อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 112 ภารกิจเสี่ยงตาย

    บทที่ 112 ภารกิจเสี่ยงตาย




    ด้วยเหตุนี้ ซูหยวนจึงมีเวลาในการเตรียมความพร้อมมากขึ้น สำหรับทักษะในการใช้ธนูขั้นแรก ซูหยวนคิดว่าตัวเองนั้นอยู่ในระดับเชี่ยวชาญขั้นต้นแล้ว ถึงจะไม่ได้รวดเร็วเช่นที่อาจารย์เติ้งเคยแสดงให้ดู แต่ทักษะระดับนี้ก็เพียงพอที่จะสังหารศัตรูที่ไม่ทันระวังตัวได้แล้ว


                


    ทักษะลบจิตสังหารของซูหยวนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย่างหนึ่งเป็นเพราะนิสัยดั้งเดิมของเธอที่เป็นพวกไม่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา อีกอย่างก็เป็นเพราะวิธีการฝึกสมาธิที่ได้มาจากชีวิตก่อนหน้านี้ ดังนั้นความก้าวหน้านี้จึงเหนือจากความคาดหวังของอาจารย์เติ้งไปมาก 




    อย่างไรก็ตาม...การปล่อยพลังงานเพื่ออำพรางลูกศรเป็นทักษะที่ซูหยวนต้องใช้ความพยายามมากที่สุด ดีที่เธอมีความหมั่นเพียรมาก อีกทั้งแหล่งพลังงานของเธอก็บริสุทธิ์มากกว่าผู้ใช้พลังงานที่นี่ สุดท้ายแล้ว...ความสำเร็จพวกนี้ก็ผ่านแล้วในสายตาอาจารย์เติ้ง เขาอนุมัติให้เธอเริ่มฝึกฝนขั้นต่อไปได้


                


    ขั้นที่สองของวิชาเกาทัณฑ์แสงก็คือ ขั้นศรลวงตา ต้องใช้ทักษะอำพรางศรเพื่อไม่ให้ศัตรูรู้ว่าศรที่แท้จริงคือศรไหนกันแน่ ส่วนจิตสังหารนั้นยิ่งควบคุมได้ดีเท่าไร ก็ยิ่งหลอกล่อได้มากขึ้น


                


    อย่างไรก็ตาม ขั้นนี้มีวิธีการฝึกฝนที่ยากขึ้นอีกหน่อย นั่นก็คือนอกจากจะต้องอำพรางลูกศรที่แท้จริงได้แล้ว จำเป็นต้องสร้างศรลวงตาขึ้นมาโดยพลังงานด้วย ทว่ามันไม่ได้ยากมากเท่ากับขั้นแรก เพราะการสร้างศรลวงตา ขอแค่เข้าใจขั้นแรกได้ ขั้นที่สองก็แค่การคัดลอกเท่านั้น


                


    อีกทั้งไม่ได้กำหนดว่าจะต้องอำพรางออกมาได้กี่ศร บางคนอำพรางขึ้นมาได้แค่ 2-3 ศรเท่านั้น ก็ถือว่าสำเร็จขั้นที่ 2 นี้ได้แล้ว ซึ่งอาจารย์เติ้งแนะนำเธอไว้ก่อนแล้ว ขอแค่เข้าใจวิธีการ ที่เหลือจะครบ 100 ศรเมื่อไร ขึ้นอยู่กับความชำนาญก็เท่านั้น


                


    ดังนั้นเป้าหมายที่อาจารย์เติ้งมอบให้ซูหยวนในการติดตามไปฝึกฝนครั้งนี้ ไม่ใช่แค่สำเร็จขั้นสองเท่านั้น แต่ขั้นที่สามอย่าง ขั้นศรหนึ่งเป็นร้อย ซึ่งเป็นขั้นที่จะทำให้การโจมตีของเธอรุนแรงขึ้น 


                


