แสงบนแผ่นหลังยังไม่ทันจาง แรงสะท้อนจากกระบี่ก็กลับคืน
เยี่ยซิงเหอได้ยินเสียงแตกร้าวดังจากกลางอกราวกับมีผู้หักแผ่นทองบาง ๆ อยู่ในทะเลปราณวงหมุนซึ่งโอบศูนย์ว่างเร่งเร็วขึ้นทันทีปราณทุกสายถูกดึงเข้าหากันจนเส้นปราณตึงราวสายธนู
เขาทรุดเข่าลงบนลานหิน
มือขวาซึ่งเคยกำกระบี่ชาวาบตั้งแต่ปลายนิ้วถึงหัวไหล่แรงทุกส่วนที่เขาฝากให้กระบี่รับไว้ระหว่างทะลวงขั้นกำลังไหลย้อนกลับไม่ขาดแม้แต่น้อย
ผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าลงตรงวงผนึก “อย่าต้านทั้งหมด”
“หากไม่ต้าน แกนจะก่อเอง”
“มันต้องก่อ เพียงอย่าให้มันเลือกทางแทนเจ้า”
เยี่ยซิงเหอกัดฟัน เลือดอุ่นไหลจากมุมปากหยดลงบนหิมะที่เพิ่งละลาย แทนที่จะฝืนชะลอวงหมุนเขาปล่อยให้รากฐานสีทองทุกส่วนไหลเข้าศูนย์กลางแล้วแยกจิตประคองเส้นปราณซึ่งเปราะที่สุดไว้
จุดว่างกลางทะเลปราณหดเล็กลง
จากเท่าเมล็ดพุทรา เหลือเท่าเม็ดข้าว
แล้วแรงดึงทั้งหมดก็หยุดชั่วขณะ
ความเงียบในร่างน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงแตก
เยี่ยซิงเหอรู้ว่าหลังความเงียบนี้จะมีแรงระเบิดหากกระจายออกด้านนอก วงผนึกใต้เท้าจะรับพลัง ดวงตราจะสว่างอีกและศัตรูบนภูเขาจะเห็นทุกอย่าง หากบีบไว้ในร่าง เส้นปราณที่บาดเจ็บอาจขาดพร้อมกัน
เขาวางฝ่ามือลงบนอก ไม่ได้กดพลัง หากเปลี่ยนทิศของมัน
“ลงข้างใน” เขาพึมพำ
ผู้เฒ่าโม่ได้ยิน “เจ้ากำลังสั่งผู้ใด?”
“ตนเอง”
จุดว่างยุบตัว
ปราณสีทองรวมเป็นหยดเดียวก่อนถูกบีบจนแข็งแกนทรงกลมขนาดเล็กก่อขึ้นกลางทะเลปราณ ผิวไม่ได้เรียบดังแกนทองคำในตำรามีรอยวงโคจรบาง ๆ พาดอยู่ และตรงกลางปรากฏจุดแสงคล้ายดาวซึ่งถูกห่อด้วยทอง
แรงระเบิดไม่ได้พุ่งออกนอกกาย
มันซัดเข้ากระดูกทุกชิ้นจากด้านใน
เยี่ยซิงเหอแหงนหน้า เสียงคำรามติดอยู่ในลำคอกล้ามเนื้อทั่วร่างกระตุก ลมหายใจร้อนจัดจนไอขาวรอบปากหายไปกระดูกสันหลังส่งเสียงต่อเนื่องราวไม้ไผ่ถูกบิดแสงจากดวงตราไหลผ่านรอยผนึกในร่างแล้วกระจายสู่แขนขา
ผิวหนังตรงข้อมือปริเป็นทางเล็ก เลือดซึมออกมาเป็นสีแดงทว่าก่อนหยดลงพื้น แสงทองจาง ๆ พลันแทรกอยู่ในหยดนั้น
ผู้เฒ่าโม่จับข้อมือเขา สีหน้าเปลี่ยนไป
“พลังนี้กำลังปลุกสายเลือด”
เยี่ยซิงเหอเงยหน้าทั้งที่ภาพยังสั่น “สายเลือดของผู้ใด?”
