“เอ๋ ไป๋อวี่เยว่อยู่อันดับสามหรือ?”
สิ้นเสียงประหลาดใจของมู่เฟิง ฉู่เหิน หลี่ฮุยเย่ เป็นต้น ก็ชำเลืองมองป้ายหยกแผ่นที่สามตามสัญชาตญาณป้ายนั้นสลักนาม ‘ไป๋อวี่เยว่’ สามคำไว้อย่างชัดเจน
ฉู่เหินไม่เคยได้ยินนามไป๋อวี่เยว่นี้มาก่อนแต่พอได้ยินมู่เฟิงพล่ามให้ฟังทั้งวัน คำก็เป้าหมายสูงสุดสองคำก็แต่งสี่โฉมสะคราญนครหลวง หกมุกเม็ดงามมุ่งสู่จุดสูงสุดของชีวิตคนอะไรทำนองนั้น...เขาจึงพอจะจดจำไป๋อวี่เยว่ขึ้นมาได้บ้าง
“ไป๋อวี่เยว่เป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์อู๋อิ่ง หนึ่งในหกมุกเม็ดงามพรสวรรค์ยอดเยี่ยม เข้าสำนักช้ากว่าศิษย์พี่จีเสียนและศิษย์พี่เส้าเหยียนหนึ่งปีนางเองก็เป็นศิษย์คนโปรดที่อาจารย์อู๋อิ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่ง”
โจวลู่สาธยายอย่างละเอียด
“จะอย่างไรคนที่เป็นหนึ่งในสามสิบอันดับนี้ได้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพวกปีศาจฟ้าประทานพรสวรรค์สูงล้ำกันทั้งนั้น...”หลี่ฮุยเย่พูดพลางมองฉู่เหินพลาง “ศิษย์พี่ฉู่เหิน ข้าว่าอีกไม่นานเกินรอนามของท่านต้องปรากฏอยู่ในอันดับนี้ด้วยเป็นแน่”
หลี่ฮุยเย่พูดจากใจจริง ไม่ได้ตั้งใจจะประจบสอพลอเขาเลย
มู่เฟิงข้างกันเหล่มองแล้วเบ้ปาก “แค่อันดับคะแนนดาวเท่านั้นปะไร! ข้าเองก็ขึ้นได้...”
ฉู่เหินหัวเราะ แล้วจึงมองดูป้ายหยกข้างหลังต่ออย่างรวดเร็ว
นามของเหอชิงหยวน เปียนหง หลิ่วเยว่ เป็นต้น ล้วนปรากฏอยู่บนนั้น
พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ซีหลาน ที่ฉู่เหินเคยพบพานมาก่อนที่ลานสวนเมเปิ้ล
ตึกๆ
ฉับพลัน เสียงฝีเท้าเบาหวิวก็ดึงสายตาพวกเขาจากอันดับคะแนนดาวไป
ร่างหนึ่งเยื้องย่างเข้ามาข้างในหอเมฆดารา พวกเขาต่างก็อึ้งไป ชายชราร่างผ่ายผอมผมขาวโพลนเดินช้าอย่างกับแสงเทียนที่วูบไหวใกล้ดับ กลัวว่าจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ตลอดเวลา
“พับผ่า! ไม่ใช่แล้ว นี่หรือผู้อาวุโสอิงที่เจ้าพูดถึง?” มู่เฟิงกระซิบกระซาบกับหลี่ฮุยเย่ข้างกัน“ผู้อาวุโสที่เข้มงวดที่สุดนี่นะ นี่มันตาแก่ใกล้ลาโลกชัดๆ”
“ชู่!” หลี่ฮุยเย่ขมวดคิ้วเป็นเชิงห้ามพูด
ชายชราเดินเตาะแตะมาถึงด้านในโต๊ะจัดแสดงราวกับเด็กหัดเดินจากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ถามเสียงแหบสาก“ทีหน้าทีหลังจะมาทำเรื่องค่าคะแนนดาวใหม่ก็มาให้มันตรงเวลาหน่อยมาเร็วเกินเอะอะมะเทิ่งคนแก่ไม่ได้หลับได้นอนกันพอดี”
ผ่าง!
สิ้นเสียง พลังอำนาจพิเศษไร้ตัวตนก็แผ่ออกมาจากร่างผู้เฒ่า
ฉู่เหิน มู่เฟิง และที่เหลือใจสั่นอย่างไม่อาจห้ามความประหวั่นพรั่นพรึงอย่างไร้สาเหตุเกาะกุมดวงใจ ความรู้สึกนี้ส่งผ่านมาจากดวงตาข้างขวาของชายชรา
ตาซ้ายอีกข้างปกติดี เต็มไปด้วยความขุ่นมัวเฉกเช่นผู้ชราภาพ
แต่กระนั้น ตาขวาของเขากลับเป็นสีอำพัน มีจุดสีขาวตรงกลางเรืองรองด้วยแสงสีคมกล้าอันแสนพิเศษ ดูราวกับตาอินทรีก็มิปาน
ฉู่เหินรีบเรียกสติกลับคืน ประสานมือทำความเคารพนบนอบ“ศิษย์คารวะผู้อาวุโสอิง เพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นาน ยังไม่คุ้นเคยในกฎระเบียบของสำนักเท่าใดนักขอผู้อาวุโสอิงโปรดอภัยด้วย”
พวกหลี่ฮุยเย่และโจวลู่เองก็คืนสติกลับมา รีบประสานมือคารวะ
“ศิษย์คารวะผู้อาวุโสอิง...”
มู่เฟิงยืน ‘เหม่อบื้อ’ อยู่กับที่ แววตาแข็งทื่อ สีหน้าแข็งค้าง มุมปากฉีกเป็นรอยยิ้มไม่รู้กำลังสนุกสนานอันใดอยู่
“ศิษย์พี่มู่เฟิง ศิษย์พี่มู่เฟิง...” หลี่ฮุยเย่รีบดันเขา
มู่เฟิงตัวสั่นทีหนึ่งเหมือนตื่นจากฝัน เขาถามด้วยหน้าตางุนงง “อะไรกัน เมื่อครู่เกิดอะไรกันขึ้นหรือ?”
หลี่ฮุยเย่กับโจวลู่สบตากัน ต่างคนต่างเห็นแววพิศวงในดวงตาอีกฝ่าย
“เมื่อครู่เจ้ายืนน้ำลายจะไหลอย่างกับคนโง่” โจวลู่ตอบอย่างรังเกียจ
“จริงหรือ?” มู่เฟิงเกาหัวแกรก
ฉู่เหินเพ่งสายตา นึกถอนใจทึ่ง ผู้อาวุโสอิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างจริงแท้มู่เฟิงถึงได้เหม่อลอยไปโดยไม่รู้สึกตัว มิหนำซ้ำยังทำได้ในเวลาชั่ววินาทีด้วยหาใช่สิ่งที่คนธรรมดาดาษดื่นจะทำได้ไม่
“คนแก่เช่นข้าไม่ชอบให้ผู้ใดพูดจานินทาลับหลัง ถ้าข้าได้ยินอีก...ข้าไม่รับประกันว่าเจ้าจะเดินตกบ่อมูลไปตอนละเมอหรือไม่นา”
“ขอรับ!”
ได้ยินดังนั้นแล้วมู่เฟิงก็ปากกระตุกแล้ววิ่งไปหลบหลังฉู่เหิน
“ผู้อาวุโสอิง พวกข้าไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินท่าน ขอผู้อาวุโสโปรดอภัยอย่าได้ใส่ใจคำพูดคำจาเหลวไหลของผู้เยาว์เลย”ฉู่เหินเอ่ยไม่ทั้งยกตนสูงไม่ทั้งกดตนต่ำ
ผู้อาวุโสอิงมองฉู่เหิน สีหน้าอ่อนลงหลายส่วน“เด็กผีนี่ค่อยถูกชะตาข้าหน่อย ไม่ต้องพูดไร้สาระให้มันมากมาย มาเพิ่มค่าคะแนนดาวเสีย!”
