เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 54 :สังหารหมู่

    ตอนที่ 54 :สังหารหมู่

     

    ณ หอตำรา

     

    เฉินห้าวหลานที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาเขียนบทกลอนปลุกจิ้งจอกออกมา และเกิดพลังพรสวรรค์พวยพุ่งทำให้ความแข็งแกร่งของจิ้งจอกเก้าหางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     

    เดิมทีอาคมลัทธิเต๋ามิได้รับความยอมรับจากวรรณกรรมดังนั้นจึงได้ถูกปฏิเสธอย่างแน่นอน

     

    แต่ปัญญาชนที่มีหัวใจใฝ่วรรณกรรมใช้พลังพรสวรรค์ประพันธ์กลอนอาคมลัทธิเต๋าขึ้นมาได้ จึงมิถูกอาคมลัทธิเต๋าปฏิเสธ

     

    ทั้งยังสามารถเพิ่มพลังแห่งอาคมลัทธิเต๋าได้มิขาดสาย

     

    ด้านนอกหอตำรา

     

    เหล่าบัณฑิตพากันมีสีหน้าเปลี่ยนไปท่าทางลุกลี้ลุกลน

     

    “เฉินห้าวหลานเขา......เขาฝึกอาคมลัทธิเต๋าได้อย่างไร? นี่คือความผิดร้ายแรงถึงชีวิต ! ”

     

    “สำนักศึกษามิปล่อยเขาไว้แน่เขาต้องถูกสถานศักดิ์สิทธิ์ตัดสินประหารชีวิต ! ”

     

    “ข้าจะไปบอกท่านคณบดีและท่านอาจารย์จะต้องลงโทษเขา ! ”

     

    เหล่าศิษย์สีหน้าดูบูดบึ้งขุ่นเคืองบางคนถึงกับเตรียมตัวจะไปบอกความผิดนี้ต่อคณบดีเจิ้งจือชิวและอาจารย์ท่านอื่น ๆ

     

    ผู้ที่รายงานถึงเรื่องมีผู้แอบฝึกอาคมลัทธิเต๋ามิว่าจะเป็นในสำนักราชการหรือสำนักศึกษา ล้วนได้รางวัลตอบแทนอย่างมากมาย

     

    อาทิเช่น ภาพประดิษฐ์วิทยายุทธ์วรรณกรรม สมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรม รวมทั้งทรัพย์สินทางโลกา......

     

    หลินอี้สีหน้าเคร่งขรึม กล่าวอย่างจริงจังว่า“รีบไปเร็วเข้า ! ”

     

    “เหอะ ๆ ๆ......”

     

    ทันใดนั้นเอง ในเรือนนอนด้านหลังก็มีเสียงหัวเราะอันเฉียบแหลมดังขึ้น

     

    ท่ามกลางความมืดทำให้ดูแสบหูยิ่งกว่าเดิม

     

    ปึง !

     

    ประตูเรือนถูกปิดอย่างแรงอุณหภูมิโดยรอบลดลงอย่างกะทันหัน

     

    บัณฑิตกลุ่มหนึ่งระดมพลังพรสวรรค์ของพวกเขาเพื่อโจมตีแต่พวกเขามิสามารถทำอะไรได้เลย

     

    “ดูถูกสามีข้าหรือพวกเจ้าจงตายกันเสียให้หมด ! ”

     

    เสียงของซูเม่ยเอ๋อร์ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางดังขึ้นตามมาด้วยเงาดำซึ่งเคลื่อนไหวไปมาในลานเล็กแห่งนี้

     

    "อ๊าก ! "

     

    บัณฑิตคนหนึ่งถูกโจมตีเสียจนกระเด็นออกไปตรงประตูนอนส่งเสียงร้องออกมาอย่างโหยหวน จากนั้นใบหน้าของเขาก็ซีดลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นศพแห้งในชั่วพริบตา......

