หวงเยี่ยนั่งเผชิญหน้ากับราชันย์สงครามซือคาอยู่ภายในยานรบ
แต่ทั้งสองกลับเริ่มพูดคุยกันอยู่นาน หัวข้อสนทนาเริ่มตั้งแต่เส้นทางการฝึกฝน ประสบการณ์ในสนามรบ ไปจนถึงทัศนะที่เผ่าพันธุ์มนุษย์มีต่อเผ่าพันธุ์มังกร
ชายหนุ่มเบื้องหน้าต่อให้จะอายุยังน้อย คำตอบแต่ละประโยคกลับสุขุม รอบคอบ และเต็มไปด้วยเจตจำนงอันแน่วแน่
ยิ่งพูดคุยมากขึ้น ซือคาก็ยิ่งรู้สึกถูกใจในตัวหวงเยี่ยมากขึ้นเท่านั้น
เพราะมองเห็นศักยภาพที่ยังไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างแท้จริง มองเห็นเส้นทางที่ทอดยาวออกไปไกลลิบจนแทบไร้ขอบเขต ในใจของชายวัยกลางคนผู้นี้ คนหนุ่มตรงหน้าแทบจะกลายเป็นดั่งความหวังของยุคสมัย เป็นนักล่ามังกรผู้มีอนาคตอันไร้ขีดจำกัด
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ ซือคาก็เอนตัวเล็กน้อย พร้อมกับสายตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม
“ฟังนะหวงเยี่ย ไอ้สิ่งที่เรียกว่าคุกมังกรโลหิตน่ะ มันก็คือดินแดนแห่งภัยพิบัติที่ถูกพวกเราเปลี่ยนให้เป็นกรงขัง!”
“สภาพบริเวณล้อมรอบไปด้วยภูเขาไฟเจ็ดลูก เรียกว่าเจ็ดขุมนรกมังกรเพลิง”
“แต่ละลูกพ่นเถ้าถ่านและลาวาตลอดเวลา เปลวไฟทะยานขึ้นสู่ฟ้าไม่เคยดับ พื้นดินแตกระแหง มีรอยแยกที่มองเห็นลาวาไหลอยู่ด้านล่าง”
“คุกมังกรโลหิตถูกสร้างขึ้นและตั้งอยู่ใจกลางอาณาเขตที่เป็นดั่งเพลิงนรกนั้น ความร้อนมหาศาลจนนักล่ามังกรระดับต่ำไม่อาจต้านทานได้ ต่อให้เป็นระดับสี่หรือระดับห้า หากอยู่ภายในนานๆ ร่างกายก็จะมีความร้อนสะสมจนทรุดโทรม!”
“แล้วยิ่งถูกปิดกั้นเจตจำนงและพลังวิญญาณด้วยแล้ว สิ่งที่นักโทษทำได้ก็มีเพียงใช้ร่างกายของตนอดทนต่ออุณหภูมิที่แผดเผา!”
“โดยที่ภายในคุกมังกรโลหิตจะมีทั้งหมดเจ็ดชั้น เรียกว่านรกเจ็ดชั้นแห่งเพลิงมังกร อุณหภูมิแตกต่างกันออกไป ยิ่งลึกลงไปมากเท่าใด ความทรมานก็ยิ่งเพิ่มพูน มีบางคนทนไม่ไหว ร่างกายแห้งเหือดไปต่อหน้าต่อตา มันคือกรงขังแห่งความเจ็บปวดและความทรมาณ!”
หวงเยี่ยรับฟังอย่างเงียบงัน ใบหน้าไม่ได้เผยความหวั่นไหว มีเพียงความคิดนั้นที่ผุดขึ้นอย่างอดกลั้นไม่อยู่
“เอ่อ.. ทางเทพสงครามที่พิพากษาข้ากำลังเล่นตลกอะไรหรือเปล่าเนี่ย?”
“เขาไม่รู้หรือยังไงว่าข้าหวงเยี่ยเป็นผู้กลืนกินมังกรธาตุไฟ ความร้อนภายในคุกมังกรโลหิตย่อมไม่อาจทำอะไรได้เลยซักนิด หรือต่อให้จะเป็นเปลวไฟที่มีความร้อนแรงมากยิ่งกว่านั้น ร่างศักดิ์สิทธิ์มังกรไฟระดับกลางของข้าก็ย่อมต้านทานได้อย่างง่ายดาย!”