พวกเขาตาเป็นประกาย ฝูงชนที่ต่อแถวอยู่ข้างหลังก็คึกคักกันขึ้นมา
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน ท่านก่อนเลย!” หลี่ฮุยเย่เสนอ
“อื้ม” ฉู่เหินพยักหน้าแล้วเดินไปหน้าแท่นหิน
“ชื่อแซ่?”
ผู้อาวุโสอิงถามเสียงเบาแล้วหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาสมุดนี้คือสมุดรายชื่อที่ซ่งเฉิงเลี่ยให้เขามาเมื่อเช้า มีคำแนะนำตัวที่ค่อนข้างละเอียดพร้อมด้วยรายชื่อศิษย์ที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ดาวชิงดวงเมื่อวาน
“ฉู่เหิน!”
“โอ๊ะ เจ้าก็คือเจ้าหนุ่มที่ครองที่หนึ่งของศิษย์ใหม่มาได้คนนั้นหรือ?”
ผู้อาวุโสอิงมีแววชมชอบจางๆ พลันหยิบหินหยกเหมือนแท่นฝนหมึกมาวางไว้ก่อนจะเลื่อนไปตรงหน้าฉู่เหิน
“ใส่พลังหยวนแท้เข้าไปเสีย”
“อื้ม” ฉู่เหินแบ่งหยวนแท้สายหนึ่งออกมาจากนิ้วข้างขวา ใส่เข้าไปในหินหยกแบบไร้ลังเล
กึงๆ
บังเกิดเป็นคลื่นกระเพื่อมแผ่วเบา หินหยกเปล่งแสงอ่อนโยนตำแหน่งบนสุดของหินเกิดเป็นภาพดาวห้าเหลี่ยมสีเงินดวงหนึ่ง
“โห ลายดาวสีเงินด้วย!”ศิษย์ทั้งหลายที่ต่อแถวกันอยู่ข้างหลังต่างตกตะลึงเป็นอย่างมากเสียงอึงคะนึงเซ็งแซ่ปะปนมากับเสียงอุทาน
กระทั่งหลี่ฮุยเย่และโจวลู่ยังไม่วายอึ้ง
“ลายดาวสีเงินดวงหนึ่งเท่ากับห้าพันคะแนนศิษย์พี่ฉู่เหินท่านช่างยอดเยี่ยมนัก!” หลี่ฮุยเย่ชมเปาะ
ห้าพันคะแนนดาว?
กระทั่งฉู่เหินเองยังอึ้ง เขามองผู้อาวุโสอิงด้วยไม่เข้าใจ
“ศิษย์ที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ดาวชิงดวงทุกคนจะได้รับพันคะแนนดาวผู้ขึ้นสังเวียนรับสองพันคะแนนดาว ผู้สู้ชนะรับสามพันคะแนนดาว...”ผู้อาวุโสอิงหยุดเล็กน้อยแล้วว่าต่อ “และตัวเจ้าที่ช่วยให้สำนักเราได้ที่หนึ่งมาจึงมอบคะแนนดาวให้ห้าพันคะแนน”
อึง!
เสียงอื้ออึงดังจากทั้งในและนอกหอเมฆดารา ห้าพันคะแนนดาวเพิ่งเข้าสำนักเพียงเดือนเดียวเท่านั้นเองฉู่เหินก็ทำลายสถิติที่ดีที่สุดของศิษย์ใหม่เท่าที่เคยมีมาเสียแล้ว
มู่เฟิงไม่ไกลออกไปฉุกยิ้ม “แฮ่ๆ เห็นทีข้าก็คงได้สามพันคะแนนดาวสินี่ลูกเตะ ‘ตัดลูกตัดหลาน’ ของข้ามีค่าจริงๆด้วย”
“สถุล!” โจวลู่ต่อว่าเสียงต่ำหน้าแดง
...