    จากการยิงเพียงครั้งเดียวอาจจะสังหารศัตรูได้เพียง 1 เท่านั้น แต่ถ้าอยู่ในขั้นศรหนึ่งเป็นร้อยแล้ว ซูหยวนสามารถโจมตีออกครั้งเดียว แต่กวาดศัตรูไปทั่วทั้งบริเวณวงกว้างได้เลย


                


    ศรหนึ่งแตกออกเป็นร้อยศรในพริบตาเดียว อีกทั้งยังหลอกศัตรูไม่ให้รู้ทิศทางของศรอื่นๆด้วย เนื่องจากสิ่งที่ศัตรูเห็นก็คือวิถีการยิงของศรเพียงหนึ่งเท่านั้น ทว่าในความจริง...ซูหยวนต้องกำหนดวิถีของศรทั้ง 100 ดอกออกไปก่อนล่วงหน้าแล้ว และใช่! ความยากของมันก็คือขั้นตอนนี้


                


    พื้นฐานของวิชาเกาทัณฑ์แสงก็คือ การโจมตีไร้ที่มา ยากจะคาดเดา หากแต่รวดเร็วจนไม่สามารถหลบหลีกได้ ศรพริบตาคือขั้นแรกที่จะทำให้ศัตรูไม่สามารถหนีพ้นจากการโจมตีของเธอ ขั้นศรลวงตาทำให้ศัตรูสับสนว่าแท้จริงแล้วลูกศรไหนกันแน่ที่จะสร้างบาดแผล ในขณะที่ขั้นหนึ่งเป็นร้อยนั้น ศัตรูจะไม่รู้เลยว่าวิถีโจมตีอยู่ตรงไหนบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเกิดขึ้นภายใน “พริบตาเดียว” จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์


                


    ส่วนขั้นที่สี่อย่างขั้นศรพิพากษา อาจารย์เติ้งไม่ได้เข้มงวดมากนัก ขอเพียงฝึกทั้งสามขั้นได้สำเร็จ ขั้นที่สี่ก็ไม่ยากอีกต่อไป คำว่า “ไม่ยาก” นั้นก็คงจะจริงสำหรับผู้สำเร็จขั้นทั้งสาม หากแต่มันกลับเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนยาวนานหลายปีมากกว่าจะเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริง ดังนั้นอาจารย์เติ้งคาดหวังให้ศิษย์ของเขาสำเร็จเพียงสามขั้นเท่านั้น ส่วนขั้นที่สี่...ปล่อยให้เด็กๆไปฝึกฝนกันเอง ขอเพียงไม่ละทิ้งวิชาในอนาคต การสำเร็จขั้นที่สี่ก็แค่เอื้อมเท่านั้น


                


    ตอนนี้ซูหยวนจับทางขั้นศรลวงตาได้แล้ว เธอถึงกับเคยสร้างศรลวงตาออกมาได้ 3 อัน หากแต่อาจารย์เติ้งยังตำหนิว่าการสร้างศรลวงตาของเธอยังมีจุดบกพร่อง เพราะพลังงานที่ถ่ายเทไว้มากเกินไป หากเป็นผู้ใช้พลังงานระดับสูงจะรู้ทันทีว่าศรไหนเป็นศรจริง ศรไหนเป็นศรลวง


                


    ศรลวงตามีแค่พลังงานเท่านั้น ไม่ได้เหมือนกับศรที่ยิงออกไปจริง เนื่องจากมันเป็นการใช้พลังงานคลุมศรเอาไว้เท่านั้น จึงทำให้การเสียพลังงานออกไปน้อยกว่า ดังนั้น...ซูหยวนจำเป็นต้องควบคุมพลังงานให้ดีกว่านี้


                


    ศรลวงตาเป็นแค่ภาพลวงตาที่เกิดจากการรีดเร้นพลังงาน หากใช้มากไปก็ถูกจับได้ง่ายๆ แต่ถ้าลดพลังงานลงก็จะกลายเป็นทำให้ศรนั้นคงสภาพได้ไม่นาน โจทย์ปัญหานี้เด็กสาวต้องใช้เวลาคิดอยู่นานเลยทีเดียว กว่าจะเข้าถึงวิธีการที่เธอสามารถควบคุมมันได้