“คำถามนั้นยังฆ่าเจ้าได้”
“คำตอบหรือคนที่กลัวคำตอบ?”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ เขาเพียงใช้ปลายไม้เท้ากดจุดใต้ศอกปิดเส้นปราณสายหนึ่งก่อนมันฉีก “รักษาแกนไว้ก่อน แล้วค่อยเกลียดข้า”
แกนทองคำดาราหมุนครั้งแรก
พลังที่ไหลออกมาหนักกว่าปราณเดิมหลายเท่าเยี่ยซิงเหอรู้สึกถึงเกล็ดหิมะทุกเกล็ดซึ่งตกผ่านแนวสนได้ยินน้ำใต้ผิวดินไหลตามรอยหิน และมองเห็นเส้นแสงของวงผนึกซ้อนอยู่ใต้พื้นแม้ยังไม่ได้เปิดเนตร
เขาลองยกแขนขวา การเคลื่อนไหวธรรมดากลับเร็วเกินความตั้งใจปลายนิ้วตวัดผ่านลมจนเกิดเสียงเบา เยี่ยซิงเหอรีบถอนแรง แต่การถอนช้าไปครึ่งจังหวะกล้ามเนื้อต้นแขนกระตุกและเส้นปราณข้างในปริ
พลังใหม่ไม่เชื่อฟังเพียงเพราะเป็นของเขา
ผู้เฒ่าโม่หยิบก้อนกรวดจากพื้นโยนมา “รับ”
เยี่ยซิงเหอยื่นมือ ก้อนกรวดแตกเป็นผงกลางฝ่ามือ
“อีกครั้ง” ผู้เฒ่าหยิบก้อนที่สอง
คราวนี้เขาลดปราณทั้งหมด ก้อนกรวดกระทบปลายนิ้วแล้วตกพื้น
“อีกครั้ง”
ก้อนที่สามถูกโยนสูงกว่าเดิม เยี่ยซิงเหอใช้เพียงแรงกายรับไว้แต่วงหมุนในอกตอบสนองต่อความตั้งใจเล็กน้อย ปราณจึงแล่นถึงข้อมือก้อนกรวดร้าวแต่ไม่แตก
ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า “ก่อนก่อแกน เจ้าต้องเรียกพลัง มันจึงมาตอนนี้เพียงคิด มันก็มาเร็วกว่าคำสั่ง หากเจ้าจับแขนคนเพื่อช่วย อาจหักกระดูกเขาหากก้าวบนหลังคา อาจเหยียบทะลุลงไป”
เยี่ยซิงเหอมองก้อนกรวดร้าว“ต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงควบคุมได้?”
“ถ้าไม่มีสงคราม หลายเดือน”
“เรามีก่อนฟ้าสาง”
“จึงต้องเลือกสิ่งที่ไม่ควรทำ มากกว่าสิ่งที่ทำได้”
คนเฝ้าแนวผนึกด้านนอกกำลังพาชาวบ้านข้ามรอยหิมะซึ่งละลายจากดวงตราชายคนหนึ่งลื่นตรงขอบหิน เยี่ยซิงเหอขยับจะรับโดยสัญชาตญาณแต่หยุดตนเองก่อนพุ่งออกไป เขาตะโกนเตือนแทน คนใกล้ที่สุดจึงคว้าแขนชายผู้นั้นไว้
การยอมไม่ใช้พลังครั้งแรกช่วยคนได้มากกว่าการใช้
ผู้เฒ่าโม่เห็นแต่ไม่กล่าวชมเขาให้เยี่ยซิงเหอเดินรอบวงผนึกช้า ๆ ทุกก้าวต้องวางฝ่าเท้าโดยไม่ทำหิมะแตกทุกลมหายใจต้องปล่อยแกนหมุนตามจังหวะ ไม่เร่งตามความเจ็บหรือความกลัว
ก้าวแรกทิ้งรอยลึกถึงหิน
ก้าวที่สองเบาลง
ก้าวที่ห้า รอยเท้าเท่าคนธรรมดาแต่เลือดกลับซึมจากรองเท้าเพราะแรงซึ่งกดไว้ย้อนเข้าฝ่าเท้า
ไม่มีวิธีควบคุมที่ไม่จ่ายราคามีเพียงเลือกว่าราคาจะตกกับผู้ใด
การรับรู้ชัดขึ้นเพียงชั่วลมหายใจก่อนความเจ็บแล่นเข้าเบ้าตาเตือนว่าร่างยังตามพลังไม่ทัน
เสียงหนึ่งดังจากใต้ป่า
ครืด
หินเก่าถูกครูดจากด้านล่าง
เยี่ยซิงเหอกับผู้เฒ่าโม่หันพร้อมกันวงผนึกด้านทิศเหนือมืดลงหนึ่งส่วนเส้นค่ายกลโลหิตซึ่งซ่อนใต้ชั้นหินพลันบิดเป็นตะขอเกี่ยวเข้าทางใต้ดินเก่าหลังเรือน
ทางหนีที่ปลอดภัยเมื่อครู่กำลังถูกบางสิ่งใช้เป็นทางเข้า
“มันไม่ได้ตามกลิ่นเลือด” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
เยี่ยซิงเหอมองแสงทองที่ยังซึมจากข้อมือ “มันตามข้า”
พื้นป่าระเบิด
หินกับหิมะพุ่งขึ้นสูง สัตว์อสูรตัวใหญ่โผล่จากหลุมกายสี่ขาต่ำติดพื้น ขนสีเทาถูกเกล็ดดำแข็งหุ้มเป็นแผ่นปากยาวเปื้อนเลือดเก่าจากสัตว์ป่าบนภูเขา ดวงตาสองข้างไม่มีสีของชีวิตเหลือเพียงเส้นแดงซึ่งเชื่อมกลับลงใต้ดิน
ค่ายกลกำลังบังคับมัน
เสียงร้องเตือนดังจากแนวบ้าน คนเฝ้าวงผนึกสองคนยกหอกขึ้นแต่สัตว์อสูรไม่ได้มองพวกเขา มันหันตรงมาหาเยี่ยซิงเหอแรงกดดันจากร่างทำให้กิ่งสนรอบลานลู่ต่ำ
ผู้เฒ่าโม่ยกไม้เท้า
เยี่ยซิงเหอคว้าแขนเสื้อเขา “ท่านต้องเฝ้าแนวผนึก”
“เจ้าพึ่งก่อแกน”
“เพราะมันตามแกน จึงเป็นศึกของข้า”
“ถ้าใช้พลังเต็มที่ เส้นปราณเจ้าขาด”
“ถ้าปล่อยผ่าน คนด้านหลังตาย”
สัตว์อสูรขุดเล็บลงหิน
ผู้เฒ่าโม่มองคนเฝ้าแนวผนึกคนหนึ่งกำลังลากแผ่นหินปิดทางเข้าหมู่บ้านอีกคนตีระฆังสั้นสามครั้งให้ชาวบ้านถอยจากป่าด้านใน พวกเขาไม่ได้หนีทั้งที่รู้ว่าหอกธรรมดาหยุดสัตว์ตรงหน้าไม่ได้
ไม้เท้าของผู้เฒ่าโม่ลดลง
“อย่าแข่งกำลัง” เขากล่าว “มันแข็งกว่าร่างเจ้า”
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่เงาดารา “ข้ารู้”
“อย่าเปิดเนตรนาน”
“ข้ารู้”
“และถ้าแกนร้าว—”
สัตว์อสูรกระโจน
เยี่ยซิงเหอผลักผู้เฒ่าโม่ออกจากแนวปะทะใช้ย่างก้าวดาราล่องหนเคลื่อนข้าง ร่างทิ้งเงาจางบนหิมะกรงเล็บตะปบผ่านเงานั้นแล้วกระแทกลานหินแตกเป็นร่อง
แรงสั่นวิ่งผ่านวงผนึก
คนเฝ้าแนวทิศเหนือร้องเตือน “อย่าให้มันเหยียบวงกลาง!”