     

    “หยินเสิ่น !เป็นอาคมลัทธิเต๋าหยินเสิ่นขั้นหก ! ”

     

    “สามี ? นางคือฮูหยินของเฉินห้าวหลานหรือ ? ให้ตายสิ !สมควรตายยิ่งนัก ! ”

     

    “ปีนกำแพงออกไปรายงานต่อท่านคณบดีและอาจารย์พวกเรามิอาจต้านอาคมลัทธิเต๋าหยินเสิ่นระดับหกได้.....นอกจากท่านคณบดีและท่านอาจารย์จะลงมือเองมิเช่นนั้นพวกเราต้องตายอย่างแน่แท้ ! ”

     

    ทันใดนั้นเหล่าบัณฑิตก็ดูยุ่งเหยิงอลหม่านทุกคนตื่นตระหนกจนตัวสั่น

     

    หยินเสิ่น

     

    นี่คือวิชาอาคมของลัทธิเต๋าระดับหกจึงจะสามารถทะลวงหยินเสิ่นดังนั้นพวกเขามิอาจต่อสู้ได้เลย

     

    และเส้นทางวรรณกรรมก็มีปัญญาชนระดับหกเช่นกันจึงจะสามารถฝึกฝนหยวนเสิ่นออกมาได้สามารถออกตระเวนในยามค่ำคืนเพื่อสัมผัสพลังพรสวรรค์แห่งฟ้าดิน

    และฆ่าหยินเสิ่นได้

     

    บัณฑิตคนหนึ่งใช้พลังพรสวรรค์ของเขาพยายามปีนข้ามกำแพงเพื่อออกไปแต่ขณะที่ร่างของเขาเพิ่งลอยขึ้น ก็ชักกระตุกกลางอากาศ

     

    วินาทีที่ร่างตกถึงพื้นเขาได้กลายเป็นศพแห้งไปเสียแล้ว

     

    “หา ! ”

     

    ฝูงชนตกอยู่ในความโกลาหลบัณฑิตหลายคนรู้สึกหมดหวังในทันที

     

    “ความแข็งแกร่งของหยินเสิ่นจิ้งจอกพัฒนาขึ้นมากแต่น่าเสียดายที่มันมิได้กำหนดเป้าหมายมาที่ข้า ข้าจึงมองมิเห็นและมิอาจช่วยได้ ! "

     

    หลินอี้รีบวิ่งไปพยายามปัดเป่าหยินเสิ่นด้วยพลังห้าวหลานของเขา

     

    แต่เขายังมิทันได้เดินเข้าไปหยินเสิ่นก็เปลี่ยนตำแหน่ง

     

    มิสามารถมองเห็นร่องรอยของมันได้เลย

     

    น่าแปลกประหลาดยิ่งนัก !

     

    “เฉินห้าวหลานเจ้ามันสารเลวยิ่งนัก เจ้าต้องถูกสับเป็นชิ้น ๆ ! ” บัณฑิตคนหนึ่งตะโกนไปทางหอตำรา

     

    “งั้นหรือ ? ”

     

    ทันใดนั้นเสียงของเฉินห้าวหลานก็ออกมาจากปากของหยินเสิ่นจิ้งจอกพร้อมกับคำเยาะเย้ย

     

    ชิ้ว !

     

    หยินเสิ่นจิ้งจอกเคลื่อนไหวอีกครั้งมันเลือกบัณฑิตคนหนึ่งจากนั้นสูบกินเลือดของเขาโดยไร้หนทางทางป้องกัน

     

    กลุ่มบัณฑิตผู้รับชะตาระดับแปด เทียบกับหยินเสิ่นจิ้งจอกที่ถูกปลุกออกมาด้วยกลอนพรสวรรค์นี้มิต่างอันใดกับลูกแกะที่รอการสังหาร !

     

    “หากแน่จริงก็จงก้าวเข้ามา! ”

     

    หลินอี้ยืนตัวตรงอยู่ตรงกลางลานเล็ก ๆสังเกตการเคลื่อนไหวของหยินเสิ่นจิ้งจอกอย่างระมัดระวัง

     

    “มิรีบ มิต้องรีบ ! ”

     

    เสียงของหยินเสิ่นจิ้งจอกดังขึ้นจากนั้นกล่าวอย่างลึกล้ำว่า “ให้บ่าวกลืนกินเลือดมากกว่านี้ก่อนแล้วค่อยเล่นกับเจ้าเพื่อบรรเทาความเกลียดชังในใจของสามีข้า......”

     

    ควับ !

     

    พรึบ !

     

    หยินเสิ่นจิ้งจอกราวกับเล่นนกอินทรีจับลูกไก่อยู่ในลานเหล่าบัณฑิตพยายามแสดงพลังพรสวรรค์ออกมา โจมตีด้วยวรรณกรรมและศิลปะ

     

    แต่นอกเหนือจากเสียงดังที่ส่งออกมาแล้วก็มิอาจทำสิ่งใดต่อหยินเสิ่นได้

     

    “หลินอี้รีบใช้พู่กันหมาป่าสีน้ำเงินเร็วเข้า แสดงวิทยายุทธ์วรรณกรรมออกมาทำให้หยินเสิ่นปรากฏตัว......”

