Antimage Master

    บทที่ 12 การพบเจอแห่งโชคชะตา พาร์ท 2

    บทที่ 12 การพบเจอแห่งโชคชะตา พาร์ท 2

     “มันเป็นไปได้ยังไงกัน”

     “เพราะนี่คือการจารึกรูนไม่ใช่แค่การแกะสลักทั่วไป แบบที่เจ้าทำมันต่างอะไรกันกับการแกะสลักทั่วไป แค่ใช้อุปกรณ์ต่างกันนิดหน่อย แค่ให้นักแกะสลักมาใช้อุปกรณ์ของเจ้าก็สามารถเป็นรูนมาสเตอร์ได้อย่างนั้นเหรอ” อาคอนกล่าว

     เด็กชายเริ่มคิดถึงสิ่งที่อาคอนกล่าว เป็นความจริงที่สิ่งที่เขาทำไม่ต่างจากนักแกะสลักทั่วไปเพียงแค่เขามีอุปกรณ์ที่แตกต่างจากนักแกะสลักทั่วไปนิดหน่อยเท่านั้น “สิ่งที่ข้าพลาดไปคืออะไรขอรับ?? “เด็กชายกล่าวถาม

     “สิ่งที่เจ้าพลาดไปก็คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับการจารึกรูน การจารึกรูนนั้นไม่ใช่แค่การดึงพลังเวทจากภายนอกมาใช้ แต่ยังต้องใช้ความสามารถทางเวทมนตร์เพื่อสร้างพลังเวทในระบบที่กระตุ้นและเปลี่ยนผ่านในระหว่างการใช้งาน

     ประสิทธิภาพของรูนนั้นขึ้นอยู่กับรูปพลังเวทที่ถูกดึงจากภายนอกไปใช้ และปริมาณของพลังเวทที่จะถูกดึงจากภายนอกได้นั้นขึ้นอยู่กับหารควบคุมพลังเวทเริ่มต้นที่ใช้จารึก แน่นอนว่ามีขีดจำกัดของพลังเวทสำหรับพลังเวทที่ใช้จารึกในแต่ละรูน ซึ่งตรงจุดนี้เหมือนกับการร่ายบทเวท

     บทเวทแต่ละบทจะมีความสัมพันธ์ของประสิทธิภาพกับพลังเวทที่จ่ายให้จนถึงจุดๆหนึ่งที่ไม่ว่าจะจ่ายพลังเวทเพิ่มมากขึ้นเพียงใดแต่ประสิทธิภาพของเวทมนตร์ก็จะไม่เพิ่มขึ้น ศาสตร์ของรูนมาสเตอร์เองก็เป็นหนึ่งในศาสตร์เวทมนตร์ดังนั้นเงื่อนไขเดียวกันจึงเกิดขึ้น

     อย่างไรก็ตามศาสตร์จารึกรูนนั้นพิเศษตรงที่ระหว่างสลักจารึก ก็จะมีการดึงพลังเวทจากธรรมชาติมาใช้อยู่แล้วแต่เพราะรูนมาสเตอร์มักจะเป็นคนธรรมดาแบบเจ้าการสัมผัสถึงพลังเวทที่อยู่ในอักขระระหว่างจารึกจึงทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นอุปกรณ์จารึกจึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักจารึกรูนสามารถมองเห็นพลังเวท ในแต่ละจุดของอักขระรูน นั่นคือสิ่งที่เจ้าพลาด เจ้าศึกษารูนซึ่งเป็นศาสตร์หนึ่งของเวทมนตร์ โดยที่เจ้าไม่เข้าใจเวทมนตร์” อาคอนชี้ถึงจุดผิดพลาดของเด็กชายอย่างยืดยาวก่อนที่จะกล่าวต่ออีกครั้ง “แสงที่เกิดเมื่อเจ้าสลักโดยใช้สิ่วกับค้อนนั้น นั่นคือเครื่องมือที่เหล่ารูนมาสเตอร์ใช้ตรวจสองพลังเวทในตอนที่จารึก แน่นอนว่าพลังเวทที่ใช้สำหรับการไหลในของอักขระนั้นจะยึดโยงกับตำแหน่งที่พลังเวทไหลผ่านได้น้อยที่สุด อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายสุดก็เหมือนประตูหนึ่งทางที่ผ่านได้แค่คนเดียว ต่อให้มีคนรอผ่านประตูนั้นมากมายขนาดไหน แต่ถ้าเส้นทางนั้นแคบเกินไป ขีดจำกัดที่ผ่านได้จึงเป็นไปได้แค่คนเดียวเท่านั้น ในที่นี้จำนวนคนก็เหมือนพลังเวทในขณะที่อักขระรูนก็เหมือนกับประตู หากเจ้าสร้างอักขระรูนหรือประตูให้มีขนาดเล็กแม้เพียงจุดเดียว พลังเวทที่ไหลในระบบของอักขระจะถูกจำกัดนั่นเป็นเหตุผลให้ประสิทธิภาพของรูนที่เจ้าสร้างถูกจำกัด”อาคอนกล่าวอธิบายอย่างละเอียด

     “ข้าจะทำแบบนั้นได้ยังไง ข้าหมายถึง.. ทำยังไงข้าถึงจะสามารถควบคุมการสลักได้ ทำยังไงข้าถึงจะสามารถสลักอักขระที่สามารถดึงพลังเวทมาใช้ได้จนถึงขีดจำกัดของมัน”

     “ไม่ง่าย.. แต่นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะสามารถเข้าใจหลักการของเวทได้แค่ไหนหลังจากนี้.. อุปกรณ์สลักนั่นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รูนมาสเตอร์สามารถมองเห็นเวทมนตร์ได้ด้วยตาเปล่า.. นั่นพิเศษมากเพราะแม้แต่นักเวทก็ยังไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสถึงพลังเวทของคนอื่น สำหรับพลังเวทของตนนักเวททำได้เพียงสัมผัสถึงมันเพียงเท่านั้น หลักๆคือเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังเวทด้วยสิ่วกับค้อนนั่น”อาคอนชี้ไปที่อุปกรณ์สลักของเด็กชาย และเริ่มกล่าวต่อ “ประกายจากค้อนที่เมื่อตอกลงไปที่สิ่วนั่นเป็นสื่งที่บ่งบอกถึงปริมาณพลังเวทที่ถูกส่งไปที่สิ่ว ประกายจากปลายสิ่วที่เกิดเมื่อจารึกคือปริมาณพลังเวทที่ไม่ได้ถูกใช้ในการสลักรูน ถ้าเจ้าสามารถกะเกณฑ์ปริมาณประกายแสงที่แตกต่างกันได้ที่สองจุดนี้และทำให้ความแตกต่างอยู่ในระดับคงที่ได้ เจ้าก็จะสามารถฝึกฝนการจารึกที่ทำให้รูนแสดงประสิทธิภาพเต็มที่ได้”

     “ข้าต้องทำทั้งหมดนั่นให้ได้ถึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับการฝึกฝน?? “

     “เจ้าคิดว่าศาสตร์เสกใบไม้ให้เป็นอาวุธของเจ้าเป็นศาสตร์ง่ายๆเหรอ พลังที่ยิ่งใหญ่ต้องแลกด้วยบางอย่างทั้งนั้น บางครั้งสิ่งที่ต้องแลกก็แค่เวลาและแรงกายเพื่อฝึกฝน บางทีอาจต้องยอมสละวิถีชีวิตที่ปกติ ในศาสตร์ของเจ้าหากเจ้าต้องการจะเอาดีทางด้านการต่อสู้ก็มีบางอย่างที่เจ้าอาจจะต้องเสียสละวิถีเดิมๆของตัวเอง แต่จากที่ข้าดูการเตรียมใจของเจ้ายังไม่มากพอ ตัดใจจากความฝันของเจ้าซะเถอะเพราะเจ้าจะไม่มีทางผ่านการสอบหรือแม้แต่การเตรียมสอบของวิทยาลัยครั้งนี้” อาคอนกล่าวพร้อมกับหันหลังและเริ่มเดินจากมา