คำเตือนเปลี่ยนการตัดสินใจของเยี่ยซิงเหอ
เขาไม่ได้ถอยเข้าป่าตามทางว่างแต่ฟันกระบี่ใส่เกล็ดข้างลำตัวเพื่อดึงสัตว์อสูรไปทิศตรงข้าม คมกระบี่กระทบเกล็ดดำเกิดประกายไฟและแรงสะท้อนจนข้อมือแทบหลุด
ไม่มีบาดแผล
สัตว์อสูรหมุนกายเร็วกว่าขนาดของมัน หางแข็งกวาดถูกชายโครงเยี่ยซิงเหอปลิวชนต้นสน ลมหายใจขาดช่วง แกนในอกสั่นจนรอยวงโคจรบิดเบี้ยว
เขายังไม่ทันยืน กรงเล็บก็มาถึง
เยี่ยซิงเหอใช้ฝักกระบี่ค้ำพื้น พลิกตัวลอดใต้ท้องสัตว์อสูรคมกระบี่แทงขึ้นตรงข้อขาหลัง คราวนี้ไม่มีเกล็ดหุ้มแต่กล้ามเนื้อหนาเบี่ยงปลายกระบี่ออก เลือดสีคล้ำไหลเพียงเล็กน้อย
กลิ่นเลือดทำให้เส้นแดงในดวงตาสว่างขึ้น
สัตว์อสูรแผดคำราม คลื่นเสียงกระแทกหิมะบนกิ่งร่วงพร้อมกันเยี่ยซิงเหอเสียการได้ยินชั่วขณะ ภาพตรงหน้าแยกเป็นสอง
คนเฝ้าแนวผนึกคนหนึ่งขว้างหอกเข้าใส่หลังสัตว์อสูรหอกกระดอนจากเกล็ดดำ แต่เสียงกระทบทำให้มันหันเพียงเสี้ยวลมหายใจอีกคนใช้คานไม้เกี่ยวก้อนหินซึ่งค้ำร่องทางใต้ดิน ดึงให้หินตกลงปิดครึ่งปากหลุม
พวกเขาไม่ได้ทำร้ายสัตว์อสูรได้ทว่าตัดทางถอยและแบ่งความสนใจของมัน
“พามันออกจากวง!” คนถือคานตะโกน
เยี่ยซิงเหอชี้กระบี่ไปทางป่าสนซึ่งพื้นลาดต่ำ“ตีต้นที่มีรอยขาว อย่าเข้าใกล้มัน!”
คนเฝ้าทั้งสองเข้าใจ พวกเขาใช้หอกกับคานเคาะลำต้นคนละด้านหิมะบนกิ่งใหญ่ร่วงลงเป็นม่าน สัตว์อสูรได้ยินเสียงรอบตัวจึงหมุนหาต้นเหตุดวงตาซึ่งถูกค่ายกลควบคุมตอบสนองต่อพลังแต่สัญชาตญาณของมันยังตอบต่อเสียงและสิ่งที่ตกจากเบื้องบน
ม่านหิมะบดบังสายตาศัตรูที่มองผ่านดวงตาของมันชั่วครู่
เยี่ยซิงเหอก้าวเข้าไป ฟันข้อพับหน้าอีกครั้งคราวนี้เขาไม่หวังตัด หากใช้คมบังคับให้ขาข้างหนึ่งเหยียบพื้นลาดเมื่อสัตว์อสูรถ่ายน้ำหนัก หิมะซึ่งปิดผิวหินแตก มันลื่นไถลชนต้นสน
ต้นสนสั่นแต่ไม่หัก
สัตว์อสูรใช้กรงเล็บยึดลำต้นแล้วดีดกลับเร็วกว่าก่อนร่างใหญ่พุ่งย้อนโดยไม่มีระยะเตือน เยี่ยซิงเหอยกกระบี่รับตรงหน้าอก
เกล็ดดำชนสันกระบี่
แรงกระแทกกดเขาลง หิมะใต้เท้าระเบิดแกนทองคำหมุนเองหนึ่งรอบเพื่อประคองร่าง รากฐานส่งเสียงร้าวเพิ่มเยี่ยซิงเหอรู้สึกว่าความอุ่นหายจากแขนซ้าย
