ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 46 แกนทองคำดารา

    แสงบนแผ่นหลังยังไม่ทันจาง แรงสะท้อนจากกระบี่ก็กลับคืน

    เยี่ยซิงเหอได้ยินเสียงแตกร้าวดังจากกลางอกราวกับมีผู้หักแผ่นทองบาง ๆ อยู่ในทะเลปราณวงหมุนซึ่งโอบศูนย์ว่างเร่งเร็วขึ้นทันทีปราณทุกสายถูกดึงเข้าหากันจนเส้นปราณตึงราวสายธนู

    เขาทรุดเข่าลงบนลานหิน

    มือขวาซึ่งเคยกำกระบี่ชาวาบตั้งแต่ปลายนิ้วถึงหัวไหล่แรงทุกส่วนที่เขาฝากให้กระบี่รับไว้ระหว่างทะลวงขั้นกำลังไหลย้อนกลับไม่ขาดแม้แต่น้อย

    ผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าลงตรงวงผนึก “อย่าต้านทั้งหมด”

    “หากไม่ต้าน แกนจะก่อเอง”

    “มันต้องก่อ เพียงอย่าให้มันเลือกทางแทนเจ้า”

    เยี่ยซิงเหอกัดฟัน เลือดอุ่นไหลจากมุมปากหยดลงบนหิมะที่เพิ่งละลาย แทนที่จะฝืนชะลอวงหมุนเขาปล่อยให้รากฐานสีทองทุกส่วนไหลเข้าศูนย์กลางแล้วแยกจิตประคองเส้นปราณซึ่งเปราะที่สุดไว้

    จุดว่างกลางทะเลปราณหดเล็กลง

    จากเท่าเมล็ดพุทรา เหลือเท่าเม็ดข้าว

    แล้วแรงดึงทั้งหมดก็หยุดชั่วขณะ

    ความเงียบในร่างน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงแตก

    เยี่ยซิงเหอรู้ว่าหลังความเงียบนี้จะมีแรงระเบิดหากกระจายออกด้านนอก วงผนึกใต้เท้าจะรับพลัง ดวงตราจะสว่างอีกและศัตรูบนภูเขาจะเห็นทุกอย่าง หากบีบไว้ในร่าง เส้นปราณที่บาดเจ็บอาจขาดพร้อมกัน

    เขาวางฝ่ามือลงบนอก ไม่ได้กดพลัง หากเปลี่ยนทิศของมัน

    “ลงข้างใน” เขาพึมพำ

    ผู้เฒ่าโม่ได้ยิน “เจ้ากำลังสั่งผู้ใด?”

    “ตนเอง”

    จุดว่างยุบตัว

    ปราณสีทองรวมเป็นหยดเดียวก่อนถูกบีบจนแข็งแกนทรงกลมขนาดเล็กก่อขึ้นกลางทะเลปราณ ผิวไม่ได้เรียบดังแกนทองคำในตำรามีรอยวงโคจรบาง ๆ พาดอยู่ และตรงกลางปรากฏจุดแสงคล้ายดาวซึ่งถูกห่อด้วยทอง

    แรงระเบิดไม่ได้พุ่งออกนอกกาย

    มันซัดเข้ากระดูกทุกชิ้นจากด้านใน

    เยี่ยซิงเหอแหงนหน้า เสียงคำรามติดอยู่ในลำคอกล้ามเนื้อทั่วร่างกระตุก ลมหายใจร้อนจัดจนไอขาวรอบปากหายไปกระดูกสันหลังส่งเสียงต่อเนื่องราวไม้ไผ่ถูกบิดแสงจากดวงตราไหลผ่านรอยผนึกในร่างแล้วกระจายสู่แขนขา

    ผิวหนังตรงข้อมือปริเป็นทางเล็ก เลือดซึมออกมาเป็นสีแดงทว่าก่อนหยดลงพื้น แสงทองจาง ๆ พลันแทรกอยู่ในหยดนั้น

    ผู้เฒ่าโม่จับข้อมือเขา สีหน้าเปลี่ยนไป

    “พลังนี้กำลังปลุกสายเลือด”

    เยี่ยซิงเหอเงยหน้าทั้งที่ภาพยังสั่น “สายเลือดของผู้ใด?”

