นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 59 สืบสวน

             

            ตอนที่ 59 สืบสวน

             

             

            สมาชิกหน่วยสามไม่มีใครตอบอะไร พวกเขาเพียงมองหน้ากันไปมา ทุกคนล้วนเป็นผู้ผ่านการต่อสู้กับมนุษย์มามากมาย พวกเขารู้ดีถึงด้านมืดในจิตใจของมนุษย์

             

            “กับคนอื่นเราไม่แน่ใจนัก แต่กับเด็กคนนั้น เขาไม่ได้โกหกแน่นอน” องค์หญิงไพลินส่ายหน้า

             

            “เขารู้สึกกลัวและรู้สึกผิดจริง ๆ นั่นไม่ใช่การแสดงแน่นอน”

             

            “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้น ท่าทางของเด็กผู้นั้นไม่เหมือนการหลอกลวงเลย แต่ที่นิทานพูดก็มีเหตุผล ระวังไว้เป็นดีกว่า” หัวหน้าเมย์กล่าวเสริม

             

            ทั้งกลุ่มเดินตามผู้ใหญ่บ้านออกจากหมู่บ้าน แล้วจึงลัดเลาะตามขอบกำแพงไปจนถึงจุดหนึ่ง ที่นั่นยังมีร่องรอยการทำความสะอาด หากสังเกตดี ๆ ยังสามารถเห็นรอบคราบมากมายที่กำแพงได้อยู่

             

            ห่างกำแพงออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตรคือชายป่า ป่าแห่งนี้ทอดตัวไปไม่ไกลนัก มองจากภายนอกสามารถเห็นสุดเขตแดนป่าอีกฟากได้ สมควรครอบคลุมพื้นที่ไม่กว้างขวางอะไร แต่หากให้มนุษย์เดินรอบพื้นที่ป่าด้วยเท้า นั่นย่อมเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่พอสมควร

             

            กำแพงหินสูงสามเมตรนั้นดูแข็งแกร่ง ห่างไปไม่ไกลมีหอสังเกตการณ์ที่มีทหารยามประจำการอยู่ ทุก ๆ ระยะไม่กี่ร้อยเมตรจะมีทหารยามคอยเดินลาดตระเวนเป็นกลุ่ม ยิ่งเน้นชัดถึงความแน่นหนาของการป้องกัน

             

            “ข้าได้จัดการวางกำลังลาดตระเวนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยที่พวกเขาจะจับกลุ่มกันแยกตรวจตราตลอดเวลา การกระจายกำลังคนอาจครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า หากสัตว์อสูรตัวนั้นเป็นถึงระดับนักสลัก ข้าไม่ต้องการให้เกิดผู้เสียชีวิตอีก” ผู้ใหญ่บ้านอธิบาย

             

            องค์หญิงไพลินพยักหน้าน้อย ๆ เธอเดินเข้าไปตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ร่องรอยคราบเลือดและรอยแตกที่กำแพงยังหลงเหลืออยู่ บนพื้นหญ้านั้นเต็มไปด้วยเศษดินและหลุมบ่อขนาดเล็กที่กระจัดกระจายจากการดิ้นรน

             

            “รบกวนช่วยกันแยกย้ายตรวจสอบหน่อยค่ะ รอยเท้า เศษขน เกล็ด หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกถึงสัตว์อสูรได้” องค์หญิงไพลินสั่งการ

             

            สมาชิกหน่วยสามจึงแยกย้ายกันออกปฏิบัติงานโดยทันที พวกเขาทำงานเป็นคู่โดยครอบคลุมพื้นที่ถึงชายแดนป่าใกล้เคียง การจับคู่กันเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับรับมือหากสัตว์อสูรตัวนั้นลอบจู่โจม

             

            เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ แหวนชิ้นหนึ่งบนมือขององค์หญิงไพลินก็เรืองแสงขึ้นจาง รอยเท้าจำนวนหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนพื้นจากความว่างเปล่า ผู้ใหญ่บ้านเบิกตากว้าง พวกเขานั้นสำรวจแถวนี้หลายรอบแล้ว แต่รอยเท้าพวกนี้พวกเขากลับไม่ทันสังเกตเลยแม้แต่น้อย

             

            "มีบางอย่างปกปิดไว้จริง ๆ ด้วย" องค์หญิงไพลินพึมพำก้มมองดูรอยเท้าบนพื้น

             

            นิทานพยักหน้าแล้วจึงก้มสำรวจ รอยเท้าพวกนี้มีลักษณะเป็นขีดและจุด ไม่เหมือนกับฝ่าเท้าของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีรอยกรงเล็บคล้ายกับสัตว์ปีกและแมลงมากกว่าสัตว์เดินดิน