“มันยังไงกันละเนี่ย?”
ริมฝีปากของหวงเยี่ยกระตุกเล็กน้อยราวกับพยายามกลั้นยิ้มที่มุมปากของตน
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นในจิตสำนึกอย่างรื่นเริง
【ฮ่าฮ่าฮ่า โฮสต์คะ? มีหรือที่ตัวตนระดับนั้นจะไม่ทราบถึงประวัติและข้อมูลของโฮสต์ทั้งหมดน่ะ】
【การที่เขาเลือกคุกมังกรโลหิตในการกักขังโฮสต์แทน มันก็อาจเป็นการช่วยเหลือทางอ้อมก็ได้นะ】
ประโยคสุดท้ายทิ้งความหมายลึกซึ้งเอาไว้ ทำให้หวงเยี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ช่วยเหลือทางอ้อม?”
ความคิดของเขาชะงักไปชั่วขณะ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง คุกมังกรโลหิตอาจเป็นเวทีที่เปิดโอกาสบางอย่างให้กับตนเองเลยก็ว่าได้
ซือคายังคงมองอย่างพินิจ
“เจ้าดูไม่หวั่นเกรงเลยนะ?”
“ก็แค่สถานที่ร้อนหน่อยไม่ใช่หรือ”
“คนหนุ่มอย่างเจ้านี่ช่างกล้าเกินไปจริงๆ”
“อย่าประมาท! คุกมังกรโลหิตไม่ใช่สิ่งที่ใครจะทนได้ง่ายๆ”
คำเตือนนั้นหนักแน่น จนชายหนุ่มยังต้องพยักหน้ารับอย่างสุภาพ
“ข้าหวงเยี่ยจะจดจำไว้!”
หลังจากที่บทสนทนาระหว่างหวงเยี่ยและราชันย์สงครามซือคาดำเนินไปอีกระยะหนึ่ง
เมื่อยานรบแล่นเข้าสู่อาณาเขตของคุกมังกรโลหิตอย่างแท้จริง ภาพเบื้องหน้าก็เปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยจินตนาการไว้
ภูเขาไฟทั้งเจ็ดลูกตั้งตระหง่านล้อมรอบราวกับกำแพงแห่งนรก เปลวเพลิงและเถ้าถ่านพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้าอย่างไม่รู้จักหยุด ลาวาสีแดงฉานไหลเอื่อยไปตามรอยแยกของผืนดินที่แตกระแหง เสียงเดือดพล่านดังลึกอยู่ใต้พื้นโลก คล้ายหัวใจของสัตว์อสูรที่ยังคงเต้นไม่หยุด
ไอความร้อนแผ่กระจายปกคลุมทั่วทุกอณูของอากาศ ลมหายใจแต่ละครั้งเหมือนสูดเอาเปลวไฟเข้าไปในทรวงอก แม้เพียงยืนอยู่เฉยๆก็ยังรู้สึกได้ถึงความแผดเผาที่กัดกินผิวหนังอย่างต่อเนื่อง
อาคารสูงตระหง่านตั้งอยู่กลางวงล้อมของภูเขาไฟนั้น โครงสร้างแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า สีดำหม่นราวกับดูดกลืนแสงสว่างโดยรอบ
ยานรบค่อยๆลงจอดบนลานหินที่ถูกความร้อนเผาจนเป็นสีคล้ำ เมื่อแรงสั่นสะเทือนหยุดลง ประตูโลหะก็เปิดออกอย่างช้าๆ
เบื้องล่างบริเวณทางเข้าคุกมังกรโลหิต เจ้าหน้าที่นับสิบยืนเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ
พลังวิญญาณของแต่ละคนแผ่กระจายออกมาอย่างมั่นคง บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งที่ไม่อาจประเมินต่ำ
และตรงกลางกลุ่มนั้น ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ยืนโดดเด่นราวภูผา ชุดบัญชาการสีดำแนบสนิทกับร่างกายกำยำ ใบหน้าดุดันประหนึ่งยักษ์ผู้เฝ้าประตูยมโลก ดวงตาคมกริบราวกับสามารถแทงทะลุจิตใจผู้คนได้โดยง่าย
ที่สังเกตเห็นชัดเลยก็คือมุมปากของเขาได้คาบซิกก้าอยู่ถึงสามอัน ควันสีเทาขาวลอยอวลขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชายวัยกลางคนสูดมันเข้าไปอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะพ่นออกมาเป็นกลุ่มใหญ่ เหมือนไม่ใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมที่ร้อนระอุอยู่แล้วซักนิด
สายตาของชายผู้นั้นจับจ้องมายังหวงเยี่ยอย่างไม่ปิดบัง รอยยิ้มแสยะปรากฏขึ้นเล็กน้อยบนใบหน้าที่หยาบกร้าน
“ยินดีต้อนรับสู่คุกมังกรโลหิตนะไอ้หนูน้อย!”
“ทางสมาพันธ์มังกรแห่งทิศอุดรมีคำสั่งมาว่าให้ส่งแกลงไปยังชั้นที่สาม!”
“หวังว่าร่างกายจะทนต่อความร้อนได้นะ”
“แต่ถ้าไม่.. ร่างของแกก็คงถูกแผดเผาตายอยู่ภายในนั้นนั่นแหละ!”
คำพูดของเขาไม่ได้ปิดบังเจตนาไปเลยซักนิด ราวกับกำลังพูดถึงชะตากรรมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติภายในคุกดังกล่าว
ซึ่งตัวของหวงเยี่ยรับฟังอย่างไม่สะทกสะท้าน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความหมาย ก่อนจะก้าวลงจากยานรบอย่างสงบ
เจ้าหน้าที่หลายคนเหลือบตามองกันเล็กน้อย คล้ายประหลาดใจที่เด็กหนุ่มผู้นี้ยังคงรักษาความสงบนิ่งได้เช่นนั้น
หวงเยี่ยเองก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงตามการนำของเจ้าหน้าที่
ในจังหวะนั้นเอง มือใหญ่ของซือคาก็ยกขึ้นตบลงบนไหล่ของหัวหน้าพัศดีอย่างไม่เบานัก
“อาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้นะ?”
ซือคากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงรอยยิ้ม
“แต่ยังไงข้าก็เสร็จสิ้นภารกิจในการส่งตัวแล้ว”
“หลังจากนี้ก็ฝากฝังเอาไว้ให้เจ้าดูแลต่อละกัน หลัวอี้!”
ชื่อของหัวหน้าพัศดีถูกเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน
หลัวอี้ นักล่ามังกรระดับเก้าที่มีพลังทัดเทียมกับราชันย์สงครามแห่งสมาพันธ์นักล่ามังกร
ชายวัยกลางคนพ่นควันออกมาอีกครั้ง ก่อนจะแสยะยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงโบกมือไล่โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองซือคาอย่างจริงจัง
“ไปให้พ้นๆเถอะ”
ท่าทีของชายวัยกลางคนแสดงความไม่เกรงใจเลยซักนิด ทำให้ซือคาหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวจากไปโดยไม่ถือสา
บรรยากาศบริเวณลานกลับคืนสู่ความตึงเครียดเช่นเดิม
หลัวอี้เบนสายตามายังหวงเยี่ยอีกครั้ง แววตานั้นยังคงฉายความสนใจที่ยากจะอธิบาย
“ตามมา!”
คำสั่งสั้นๆถูกเอ่ยออกมาอย่างเฉียบขาด จากนั้นชายวัยกลางคนก็หมุนตัว ก้าวเท้านำเข้าไปภายในคุกมังกรโลหิต
ประตูเหล็กขนาดมหึมาค่อยๆเปิดออก เสียงเสียดสีดังครืดคราดก้องกังวาน เหมือนเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่หลับใหล ขณะที่ไอร้อนจากภายในได้พวยพุ่งออกมารุนแรงมากยิ่งกว่าเดิม กลิ่นไหม้และกลิ่นกำมะถันอบอวลจนแทบทำให้หายใจติดขัด
“น่าสนใจ!”
หวงเยี่ยแสยะยิ้มและก้าวเท้าผ่านธรณีประตูเข้าไปโดยไม่ลังเล
แสงสว่างจากภายนอกค่อยๆเลือนหาย เหลือเพียงเงามืดที่ถูกย้อมด้วยแสงแดงของเปลวเพลิง