบุตรชายข้า...บนแขนมีปานรูปดอกเหมย ข้ายังจำมันได้ดี”

     

            สีหน้าของเจินจวงปี้เปลี่ยนไปในทันที “หญิงผู้นี้ทำไมเจ้าพูดจามั่วซั่วแบบนี้นะ ในโลกใบนี้มีคนเป็นแสนเป็นล้าน ลูกเจ้าไม่ได้มีปานแบบนั้นคนเดียวแน่”

     

            “หอสมุดมายาปกป้องฆาตกรปีศาจร้าย!”

     

            “หอสมุดมายาต้องรับผิดชอบ!”

     

            เสียงเหล่านี้ดังออกมาแต่เจินจวงปี้กลับไม่ได้ใส่ใจคำพูดพวกนั้น “ข้าพูดแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของหอสมุดมายาหากเขาฆ่าเด็กพวกนั้นจริง ๆ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง แต่พวกเจ้าทำให้เรื่องวุ่นวายมากถึงเพียงนี้ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี หากมีหลักฐานแล้วค่อยมาว่ากันใหม่”

     

            ก่อนหน้านี้เชียวจ่างเฉินบอกว่าหอสมุดมายาจะขายหน้าอีกไม่ได้เจินจวงปี้คิดเอาเองว่าเขาอยากให้ตนรักษาศักดิ์ศรีนี้ไว้ ดังนั้นเจินจวงปี้ต้องยืนหยัดต้องไม่ยอมรับว่าศิษย์ของหอสมุดมายาคือฆาตกรชั่วร้ายที่คนคาดเดากัน เขามัววุ่นวายอยู่กับการโต้ตอบไปมาจนลืมสังเกตสีหน้าของเชียวจ่างเฉินที่ดูหมองหม่นขึ้นเรื่อย ๆ

     

            “ทุกคนหุบปาก!”

     

            เฉินโจวตะโกนออกมาเสียงดัง “พวกคนชั้นต่ำ! พวกเจ้าหนีจากเมืองอื่นมาที่นี่อย่างน่าสมเพชมีชีวิตที่อัปยศอยู่ในโลกมายาพวกเจ้าไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ตอนนี้อาศัยแค่พวกมากเลยกล้ามีปากมีเสียงในสายตาข้า พวกเจ้าไม่ต่างกับหนอนที่ทั้งไร้ค่าและน่าสมเพช ข้าจะบอกให้นะอยากฆ่าข้า? มันไม่ง่ายขนาดนั้น!”

     

            เขาเงยหน้าและตะโกนขึ้นเสียงดัง “พวกเจ้าจงฟังไว้หากข้าเป็นอะไรไป ที่ซ่อนตัวของพวกเจ้าก็จะถูกคนของข้าเปิดโปง พวกเจ้ามีศัตรูอยู่นับไม่ถ้วนหากข้าตายไปละก็ พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตที่สงบสุขเลย!”

     

            บนหลังคา เฉินเซ่าป๋ายขมวดคิ้วเล็กน้อย “ที่ผ่านมาข้าประเมินเจ้าต่ำเกินไปเจ้ารู้จักใช้อำนาจของคนอื่นในการเอาตัวรอด ในตอนนั้นเพื่อปกป้องข้าถึงได้มีตระกูลเฉิน เพื่อปกป้องข้าถึงได้มีคนพวกนั้นแต่ตอนนี้พวกเขากลับต้องมาปกป้องเจ้าด้วยความจำเป็น...เฉินชีข้าคงต้องมองเจ้าใหม่เสียแล้ว แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็มองเรื่องนี้ง่ายเกินไปจริงๆ”

     

            เขาเพิ่งพูดจบประโยค ฉับพลันก็มีแขนขนาดใหญ่ยักษ์ยื่นมาจากที่ใดที่หนึ่งแขนนั่นมีความยาวที่ไม่อาจประเมินได้ เพียงมือหนึ่งข้างที่ยื่นออกมาก็มีความยาวหลายสิบเมตรแล้ว

     

            มือใหญ่พุ่งตรงไปจับตัวเฉินโจวจากนั้นก็มีเสียงกระหึ่มดุจเสียงฟ้าร้องดังขึ้น “ข้าจะช่วยเจ้าอีกครั้งเดียวเท่านั้นหลังจากนี้เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน