***เจ้าหนุ่มยาจก [โฮป]
วันที่ 23 เอนมูว์ทัวร์
วันนี้พวกเราได้มาเรียนนอกสถานที่กันอีกแล้ว...
เป้าหมายคือ [บึงมรกต] ที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกของทวีป
เนื่องจากที่หมายอยู่ไกล แถมเส้นทางยังเต็มไปด้วยป่าทึบ จึงต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มกับการเดินทาง
พวกเราออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 22 และกำลังจะถึงที่หมายในเช้าวันนี้
แถมการมาครั้งนี้ยังยกมาทั้งรุ่นที่มีหนึ่งพันกว่าคน
ผมละอยากถามพวกผู้ใหญ่ ว่ายังไม่เข็ดอีกหรือกับการเรียนนอกสถานที่?
ทุกครั้งที่ออกมาเรียนนอกสถานที่ เป็นต้องได้เจอปัญหาวุ่นวายอยู่เสมอ
แถมคราวนี้ยังยกแผนกอื่นที่ไม่ใช่แผนกการทหารมาร่วมวงไพบูลย์อีก
เห็นว่าอยากให้เรียนรู้การประสานงานระหว่างแผนกกัน
บอกตามตรงว่าเป็นเหตุผลที่โคตรน่ากังขา...
ของแบบนั้นทำในเขตปลอดภัยใต้รั้วโรงเรียนก็ได้ไม่ใช่หรือยังไง?
แถมพวกอาจารย์เองยังดูเครียดแปลก ๆ กับการสอนในครั้งนี้
โดยเฉพาะบรรยากาศของผู้อำนวยการที่ดูเครียดเป็นพิเศษ
อย่าง ผอ.บานา คนนั้น เขาถึงขนาดสวมชุดนักรบเต็มยศ และพาภรรยากับบรรดาลูก ๆ ทั้งสิบเอ็ดคนมาพร้อมหน้าเพื่อทำงานเป็นผู้พิทักษ์ให้พวกเรากันเลยทีเดียว
“โฮป ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นละคะ? ”
“ไม่มีอะไรหรอกนะพรุน…”
สมกับที่เป็นคุณแม่ประจำกลุ่ม ถึงได้สังเกตุเห็นความเครียดของผมที่กำลังเกิดขึ้น
ความจริงมันมีสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกเครียดกับการออกมาเรียนนอกสถานที่ในครั้งนี้อยู่
[บึงมรกต] คือสถานที่พ่อกับแม่ของผมได้หายตัวไปก่อนจะถูกระบุว่าเป็นผู้สาบสูญ
ใช่แล้ว... พ่อแม่ของผมตายในระหว่างการทำงานสำรวจในทวีปใหม่ ณ ที่แห่งนี้
ณ สถานที่เรียกว่า [บึงมรกต] นี่แหละ
และตัวผมก็กำลังจะไปหยั่งสถานที่แห่งนั้น
รู้สึกซับซ้อนชิบหาย…
“ (ดอง~) ”
เอาจริง ๆ ทำไมเราถึงเลือกมาเข้าโรงเรียนนี้ตั้งแต่แรกกันนะ?
“ (จุ ๆ อย่าเสียงดังไปนะดอง~) ”
เพราะทุนการศึกษากับค่าเรียนถูก?
หรือเพราะมองไปถึงการงานในอนาคตที่ดูมีความหวัง?
“ (ข้าน้อยจัดการเสร็จแล้วเจ้าค่ะ!) ”
ทั้งที่เคยสาบานว่าจะเลือกใช้ชีวิตอย่างสงบ โดยไม่เสี่ยงอันตรายเหมือนที่พ่อแม่ทำ แต่ทำไมผมถึงได้เลือกโรงเรียนนี้กัน…
“ (เรียบร้อยดอง!) ”
“...”
ผมกลับหลังหันไปมองเพื่อนสาวผู้น่ารักที่กำลังทำอะไรบางอย่างกับหัวของผมจากที่นั่งด้านหลัง
ในยานเหาะสีขาวทรงรียาวที่มีแสงสีฟ้าส่องสว่างใต้ยานคันนี้ กำลังถูกบรรจุอัดแน่นไปด้วยนักเรียนไฟแรงรุ่นที่ 10 ของโรงเรียนไพโอเนี่ยร์
ที่นั่งภายในซึ่งเบียดเสียดกันอย่างใกล้ชิด มีสตรีสามคนกำลังทำหน้าตางี่เง่าใส่ผมอยู่
“คนกำลังเครียดแล้วมาทำบ้าอะไรของพวกเธอเนี่ย!? ”
“เพราะเห็นว่าเครียด เลยคิดว่าจะทำให้หัวเราะไงดอง~”
“ด้วยการจับผมมาถักเปียสาวเนี่ยนะ? ”
ลิลลี่ ภูติน้อยหัวเขียว
โทแพช ยัยเสือสีฟ้า
กับเพื่อนใหม่ของยัยลี่ [เพกมาไทต์] แม่กระต่ายดำหูสีเทา
ยัยกระต่ายคนนี้พึ่งย้ายเข้ามาใหม่ได้เพียงวันเดียว แต่กลับสนิทกับยัยลี่ได้อย่างน่าตกใจ
เรียกว่าเข้าขากันจนน่าปวดหัว…
ผมเริ่มเกาะผมเปียออกให้กลับเป็นเหมือนเดิม
ว่าแต่เก่งเหมือนกันนะ ที่สามารถใช้ผมสั้น ๆ นี้ถักออกมาเป็นทรงสวยงามได้
“ (จุ ๆ อย่าเสียงดังไปเชียวนะ! ดอง~) ”
พอหันกลับไปนั่งตามเดิม พวกยัยลี่ก็เริ่มจับผมมาถักเปียอีกรอบ
ยัยพวกนี้นี่มันช่าง…
เออ... ช่างแม่งเถอะ… หมดแรงที่จะไปเถียงกับยัยนี่ละ เลยปล่อยให้เล่นหัวไปเลยแล้วกัน
ในตอนนั้นเองที่สายตาของผมเหลือบไปเห็นนักเรียนใหม่อีกคนที่กำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ ยัยกระต่าย
“ (... [สล็อต] ยัยนี่มันหุ่นยนต์ชัด ๆ เลยไม่ใช่เรอะ?) ”
ความประทับใจแรกที่มีต่อเธอคนนี้คือชุดเมดที่เหมือนกับพวกโนอาร์
สูง 140 ซม. นมแบนราบ พูดน้อย เชื่องช้า มีทรงผมสีครามมัดเปียยาวสองข้างแนบหัวคล้ายเขาแพะ และมีหูกับหางหมาป่าน่ารัก
วิธีพูดจาของเธอนั้นเหมือนหุ่นยนต์ที่กำลังพัง แถมยังมีหลุดพูดว่าตัวเองเป็น “หุ่นยนต์จากเตาสุริยะที่ 7” ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
พอรวมกลุ่มของโนอาร์กับจาวิสเข้าไป ก็จะได้ว่ามีเมดหุ่นยนต์อยู่ในกลุ่มด้วยกันถึง 4 คน
เห็นภาพเมดนั่งเรียงกัน 4 คนติดแล้ว ก็รู้สึกอยากกุมหัวให้กับตรรกะของโรงเรียนนี้ชิบหาย...
ทำไมถึงยอมปล่อยให้มีเมดหุ่นยนต์เดินไปมาในชั้นเรียนแบบนี้กันได้ฟะ!
ที่สำคัญ สามในสี่ยังเป็นตัวตนลึกลับที่น่าจะเป็นอารยะธรรมโบราณด้วยไม่ใช่เรอะ?
ถามจริง! ไม่มีใครรู้สึกว่ามันแปลก ๆ หรือน่าสงสัยบ้างเลยเรอะ!?
ความลับของทวีปมานั่งอยู่ตรงหน้าถึงสามคนเลยนะเฟ้ย!
แทนที่จะเสี่ยงตายออกสำรวจ สู้จับยัยพวกนี้ไปชำแหละดูข้อมูลน่าจะได้คำตอบเร็วกว่าหรือเปล่าฟะ!?
โอ้ยเหนื่อย…
พอคิดมากแล้วก็เริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเลย
“ถึงบึงมรกตแล้ว ทุกคนตั้งแถว! ”
เสียงของ ผอ. บานา ดังลั่นมาจากนอกตัวรถ
ถึงแล้วหรือ...
“เหม็นเปรี๊ยวชิบ! ”
สิ่งแรกที่ได้สัมผัสตอนลงมาจากตัวรถ คือสายลมที่พัดพาเอากลิ่นเหม็นเปรี๊ยวลอยมาแตะจมูก
จุดที่พวกเราลงจอดคือหมู่บ้านหนึ่งของชนเผ่าแรคคูณ
ตัวหมู่บ้านล้วนแต่เป็นบ้านที่สร้างจากการคว้านเอาเนื้อของต้นไม้ยักษ์ออก แล้วเข้าไปอยู่อาศัยข้างใน
มีการแต่งเติมด้วยผนังดินกับท่อนไม้อยู่ประปราย แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีข้างต้นอย่างที่ว่าเอาไว้
เลยทำให้บรรยากาศออกจะแฟนตาซี เป็นหมู่บ้านที่อุดมไปด้วยธรรมชาติราวกับกำลังอยู่ภายในใจกลางป่าดงดิบ
แสงสว่างที่ลอดผ่านแมกไม้ช่างงามสบายตานัก
เลยออกไปจากแนวรั้วไม้ คือบึงขนาดใหญ่ที่กระจายตัวเป็นจำนวนมาก
บึงเหล่านั้นมีดอกบัวเฮเดสกลีบสีดำกระจายขึ้นไปทั่ว แถมสีของบึงยังมีสีเขียวขยะแขยงดูน่ากลัว
ดอกบัวเฮเดสที่ขึ้นในบึงกรดเหล่านั้น มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเห็นในถ้ำดอกบัวเฮเดส
มีสัตว์รูปร่างจำพวกจิ้งจก กับ กิ่งก่า ขนาดใหญ่กำลังถูกดอกบัวเหล่านั้นจับกินอย่างโอชะ
ร่างของพวกมันถูกเกสรสีแดงที่แหลมคมเหมือนหอกทิ่มแทง ก่อนจะถูกกลีบสีดำหุบลงเพื่อย่อยสลายอยู่ข้างในนั้น
นอกจากสัตว์สองตัวข้างต้น ที่นี่ยังมีเจ้าเต่าเฮเดสอาศัยอยู่ด้วย
แต่พวกมันมีจำนวนน้อย แถมยังมีขนาดเล็กแค่หนึ่งเมตรเท่านั้น
“นั่นมันตัวอะไรเนี่ย!? ”
หนึ่งในบึงจำนวนมากเริ่มมีการเคลื่อนไหว
ของเหลวสีเขียวที่ควรนอนนิ่งอยู่ในบ่อกลับเริ่มนูนขึ้นสูงคล้ายก้อนพุดดิ้ง
มันมีขนาดถึงสามเมตรได้
เจ้าสิ่งนั้นปรากฏขึ้นมาจากบึง มีเซลนิวเคลียสสีแดงขนาด 30 เซนติเมตร อยู่ใจกลาง
เจ้าสิ่งนั้นปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วยืดระยางสีเขียวเข้ารัดร่างของเตาไร้ขาขนาดเล็กตัวหนึ่ง ลากมันจมหายลงไปในบึงสีเขียวนั้น
รูปร่างและวิธีการโจมตีของมัน ทำให้ผมนึกถึง [สไลม์] ที่ปรากฏในทวีปคริสตัลที่ผมจากมา
[สไลม์] คือสิ่งมีชีวิตจำพวกอะมีบาขนาดใหญ่ ที่หากโจมตีนิวเคลียสของมัน ก็จะฆ่ามันลงได้อย่างง่ายดาย
สีของพวกมันสามารถเป็นไปได้ทุกเฉดขึ้นอยู่กับของที่มันกินเข้าไป แต่ส่วนใหญ่ที่พบเห็นในทวีปคริสตัลจะมีสีใสเป็นส่วนใหญ่
ส่วนเจ้าตัวที่เห็นตรงหน้าเมื่อกี้มันมีสีเขียว รูปร่างรีแบนราบ และมีระยางขนาดเล็กคล้ายขนขึ้นตามขอบผิวของมันโดยรอบ
ส่วนแผ่นหลังที่แผ่กว้างของมัน มีดอกบัวเฮเดสขึ้นกระจายอยู่ไปทั่ว
ร่างของสัตว์น้อยผู้น่าสงสารกำลังถูกย่อยสลายกลายเป็นกระดูกอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตสีเขียวตัวนั้น
อาจกล่าวได้ว่ากลิ่นของดอกบัวเฮเดสถูกนำมาเพื่อใช้ล่อสัตว์ร้ายพวกนี้
แต่ดอกบัวเฮเดสแพ้ทางเต่าไร้ขาเฮเดส มันเลยเลือกที่จะเติบโตอยู่บนร่างของเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายสไลม์พวกนั้นในการปกป้องตัวเอง
เจ้าสิ่งมีชีวิตคล้ายสไลม์พวกนั้นเองก็ได้รับประโยชน์จากกลิ่นของดอกบัวเฮเดสที่ใช้ล่อเหยื่อให้เข้ามาใกล้ได้
กลายเป็นสภาวะที่พึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างที่เห็น
บึงที่เต็มไปด้วยดอกบัวกินเนื้อกับสิ่งมีชีวิตเหลวสีเขียวคล้ายน้ำกรดอย่างงั้นหรือ…
ที่นี่มันคืออะไรกันฟะ? คิดจะเลียนแบบสภาพของ [มหาโรรุวมหานรก (นรกแห่งเสียงหวีดร้องอย่างหนัก) ] หรือยังไงกัน?
“สวัสดีค่ะคุณบานา ท่านพาคนมาตามที่สัญญาจริง ๆ ด้วย”
ในตอนนั้นเองที่มีคนเดินออกมาต้อนรับ ผอ. บานา
“สวัสดีครับคุณรูบี้ ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอกครับ ถ้าหากไม่ใช่คำสั่งของรัฐบาล ข้าก็ไม่คิดจะพาลูกศิษย์มาที่แห่งนี้หรอกนะ…”
“แหม่ ๆ ยังปากไม่ตรงกับใจเช่นเคยเลย---”
“สวัสดีค่ะ ฉัน [แครอท] เป็น [ภรรยา] ของบานา ปัจจุบันมีลูกด้วยกัน 12 คนแล้วค่ะ”
มีสตรีเผ่ายักษ์คนหนึ่งเข้ามายืนขวางก่อนที่สตรีเผ่าหมีจะได้ทันเข้าไปจับมือ ผอ. บานา
เธอมีผมสีม่วงยาว ดวงตาสีเทา ผิวสีเขียวอ่อน
เป็นสตรีที่มีดวงตา สีผม สีผิว กับโครงหน้าคล้ายกับพรุนราวกับถอดออกแบบมาเช่นนั้น
หรืออาจกล่าวได้ว่าพรุนนั้นได้รับการสืบทอดลักษณะเด่นหลายอย่างมาจากสตรีผู้นี้
เมื่อก่อนไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอข่าวลือที่ว่าพรุนเป็นลูกสาวคนสุดท้องของ ผอ. บานา กระจายออกไป ผมก็พึ่งสังเกตุเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว
แถมเจ้าตัวยังเงียบ ๆ กับข่าวลือนี้ราวกับไม่อาจพูดปฏิเสธความจริงนี้ได้
เรียกได้ว่าเธอกำลังยอมจำนนด้วยหลักฐานไปแล้ว
“ฉันได้ยินมาจาก [สามีของฉัน] แล้ว เห็นว่าได้คุณรูบี้ช่วยดำเนินสานสัมพันธ์ระหว่างเผ่าของพวกเราเอาไว้เยอะทีเดียว ต้องขอบคุณมากที่ช่วย [สามีของฉัน] มาตลอดเวลาที่ผ่านมานะคะ ฮุ ฮุ ฮุ ”
“แหม่ ๆ ไม่หรอกค่ะ~ ฉันก็แค่เห็นว่าคุณบานาต้องลำบากทำงาน [ตัวคนเดียว] ฉันเลยคอยเป็นแรงสนับสนุนช่วยเขา มันก็เท่านั้นเองค่ะ โฮ่ โฮ่ โฮ่~”
“แหม่ ๆ ขอบคุณจริง ๆ เลยนะคะ แต่ฉัน [อยู่ที่นี่] แล้ว ดังนั้นหลังจากนี้คงไม่ต้องรบกวนคุณแล้วละคะ”
“อย่าเกรงใจกันเลยค่ะ~”
“ไม่ละ ไม่ละ ดิฉันเกรงใจค่ะ~”
“คุณแครอทนี่เป็นคนดีจริง ๆ เลยนะคะ โฮ่ โฮ่ โฮ่~”
“ยังสู้คุณไม่ได้หรอกค่ะคุณรูบี้ ฮุ ฮุ ฮุ~”
อูว…
จะได้เห็นคนตบกันกลางแจ้งหรือเปล่าวันนี้?