                


    น่าเสียดายที่ขั้นสองเพิ่งจะเข้าใจ ยังไม่ทันได้แตะต้องขั้นที่สาม เวลาที่อาจารย์เติ้งนัดหมายไว้ก็มาถึงแล้ว ซูหยวนเตรียมความพร้อมเหมือนกับครั้งก่อนๆ ธนูที่ได้มาจากตระกูลจางยังเป็นอาวุธหลักของเธอ ส่วนพลั่วสีดำที่เป็นอาวุธคู่กาย ซูหยวนปล่อยให้มันนอนอยู่ในฟาร์มอย่างนั้น


                


    ถ้าไม่จวนตัวจริงๆ เธอจะไม่เอามันออกมาใช้เด็ดขาด พูดให้ถูกก็คือ...ตอนที่เธอนำพลั่วออกมาใช้ คงจะเป็นตอนที่ทุกคนตกตายกันหมดจนไม่มีใครเห็นแล้วนั่นแหละ


                


    เด็กสาวเดินตามอาจารย์เติ้งเข้าไปในเขตของกองทัพ ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ชื่อเสียงของ “ศิษย์หญิง” ที่อาจารย์เติ้งรับมา ไม่ใช่แค่เด็กสาวที่โชคดีอีกต่อไป ทว่าเธอกลับเป็น “อัจฉริยะหน้าใหม่” ที่กองทัพต้องจับตามอง 


                


    ซูหยวนมีร่างกายที่เล็กแกร็นกว่าเด็กสาวทั่วไปมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้สภาพครอบครัวย่ำแย่ แค่มีเงินซื้อสารอาหารสังเคราะห์ให้เธอกินทุกวันก็ถือว่าเป็นโชคดีแล้ว พ่อแม่อันก่อนหน้านี้แทบจะไม่ได้รับสารอาหารด้วยซ้ำไป ดังนั้นแม้ว่าเธอจะได้กินดีอยู่ดีแล้ว ความสูงของเธอก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นจนเปลี่ยนรูปร่างไป


                


    เมื่อเธอมาเดินในกองทัพแบบนี้ ขนาดตัวที่เล็กยิ่งเป็นจุดสนใจมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก




    “พันเอกเติ้ง คนนี้ก็คือว่าที่จ่าสิบตรีของกองทัพเราหรือเปล่า” เสียงทุ้มเข้มของทหารร่างใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาทักทาย อาจารย์เติ้งหัวเราะเล็กน้อยแล้วแนะนำอันซูหยวน




    “คนนี้ก็คือ “นักเรียนอัน” เด็กที่ฉันเคยบอกว่ามีพรสวรรค์หลายด้าน เธอเรียนวิชายิงธนูกับฉัน และก็เรียนรู้การใช้หอกอยู่ด้วย”




    “โอ้ ฉันรู้แล้ว ลักษณะของเธอโดดเด่นมาก ที่คนพูดกันว่าเด็กอัจฉริยะมีขนาดตัวเล็ก ฉันก็ไม่คิดว่าจะเล็กขนาดนี้”




    “อย่าดูถูกเธอเชียว”




    “รู้อยู่แล้วน่า แต่ว่า....ด้วยรูปร่างแบบนี้ ฉันว่าเรียนรู้การใช้ธนูก็เหมาะสมแล้ว เรื่องหอก....” ทหารร่างใหญ่ไม่ได้พูดออกมา แต่ซูหยวนเข้าใจความหมายของท่าทางเช่นนั้นดี


                


    เพราะเธอมีขนาดตัวที่เล็กแกร็นมาก ในขณะที่อาวุธอย่างหอกส่วนใหญ่ต้องใช้ช่วงตัวที่ยาวและความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว ทุกท่วงท่าที่แทงออกไปจะต้องแข็งแรงและเด็ดขาด หากมองแค่รูปร่างของเด็กสาว ไม่น่าจะมีพลังส่งไปที่หอกนี้ได้เลย


                


    จริงอยู่ที่ว่าเธอเคยใช้อาวุธประเภทหอกในการล่าเขตพื้นระดับต่ำมาก่อน แต่นั่นก็แค่อาศัยความได้เปรียบของการเป็นผู้ใช้พลังงานเท่านั้น ในความเป็นจริง...เมื่อต้องเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า แล้วเป็นผู้ใช้หอกเหมือนกัน เธอจะต้องเสียเปรียบหนักแน่


                


    ความคิดของทหารผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกซูหยวนแต่อย่างใด เขาเพียงไม่ต้องการให้อัจฉริยะคนนี้ก้าวผิดพลาดเท่านั้น ในขณะที่ซูหยวนเพิ่งเริ่มต้น เธออาจจะมีพลังมากในการคิดฝันสิ่งต่างๆ แต่สำหรับพวกเขาที่มีอายุมาหลายปี ย่อมเห็นว่า “เวลา” เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด และไม่ควรเอาไปใช้กับเรื่องไร้สาระใดๆ




    “อย่าตัดสินเธอ นักเรียนของฉันมีพรสวรรค์ในการใช้หอกไม่น้อยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่แนะนำให้รู้จัก” อาจารย์เติ้งแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย


                


    เขาแนะนำซูหยวนให้อีกฝ่ายก็เพราะเห็นว่าเจ้านี่ต้องการลูกศิษย์เหมือนกัน ซึ่งสำหรับเขาแล้ว....ซูหยวนเป็นเด็กคนนั้นที่คู่ควร แม้เขาเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้านั่น ที่อยากให้ซูหยวนสนใจแค่เรื่องการยิงธนู ทว่า...หลังจากที่เขาเคยเห็นการใช้อาวุธประเภทหอกของอีกฝ่ายแล้ว กลับรู้สึกว่าพรสวรรค์ด้านนี้ก็ควรพัฒนาเช่นกัน


                


    ไม่สิ! บางที เธออาจจะกลายเป็นคนที่วงการผู้ใช้หอกต้องการเลยก็ได้ ในขณะที่นักธนูมีหลายคนที่แสดงพรสวรรค์ออกมา ไม่ใช่แค่ซูหยวนเท่านั้นที่เป็นอัจฉริยะในด้านนี้ แม้แต่ตอนนี้...คนที่ได้ชื่อว่า “เข้าถึงจิตวิญญาณของธนู” ก็มีอยู่หลายสิบคน แต่ในวงการผู้ใช้หอกเล่า? คนที่ได้ชื่อว่า “เข้าถึงจิตวิญญาณของหอก” มีถึง 3 คนหรือยัง!!


                


    เทียบกับเขาที่อาจจะเสียเด็กที่มีโอกาสกลายเป็นผู้เข้าถึงจิตวิญญาณของธนู ยังไม่น่าเสียดายเท่ากับการที่พวกเขาเสียผู้เข้าถึงจิตวิญญาณของหอกไปเลย!




    “โอ้ ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอชมในสักวันหนึ่งก็แล้วกัน”




    “อืม ถ้าไม่ใส่ใจมากกว่านี้ วันหลังจะเสียใจก็ไม่ได้แล้ว” อาจารย์เติ้งยังพูดย้ำไปอีกคำ นายทหารร่างใหญ่หัวเราะเล็กน้อย เขาไม่ได้จริงจังเหมือนที่อาจารย์เติ้งเป็น ทั้งยังไม่คิดด้วยว่ามีอะไรให้ต้องจริงจังขนาดนั้น


               


    ชายร่างใหญ่ตบบ่าอาจารย์เติ้งสองสามครั้งแล้วแยกตัวไป เขาเองก็มีงานที่รออยู่มาก ไม่มีเวลามาพูดคุยเล่นนัก อาจารย์เติ้งถอยหายใจ มองตามหลังอีกฝ่ายที่กำลังพลาดโอกาสทองแล้วมองซูหยวนอีกครั้ง




    “เจ้านั่นคือพันเอกกวน เป็นคนที่ได้ชื่อว่าเทพเจ้าแห่งหอก ความสามารถในการใช้หอกสูงมาก อีกทั้งตระกูลของเขาทั้งหมดก็เชี่ยวชาญการใช้หอกกันทั้งนั้น ฉันแนะนำเธอให้เขาเพราะคิดเผื่อว่าอีกฝ่ายอยากจะได้ศิษย์ คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันทดสอบเธอก็คิดเอาเองแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกผู้ใช้หอกจะไม่ค่อยมีผู้เข้าถึงจิตวิญญาณหอกปรากฏตัว ท้ายที่สุดแล้วเป็นเพราะผู้ใช้หอกส่วนใหญ่ไม่ฉลาด”


                


    อาจารย์เติ้งไม่ซ่อนความคิดของตนเอง คำพูดของเขาทำให้รุ่นพี่ทั้งสามคนแอบมองหน้ากันเอง ถ้าไม่ใช่ว่าที่นี่คือกองทัพ พวกเขาอาจจะหัวเราะออกมาแล้วด้วยซ้ำ


                


    อีกฝ่ายเป็นสหายเก่าแก่ของอาจารย์เติ้ง เพราะแบบนั้นจึงกล้าพูดตำหนิ ถ้าเป็นคนอื่น...อาจารย์เติ้งคงไม่อยากจะยุ่งด้วยนัก ถ้าถึงกับแนะนำศิษย์ของตัวเองให้กับอีกฝ่าย คงหวังดีต่อทางนั้นจริงๆ




    “ไปกันเถอะ ภารกิจครั้งนี้...ก่อนที่จะเข้าไปฟังรายละเอียด ฉันอยากจะถามอีกครั้งว่ามีใครอยากถอนตัวไหม? ภารกิจอื่นฉันไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ แต่ภารกิจนี้ไม่เหมือนกัน...ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่านี่เป็นภารกิจอันตรายมากๆ และฉันก็ไม่สามารถปกป้องทุกคนได้” 


                


    อาจารย์เติ้งหยุดเดินเพื่อยืนยันความคิดของเด็กๆอีกครั้ง ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าเขาพาเด็กนักเรียนไปทำภารกิจแล้วตกตาย เรื่องนั่นเขาไม่ปฏิเสธเลย เพราะมันก็คือความจริง


                


    หลายครั้งภารกิจที่เขาพาไปค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่มันเป็นภารกิจอันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ใช่การบังคับของกองทัพ อย่างนั้นเขาก็จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถอนตัวก่อน


                


    ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ภารกิจยากเกินความสามารถของนักเรียน ในสายตาของอาจารย์เติ้ง...นี่เป็นภารกิจที่พวกเขาอาจจะผ่านมันไปได้ และจะให้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมแน่ เพียงแต่...มันก็มีโอกาสที่จะล้มเหลวเช่นกัน


                


    สำหรับศิษย์ของเขา ถ้าใครบางคนต้องการถอนตัวออกไป เขาก็จะไม่ห้าม แต่คงไม่ได้รับความคาดหวังของเขาเหมือนก่อนแล้ว นี่เป็นเพราะว่า...เด็กที่หวาดกลัว ไม่กล้าท้าชนกับโอกาสที่พัฒนาความแข็งแกร่ง เขาไม่คิดว่าจะเติบโตไปได้ไกลอะไร


               


     โชคดีที่เด็ก 4 คนของเขาไม่ใช่คนแบบนั้น ขนาดซูหยวนที่เพิ่งเข้าร่วมกับตนเองก็ไม่ถอยกลับ ต่อให้อาจารย์เติ้งจะถามอีกกี่รอบ คำตอบของทั้งสี่ก็ยังเหมือนเดิม