     เด็กชายในตอนนี้เต็มไปด้วยคำถามและความกังวล แม้เขาจะไม่ฉลาดมากแต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าคำพูดจากชายคนนี้นั้นเป็นความจริง การสอบทุกครั้งที่ผ่านมาของเขาในวิทยาลัยนั้นมักจะถูกทดสอบเพื่อให้ตรงคลาสของเขานั่นทำให้เขาสามารถผ่านการสอบไล่มาได้ทุกครั้ง อย่างไรก็ตามเขาเข้าใจดีว่าครั้งนี้มันต่างออกไป

     การสอบของวิทยาลัยนักล่าถูกเปลี่ยนธีมไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน ในช่วงที่เขาศึกษาอยู่ในวิทยาลัยเป็นปีที่สองการสอบไล่สำหรับปีนั้นก็ทำให้เขาแทบเอาตัวไม่รอด

     ครั้งนั้นการสอบถูกจัดในธีมการตามล่าวัสดุ เพราะในปีนั้นคาลี่ย์ต้องการวัสดุจำเป็นจำนวนมากสำหรับการสร้างกองทัพจักรกลเพื่อต่อต้านกลุ่มทายาทมังกร

     ในตอนนั้นเด็กชายเอาตัวรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการรวบรวมวัสดุและหลบหนี เขาควรจะสอบตกไปแล้วหากฝ่ายตรงข้ามของเขาไม่ต่อสู้กันเองและโชคดีพอที่จะทำให้เวลาสอบหมดลงก่อน ทำให้เขาเอาตัวรอดผ่านมาได้ในตอนนั้น แต่ตอนนี้… ครั้งนี้มันไม่แน่ว่าเขาจะโชคดีอีกครั้ง

     และเหตุการณ์สำคัญในปัจจุบันคือการที่เมืองเตรียมการป้องกันที่แน่นหนา นั่นทำให้เขาเดาธีมของการสอบได้ไม่ยาก

     “แล้ว.. ข้าจะทำอะไรได้บ้าง ข้าควรจะเตรียมใจยังไงท่านสามารถบอกข้าได้หรือไม่” ในที่สุดเด็กชายตะโกนตามหลังอาคอนมา หลังจากที่ลังเลอยู่สักพัก

     รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ฉายอยู่บนใบหน้าของอาคอนหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่เด็กชายกล่าว เขารอคอยเวลานี้เวลาที่เด็กชายจะกระเสือกกระสนและหาทางพึ่งพาเขา..

     “มันเริ่มต้นจากการเตรียมใจ.. นั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่ใช้ในการเริ่มต้นพัฒนาตัวเองของเจ้า..”อาคอนหันกลับมามองที่เด็กชายพร้อมกลับกล่าว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยังคงประดับบนใบหน้าของเขานั่นทำให้เด็กชายเริ่มกังวลเล็กน้อย

     “เด็กน้อย ก่อนที่เจ้าจะพบกับข้า.. เจ้าแทบจะไม่มีมันอยู่เลย.. แต่ทว่าตอนนี้มันเริ่มมีประกายนิดหน่อย”อาคอนเริ่มสาธยาย “สิ่งสำคัญสำหรับการเริ่มต้นการยืนหยัดด้วยพลังของตัวเองสำหรับรูนมาสเตอร์ก็คือ เจ้าต้องยอมรับว่าศีลธรรมบางอย่างมันไม่ช่วยเหลือเจ้าเมื่อเจ้าเริ่มเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ นั่นคือสิ่งที่จำเป็นในการัริ่มต้นสร้างพลังและรูปแบบการต่อสู้ของเจ้าเอง”

     เด็กชายเริ่มขมวดคิ้ว การละเลยศีลธรรมบางประเภทจะช่วยได้.. นั่นประหลาดเกินไปเขาต้องทิ้งศีลธรรมบางประเภทเพื่อให้เก่งขึ้น ยังไง??..

     “ยังไงขอรับ”

     “เจ้าต้องเรียนรู้วิธีเริ่มต้นสำหรับการขโมย”อาคอนกล่าว

     “ท่านหมายถึงการลอบเร้น.. ทักษะของโจรอะไรแบบนั้น?”

     “ไม่.ไม่ใช่ทักษะของโจรแต่เจาะจงที่การขโมย.. ขโมยอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าใกล้เหมือนพวกนักล้วง หรือขโมยในรูปแบบอื่นๆเพื่อเตรียมรับมือกับการต่อสู้”อาคอนกล่าว

     “ข้าสับสน..ท่านหมายถึงขโมย..การแอบเอาของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง.. การขโมย!!? “เด็กชายกล่าว

     “ถูกต้อง.. “

     “พระเจ้า.. “

     “พระเจ้า?? มีอะไรเกี่ยวกับพระเจ้า?? ”อาคอนกล่าว

     “นี่มันผิดศีลธรรม!! ” เด็กชายออกปาก

     “โอ้ นั่นคือเหตุผลที่เจ้ากล่าวถึงพระเจ้า เจ้ากังวลเกี่ยวกับศีลธรรมที่พระเจ้าสอน.. ข้าจะบอกอะไรให้นะเจ้าหนู เจ้าไม่สามารถภาวนาขออะไรจากพระเจ้าได้ พระเจ้าท่านไม่ได้ทำงานแบบนั้น มีคนมากมายที่เดือดร้อนยิ่งกว่าเจ้าและพยายามดิ้นรนโดยที่ท่านต้องคอยเฝ้ามองพวกเขาเหล่านั้นอาจเฝ้าดูและช่วยเหลือพวกเขา การมุ่งมั่นและพยายามเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมานั่นต่างหากที่พระเจ้าต้องการต้องการให้เจ้าเป็น เจ้าต้องใช้ความพยายามของตนเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมา”อาคอนยังคงชักจูงเด็กชาย

     “ท่านหมายถึงพยายามขโมย.. การใช้ความพยายามเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการด้วยการขโมย!!!! “เด็กชายตะโกน

     “แล้วก็ขอการอภัยหลังเจ้าทำซะ.. นั่นคือวิธีที่พระเจ้าทำงาน”

     “พระเจ้า!! ”

     “ใช่เรียนรู้วิธีขโมย.. แล้วขอการให้อภัยจากพระเจ้าซะ”

     เด็กชายกังวลและลังเลจากสิ่งที่ได้ยิน แน่นอนเขาเคยขโมยอยู่บ้างและขอการให้อภัยหลังจากที่ทำแบบที่อาคอนกล่าว ชีวิตเด็กจรจัดมันไม่ง่าย

     อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาสามารถหาเงินและงานเพื่อประคองชีวิตตนได้แล้ว เขาเริ่มใช้เงินของเขาในการช่วยเหลือเด็กจรจัดคนอื่นๆเพื่อเป็นการไถ่บาปในอดีตและทำให้เด็กๆอิ่มท้องและหวังว่าเด็กเหล่านั้นจะไม่ต้องเดินตามรอยของเขาในอดีต

     แต่ตอนนี้อาคอนกลับบอกให้เขากลับไปเป็นสิ่งที่เขากลียดชัง เขาไม่ได้ยึดมั่นกับศีลธรรม เขาเคยลำบากและเขารู้ว่าศีลธรรมไม่ช่วยให้เขาอิ่มท้อง แต่ตอนนี้ท้องเขาอิ่ม เขาต้องการเหตุผลที่ดีพอที่จะละเลยศีลธรรมเหล่านั้น การโขมยอาจทำให้บางคนเดือดร้อนและระดับความเดือดร้อนของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับว่าเขาขโมยอะไรและจากใคร

     “ข้าต้องการถามท่านอีกเพียงข้อเดียว”