สัตว์อสูรกดต่อ ปากยาวอ้าอยู่ห่างใบหน้าไม่ถึงหนึ่งฉื่อกลิ่นเลือดเน่าพุ่งเข้าจมูกเส้นแดงในดวงตาสั่นราวผู้ควบคุมกำลังเร่งให้มันบดขยี้เขา
เยี่ยซิงเหอไม่พยายามผลักกลับ เขาเอียงสันกระบี่ปล่อยแรงครึ่งหนึ่งไหลไปด้านข้าง ร่างจึงกลิ้งออกจากใต้กรงเล็บแต่ปลายเขี้ยวเฉือนแก้มเป็นทาง
กระบี่เงาดาราหนักขึ้นอีก
ภาระของการยืนขวางทำให้คมตอบสนองแต่ในเวลาเดียวกันแรงสะท้อนก็สะสม หากใช้ความหนักนั้นโดยไม่หาทางจบศึกจะฆ่าเขาก่อนสัตว์อสูร
เขาได้เรียนรู้สามอย่างจากการปะทะ
เกล็ดลำตัวตัดไม่ได้ ข้อพับบาดได้แต่ไม่หยุดและผู้ควบคุมมองผ่านดวงตา ทว่าต้องส่งปราณเข้าหลังคอเพื่อบังคับแขนขา
ยังขาดเพียงตำแหน่งแน่นอนของจุดเชื่อม
เขาถอยสามก้าว ฝ่าเท้าแตะขอบวงผนึก
ไม่มีทางถอยอีก
หากสัตว์อสูรข้ามเขา มันจะชนจุดเชื่อมซึ่งคนเฝ้าเพิ่งปิดเมื่อจุดนั้นแตก ปราณโลหิตใต้หมู่บ้านจะไหลเข้าวงใน
เยี่ยซิงเหอไม่อาจชนะด้วยแรงปะทะ และไม่มีเวลาทดลองอีก
เขาหลับตาข้างหนึ่ง เปิดเนตรเทวะพินิจดาราเพียงข้างเดียว
โลกสูญเสียสี
เกล็ดดำกลายเป็นชั้นปราณซ้อนกันเส้นเลือดและกล้ามเนื้อปรากฏเป็นทางไหลเขาเห็นปราณโลหิตจากใต้ดินสอดเข้าหลังคอสัตว์อสูรแล้วแตกออกเป็นเส้นเล็กไปควบคุมแขนขาจุดซึ่งค่ายกลเจาะผ่านเกล็ดคือช่องเดียวที่เปิดอยู่
แต่เมื่อเขามองลึกขึ้น เส้นแดงในดวงตาสัตว์พลันหันกลับ
บางสิ่งจากปลายค่ายกลกำลังมองผ่านมัน
ความเจ็บแทงเข้าสมอง
เยี่ยซิงเหอปิดเนตรทันทีภาพจุดตายยังค้างอยู่เพียงชั่วครู่—ใต้เกล็ดหลังคอหนึ่งชุ่นก่อนเส้นปราณโลหิตแยกเป็นสี่สาย
เขามีโอกาสครั้งเดียว
สัตว์อสูรพุ่งตรงมา
เยี่ยซิงเหอไม่หลบ เขาปล่อยให้แกนทองคำดาราหมุนเร็วขึ้นพลังสีทองหลั่งเข้ากระบี่ กระบี่เงาดาราหนักขึ้นในมือรอยร้าวบนคมสว่างราวกำลังทวงแรงซึ่งเคยรับแทนเขา
ความเจ็บจากแรงสะท้อนแล่นขึ้นแขน
รากฐานเดิมใต้แกนส่งเสียงร้าว
หากปล่อยพลังเพิ่ม เขาจะทำร้ายตนเองตามที่ผู้เฒ่าเตือน
เยี่ยซิงเหอปล่อยเพิ่ม
มิใช่เพื่อให้คมกระบี่ใหญ่กว่า หากเพื่อให้ย่างก้าวเร็วพอ
เขาก้าวเฉียงเข้าด้านในกรงเล็บปลายเล็บเฉือนเสื้อและเนื้อหัวไหล่ เลือดสาดบนหิมะเยี่ยซิงเหอใช้แรงชนของสัตว์หมุนกายขึ้นข้างลำคอ มือซ้ายจับเกล็ดดำมือขวากลับคมกระบี่แล้วแทงลงตรงจุดที่เห็น
คมกระบี่ทะลุช่องหลังคอ
ปราณโลหิตทั้งสี่สายขาดพร้อมกัน
สัตว์อสูรสะบัดร่างอย่างบ้าคลั่งเยี่ยซิงเหอถูกเหวี่ยงขึ้นเหนือพื้น แต่ยังไม่ปล่อยด้าม เขาดึงแกนหมุนอีกครึ่งรอบส่งปราณสีทองผ่านคมเข้าไปตัดเส้นชีวิต ไม่ดูดพลังของสัตว์ ไม่รับเลือดของค่ายกลมีเพียงแรงของตนที่จ่ายออกไป
เสียงกระดูกแตกดังลึกในร่างสัตว์
มันพุ่งเลยวงกลางไปสองก้าว แล้วทรุดลงข้างหลุมใต้ดิน
แรงจากร่างใหญ่ทำให้หิมะกระเพื่อมเป็นวง
เยี่ยซิงเหอตกลงบนหลังมัน ก่อนกลิ้งสู่พื้น กระบี่หลุดจากมือเขาพยายามลุก แต่ขาทั้งสองไม่รับคำสั่ง
แกนทองคำดารายังอยู่
ทว่ารากฐานที่รองรับมันปรากฏรอยแตกใหม่ยาวจากขอบถึงศูนย์กลางปราณทุกครั้งที่ไหลผ่านรอยนั้นกลายเป็นคมบางกรีดเส้นปราณจากด้านใน
เลือดไหลจากจมูก หู และรอยแผลหัวไหล่
ผู้เฒ่าโม่มาถึงข้างกาย กดฝ่ามือลงหลังเขาเพื่อชะลอแกน“ข้าบอกแล้วว่าอย่าใช้พลังเต็มที่”
เยี่ยซิงเหอมองสัตว์อสูรซึ่งไม่ขยับ “มันตายหรือไม่?”
“ตาย”
“วงผนึก?”
คนเฝ้าแนวทิศเหนือยกมือจากแผ่นหิน “ยังอยู่!”
เยี่ยซิงเหอจึงยอมปล่อยร่างลงบนหิมะ
ผู้เฒ่าโม่ฉีกชายเสื้อพันหัวไหล่ให้ เขาไม่กล่าวชมการฆ่าสัตว์อสูรระดับสูงด้วยแกนที่เพิ่งก่อไม่ใช่เรื่องควรยินดีหากราคาคือรากฐานซึ่งอาจแตกเมื่อใช้ครั้งถัดไป
เยี่ยซิงเหอหันมองหลุมใต้ดินเส้นปราณโลหิตซึ่งขาดจากสัตว์กำลังถอยกลับลงไปช้า ๆ มันไม่ได้สลายเพียงนำสิ่งที่เห็นกลับไปยังผู้ควบคุม
“คนปลายสายมองเห็นข้า” เขากล่าว
“เห็นว่าเจ้าก่อแกนแล้ว” ผู้เฒ่าโม่ตอบ“เห็นจุดที่เจ้าต้องเปิดเนตร และเห็นว่าหลังใช้พลังสูงสุด เจ้าลุกไม่ขึ้น”
“เช่นนั้นมันจะเปลี่ยนวิธี”
“ศัตรูที่ยังมีสมองย่อมทำเช่นนั้น”
คนเฝ้าแนวผนึกช่วยกันผลักก้อนหินลงปิดหลุมสัตว์อสูรเป็นสิ่งที่เยี่ยซิงเหอสังหาร แต่หากคำเตือนไม่ดัง หากจุดเชื่อมไม่ถูกปิดหรือหากผู้เฒ่าโม่ไม่ประคองแกนไว้หลังศึก วงกลางคงแตกไปแล้ว
ชัยชนะนี้ไม่เคยเป็นของคนคนเดียว
คนถือคานคุกเข่าตรวจรอยบนวงผนึก “มันเหยียบขอบวงแตกไปหนึ่งรอยต้องใช้หินใหม่อุด”
เพื่อนของเขามองสัตว์อสูร “เนื้อกินได้หรือไม่?”
ผู้เฒ่าโม่ตอบทันที “เลือดถูกค่ายกลแทรก ห้ามแตะเนื้อห้ามเอาแกนอสูร และห้ามให้ผู้ใดนำเกล็ดไปทำเกราะ”
เยี่ยซิงเหอมองซากตรงหน้าพลังของสัตว์อสูรระดับสูงอาจใช้เติมรากฐานหรือกลั่นสิ่งของได้ หากเป็นยามปกติมันคงเป็นทรัพยากรล้ำค่า แต่ค่ายกลโลหิตปนเปื้อนอยู่ในทุกส่วนการรับพลังนั้นเข้าไปเท่ากับเปิดประตูให้ศัตรูจากด้านใน
“เผาได้หรือไม่?” คนเฝ้าถาม
“ไฟจะพาควันปนเปื้อนเข้าหมู่บ้าน” ผู้เฒ่าโม่ชี้หลุม“ฝังไว้ตรงนี้ ปิดด้วยหิน แล้วสลักเตือน หลังศึกค่อยจัดการ”
คำว่า ‘หลังศึก’ ไม่มีผู้ใดรับรองว่าจะมาถึงแต่คนทั้งสองเริ่มลากหินโดยไม่พูด พวกเขาทำงานเหมือนยังมีวันพรุ่งนี้เพราะการหยุดเชื่อวันพรุ่งนี้คือการแพ้ก่อนประตูถูกโจมตี
เยี่ยซิงเหอลองลุกอีกครั้ง คราวนี้คนเฝ้าแนวผนึกยื่นคานให้เขาไม่ปฏิเสธและไม่ใช้ปราณกระชากตัวเองขึ้น มือซ้ายจับไม้ขาซ้ายรับน้ำหนักทีละน้อย
การยอมรับความช่วยเหลือทำให้เขายืนช้ากว่าเดิมแต่ไม่สร้างรอยแตกใหม่
ผู้เฒ่าโม่ตรวจชีพจรแล้วกดนิ้วตรงกลางอก “แกนก่อสมบูรณ์ในรูปแต่รากฐานข้างใต้เกือบแยกเป็นสอง หากรอยนี้ทะลุถึงศูนย์ แกนจะไม่เพียงแตกพลังทั้งหมดจะย้อนเข้าเส้นปราณ”
“ข้ายังใช้ได้กี่ครั้ง?”
“คำถามของคนโง่”
“ข้าต้องรู้”
“หากใช้เช่นเมื่อครู่ อีกครั้งเดียวอาจล้มหลายวัน อาจเสียแกนหรืออาจตาย ขึ้นกับว่าศัตรูเมตตาร่างเจ้าหรือไม่ ซึ่งข้าไม่แนะนำให้หวัง”
เยี่ยซิงเหอจำคำตอบไว้ไม่ต่อรองกับตัวเลขที่ไม่มีผู้ใดรับประกัน เขาหยิบกระบี่ขึ้นช้า ๆคมเงาดารายังสั่น และรอยหนึ่งบนคมขยายตามรอยในรากฐาน
อาวุธเติบโตตามภาระจริง
แต่มันไม่ได้แบกแทนเจ้าของโดยไม่ทวงคืน
ขอบฟ้าสว่างขึ้นอีกเล็กน้อยธงสีเลือดเหนือแนวสนเปลี่ยนจากกระจายเป็นสามแถว
เสียงหนักดังมาจากภูเขา
ตึง
มิใช่กลองเตือนของโม่เหอ
เป็นกลองศึกของนิกาย
ครั้งแรกดังจากทิศเหนือ
ครั้งที่สองตอบจากทิศตะวันตก
ครั้งที่สามดังขึ้นด้านหลังทางใต้ดินราวกับกองกำลังซึ่งเคยซ่อนอยู่ได้รับสัญญาณให้ปิดวง
ผู้เฒ่าโม่พยุงเยี่ยซิงเหอขึ้นกระบี่เงาดาราสั่นบนพื้นก่อนบินกลับเข้ามือเจ้าของ แรงสั่นนั้นไม่ใช่ความยินดีมันคือคำเตือนว่าหนี้จากการใช้พลังยังชำระไม่หมด
เยี่ยซิงเหอมองหมู่บ้านผ่านม่านสน แกนทองคำดาราก่อแล้วสัตว์อสูรตายแล้ว แต่ทางทุกด้านกำลังถูกปิด
เสียงกลองดังอีกครั้ง