             

            รอบ ๆ มีรอยเท้ามากมายกระจัดกระจายยากจะจำแนก พื้นที่แถบนี้สมควรมีชาวบ้านเดินผ่าน ยังไม่นับรวมถึงเหตุการณ์ตอนที่เกิดเรื่องและทหารยามกรูกันเข้ามาจนยากจะจำแนกรอยเท้า

             

            คล้ายพลังจางหายของฉันเลย แต่เหมือนนี่จะเป็นการบังตามากกว่ามองข้าม นิทานคิดในใจ

             

            คีตาก้มลงดมกลิ่นที่พื้น มันพยายามแยกแยะกลิ่นของรอยเท้าที่แตกต่างเป็นพิเศษของสัตว์อสูรและหาต้นตอว่ามีสิ่งใดที่มีกลิ่นคล้ายกันอีกหรือไม่

             

            ผ่านไปสักพักคีตาจึงส่งเสียงขู่เบา ๆ หันหน้ามามองนิทานพลางส่ายหน้า

             

            นิทานขมวดคิ้ว

             

            ระหว่างที่เขากำลังฉงนกับสิ่งที่คีตาบอก องค์หญิงไพลินพลันออกเดินเข้าไปในหมู่บ้านอีกครั้ง

             

            มีเพียงนิทาน คีตา และองค์หญิงไพลินที่ไม่ได้ออกสำรวจ องค์หญิงไพลินนั้นจึงต้องการเดินสอบถามทหารยามใกล้เคียงและชาวบ้าน ส่วนนิทานและคีตานั้นตรวจจับผ่านคำแห่งพลัง เนื่องจากเขาไม่จำเป็นต้องตรวจสอบสถานที่จริง เขาจึงนำคีตาติดตามไปกับองค์หญิงเพื่อเป็นการปกป้องไปในตัว

             

            จะอย่างไรภารกิจของเขาก็รวมถึงการนำพาองค์หญิงกลับคืนนครรัตนะอย่างปลอดภัย

             

            “แปลกจริง ๆ สัตว์อสูรจะทำแบบนี้ไปทำไม ไม่สมเหตุสมผลเลย นิทาน นายเคยเจอสัตว์อสูรพฤติกรรมแบบนี้มั้ย” องค์หญิงไพลินถามขึ้น

             

            “ไม่เคยนะ สัตว์อสูรหลายตัวนั้นจะมีสติปัญญาสูงขึ้นก็จริงยามที่ตัวมันยกระดับพลัง แต่ฉลาดถึงขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในระดับนักสลักเอกนี่ไม่เคยเจอมาก่อนเลย” นิทานส่ายหน้า

             

            “งั้นก็คงต้องเก็บข้อมูลเพิ่มล่ะนะ” องค์หญิงไพลินถอนหายใจ

             

            “ไพลิน เธอตั้งใจจะเก็บข้อมูลเพิ่มยังไงล่ะ ฉันคิดว่าการไล่ถามทหารยามกับชาวบ้านทีละคนมันยากไปนะ” นิทานถามขึ้น สำหรับตัวเขา การเก็บข้อมูลแบบนี้ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพเลย

             

            “ก็เราทำได้แค่นี้นี่ เพราะงั้นเราก็จะทำ อีกอย่างใครจะไปรู้ อาจจะมีชาวบ้านบางคนที่มีข้อมูลดี ๆ ที่ผู้ใหญ่บ้านตกหล่นไปก็ได้” เธอยิ้มสดใส สองขาเล็ก ๆ ของเธอออกก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าสู่หมู่บ้าน เธอไม่รอช้าใด ๆ เข้าสู่หมู่บ้านก็พุ่งเข้าใส่ทหารยามที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดพลางเริ่มสอบถามทันที

             

            นิทานเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปเคาะประตูบ้านอีกหลังที่อยู่ไม่ห่างไปนัก โดยที่ทิ้งคีตาให้ตามติดองค์หญิงไพลินไว้ไม่ห่างกาย

             

            หลังจากแยกย้ายกันทำงานอยู่หลายชั่วโมง หน่วยสามจึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

             

            “ผมเจอนี่ครับ” นภาเป็นคนแรกที่เริ่มพูดก่อน เขาหยิบเอาเกล็ดขนาดเล็กเกล็ดหนึ่งขึ้นมา

             

            “อยู่ตรงชายแดนป่า แถวนั้นมีร่องรอยการต่อสู้ด้วย คิดว่าน่าจะเป็นตรงที่ศิลาเจอกับสัตว์อสูร แต่ไม่ได้มีร่องรอยดุเดือดอะไร แค่พวกกิ่งไม้หักกับหินแตก น่าจะเป็นอย่างที่ศิลาเล่า ไม่ได้เข้าปะทะตรง ๆ” นภาอธิบาย

             

            “แต่จะฟันธงว่าเป็นมันเลยก็ยากครับ แถวนั้นยังมีพวกเศษขน รอยเขี้ยวเต็มไปหมด คิดว่าเป็นจุดที่สัตว์อสูรผ่านบ่อย ๆ อยู่แล้ว”

             

            "อีกอย่าง มันมีร่องรอยของการปกปิดอยู่จริง ๆ เผลอมองข้ามไปได้ง่าย ๆ เลย ถ้าไม่ใช่ผมพกวัตถุเสริมอาคมมาด้วยก็คงไม่ทันสังเกต"

             

            “ฉันให้เรนลองบินวนหาร่องรอยบนท้องฟ้าแล้วค่ะ เจอรอยเท้าอยู่บ้าง แต่เพราะเป็นเขตป่า รอยเท้าหลายรอยของสัตว์อสูรตัวอื่นจึงทับกันไปหมด” คาซาพูด

             

            องค์หญิงไพลินหยิบเกล็ดเล็กเหล่านั้นขึ้นมาสำรวจดูใกล้ชิด เธอหยิบสารานุกรมสัตว์อสูรของเธอมาพลิกเปิดดูอีกครั้ง

             

            “เหมือนเป็นเกล็ดของสัตว์อสูรจำพวกแมลงค่ะ” เธอพูด

             

            “งั้นก็ที่ศิลาเล่าคือเรื่องจริงสินะ สัตว์อสูรตัวนั้นมีรูปลักษณ์เป็นแมลง” หัวหน้าเมย์ครุ่นคิด

             

            “สรุปได้ว่าเป็นสัตว์อสูรประเภทแมลงที่มีสติปัญญาสูงและมีคำแห่งพลังจำพวกลวงตาสินะครับ เพราะเหตุนี้ชาวบ้านก็เลยเห็นรูปร่างของมันไม่เหมือนกัน” เตวันรวบรวมหลักฐานกล่าวสรุปออกมารวบรัด

             

            “ถ้านิทานคิดถูกเรื่องที่มีสัตว์อสูรตัวเดียวล่ะนะ” กีออนกล่าวแทรกขึ้นมา

             

            “ถ้านี่เป็นเกล็ดของมันจริง ๆ ด้วยนะครับ” นิทานกล่าวเสริม

             

            ทุกคนก้มหน้าลงครุ่นคิด การตามล่าสัตว์อสูรระดับนักสลักเอกตัวหนึ่งนั้นยุ่งยากกว่าที่เขาคิดมากจริง ๆ

             

            “นิทาน นายตามรอยมันเหมือนปกติ แล้วเราก็บุกไปฆ่ามันไม่ได้เหรอ จะได้ไม่ลำบากกันจนเกินไป ยังไงเราก็ต้องไปจัดการมันอยู่แล้วนี่” นภาเกาหัวพลางถอนหายใจ การใช้สมองคิดวิเคราะห์มาก ๆ อย่างนี้ไม่ใช่ทางของเขาเลย

             

            “ก็ถูกของนภานะ บุกไปจัดการมันตรง ๆ ก็จบเรื่อง แค่ตามรอยมันก็พอ เรามีทั้งรอยเท้าทั้งเกล็ดเลยนี่” กีออนกล่าวเสริม

             

            “ไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิครับ พวกลองตามรอยดูแล้วก่อนหน้านี้ แต่รอยเท้าพวกนี้พอไปถึงจุดหนึ่งก็หายไปเฉย ๆ ส่วนเกล็ดพวกนี้ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอะไรไว้เลย” นิทานส่ายหน้า

             

            “จะเป็นไปได้ยังไง สัตว์อสูรที่พลางแม้แต่ร่องรอยการหลบหนีของตัวเองเนี่ยนะ?” หัวหน้าเมย์ขมวดคิ้วแน่น

             

            “ถ้าพลังของมันใช้ปกปิดรอยเท้าและเกล็ดได้ จะขยายจนใช้บดบังร่องรอยหลบหนีได้ก็ไม่น่าแปลกใจนะครับ” เตวันเสนอความคิดเห็น

             

            “โว๊ะ ลำบากจริง สัตว์อสูรบ้าไรฉลาดได้ขนาดนั้น” นภาหัวเสีย

             

            “ไพลิน ชาวบ้านกับทหารยามมีข้อมูลอะไรเพิ่มมั้ย” นิทานหันไปถามองค์หญิงไพลิน

             

            นภากับหัวหน้าเมย์เลิกคิ้วเมื่อได้ยินนิทานเรียกองค์หญิงไพลินห้วน ๆ

             

            “มีสิ เราไปถามทหารยามกับชาวบ้านมา พวกเขาบอกมีอะไรแปลก ๆ นิดหน่อย” องค์หญิงไพลินตอบ เธอหยิบสมุดเล่มเล็กที่จดคำให้การขึ้นมากาง

             

            คราวนี้พวกเขากลับตกใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นองค์หญิงไพลินตอบกลับด้วยท่าทีปกติ

             

            แม้องค์หญิงไพลินจะไม่ได้นับถือบรรดาศักดิ์หรือจริงจังเรื่องฐานะ แต่ก็มีไม่กี่คนนักที่สามารถพูดคุยกับเธอได้อย่างสนิทสนมเช่นนี้

             

            คาซากับกีออนเลิกคิ้วเล็กน้อย นภายิ้มมุมปาก ส่วนเตวันกับหัวหน้าเมย์ก็ลอบมองหน้ากันพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ

             

            พวกเขาเพียงส่งสายตามองกันไปมาโดยไม่ได้พูดอะไร นิทานนั้นไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาเหล่านี้แม้แต่น้อยเพราะกำลังตั้งใจฟังที่องค์หญิงไพลินอธิบาย

             

            “ทหารยามบอกว่าพวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องเหมือนกัน โดยเฉพาะเหยื่อรายที่สามที่ดังเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุชาวบ้านคนนั้นก็เสียชีวิตแล้ว ตรงกันกับที่นายพรานคนนั้นเล่า” องค์หญิงไพลินอธิบาย

             

            “แต่มีข้อสังเกตตรงที่เสียงร้องนั่นล่ะ”

             

            “เสียงร้อง?” นิทานฉงน

             

            “ทหารยามคนนั้นเขาบอกว่าเพราะเขาอยู่ใกล้เลยได้ยินเสียงร้องดังเป็นพิเศษ เขาบอกว่าเสียงนั้นไม่เหมือนเสียงกรีดร้อง”

             

            “ไม่เหมือนเสียงกรีดร้องเหรอ” กีออนเอียงคอ

             

            “เขาบอกว่าปกติเวลาโดนสัตว์อสูรโจมตี เขาก็ต้องร้องแบบ ‘โอ๊ย!’ ‘ช่วยด้วย!’ หรือไม่ก็ ‘สัตว์อสูร!’ อะไรอย่างนั้นใช่มั้ยล่ะ แต่เสียงที่เขาได้ยินเหมือนเป็นเสียงร้องสั้น ๆ เสียงเดียว ฟังไม่ได้ศัพท์อะไรเลย” องค์หญิงไพลินพยายามอธิบายประกอบจากสิ่งที่ทหารยามคนนั้นเล่า

             

            “เสียงร้องสั้น ๆ เสียงเดียว อะไรกันล่ะน่ะ?” หัวหน้าเมย์ถอนหายใจ

             

            “คนเราตอนโดนโจมตีก็อาจจะตกใจแหกปากร้องไม่เป็นภาษาอยู่แล้วนี่คะ” คาซาเสริม

             

            “เราก็คิดแบบนั้น แต่ทหารยามคนนั้นเขายืนยันว่ามันแปลก เราเลยจดมาด้วย”

             

            “ที่เป็นเสียงสั้นเสียงเดียว ฟังไม่ได้ศัพท์ เพราะต้นตอเสียงมันขาดไปกลางทางรึเปล่าครับ” นิทานพูดขึ้น

             

            “อย่างนึกภาพว่าเรากำลังตะโกนคำอะไรสักอย่าง แล้วจังหวะนั้นก็โดนโจมตีปลิดชีวิตทันที เสียงเลยขาดไป”

             

            นภาขนลุก เขานึกภาพตามแล้วอดเห็นใจไม่ได้ สมาชิกคนอื่นที่นึกภาพตามก็แสดงสีหน้าเหยเกออกมา ที่นิทานเสนอนั้นมีความเป็นไปได้จริง

             

            “น่าสงสารจริง ๆ” นภาส่ายหน้า

             

            “มีอีกนะคะ อันนี้ออกจะประหลาดหน่อย” องค์หญิงไพลินพลิกหน้ากระดาษ

             

            “ในหมู่ชาวบ้านคนหนึ่งที่มามุงดุเหตุการณ์ เขามีคำแห่งพลังประเภทฟื้นฟู เขาเลยทำหน้าที่เป็นหมออยู่ในหมู่บ้านนี้ เขาบอกตอนนั้นเขามองจากไกล ๆ เลยพอเห็นศพ ตอนนั้นเป็นศพที่สอง”

             

            “เขาบอกอีกด้วยว่าตอนนั้นเขาเสียวไส้ไปหมด เพราะสภาพศพนั้นโดนฟันและกัดมาทำให้สภาพเละเทะไปหมด แต่เขาก็เอะใจนิดหน่อย”

             

            องค์หญิงไพลินสูดลมหายใจลึกระหว่างที่ทุกคนกำลังรอฟังเธอพูด

             

            “เขาบอกศพนั้นสภาพอวัยวะเหมือนคนที่ตายมาก่อนแล้ว เหมือนตายก่อนโดนขย้ำและฟัน” เธอพูดออกมา

             

            สมาชิกหน่วยสามมองหน้ากันไปมา พวกเขาถอนหายใจ

             

            “น่าสงสารจริง ๆ คงจะเจ็บปวดมากจนขาดใจตายก่อน ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกครับ” กีออนนำนิ้วแตะที่ฝ่ามือ เป็นสัญลักษณ์ของการทำความเคารพในศาสนาปฐมมันตรา

             

            “ชาวบ้านคนนั้นก็คิดแบบเดียวกันค่ะ เขาแค่สงสัยเพราะว่ารอยแผลที่ทำให้ถึงแก่กรรมนั้นไม่ได้มีมากขนาดนั้น เขาเลยมองว่ามันแปลก”

             

            “สภาพจิตใจและความแข็งแกร่งของจิตคนเราไม่เท่ากันหรอกครับ ชาวบ้านคนนั้นอาจจะกลัวมาก ๆ จนขาดใจตายก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไปครับ” เตวันพูด เขานึกถึงผู้เคราะห์ร้ายแล้วก็ปวดใจ

             

            “ประเด็นก็คือ ในเมื่อเขาตายก่อนแล้ว แล้วสิ่งที่คุณศิลาเห็นคืออะไรล่ะคะ ที่ชาวบ้านคนนั้นขอความช่วยเหลือ คุณศิลามั่นใจมากด้วยว่าเขาไม่ได้ตกอยู่ภายใต้พลังลวงตา” องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว

             

            สิ้นคำพูด ทุกคนในห้องก็เงียบสงัดลง พวกเขาสังเกตเห็นความขัดแย้งในเรื่องราวแล้วเช่นกัน

             

            “ศิลาอาจจะเข้าใจผิดมั้ยครับ” กีออนเสนอ

             

            “ยาก เขาเป็นนักสลักมากประสบการณ์ แถมยังมีพลังผนึกอีก” หัวหน้าเมย์ส่ายหน้า

             

            “พลังควบคุมศพก็เป็นไปได้นะคะ” คาซาพูดขึ้น

             

            “ไม่ก็คุณศิลาโกหก” เตวันเอ่ยด้วยสีหน้าเยียบเย็น

             

            “เราจะจดบันทึกไว้ค่ะ” องค์หญิงตอบรับด้วยสีหน้าเรียบเฉย

             

            “สรุปก็คือเราไม่ได้ข้อมูลอะไรใหม่ที่มีประโยชน์เลยสินะ” หัวหน้าเมย์ถอนหายใจ

             

            “ค่ะ เพราะงั้นพวกเราคงต้องประจำการอยู่ที่หมู่บ้านนี้สักระยะ รอมันปรากฏตัวออกมาเอง แล้วค่อยเข้าจัดการค่ะ” องค์หญิงไพลินตอบ

             

            “ต้องให้นายคอยตรวจตราถี่ ๆ แล้วล่ะนะนิทาน ส่วนพวกเราจะจับกลุ่มกันเดินลาดตระเวนไปด้วย ใครพบอะไรน่าสงสัยก็ติดต่อผ่านศิลาส่งผ่านล่ะ ระวังตัวกันด้วย ยังไงมันก็เป็นระดับหนึ่งคำ เน้นยื้อระยะจนกว่าฉันจะไปถึง” หัวหน้าเมย์สั่งการ

             

            “ครับ/ค่ะ!” ทุกคนตอบรับอย่างมั่นคง พวกเขาล้วนมีความคิดเห็นตรงกัน

             

            พวกเขาต้องจัดการสัตว์อสูรที่ฉลาดและโหดร้ายตัวนี้ให้ได้!

             

            มีเพียงนิทานที่ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่คนเดียวท่ามกลางความร้อนระอุจากไฟแห่งความจริงจังของหน่วยสาม