“เก็บแท่นฝนหมึกดาวนี้ไว้ ต่อจากนี้หากจะเพิ่มคะแนนดาวเจ้าต้องมาให้ข้าช่วยจึงจะสำเร็จ”ผู้อาวุโสอิงกล่าว
ฉู่เหินกำแท่นฝนหมึกดาวไว้ในมือ เขาพบอย่างน่าอัศจรรย์ว่าสัมผัสถึงคลื่นพลังงานด้านในไม่ได้แล้ว
แท่นฝนหมึกดาวมีอักขระพิเศษต้องห้ามอยู่ ต้องให้ฉู่เหินกระตุ้นมันครั้งแรกหลังจากนั้นพอสำเร็จภารกิจของสำนักก็จะสามารถมารับคะแนนดาวที่เหมาะสมได้เลยถึงเวลาก็แค่มายืนยันกับผู้อาวุโสอิง แล้วค่อยให้เขาช่วยเพิ่มให้
ในเมื่อค่าคะแนนดาวก็คือคะแนนสอบของศิษย์ในสำนักสำนักดาราสวรรค์จึงเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก
“อยากแลกเป็นทรัพยากรอะไรไหม?” ผู้อาวุโสอิงถามไปตามเรื่อง
“หืม?” ฉู่เหินเลิกคิ้ว เขาเกือบลืมไปเลยว่าค่าคะแนนดาวสามารถแลกเป็นทรัพยากรของสำนักได้“ค่าคะแนนดาวห้าพันคะแนนแลกกับอะไรได้หรือขอรับ?”
คำถามนั้นทำผู้อาวุโสอิงชะงักไปเล็กน้อย
คู่มือศิษย์ใหม่ก็ระบุรายการแลกเปลี่ยนไว้อย่างชัดเจนแล้วหากมีใครถามคำถามเช่นนี้ ผู้อาวุโสอิงมักจะบอกปฏิเสธให้ไปอ่านคู่มือเอาเอง
แต่ทว่า คราวนี้ผู้อาวุโสอิงกลับตอบให้เสียอย่างนั้น“ห้าพันคะแนนดาวแลกกับ ‘ยาเร้นหยวน’ เม็ดหนึ่งได้ รวมทั้งกระบวนยุทธ์ระดับเชื่อมหยวนขั้นสูงกระบวนหนึ่งนอกจากนี้ตั้งแต่เดือนถัดไปเจ้าก็มาเบิกหินผลึกหยวนขั้นกลางได้เดือนละสิบเม็ดด้วย”
ยาเร้นหยวน?
ฉู่เหินดีใจ นี่มันของดีมิใช่หรือ!
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับต่ำกว่าสร้างเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วยาเร้นหยวนเป็นยาช่วยเสริมการฝึกปรือได้ดีเยี่ยมที่สุดโดยแท้ สามารถเร่งการเติบโตของพลังหยวนแท้ให้เร็วยิ่งขึ้นทั้งยังบำรุงร่างกายให้แข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ขยายเลือดลม...
ส่วนกระบวนยุทธ์นั้นฉู่เหินมีไม่ขาดอยู่แล้วนับประสาอะไรกับที่เป็นกระบวนยุทธ์ระดับขั้นเชื่อมหยวนเท่านั้นไม่ได้ดึงดูดใจอะไรเขาเลย
“ข้าต้องการยาเร้นหยวนเม็ดหนึ่งขอรับ” ฉู่เหินตอบไม่ต้องคิด
ผู้อาวุโสอิงพยักหน้า เขาขยับมือดูดขวดเล็กๆ ขวดหนึ่งบนแท่นวางให้เข้ามาหา
“ส่วนกระบวนยุทธ์เจ้าก็ไปเลือกเอาเองที่แท่นวางทิศบูรพาได้เลย”ผู้อาวุโสอิงยื่นขวดขนาดเล็กมาที่ตรงหน้าฉู่เหิน แล้วจึงจดบันทึกข้อมูลว่าฉู่เหินแลกเป็นยาเร้นหยวนเม็ดหนึ่งไปบนสมุดเล่มหนาข้างกัน
ฉู่เหินส่ายหน้ายิ้ม กำลังจะบอกว่าไม่จำเป็น แต่ก็หยุดชะงักแล้วถามต่อ“ผู้อาวุโสมีกระบวนยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘อายหนาวมนตร์น้ำแข็ง’ ไหมขอรับ?”
กระบวนยุทธ์ที่เกี่ยวกับอายหนาวมนตร์น้ำแข็ง...
ฉู่เหินนึกถึงอายหนาวมนตร์น้ำแข็งของหมาป่ามารเดือนน้ำแข็งในกายที่ใช้งานได้ขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ตอนสู้กับหยางอวี่ไท่สำนักยุทธจักรพรรดิฉู่เหินได้หลอมรวมปราณมนตร์น้ำแข็งเข้ากับหยวนแท้ ผลลัพธ์ที่ได้มาช่างเหนือความคาดหมายนักหากสามารถแสดงรูปแบบของกระบวนยุทธ์ออกมาได้ อานุภาพคงทวีคูณ
กระบวนยุทธ์ที่ผู้อาวุโสหลีอู๋ซางให้เขามานั้นมีมากมายแต่เท่าที่เห็นตอนนี้ ยังไม่มีวิชายุทธ์ใดเหมาะสมกับที่เขาจะฝึกได้เลย
...
“อายหนาวมนตร์น้ำแข็งหรือ?”
ผู้อาวุโสพึมพำผะแผ่ว ขยับมืออีกครา เสียง ‘พั่บ’ แว่วมา ม้วนคัมภีร์สีเขียวแกมน้ำเงินลอยมาจากแท่นวางใดแท่นวางหนึ่งโรยตัวสู่ฝ่ามือเขาอย่างมั่นคง
“ต้องคืนอย่างช้าสุดครึ่งเดือน อีกอย่าง...จะถ่ายทอดให้คนนอกสำนักดาราสวรรค์ไม่ได้”
เสียงของผู้อาวุโสอิงช่างเรียบนิ่งแต่พอได้ฟังแล้วกลับทรงอำนาจน่าเกรงขามเกินต้านทาน
“ศิษย์เข้าใจขอรับ!”
ฉู่เหินตอบกลับจริงจังจากนั้นจึงเก็บยาเร้นหยวนกับม้วนคัมภีร์เข้าแหวนเก็บของไปท่ามกลางสายตาอิจฉาชมชอบ
“ฮะฮ่า ถึงตาข้าแล้ว ถึงตาข้าแล้ว...”
เห็นฉู่เหินเสร็จแล้วมู่เฟิงก็หัวเราะรื่นเข้าไปหา “ข้า มู่เฟิงมู่จากมู่เฟิง เฟิงจากมู่เฟิง ข้าเอาชนะใครสักคนของ ‘สำนักลูกเจี๊ยบ’ ได้ สามพันคะแนนดาวใช่หรือไม่ท่าน? แหะๆ ข้าแลกเป็นอะไรได้บ้างหรือ?”
ผู้อาวุโสอิงเงยหน้า หยิบของสองอย่างออกมาแล้วตอบเรียบนิ่ง“เอาแท่นฝนหมึกดาวไป ยาเร้นหยวนเม็ดหนึ่งด้วย แล้วรีบไสหัวไปให้พ้นหูพ้นตาข้าไม่เช่นนั้นข้าจะส่งโลงผลึกน้ำไปให้เจ้าถึงที่”
“เข้าใจแล้วขอรับ! ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย”
…………………………