    “คำถามนั้นยังฆ่าเจ้าได้”

    “คำตอบหรือคนที่กลัวคำตอบ?”

    ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ เขาเพียงใช้ปลายไม้เท้ากดจุดใต้ศอกปิดเส้นปราณสายหนึ่งก่อนมันฉีก “รักษาแกนไว้ก่อน แล้วค่อยเกลียดข้า”

    แกนทองคำดาราหมุนครั้งแรก

    พลังที่ไหลออกมาหนักกว่าปราณเดิมหลายเท่าเยี่ยซิงเหอรู้สึกถึงเกล็ดหิมะทุกเกล็ดซึ่งตกผ่านแนวสนได้ยินน้ำใต้ผิวดินไหลตามรอยหิน และมองเห็นเส้นแสงของวงผนึกซ้อนอยู่ใต้พื้นแม้ยังไม่ได้เปิดเนตร

    เขาลองยกแขนขวา การเคลื่อนไหวธรรมดากลับเร็วเกินความตั้งใจปลายนิ้วตวัดผ่านลมจนเกิดเสียงเบา เยี่ยซิงเหอรีบถอนแรง แต่การถอนช้าไปครึ่งจังหวะกล้ามเนื้อต้นแขนกระตุกและเส้นปราณข้างในปริ

    พลังใหม่ไม่เชื่อฟังเพียงเพราะเป็นของเขา

    ผู้เฒ่าโม่หยิบก้อนกรวดจากพื้นโยนมา “รับ”

    เยี่ยซิงเหอยื่นมือ ก้อนกรวดแตกเป็นผงกลางฝ่ามือ

    “อีกครั้ง” ผู้เฒ่าหยิบก้อนที่สอง

    คราวนี้เขาลดปราณทั้งหมด ก้อนกรวดกระทบปลายนิ้วแล้วตกพื้น

    “อีกครั้ง”

    ก้อนที่สามถูกโยนสูงกว่าเดิม เยี่ยซิงเหอใช้เพียงแรงกายรับไว้แต่วงหมุนในอกตอบสนองต่อความตั้งใจเล็กน้อย ปราณจึงแล่นถึงข้อมือก้อนกรวดร้าวแต่ไม่แตก

    ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า “ก่อนก่อแกน เจ้าต้องเรียกพลัง มันจึงมาตอนนี้เพียงคิด มันก็มาเร็วกว่าคำสั่ง หากเจ้าจับแขนคนเพื่อช่วย อาจหักกระดูกเขาหากก้าวบนหลังคา อาจเหยียบทะลุลงไป”

    เยี่ยซิงเหอมองก้อนกรวดร้าว“ต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงควบคุมได้?”

    “ถ้าไม่มีสงคราม หลายเดือน”

    “เรามีก่อนฟ้าสาง”

    “จึงต้องเลือกสิ่งที่ไม่ควรทำ มากกว่าสิ่งที่ทำได้”

    คนเฝ้าแนวผนึกด้านนอกกำลังพาชาวบ้านข้ามรอยหิมะซึ่งละลายจากดวงตราชายคนหนึ่งลื่นตรงขอบหิน เยี่ยซิงเหอขยับจะรับโดยสัญชาตญาณแต่หยุดตนเองก่อนพุ่งออกไป เขาตะโกนเตือนแทน คนใกล้ที่สุดจึงคว้าแขนชายผู้นั้นไว้

    การยอมไม่ใช้พลังครั้งแรกช่วยคนได้มากกว่าการใช้

    ผู้เฒ่าโม่เห็นแต่ไม่กล่าวชมเขาให้เยี่ยซิงเหอเดินรอบวงผนึกช้า ๆ ทุกก้าวต้องวางฝ่าเท้าโดยไม่ทำหิมะแตกทุกลมหายใจต้องปล่อยแกนหมุนตามจังหวะ ไม่เร่งตามความเจ็บหรือความกลัว

    ก้าวแรกทิ้งรอยลึกถึงหิน

    ก้าวที่สองเบาลง

    ก้าวที่ห้า รอยเท้าเท่าคนธรรมดาแต่เลือดกลับซึมจากรองเท้าเพราะแรงซึ่งกดไว้ย้อนเข้าฝ่าเท้า