    “อาจารย์ครับ พวกเราตัดสินใจตั้งแต่ก่อนมาที่นี่แล้วครับ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องถามอีกต่อไปครับ” รุ่นพี่อี้เหิงเป็นตัวแทนของทุกคนพูดความตั้งใจออกมา




    “ดี” อาจารย์เติ้งพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเดินนำพวกเขาไปยังห้องรับภารกิจ


                


    ที่นั่นมีคนอยู่แล้ว 10 กว่าคน ภารกิจครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ซูหยวนสังเกตเห็นว่าทุกคนนั้นสะพายธนูของตัวเองมาด้วย มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่ถือดาบและโล่เป็นอาวุธ




    “อาจารย์เติ้งมาแล้วหรือ?”




    “เด็กคนนั้น....สิบเอกอันใช่ไหม?” คนที่อยู่ข้างในหันมาทักทายพวกเขา หากเป็นก่อนหน้านี้....คงมีแค่อาจารย์เติ้งเท่านั้นที่ได้รับการทักทาย แต่พอเป็นครั้งนี้...ชื่อของซูหยวนกลับปรากฏขึ้นอีกคน นับว่าเป็นการให้เกียรติเธอแล้ว




    “สวัสดีค่ะ ฉันคือสิบเอกอัน ขอร่วมภารกิจครั้งนี้ด้วยนะคะ”




    “ดีๆ ฉันเป็นคนเสนอชื่อของเธอเข้าไปในภารกิจเองนั่นแหละ เดิมทีแล้วภารกิจนี้จะมอบให้กับอาจารย์เติ้งเท่านั้น แต่ฉันจำได้ว่าศิษย์ของอาจารย์เติ้งมีแต่เก่งๆเท่านั้น อ้อ นอกจากสิบเอกอันแล้ว ก็มีสิบโทอี้ทั้งสองด้วยใช่ไหม? แล้วก็สิบโทหวัง? อายุน้อยเท่านี้ก็มีตำแหน่งกันแล้ว เฮ้อ เด็กสมัยนี้แซงหน้าคนรุ่นเราไปแล้วจริงๆ”


                


    คนทักทายกล่าวอย่างอารมณ์ดี ตัวเขาหันไปมองรุ่นพี่ทั้งสามด้วยความชื่นชมด้วย ทำเอาทั้งสามได้แต่ยิ้มเขินอายเท่านั้น




    “อี้เหิง อี้กัง” เสียงทักทายอย่างอบอุ่นจากทหารนักธนูคนหนึ่งดังขึ้น รุ่นพี่อี้ทั้งสองประหลาดใจในขณะที่เห็นคนผู้นั้น




    “ท่านลุงอี้!!” เด็กทั้งสองประสานเสียงกัน คิดไม่ถึงเลยว่าในภารกิจครั้งนี้ จะมีคนตระกูลอี้เข้าร่วมด้วย




    “ไม่ได้เจอกันนานเลย โตเป็นหนุ่มกันหมดแล้ว ดี ดี ดี” พลทหารธนูหัวเราะอย่างชอบใจ มองดูเผินๆแล้ว จะพบว่าทั้งสามคนมีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกันมาก ซูหยวนมองดูทั้งสามเงียบๆ แต่เธอไม่ได้คิดเลยว่าสายตาของท่านลุงอี้ของรุ่นพี่ทั้งสองจู่ๆก็หันมาสบตากับเธอ


               


    ในแววตานั้น ถึงจะแค่ชั่วครู่ แต่ซูหยวนกลับเห็นถึงความไม่พอใจที่ฉายชัดออกมา คิ้วเรียวของเด็กสาวกระตุกเล็กน้อย ดูเหมือน...การทำภารกิจนี้ จะไม่ราบรื่นอย่างที่คิดแล้วใช่ไหม?




    ……………………………..