     

    แม้ว่าหลี่เหวินโป๋จะเป็นบัณฑิตผู้มีเมตตาระดับเจ็ดแต่เขามิสามารถทำอะไรกับหยินเสิ่นของอาคมลัทธิเต๋าได้

     

    ยิ่งไปกว่านั้น......นี่คือเฉินห้าวหลานศิษย์เอกของสำนักศึกษา เขาเรียกหยินเสิ่นออกมาด้วยความบ้าคลั่ง

     

    เจตนาฆ่าของบทกลอนนั้นรุนแรงเพียงไร เจตนาฆ่าของหยินเสิ่นก็แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น

     

    ความแข็งแกร่ง

     

    กุญแจสำคัญในการทำลายสถานการณ์ ณบัดนี้คือหลินอี้ใช้สมบัติทางวัฒนธรรมขั้นพิภพ เพื่อแสดงทักษะทางวรรณกรรมของเขา......เพื่อบังคับให้หยินเสิ่นปรากฏกายบางทีพวกเขาอาจมีพละกำลังเพียงพอที่จะต่อสู้ได้

     

    “ข้ายังมิได้ฝึกวิทยายุทธ์วรรณกรรม......”

     

    หลินอี้ส่ายหน้าจากนั้นดูเหมือนจะครุ่นคิดบางอย่างได้จึงเอ่ยถามว่า“ภาพประดิษฐ์สามารถจัดการกับหยินเสิ่นได้หรือไม่ ? "

     

    เขาเคยอ่านคำอธิบายของเส้นทางแห่งวรรณกรรม

     

    ภาพประดิษฐ์รวมถึงผลงานกวีและบทความแต่มีเพียงปัญญาชนที่อยู่ในขั้นผู้รับชะตาระดับแปดเท่านั้นที่สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้

     

    หากกล่าวในแง่ของคนธรรมดาบทกวีและบทความที่เขียนด้วยพรสวรรค์สามารถแสดงพลังเส้นทางวรรณกรรมได้ล้วนเป็นภาพประดิษฐ์

     

    อย่างไรก็ตามหลินอี้มีสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพ บทกวีและบทความที่เขาเขียนขึ้นจากพลังห้าวหลานเจิ้งชี่แม้จะมิได้อยู่ในระดับแปด ก็ถือได้ว่าเป็นภาพประดิษฐ์

     

    กวีสลักจารึก

     

    กวีสลักป้ายโลหะ

     

    แท้จริงมันจัดในหมวดหมู่ของภาพประดิษฐ์และในช่วงเวลาที่สำคัญก็สามารถแสดงพลังทางวรรณกรรมที่น่าสะพรึงกลัวออกมาได้

     

     อีกอย่าง......ภาพประดิษฐ์เช่นนี้ยังสามารถทำให้ผู้คนฝึกฝนพลังพรสวรรค์ของพวกเขาได้อีกด้วย  

     

    นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดบัณฑิตของสำนักจึงมาที่นี่เพื่อคารวะหลังจากรู้เรื่องกวีสลักป้ายโลหะของหลินอี้

     

    นั่นเป็นเพราะ......จากบทกวีของหลินอี้พวกเขาได้ตระหนักรู้ถึงความกล้าหาญในการเขียนในอนาคตพวกเขาเองก็อาจฝึกฝนพลังพรสวรรค์ได้

     

    นี่เป็นโอกาสอันดีที่หลินอี้นำมาให้พวกเขา

     

    “หา ? เจ้า......เจ้ายังประพันธ์กวีสูงส่งถึงระดับห้าถังได้ด้วยหรือ ? ” หลี่เหวินโป๋ตกตะลึง

     

    มิใช่ผู้รับชะตาระดับแปด หากต้องการให้บทกวีและบทความขึ้นเป็นภาพประดิษฐ์ได้อย่างน้อยต้องเป็นบทกวีที่มีพลังทะลวงแดนพรสวรรค์ระดับห้าถัง

     

    ผู้รับชะตาอันดับแปดเพียงแค่สามถังก็พอแล้ว

     

    แต่จากความหมายของหลินอี้......ดูเหมือนว่าเขายังสามารถประพันธ์บทกวีทะลวงแดนพรสวรรค์ระดับห้าถังได้?

     

    “อย่ามัวแต่มึนงงบอกมาว่าได้หรือไม่ ? ”

     

    หลินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

     

    หากยืดเยื้อต่อไปมิใช่แค่บัณฑิตสี่ห้าคนเท่านั้นที่ต้องทนทุกข์ทรมาน แต่เป็นทุกคน

     

    “ได้ ! ”

     

    หลี่เหวินโป๋มองหลินอี้ด้วยความชื่นชมแล้วกล่าวว่า"หากสามารถประพันธ์กวีระดับห้าถังขึ้นมาได้จริงๆปีศาจจิ้งจอกตนนี้......สามารถถูกพลังพรสวรรค์กำราบได้ ! ”

     

    “เข้าไปเอากระดาษในห้องมา! ”

     

    สายตาของหลินอี้จับจ้องชะงักลงเขาสะบัดชายเสื้อคลุมตัวยาว อารมณ์ทั้งหมดแผ่ซ่านออกมา......

     

    ณ กลางลาน

     

    เขากลายเป็นจุดสนใจเพียงหนึ่งเดียวแม้พลังห้าวหลานเจิ้งชี่จะมิเด่นชัด แต่กลับมีพลังแห่งคุณธรรมอันมุ่งมั่น

     

    บัณฑิตนับมิถ้วนจับตามองเขาและขยับเข้ามาใกล้เขา

     

    “ยอดเยี่ยมยอดเยี่ยมยิ่ง ! "

     

    เมื่อเห็นฉากนี้ หลี่เหวินโป๋รู้สึกศีรษะตึงขนหัวลุกซู่

     

    เขารีบเข้าไปในห้องเพื่อหยิบกระดาษ

     

    “อาจารย์หลินกำลังจะประพันธ์บทกวีระดับห้าถังเพื่อใช้ปราบปรามหยินเสิ่นของลัทธิเต๋า ไปเตรียมโต๊ะเร็ว ! "

     

    ในมิช้า

     

    หลี่เหวินโป๋ก็หยิบกระดาษมาแล้วออกคำสั่งต่อเหล่าบัณฑิต

     

    โครมคราม !

     

    ในชั่วพริบตาบัณฑิตทั้งหลายก็จัดเตรียมโต๊ะมาวางไว้ข้างหน้าหลินอี้

     

    “ตาย ทุกคนต้องตาย ! ”

     

    หยินเสิ่นของปีศาจจิ้งจอกกำลังสูบกินเลือดทันใดนั้นมันก็สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวขึ้น แอบคิดในใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบพุ่งเข้าไป

     

    หลี่เหวินโป๋ตะโกนขึ้น"เข้าไปรั้งมันไว้ ! "

     

    "อ๊าก……"

     

    บัณฑิตบางคนใช้ทักษะทางวรรณกรรมออกมาต่อสู้แต่พวกเขามิสามารถต้านทานได้เลย กลับถูกมันจับโยนตัวลอย

     

    หลี่เหวินโป๋รีบฝนหมึกเหงื่อของเขาไหลลงมาที่หน้าผาก แล้วกล่าวต่อไปว่า "หมึกกำลังจะฝนเสร็จ จะพร้อมใช้ในมิช้า! "

     

    หลินอี้ถือพู่กันหมาป่าสีน้ำเงินไว้ในมือกำลังประพันธ์บทกวีด้วยจิตอาฆาตที่สามารถปราบปรามหยินเสิ่นได้

     

    "เรียบร้อย ! "

     

    หลี่เหวินโป๋วางแท่นฝนหมึกหมาป่าสีน้ำเงินออกทันทีเขาหายใจหอบหนัก มือแดงเสียจนบวม

     

    แต่สายตาของเขาจับจ้องไปที่พู่กันในมือของหลินอี้

     

     “วันนี้เจ้าฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋าจนกลายเป็นปีศาจอีกทั้งฆ่าคนอย่างไร้ปราณี เจ้าเป็นศิษย์เอกของสำนัก......แล้วอย่างไรเล่า ! ”

     

    เจตนาฆ่าปรากฏขึ้นในสายตาของหลินอี้เขาลงมือจรดพู่กันลงอย่างเด็ดขาด

     

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน