Pioneer Era

    ตอนที่ 65 ผจญภัยในบึงมรกต (1)

    ***เจ้าหนุ่มยาจก [โฮป]

    วันที่ 23 เอนมูว์ทัวร์

    วันนี้พวกเราได้มาเรียนนอกสถานที่กันอีกแล้ว...

    เป้าหมายคือ [บึงมรกต] ที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกของทวีป

    เนื่องจากที่หมายอยู่ไกล แถมเส้นทางยังเต็มไปด้วยป่าทึบ จึงต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มกับการเดินทาง

    พวกเราออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 22 และกำลังจะถึงที่หมายในเช้าวันนี้

    แถมการมาครั้งนี้ยังยกมาทั้งรุ่นที่มีหนึ่งพันกว่าคน

    ผมละอยากถามพวกผู้ใหญ่ ว่ายังไม่เข็ดอีกหรือกับการเรียนนอกสถานที่?

    ทุกครั้งที่ออกมาเรียนนอกสถานที่ เป็นต้องได้เจอปัญหาวุ่นวายอยู่เสมอ

    แถมคราวนี้ยังยกแผนกอื่นที่ไม่ใช่แผนกการทหารมาร่วมวงไพบูลย์อีก

    เห็นว่าอยากให้เรียนรู้การประสานงานระหว่างแผนกกัน

    บอกตามตรงว่าเป็นเหตุผลที่โคตรน่ากังขา...

    ของแบบนั้นทำในเขตปลอดภัยใต้รั้วโรงเรียนก็ได้ไม่ใช่หรือยังไง?

    แถมพวกอาจารย์เองยังดูเครียดแปลก ๆ กับการสอนในครั้งนี้

    โดยเฉพาะบรรยากาศของผู้อำนวยการที่ดูเครียดเป็นพิเศษ

    อย่าง ผอ.บานา คนนั้น เขาถึงขนาดสวมชุดนักรบเต็มยศ และพาภรรยากับบรรดาลูก ๆ ทั้งสิบเอ็ดคนมาพร้อมหน้าเพื่อทำงานเป็นผู้พิทักษ์ให้พวกเรากันเลยทีเดียว



    “โฮป ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นละคะ? ”

    “ไม่มีอะไรหรอกนะพรุน…”

    สมกับที่เป็นคุณแม่ประจำกลุ่ม ถึงได้สังเกตุเห็นความเครียดของผมที่กำลังเกิดขึ้น

    ความจริงมันมีสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกเครียดกับการออกมาเรียนนอกสถานที่ในครั้งนี้อยู่

    [บึงมรกต] คือสถานที่พ่อกับแม่ของผมได้หายตัวไปก่อนจะถูกระบุว่าเป็นผู้สาบสูญ

    ใช่แล้ว... พ่อแม่ของผมตายในระหว่างการทำงานสำรวจในทวีปใหม่ ณ ที่แห่งนี้

    ณ สถานที่เรียกว่า [บึงมรกต] นี่แหละ

    และตัวผมก็กำลังจะไปหยั่งสถานที่แห่งนั้น

    รู้สึกซับซ้อนชิบหาย…

    “ (ดอง~) ”

    เอาจริง ๆ ทำไมเราถึงเลือกมาเข้าโรงเรียนนี้ตั้งแต่แรกกันนะ?

    “ (จุ ๆ อย่าเสียงดังไปนะดอง~) ”

    เพราะทุนการศึกษากับค่าเรียนถูก?

    หรือเพราะมองไปถึงการงานในอนาคตที่ดูมีความหวัง?

    “ (ข้าน้อยจัดการเสร็จแล้วเจ้าค่ะ!) ”

    ทั้งที่เคยสาบานว่าจะเลือกใช้ชีวิตอย่างสงบ โดยไม่เสี่ยงอันตรายเหมือนที่พ่อแม่ทำ แต่ทำไมผมถึงได้เลือกโรงเรียนนี้กัน…

    “ (เรียบร้อยดอง!) ”



    “...”

    ผมกลับหลังหันไปมองเพื่อนสาวผู้น่ารักที่กำลังทำอะไรบางอย่างกับหัวของผมจากที่นั่งด้านหลัง

    ในยานเหาะสีขาวทรงรียาวที่มีแสงสีฟ้าส่องสว่างใต้ยานคันนี้ กำลังถูกบรรจุอัดแน่นไปด้วยนักเรียนไฟแรงรุ่นที่ 10 ของโรงเรียนไพโอเนี่ยร์

    ที่นั่งภายในซึ่งเบียดเสียดกันอย่างใกล้ชิด มีสตรีสามคนกำลังทำหน้าตางี่เง่าใส่ผมอยู่

    “คนกำลังเครียดแล้วมาทำบ้าอะไรของพวกเธอเนี่ย!? ”

    “เพราะเห็นว่าเครียด เลยคิดว่าจะทำให้หัวเราะไงดอง~”

    “ด้วยการจับผมมาถักเปียสาวเนี่ยนะ? ”

    ลิลลี่ ภูติน้อยหัวเขียว

    โทแพช ยัยเสือสีฟ้า

    กับเพื่อนใหม่ของยัยลี่ [เพกมาไทต์] แม่กระต่ายดำหูสีเทา

    ยัยกระต่ายคนนี้พึ่งย้ายเข้ามาใหม่ได้เพียงวันเดียว แต่กลับสนิทกับยัยลี่ได้อย่างน่าตกใจ

    เรียกว่าเข้าขากันจนน่าปวดหัว…

    ผมเริ่มเกาะผมเปียออกให้กลับเป็นเหมือนเดิม

    ว่าแต่เก่งเหมือนกันนะ ที่สามารถใช้ผมสั้น ๆ นี้ถักออกมาเป็นทรงสวยงามได้


    “ (จุ ๆ อย่าเสียงดังไปเชียวนะ! ดอง~) ”

    พอหันกลับไปนั่งตามเดิม พวกยัยลี่ก็เริ่มจับผมมาถักเปียอีกรอบ

    ยัยพวกนี้นี่มันช่าง…

    เออ... ช่างแม่งเถอะ… หมดแรงที่จะไปเถียงกับยัยนี่ละ เลยปล่อยให้เล่นหัวไปเลยแล้วกัน

    ในตอนนั้นเองที่สายตาของผมเหลือบไปเห็นนักเรียนใหม่อีกคนที่กำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ ยัยกระต่าย

    “ (... [สล็อต] ยัยนี่มันหุ่นยนต์ชัด ๆ เลยไม่ใช่เรอะ?) ”

    ความประทับใจแรกที่มีต่อเธอคนนี้คือชุดเมดที่เหมือนกับพวกโนอาร์

    สูง 140 ซม. นมแบนราบ พูดน้อย เชื่องช้า มีทรงผมสีครามมัดเปียยาวสองข้างแนบหัวคล้ายเขาแพะ และมีหูกับหางหมาป่าน่ารัก

    วิธีพูดจาของเธอนั้นเหมือนหุ่นยนต์ที่กำลังพัง แถมยังมีหลุดพูดว่าตัวเองเป็น “หุ่นยนต์จากเตาสุริยะที่ 7” ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

    พอรวมกลุ่มของโนอาร์กับจาวิสเข้าไป ก็จะได้ว่ามีเมดหุ่นยนต์อยู่ในกลุ่มด้วยกันถึง 4 คน

    เห็นภาพเมดนั่งเรียงกัน 4 คนติดแล้ว ก็รู้สึกอยากกุมหัวให้กับตรรกะของโรงเรียนนี้ชิบหาย...

    ทำไมถึงยอมปล่อยให้มีเมดหุ่นยนต์เดินไปมาในชั้นเรียนแบบนี้กันได้ฟะ!

    ที่สำคัญ สามในสี่ยังเป็นตัวตนลึกลับที่น่าจะเป็นอารยะธรรมโบราณด้วยไม่ใช่เรอะ?

    ถามจริง! ไม่มีใครรู้สึกว่ามันแปลก ๆ หรือน่าสงสัยบ้างเลยเรอะ!?

    ความลับของทวีปมานั่งอยู่ตรงหน้าถึงสามคนเลยนะเฟ้ย!

    แทนที่จะเสี่ยงตายออกสำรวจ สู้จับยัยพวกนี้ไปชำแหละดูข้อมูลน่าจะได้คำตอบเร็วกว่าหรือเปล่าฟะ!?



    โอ้ยเหนื่อย…

    พอคิดมากแล้วก็เริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเลย

    “ถึงบึงมรกตแล้ว ทุกคนตั้งแถว! ”

    เสียงของ ผอ. บานา ดังลั่นมาจากนอกตัวรถ

    ถึงแล้วหรือ...

    “เหม็นเปรี๊ยวชิบ! ”

    สิ่งแรกที่ได้สัมผัสตอนลงมาจากตัวรถ คือสายลมที่พัดพาเอากลิ่นเหม็นเปรี๊ยวลอยมาแตะจมูก

    จุดที่พวกเราลงจอดคือหมู่บ้านหนึ่งของชนเผ่าแรคคูณ

    ตัวหมู่บ้านล้วนแต่เป็นบ้านที่สร้างจากการคว้านเอาเนื้อของต้นไม้ยักษ์ออก แล้วเข้าไปอยู่อาศัยข้างใน

    มีการแต่งเติมด้วยผนังดินกับท่อนไม้อยู่ประปราย แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีข้างต้นอย่างที่ว่าเอาไว้

    เลยทำให้บรรยากาศออกจะแฟนตาซี เป็นหมู่บ้านที่อุดมไปด้วยธรรมชาติราวกับกำลังอยู่ภายในใจกลางป่าดงดิบ

    แสงสว่างที่ลอดผ่านแมกไม้ช่างงามสบายตานัก



    เลยออกไปจากแนวรั้วไม้ คือบึงขนาดใหญ่ที่กระจายตัวเป็นจำนวนมาก

    บึงเหล่านั้นมีดอกบัวเฮเดสกลีบสีดำกระจายขึ้นไปทั่ว แถมสีของบึงยังมีสีเขียวขยะแขยงดูน่ากลัว

    ดอกบัวเฮเดสที่ขึ้นในบึงกรดเหล่านั้น มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเห็นในถ้ำดอกบัวเฮเดส

    มีสัตว์รูปร่างจำพวกจิ้งจก กับ กิ่งก่า ขนาดใหญ่กำลังถูกดอกบัวเหล่านั้นจับกินอย่างโอชะ

    ร่างของพวกมันถูกเกสรสีแดงที่แหลมคมเหมือนหอกทิ่มแทง ก่อนจะถูกกลีบสีดำหุบลงเพื่อย่อยสลายอยู่ข้างในนั้น

    นอกจากสัตว์สองตัวข้างต้น ที่นี่ยังมีเจ้าเต่าเฮเดสอาศัยอยู่ด้วย

    แต่พวกมันมีจำนวนน้อย แถมยังมีขนาดเล็กแค่หนึ่งเมตรเท่านั้น



    “นั่นมันตัวอะไรเนี่ย!? ”

    หนึ่งในบึงจำนวนมากเริ่มมีการเคลื่อนไหว

    ของเหลวสีเขียวที่ควรนอนนิ่งอยู่ในบ่อกลับเริ่มนูนขึ้นสูงคล้ายก้อนพุดดิ้ง

    มันมีขนาดถึงสามเมตรได้

    เจ้าสิ่งนั้นปรากฏขึ้นมาจากบึง มีเซลนิวเคลียสสีแดงขนาด 30 เซนติเมตร อยู่ใจกลาง

    เจ้าสิ่งนั้นปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วยืดระยางสีเขียวเข้ารัดร่างของเตาไร้ขาขนาดเล็กตัวหนึ่ง ลากมันจมหายลงไปในบึงสีเขียวนั้น

    รูปร่างและวิธีการโจมตีของมัน ทำให้ผมนึกถึง [สไลม์] ที่ปรากฏในทวีปคริสตัลที่ผมจากมา

    [สไลม์] คือสิ่งมีชีวิตจำพวกอะมีบาขนาดใหญ่ ที่หากโจมตีนิวเคลียสของมัน ก็จะฆ่ามันลงได้อย่างง่ายดาย

    สีของพวกมันสามารถเป็นไปได้ทุกเฉดขึ้นอยู่กับของที่มันกินเข้าไป แต่ส่วนใหญ่ที่พบเห็นในทวีปคริสตัลจะมีสีใสเป็นส่วนใหญ่



    ส่วนเจ้าตัวที่เห็นตรงหน้าเมื่อกี้มันมีสีเขียว รูปร่างรีแบนราบ และมีระยางขนาดเล็กคล้ายขนขึ้นตามขอบผิวของมันโดยรอบ

    ส่วนแผ่นหลังที่แผ่กว้างของมัน มีดอกบัวเฮเดสขึ้นกระจายอยู่ไปทั่ว

    ร่างของสัตว์น้อยผู้น่าสงสารกำลังถูกย่อยสลายกลายเป็นกระดูกอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตสีเขียวตัวนั้น

    อาจกล่าวได้ว่ากลิ่นของดอกบัวเฮเดสถูกนำมาเพื่อใช้ล่อสัตว์ร้ายพวกนี้

    แต่ดอกบัวเฮเดสแพ้ทางเต่าไร้ขาเฮเดส มันเลยเลือกที่จะเติบโตอยู่บนร่างของเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายสไลม์พวกนั้นในการปกป้องตัวเอง

    เจ้าสิ่งมีชีวิตคล้ายสไลม์พวกนั้นเองก็ได้รับประโยชน์จากกลิ่นของดอกบัวเฮเดสที่ใช้ล่อเหยื่อให้เข้ามาใกล้ได้

    กลายเป็นสภาวะที่พึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างที่เห็น

    บึงที่เต็มไปด้วยดอกบัวกินเนื้อกับสิ่งมีชีวิตเหลวสีเขียวคล้ายน้ำกรดอย่างงั้นหรือ…

    ที่นี่มันคืออะไรกันฟะ? คิดจะเลียนแบบสภาพของ [มหาโรรุวมหานรก (นรกแห่งเสียงหวีดร้องอย่างหนัก) ] หรือยังไงกัน?



    “สวัสดีค่ะคุณบานา ท่านพาคนมาตามที่สัญญาจริง ๆ ด้วย”

    ในตอนนั้นเองที่มีคนเดินออกมาต้อนรับ ผอ. บานา

    “สวัสดีครับคุณรูบี้ ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอกครับ ถ้าหากไม่ใช่คำสั่งของรัฐบาล ข้าก็ไม่คิดจะพาลูกศิษย์มาที่แห่งนี้หรอกนะ…”

    “แหม่ ๆ ยังปากไม่ตรงกับใจเช่นเคยเลย---”

    “สวัสดีค่ะ ฉัน [แครอท] เป็น [ภรรยา] ของบานา ปัจจุบันมีลูกด้วยกัน 12 คนแล้วค่ะ”

    มีสตรีเผ่ายักษ์คนหนึ่งเข้ามายืนขวางก่อนที่สตรีเผ่าหมีจะได้ทันเข้าไปจับมือ ผอ. บานา

    เธอมีผมสีม่วงยาว ดวงตาสีเทา ผิวสีเขียวอ่อน

    เป็นสตรีที่มีดวงตา สีผม สีผิว กับโครงหน้าคล้ายกับพรุนราวกับถอดออกแบบมาเช่นนั้น

    หรืออาจกล่าวได้ว่าพรุนนั้นได้รับการสืบทอดลักษณะเด่นหลายอย่างมาจากสตรีผู้นี้

    เมื่อก่อนไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอข่าวลือที่ว่าพรุนเป็นลูกสาวคนสุดท้องของ ผอ. บานา กระจายออกไป ผมก็พึ่งสังเกตุเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว

    แถมเจ้าตัวยังเงียบ ๆ กับข่าวลือนี้ราวกับไม่อาจพูดปฏิเสธความจริงนี้ได้

    เรียกได้ว่าเธอกำลังยอมจำนนด้วยหลักฐานไปแล้ว

    “ฉันได้ยินมาจาก [สามีของฉัน] แล้ว เห็นว่าได้คุณรูบี้ช่วยดำเนินสานสัมพันธ์ระหว่างเผ่าของพวกเราเอาไว้เยอะทีเดียว ต้องขอบคุณมากที่ช่วย [สามีของฉัน] มาตลอดเวลาที่ผ่านมานะคะ ฮุ ฮุ ฮุ ”

    “แหม่ ๆ ไม่หรอกค่ะ~ ฉันก็แค่เห็นว่าคุณบานาต้องลำบากทำงาน [ตัวคนเดียว] ฉันเลยคอยเป็นแรงสนับสนุนช่วยเขา มันก็เท่านั้นเองค่ะ โฮ่ โฮ่ โฮ่~”

    “แหม่ ๆ ขอบคุณจริง ๆ เลยนะคะ แต่ฉัน [อยู่ที่นี่] แล้ว ดังนั้นหลังจากนี้คงไม่ต้องรบกวนคุณแล้วละคะ”

    “อย่าเกรงใจกันเลยค่ะ~”

    “ไม่ละ ไม่ละ ดิฉันเกรงใจค่ะ~”

    “คุณแครอทนี่เป็นคนดีจริง ๆ เลยนะคะ โฮ่ โฮ่ โฮ่~”

    “ยังสู้คุณไม่ได้หรอกค่ะคุณรูบี้ ฮุ ฮุ ฮุ~”

    อูว…

    จะได้เห็นคนตบกันกลางแจ้งหรือเปล่าวันนี้?

    รู้สึกเหมือนจะเห็นประกายสายฟ้าพุ่งออกมาจากดวงตาของทั้งสองคนเลยแฮะ



    คนที่ออกมาต้อนรับพวกเรามีด้วยกันอยู่สี่คน

    รูบี้ผู้กล้าชนเผ่าหมี สโมกกี้ควอร์ตผู้กล้าชนเผ่ากอลลิล่า ซันสโตนผู้กล้าชนเผ่าม้า และออโทเครสผู้กล้าชนเผ่าแรคคูณ

    ฟังจากที่พวกเขาคุยกับ ผอ. แล้ว เลยพอรู้ถึงสาเหตุที่พวกเราต้องมาที่นี่กัน

    สิ่งมีชีวิตของเหลวหนืดสีเขียวที่คล้ายสไลม์เมื่อกี้ มีชื่อเรียกว่า [อะบอม]

    พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตประจำถิ่นบึงมรกต ซึ่งปกติก็อยู่กันเป็นจำนวนไม่มาก และอาศัยอยู่ในเขตบึงอย่างสงบเรื่อยมา

    แต่เนื่องจากพักหลังมานี้พวกมันเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นมามากแบบผิดวิสัย จนไปรุกรานพื้นที่ทำไร่ทำนาของชาวบ้าน พวกชนเผ่าท้องถิ่นเลยเริ่มจัดกองกำลังปราบปรามพวกมันเพื่อลดจำนวนลงให้สมดุล

    ด้วยความที่รัฐบาลฝ่ายเราต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชนเผ่าท้องถิ่น เลยเสนอให้ความช่วยเหลือแบบฟรี ๆ กับพวกเขาไป

    เพราะระดับความอันตรายของเจ้า [อะบอม] นั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พวกเขาเลยเสนอ (แกมบังคับ) ว่าให้ใช้นักเรียนในงานปราบปรามครั้งนี้เป็นการตักตวงประสบการณ์จริงซะเลย

    มิน่าละ...พวก ผอ. ถึงได้ดูไม่ค่อยสบอารมณ์กับการพามาข้างนอกในครั้งนี้เท่าไหรนัก

    ว่าแต่พวกรัฐบาลคิดบ้าอะไรอยู่กันฟะ? ถึงได้ให้มาตักตวงประสบการณ์ในสถานที่อันตรายแบบนี้? คิดจะฝึกพวกเราเอาไปใช้ในสนามรบที่ไหนหรือยังไงกัน?



    “ (พวกผู้กล้าขี้ขลาด ทั้งที่นำทัพไปตายถึงสองครั้ง แต่ตัวเองกลับรอดมาได้ทุกครั้ง) ”

    “ (เพราะขี้ขลาดถึงต้องมาพึ่งใบบุญพวกเผ่าอสูรกายยังไงละ) ”

    “ (ชู่ว! เสียงดังไปแล้ว เดียวพวกเขาก็ได้ยินหมดหรอก!) ”

    เนื่องจากเดียวนี้พอฟังภาษาของเผ่ามนุษย์สัตว์เก่งขึ้นแล้ว เลยไม่มีปัญหากับเสียงนินทาของพวกเขา

    มีการซุบซิบนินทาเช่นนั้นดังออกมาจากแถวของเผ่ามนุษย์สัตว์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

    ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของคนทั้งสี่ที่ออกมาต้อนรับพวกเรานั้น จะไม่ค่อยดีเท่าไหรนัก

    เอาเถอะ เรื่องของพวกเขา ไม่ใช่ปัญหาของพวกเราที่ต้องเอามาสนใจสักหน่อย

    ที่สำคัญกว่าสำหรับตอนนี้---

    “---อย่างที่ได้อธิบายไป เพราะเหตุนี้ลูกเจี๊ยบอย่างพวกเจ้าจึงต้องใช้ทุกสิ่งที่เรียน มาช่วยชนเผ่ามนุษย์สัตว์ปราบสัตว์อันตรายให้หมดสิ้นไปซะ มีเวลาให้ห้าวัน เริ่มปฏิบัติภารกิจได้! ”

    “รับทราบครับผู้อำนวยการบานา! ”

    ---คือการคิดหาทางเอาตัวรอดในดงบึงพิษในหลังจากนี้ต่างหาก...

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    58.22M 2245
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400