รู้สึกเหมือนจะเห็นประกายสายฟ้าพุ่งออกมาจากดวงตาของทั้งสองคนเลยแฮะ
คนที่ออกมาต้อนรับพวกเรามีด้วยกันอยู่สี่คน
รูบี้ผู้กล้าชนเผ่าหมี สโมกกี้ควอร์ตผู้กล้าชนเผ่ากอลลิล่า ซันสโตนผู้กล้าชนเผ่าม้า และออโทเครสผู้กล้าชนเผ่าแรคคูณ
ฟังจากที่พวกเขาคุยกับ ผอ. แล้ว เลยพอรู้ถึงสาเหตุที่พวกเราต้องมาที่นี่กัน
สิ่งมีชีวิตของเหลวหนืดสีเขียวที่คล้ายสไลม์เมื่อกี้ มีชื่อเรียกว่า [อะบอม]
พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตประจำถิ่นบึงมรกต ซึ่งปกติก็อยู่กันเป็นจำนวนไม่มาก และอาศัยอยู่ในเขตบึงอย่างสงบเรื่อยมา
แต่เนื่องจากพักหลังมานี้พวกมันเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นมามากแบบผิดวิสัย จนไปรุกรานพื้นที่ทำไร่ทำนาของชาวบ้าน พวกชนเผ่าท้องถิ่นเลยเริ่มจัดกองกำลังปราบปรามพวกมันเพื่อลดจำนวนลงให้สมดุล
ด้วยความที่รัฐบาลฝ่ายเราต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชนเผ่าท้องถิ่น เลยเสนอให้ความช่วยเหลือแบบฟรี ๆ กับพวกเขาไป
เพราะระดับความอันตรายของเจ้า [อะบอม] นั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พวกเขาเลยเสนอ (แกมบังคับ) ว่าให้ใช้นักเรียนในงานปราบปรามครั้งนี้เป็นการตักตวงประสบการณ์จริงซะเลย
มิน่าละ...พวก ผอ. ถึงได้ดูไม่ค่อยสบอารมณ์กับการพามาข้างนอกในครั้งนี้เท่าไหรนัก
ว่าแต่พวกรัฐบาลคิดบ้าอะไรอยู่กันฟะ? ถึงได้ให้มาตักตวงประสบการณ์ในสถานที่อันตรายแบบนี้? คิดจะฝึกพวกเราเอาไปใช้ในสนามรบที่ไหนหรือยังไงกัน?
“ (พวกผู้กล้าขี้ขลาด ทั้งที่นำทัพไปตายถึงสองครั้ง แต่ตัวเองกลับรอดมาได้ทุกครั้ง) ”
“ (เพราะขี้ขลาดถึงต้องมาพึ่งใบบุญพวกเผ่าอสูรกายยังไงละ) ”
“ (ชู่ว! เสียงดังไปแล้ว เดียวพวกเขาก็ได้ยินหมดหรอก!) ”
เนื่องจากเดียวนี้พอฟังภาษาของเผ่ามนุษย์สัตว์เก่งขึ้นแล้ว เลยไม่มีปัญหากับเสียงนินทาของพวกเขา
มีการซุบซิบนินทาเช่นนั้นดังออกมาจากแถวของเผ่ามนุษย์สัตว์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของคนทั้งสี่ที่ออกมาต้อนรับพวกเรานั้น จะไม่ค่อยดีเท่าไหรนัก
เอาเถอะ เรื่องของพวกเขา ไม่ใช่ปัญหาของพวกเราที่ต้องเอามาสนใจสักหน่อย
ที่สำคัญกว่าสำหรับตอนนี้---
“---อย่างที่ได้อธิบายไป เพราะเหตุนี้ลูกเจี๊ยบอย่างพวกเจ้าจึงต้องใช้ทุกสิ่งที่เรียน มาช่วยชนเผ่ามนุษย์สัตว์ปราบสัตว์อันตรายให้หมดสิ้นไปซะ มีเวลาให้ห้าวัน เริ่มปฏิบัติภารกิจได้! ”
“รับทราบครับผู้อำนวยการบานา! ”
---คือการคิดหาทางเอาตัวรอดในดงบึงพิษในหลังจากนี้ต่างหาก...