    ไม่มีวิธีควบคุมที่ไม่จ่ายราคามีเพียงเลือกว่าราคาจะตกกับผู้ใด

    การรับรู้ชัดขึ้นเพียงชั่วลมหายใจก่อนความเจ็บแล่นเข้าเบ้าตาเตือนว่าร่างยังตามพลังไม่ทัน

    เสียงหนึ่งดังจากใต้ป่า

    ครืด

    หินเก่าถูกครูดจากด้านล่าง

    เยี่ยซิงเหอกับผู้เฒ่าโม่หันพร้อมกันวงผนึกด้านทิศเหนือมืดลงหนึ่งส่วนเส้นค่ายกลโลหิตซึ่งซ่อนใต้ชั้นหินพลันบิดเป็นตะขอเกี่ยวเข้าทางใต้ดินเก่าหลังเรือน

    ทางหนีที่ปลอดภัยเมื่อครู่กำลังถูกบางสิ่งใช้เป็นทางเข้า

    “มันไม่ได้ตามกลิ่นเลือด” ผู้เฒ่าโม่กล่าว

    เยี่ยซิงเหอมองแสงทองที่ยังซึมจากข้อมือ “มันตามข้า”

    พื้นป่าระเบิด

    หินกับหิมะพุ่งขึ้นสูง สัตว์อสูรตัวใหญ่โผล่จากหลุมกายสี่ขาต่ำติดพื้น ขนสีเทาถูกเกล็ดดำแข็งหุ้มเป็นแผ่นปากยาวเปื้อนเลือดเก่าจากสัตว์ป่าบนภูเขา ดวงตาสองข้างไม่มีสีของชีวิตเหลือเพียงเส้นแดงซึ่งเชื่อมกลับลงใต้ดิน

    ค่ายกลกำลังบังคับมัน

    เสียงร้องเตือนดังจากแนวบ้าน คนเฝ้าวงผนึกสองคนยกหอกขึ้นแต่สัตว์อสูรไม่ได้มองพวกเขา มันหันตรงมาหาเยี่ยซิงเหอแรงกดดันจากร่างทำให้กิ่งสนรอบลานลู่ต่ำ

    ผู้เฒ่าโม่ยกไม้เท้า

    เยี่ยซิงเหอคว้าแขนเสื้อเขา “ท่านต้องเฝ้าแนวผนึก”

    “เจ้าพึ่งก่อแกน”

    “เพราะมันตามแกน จึงเป็นศึกของข้า”

    “ถ้าใช้พลังเต็มที่ เส้นปราณเจ้าขาด”

    “ถ้าปล่อยผ่าน คนด้านหลังตาย”

    สัตว์อสูรขุดเล็บลงหิน

    ผู้เฒ่าโม่มองคนเฝ้าแนวผนึกคนหนึ่งกำลังลากแผ่นหินปิดทางเข้าหมู่บ้านอีกคนตีระฆังสั้นสามครั้งให้ชาวบ้านถอยจากป่าด้านใน พวกเขาไม่ได้หนีทั้งที่รู้ว่าหอกธรรมดาหยุดสัตว์ตรงหน้าไม่ได้

    ไม้เท้าของผู้เฒ่าโม่ลดลง

    “อย่าแข่งกำลัง” เขากล่าว “มันแข็งกว่าร่างเจ้า”

    เยี่ยซิงเหอชักกระบี่เงาดารา “ข้ารู้”

    “อย่าเปิดเนตรนาน”

    “ข้ารู้”

    “และถ้าแกนร้าว—”

    สัตว์อสูรกระโจน

    เยี่ยซิงเหอผลักผู้เฒ่าโม่ออกจากแนวปะทะใช้ย่างก้าวดาราล่องหนเคลื่อนข้าง ร่างทิ้งเงาจางบนหิมะกรงเล็บตะปบผ่านเงานั้นแล้วกระแทกลานหินแตกเป็นร่อง

    แรงสั่นวิ่งผ่านวงผนึก

    คนเฝ้าแนวทิศเหนือร้องเตือน “อย่าให้มันเหยียบวงกลาง!”

    คำเตือนเปลี่ยนการตัดสินใจของเยี่ยซิงเหอ

    เขาไม่ได้ถอยเข้าป่าตามทางว่างแต่ฟันกระบี่ใส่เกล็ดข้างลำตัวเพื่อดึงสัตว์อสูรไปทิศตรงข้าม คมกระบี่กระทบเกล็ดดำเกิดประกายไฟและแรงสะท้อนจนข้อมือแทบหลุด

    ไม่มีบาดแผล

    สัตว์อสูรหมุนกายเร็วกว่าขนาดของมัน หางแข็งกวาดถูกชายโครงเยี่ยซิงเหอปลิวชนต้นสน ลมหายใจขาดช่วง แกนในอกสั่นจนรอยวงโคจรบิดเบี้ยว

    เขายังไม่ทันยืน กรงเล็บก็มาถึง

    เยี่ยซิงเหอใช้ฝักกระบี่ค้ำพื้น พลิกตัวลอดใต้ท้องสัตว์อสูรคมกระบี่แทงขึ้นตรงข้อขาหลัง คราวนี้ไม่มีเกล็ดหุ้มแต่กล้ามเนื้อหนาเบี่ยงปลายกระบี่ออก เลือดสีคล้ำไหลเพียงเล็กน้อย

    กลิ่นเลือดทำให้เส้นแดงในดวงตาสว่างขึ้น

    สัตว์อสูรแผดคำราม คลื่นเสียงกระแทกหิมะบนกิ่งร่วงพร้อมกันเยี่ยซิงเหอเสียการได้ยินชั่วขณะ ภาพตรงหน้าแยกเป็นสอง

    คนเฝ้าแนวผนึกคนหนึ่งขว้างหอกเข้าใส่หลังสัตว์อสูรหอกกระดอนจากเกล็ดดำ แต่เสียงกระทบทำให้มันหันเพียงเสี้ยวลมหายใจอีกคนใช้คานไม้เกี่ยวก้อนหินซึ่งค้ำร่องทางใต้ดิน ดึงให้หินตกลงปิดครึ่งปากหลุม

    พวกเขาไม่ได้ทำร้ายสัตว์อสูรได้ทว่าตัดทางถอยและแบ่งความสนใจของมัน

    “พามันออกจากวง!” คนถือคานตะโกน

    เยี่ยซิงเหอชี้กระบี่ไปทางป่าสนซึ่งพื้นลาดต่ำ“ตีต้นที่มีรอยขาว อย่าเข้าใกล้มัน!”

    คนเฝ้าทั้งสองเข้าใจ พวกเขาใช้หอกกับคานเคาะลำต้นคนละด้านหิมะบนกิ่งใหญ่ร่วงลงเป็นม่าน สัตว์อสูรได้ยินเสียงรอบตัวจึงหมุนหาต้นเหตุดวงตาซึ่งถูกค่ายกลควบคุมตอบสนองต่อพลังแต่สัญชาตญาณของมันยังตอบต่อเสียงและสิ่งที่ตกจากเบื้องบน

    ม่านหิมะบดบังสายตาศัตรูที่มองผ่านดวงตาของมันชั่วครู่

    เยี่ยซิงเหอก้าวเข้าไป ฟันข้อพับหน้าอีกครั้งคราวนี้เขาไม่หวังตัด หากใช้คมบังคับให้ขาข้างหนึ่งเหยียบพื้นลาดเมื่อสัตว์อสูรถ่ายน้ำหนัก หิมะซึ่งปิดผิวหินแตก มันลื่นไถลชนต้นสน

    ต้นสนสั่นแต่ไม่หัก

    สัตว์อสูรใช้กรงเล็บยึดลำต้นแล้วดีดกลับเร็วกว่าก่อนร่างใหญ่พุ่งย้อนโดยไม่มีระยะเตือน เยี่ยซิงเหอยกกระบี่รับตรงหน้าอก

    เกล็ดดำชนสันกระบี่

    แรงกระแทกกดเขาลง หิมะใต้เท้าระเบิดแกนทองคำหมุนเองหนึ่งรอบเพื่อประคองร่าง รากฐานส่งเสียงร้าวเพิ่มเยี่ยซิงเหอรู้สึกว่าความอุ่นหายจากแขนซ้าย

    สัตว์อสูรกดต่อ ปากยาวอ้าอยู่ห่างใบหน้าไม่ถึงหนึ่งฉื่อกลิ่นเลือดเน่าพุ่งเข้าจมูกเส้นแดงในดวงตาสั่นราวผู้ควบคุมกำลังเร่งให้มันบดขยี้เขา

    เยี่ยซิงเหอไม่พยายามผลักกลับ เขาเอียงสันกระบี่ปล่อยแรงครึ่งหนึ่งไหลไปด้านข้าง ร่างจึงกลิ้งออกจากใต้กรงเล็บแต่ปลายเขี้ยวเฉือนแก้มเป็นทาง

    กระบี่เงาดาราหนักขึ้นอีก

    ภาระของการยืนขวางทำให้คมตอบสนองแต่ในเวลาเดียวกันแรงสะท้อนก็สะสม หากใช้ความหนักนั้นโดยไม่หาทางจบศึกจะฆ่าเขาก่อนสัตว์อสูร

    เขาได้เรียนรู้สามอย่างจากการปะทะ

    เกล็ดลำตัวตัดไม่ได้ ข้อพับบาดได้แต่ไม่หยุดและผู้ควบคุมมองผ่านดวงตา ทว่าต้องส่งปราณเข้าหลังคอเพื่อบังคับแขนขา

    ยังขาดเพียงตำแหน่งแน่นอนของจุดเชื่อม

    เขาถอยสามก้าว ฝ่าเท้าแตะขอบวงผนึก

    ไม่มีทางถอยอีก

    หากสัตว์อสูรข้ามเขา มันจะชนจุดเชื่อมซึ่งคนเฝ้าเพิ่งปิดเมื่อจุดนั้นแตก ปราณโลหิตใต้หมู่บ้านจะไหลเข้าวงใน

    เยี่ยซิงเหอไม่อาจชนะด้วยแรงปะทะ และไม่มีเวลาทดลองอีก

    เขาหลับตาข้างหนึ่ง เปิดเนตรเทวะพินิจดาราเพียงข้างเดียว

    โลกสูญเสียสี

    เกล็ดดำกลายเป็นชั้นปราณซ้อนกันเส้นเลือดและกล้ามเนื้อปรากฏเป็นทางไหลเขาเห็นปราณโลหิตจากใต้ดินสอดเข้าหลังคอสัตว์อสูรแล้วแตกออกเป็นเส้นเล็กไปควบคุมแขนขาจุดซึ่งค่ายกลเจาะผ่านเกล็ดคือช่องเดียวที่เปิดอยู่

    แต่เมื่อเขามองลึกขึ้น เส้นแดงในดวงตาสัตว์พลันหันกลับ

    บางสิ่งจากปลายค่ายกลกำลังมองผ่านมัน

    ความเจ็บแทงเข้าสมอง

    เยี่ยซิงเหอปิดเนตรทันทีภาพจุดตายยังค้างอยู่เพียงชั่วครู่—ใต้เกล็ดหลังคอหนึ่งชุ่นก่อนเส้นปราณโลหิตแยกเป็นสี่สาย

    เขามีโอกาสครั้งเดียว

    สัตว์อสูรพุ่งตรงมา

    เยี่ยซิงเหอไม่หลบ เขาปล่อยให้แกนทองคำดาราหมุนเร็วขึ้นพลังสีทองหลั่งเข้ากระบี่ กระบี่เงาดาราหนักขึ้นในมือรอยร้าวบนคมสว่างราวกำลังทวงแรงซึ่งเคยรับแทนเขา

    ความเจ็บจากแรงสะท้อนแล่นขึ้นแขน

    รากฐานเดิมใต้แกนส่งเสียงร้าว

    หากปล่อยพลังเพิ่ม เขาจะทำร้ายตนเองตามที่ผู้เฒ่าเตือน

    เยี่ยซิงเหอปล่อยเพิ่ม

    มิใช่เพื่อให้คมกระบี่ใหญ่กว่า หากเพื่อให้ย่างก้าวเร็วพอ

    เขาก้าวเฉียงเข้าด้านในกรงเล็บปลายเล็บเฉือนเสื้อและเนื้อหัวไหล่ เลือดสาดบนหิมะเยี่ยซิงเหอใช้แรงชนของสัตว์หมุนกายขึ้นข้างลำคอ มือซ้ายจับเกล็ดดำมือขวากลับคมกระบี่แล้วแทงลงตรงจุดที่เห็น

    คมกระบี่ทะลุช่องหลังคอ

    ปราณโลหิตทั้งสี่สายขาดพร้อมกัน

    สัตว์อสูรสะบัดร่างอย่างบ้าคลั่งเยี่ยซิงเหอถูกเหวี่ยงขึ้นเหนือพื้น แต่ยังไม่ปล่อยด้าม เขาดึงแกนหมุนอีกครึ่งรอบส่งปราณสีทองผ่านคมเข้าไปตัดเส้นชีวิต ไม่ดูดพลังของสัตว์ ไม่รับเลือดของค่ายกลมีเพียงแรงของตนที่จ่ายออกไป

    เสียงกระดูกแตกดังลึกในร่างสัตว์

    มันพุ่งเลยวงกลางไปสองก้าว แล้วทรุดลงข้างหลุมใต้ดิน

    แรงจากร่างใหญ่ทำให้หิมะกระเพื่อมเป็นวง

    เยี่ยซิงเหอตกลงบนหลังมัน ก่อนกลิ้งสู่พื้น กระบี่หลุดจากมือเขาพยายามลุก แต่ขาทั้งสองไม่รับคำสั่ง

    แกนทองคำดารายังอยู่

    ทว่ารากฐานที่รองรับมันปรากฏรอยแตกใหม่ยาวจากขอบถึงศูนย์กลางปราณทุกครั้งที่ไหลผ่านรอยนั้นกลายเป็นคมบางกรีดเส้นปราณจากด้านใน

    เลือดไหลจากจมูก หู และรอยแผลหัวไหล่

    ผู้เฒ่าโม่มาถึงข้างกาย กดฝ่ามือลงหลังเขาเพื่อชะลอแกน“ข้าบอกแล้วว่าอย่าใช้พลังเต็มที่”

    เยี่ยซิงเหอมองสัตว์อสูรซึ่งไม่ขยับ “มันตายหรือไม่?”

    “ตาย”

    “วงผนึก?”

    คนเฝ้าแนวทิศเหนือยกมือจากแผ่นหิน “ยังอยู่!”

    เยี่ยซิงเหอจึงยอมปล่อยร่างลงบนหิมะ

    ผู้เฒ่าโม่ฉีกชายเสื้อพันหัวไหล่ให้ เขาไม่กล่าวชมการฆ่าสัตว์อสูรระดับสูงด้วยแกนที่เพิ่งก่อไม่ใช่เรื่องควรยินดีหากราคาคือรากฐานซึ่งอาจแตกเมื่อใช้ครั้งถัดไป

    เยี่ยซิงเหอหันมองหลุมใต้ดินเส้นปราณโลหิตซึ่งขาดจากสัตว์กำลังถอยกลับลงไปช้า ๆ มันไม่ได้สลายเพียงนำสิ่งที่เห็นกลับไปยังผู้ควบคุม

    “คนปลายสายมองเห็นข้า” เขากล่าว

    “เห็นว่าเจ้าก่อแกนแล้ว” ผู้เฒ่าโม่ตอบ“เห็นจุดที่เจ้าต้องเปิดเนตร และเห็นว่าหลังใช้พลังสูงสุด เจ้าลุกไม่ขึ้น”

    “เช่นนั้นมันจะเปลี่ยนวิธี”

    “ศัตรูที่ยังมีสมองย่อมทำเช่นนั้น”

    คนเฝ้าแนวผนึกช่วยกันผลักก้อนหินลงปิดหลุมสัตว์อสูรเป็นสิ่งที่เยี่ยซิงเหอสังหาร แต่หากคำเตือนไม่ดัง หากจุดเชื่อมไม่ถูกปิดหรือหากผู้เฒ่าโม่ไม่ประคองแกนไว้หลังศึก วงกลางคงแตกไปแล้ว

    ชัยชนะนี้ไม่เคยเป็นของคนคนเดียว

    คนถือคานคุกเข่าตรวจรอยบนวงผนึก “มันเหยียบขอบวงแตกไปหนึ่งรอยต้องใช้หินใหม่อุด”

    เพื่อนของเขามองสัตว์อสูร “เนื้อกินได้หรือไม่?”

    ผู้เฒ่าโม่ตอบทันที “เลือดถูกค่ายกลแทรก ห้ามแตะเนื้อห้ามเอาแกนอสูร และห้ามให้ผู้ใดนำเกล็ดไปทำเกราะ”

    เยี่ยซิงเหอมองซากตรงหน้าพลังของสัตว์อสูรระดับสูงอาจใช้เติมรากฐานหรือกลั่นสิ่งของได้ หากเป็นยามปกติมันคงเป็นทรัพยากรล้ำค่า แต่ค่ายกลโลหิตปนเปื้อนอยู่ในทุกส่วนการรับพลังนั้นเข้าไปเท่ากับเปิดประตูให้ศัตรูจากด้านใน

    “เผาได้หรือไม่?” คนเฝ้าถาม

    “ไฟจะพาควันปนเปื้อนเข้าหมู่บ้าน” ผู้เฒ่าโม่ชี้หลุม“ฝังไว้ตรงนี้ ปิดด้วยหิน แล้วสลักเตือน หลังศึกค่อยจัดการ”

    คำว่า ‘หลังศึก’ ไม่มีผู้ใดรับรองว่าจะมาถึงแต่คนทั้งสองเริ่มลากหินโดยไม่พูด พวกเขาทำงานเหมือนยังมีวันพรุ่งนี้เพราะการหยุดเชื่อวันพรุ่งนี้คือการแพ้ก่อนประตูถูกโจมตี

    เยี่ยซิงเหอลองลุกอีกครั้ง คราวนี้คนเฝ้าแนวผนึกยื่นคานให้เขาไม่ปฏิเสธและไม่ใช้ปราณกระชากตัวเองขึ้น มือซ้ายจับไม้ขาซ้ายรับน้ำหนักทีละน้อย

    การยอมรับความช่วยเหลือทำให้เขายืนช้ากว่าเดิมแต่ไม่สร้างรอยแตกใหม่

    ผู้เฒ่าโม่ตรวจชีพจรแล้วกดนิ้วตรงกลางอก “แกนก่อสมบูรณ์ในรูปแต่รากฐานข้างใต้เกือบแยกเป็นสอง หากรอยนี้ทะลุถึงศูนย์ แกนจะไม่เพียงแตกพลังทั้งหมดจะย้อนเข้าเส้นปราณ”

    “ข้ายังใช้ได้กี่ครั้ง?”

    “คำถามของคนโง่”

    “ข้าต้องรู้”

    “หากใช้เช่นเมื่อครู่ อีกครั้งเดียวอาจล้มหลายวัน อาจเสียแกนหรืออาจตาย ขึ้นกับว่าศัตรูเมตตาร่างเจ้าหรือไม่ ซึ่งข้าไม่แนะนำให้หวัง”

    เยี่ยซิงเหอจำคำตอบไว้ไม่ต่อรองกับตัวเลขที่ไม่มีผู้ใดรับประกัน เขาหยิบกระบี่ขึ้นช้า ๆคมเงาดารายังสั่น และรอยหนึ่งบนคมขยายตามรอยในรากฐาน

    อาวุธเติบโตตามภาระจริง

    แต่มันไม่ได้แบกแทนเจ้าของโดยไม่ทวงคืน

    ขอบฟ้าสว่างขึ้นอีกเล็กน้อยธงสีเลือดเหนือแนวสนเปลี่ยนจากกระจายเป็นสามแถว

    เสียงหนักดังมาจากภูเขา

    ตึง

    มิใช่กลองเตือนของโม่เหอ

    เป็นกลองศึกของนิกาย

    ครั้งแรกดังจากทิศเหนือ

    ครั้งที่สองตอบจากทิศตะวันตก

    ครั้งที่สามดังขึ้นด้านหลังทางใต้ดินราวกับกองกำลังซึ่งเคยซ่อนอยู่ได้รับสัญญาณให้ปิดวง

    ผู้เฒ่าโม่พยุงเยี่ยซิงเหอขึ้นกระบี่เงาดาราสั่นบนพื้นก่อนบินกลับเข้ามือเจ้าของ แรงสั่นนั้นไม่ใช่ความยินดีมันคือคำเตือนว่าหนี้จากการใช้พลังยังชำระไม่หมด

    เยี่ยซิงเหอมองหมู่บ้านผ่านม่านสน แกนทองคำดาราก่อแล้วสัตว์อสูรตายแล้ว แต่ทางทุกด้านกำลังถูกปิด

    เสียงกลองดังอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน