บทที่ 32 ส่งหัวใจให้เสด็จอา
อวิ๋นเหยาเหยาริษยาจนดวงตาใกล้จะพ่นเปลวเพลิงออกมา เสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับบนร่างของอวิ๋นอินอินเป็นสิ่งที่นางมิเคยได้สวมใส่มาก่อน หรือแม้แต่ใฝ่ฝันถึง
“ไป พวกเราไปดูกันว่าบาดแผลของพี่หญิงใหญ่หายดีแล้วหรือไม่ จะได้ถือโอกาสให้พี่หญิงใหญ่ทรงทราบว่ายามนี้อวิ๋นอินอินมีชีวิตที่สุขสบายเพียงใด” อวิ๋นเหยาเหยาออกมาจากด้านหลังของก้อนหิน มองอวิ๋นสีหมิ่นด้วยรอยยิ้มที่แปลกประหลาด “พี่หญิงใหญ่ย่อมจะต้องคิดว่า ด้วยความช่วยเหลือของเสด็จอา อีกไม่ช้าอวิ๋นอินอินจะต้องไปเข้าร่วมการคัดเลือกพระชายาที่แคว้นต้าโจวเป็นแน่”
อวิ๋นสีหมิ่นพยักหน้าเห็นด้วย
จากนั้นคนทั้งสองก็เปลี่ยนจากเส้นทางเดิม เดินไปทางที่พำนักของอวิ๋นพิ่นถิง
ทันทีที่เข้าไปในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง อวิ๋นอินอินก็ปลีกตัวออกจากพวกหลานเยว่ ไปที่ศาลาสวนสนคนเดียว ทว่ายังไม่ทันได้เข้าไปในตำหนัก นางก็พบกับเซวียนเหยียนฟู่ที่เดินสวนออกมาจากด้านใน
“เสด็จอา!”
อวิ๋นอินอินเรียกคำหนึ่ง พร้อมวิ่งเข้าไปอย่างร่าเริง
เซวียนเหยียนฟู่ยืนอยู่ที่เดิม มองดูเงาร่างสีเขียวของสายธารที่พุ่งเข้าหาตนราวกับภูต ดวงตาที่ลึกล้ำก็หรี่ลง ความชื่นชมและประหลาดใจวาบผ่านไปในดวงตาคู่นั้น
อวิ๋นอินอินหยุดฝีเท้าห่างจากเซวียนเหยียนฟู่ห้าก้าว จากนั้นจึงเงยหน้า ใช้ใบหน้าที่มีรอยยิ้มแสนหวานราวน้ำผึ้งมองเซวียนเหยียนฟู่
ทั้งถามอย่างไร้ยางอายอย่างยิ่งว่า “เสด็จอา ทรงทอดพระเนตรสิเพคะ ข้างดงามหรือไม่?”
เซวียนเหยียนฟู่ขมวดคิ้ว คำพูดนี้สามารถถามตรง ๆ ได้เช่นนี้เลยหรือ? และยังเป็นการถามบุรุษอย่างเขาด้วย
“เสด็จอา พูดมาสิเพคะ ข้าแต่งกายเช่นนี้งดงามหรือไม่?”
เมื่อเห็นสายตาที่รอคอย เซวียนเหยียนฟู่จึงได้แต่กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ไม่ถือว่าอัปลักษณ์”
อวิ๋นอินอินเบะปาก “ต้องงดงามมากสิ ถึงจะถูก”
แต่พริบตาถัดมา ใบหน้าของอวิ๋นอินอินก็มีรอยยิ้มอีกครั้ง นางมองเซวียนเหยียนฟู่ราวกับสุนัขขี้ประจบ “เสด็จอา ขอบพระทัยที่ทรงประทานชุดให้ข้า นี่มันดีเหลือเกินเพคะ…”
“ไม่มีสิ่งใดหรอก ข้าแค่ให้รางวัลสำหรับจิตวิญญาณที่น่ายกย่องของเจ้าเมื่อคืน”
เซวียนเหยียนฟู่ยังคงมีสีหน้าไร้ความรู้สึกเช่นเดิม ความไม่แยแส น้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็ง ท่าทีตีตัวออกห่างจากคนเป็นพันลี้ แต่เมื่ออวิ๋นอินอินมองไป นางกลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม แต่จะมีที่ใดไม่เหมือนเดิมนั้น นางไม่อาจบอกได้
แต่แค่รู้สึกว่าเสด็จอาได้ยอมรับนาง หลานสาวผู้นี้จากก้นบึ้งของจิตใจ
หลังสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดนั้น ในอากาศก็เหมือนมีความสัมพันธ์อันอบอุ่นบางอย่างกำลังก่อตัว
“ไม่ว่าเจตนาในการมอบของขวัญของท่านคือสิ่งใด แต่ความรู้สึกที่ข้ามีก็คือความขอบคุณเสด็จอาอย่างไร้ใดเปรียบเพคะ” อวิ๋นอินอินยื่นมือออกไป ยกสองมือเลยศีรษะ ทำท่าหัวใจแห่งความรักดวงเบ้อเริ่ม เอียงหัวเล็กน้อยแล้วเผยรอยยิ้มที่แสนน่ารัก กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เสด็จอา โปรดทรงรับหัวใจที่แสนจริงใจดวงนี้ของข้าด้วยเพคะ”
เซวียนเหยียนฟู่มองนางอย่างพินิจ จากนั้นทำหน้าบึ้งตึง สาวเท้าผ่านอวิ๋นอินอินไป
อวิ๋นอินอินเห็นเช่นนั้นก็วางแขนลง หมุนตัว อดนินทาใส่เงาที่สูงใหญ่นั้นไม่ได้ เสด็จอาช่างเป็นผู้ชายตรงไปตรงมาไม่ไว้หน้าเหลือเกิน
แต่เด็กสาวไม่รู้ว่า ในยามที่นางมองไม่เห็นนั้น มุมปากที่ยกขึ้นของเสด็จอานั้น ไม่ใช่วางเรียบเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ในตำหนักที่ประทับขององค์หญิงใหญ่ อวิ๋นเหยาเหยาและอวิ๋นสีหมิ่นพรรณนาเรื่องที่พวกนางทั้งสองได้พบ และยังแสร้งแสดงความคิดของตนออกไปอย่างไม่ตั้งใจ เมื่ออวิ๋นพิ่นถิงฟังจบ สีหน้านางก็มืดมนและเย็นชา
ขนมในมือถูกบีบจนแหลก
“อวิ๋นอินอิน หึ เจ้าคิดว่ามีเสด็จอาช่วยเจ้า เจ้าก็จะปลอดภัยไร้กังวลแล้วอย่างนั้นหรือ?” ในดวงตาของอวิ๋นพิ่นถิงสาดประกายความโหดเหี้ยม ส่วนมุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย
นางเหลือบมองพวกอวิ๋นสีหมิ่นทั้งสองคนครั้งหนึ่ง จากนั้นลุกขึ้นยืน
“ข้าจะไปถวายบังคมเสด็จพ่อ พวกเจ้ากลับไปก่อนเถิด”
พวกอวิ๋นเหยาเหยาทั้งสองคนลุกขึ้น มองดูเงาหลังของอวิ๋นพิ่นถิง ในใจของคนทั้งสองต่างรู้สึกเศร้าใจนัก พวกนางต่างก็เป็นบุตรสาวของเสด็จพ่อ แต่ว่าแค่ปีหนึ่งยังยากที่จะได้พบเสด็จพ่อสักครา ทว่าอวิ๋นพิ่นถิงและอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวนั้น อยากพบเมื่อใดก็พบได้…
อวิ๋นพิ่นถิงทั้งออดอ้อนทั้งขอร้องอยู่ในตำหนักเฉียนคุน แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ยังคงเป็นการบอกให้รอต่อไปอีกหน่อย จนตอนนี้นางสะสมความโมโหอยู่เต็มท้อง กลับตำหนักที่ประทับของตนอย่างไม่ยินยอม หลังจากขว้างปาแจกันดอกไม้ไปสองสามใบ อารมณ์จึงได้สงบลงบางส่วน
ส่วนอวิ๋นอินอินที่ทำให้นางโมโหแทบตายนั้น กลับเล่นลูกกลมเป็นเพื่อนเยว่หยาอยู่ในสวนเสือ รอจนเยว่หยากลับไปนอน อวิ๋นอินอินก็ทนว่างไม่ได้อีก ไปที่ห้องเครื่องอีกครั้ง วุ่นกับขนมหวานของตน
ยุคโบราณนี้ไม่มีเตาอบ ทำของหลายอย่างได้ไม่สะดวกนัก อวิ๋นอินอินลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจจะทำเตาอบง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ให้หลานเยว่หยิบกระดาษและพู่กันมา เริ่มวาดแบบออกแบบ
“องค์หญิงเก้า ของที่ลักษณะคล้ายแมวนี้คือสิ่งใดหรือเพคะ?”
ของนี้เรียกว่าเตาอบดินทรงซาลาเปา[1]* เมื่อมีของสิ่งนี้ ขนมก็ไม่จำเป็นต้องนึ่ง แต่สามารถใช้ไฟอบให้สุกแถมยังไม่ไหม้ด้วย
หงรื่อมีสีหน้าประหลาดใจ “ขนมมิใช่ล้วนแต่นึ่งหรือเพคะ? หากอบออกมาก็จะกลายเป็นเซาปิ่ง[2]* กระมัง ยังจะเป็นขนมอยู่อีกหรือเพคะ?”
อวิ๋นอินอินหัวเราะเบา ๆ ทีหนึ่ง “ต้องเป็นขนมสิ รอข้าทำเสร็จแล้ว จะให้เจ้าลองชิมอันหนึ่ง”
นางมอบแบบที่วาดเสร็จแล้วกับรายการวัตถุดิบให้หลานเยว่ ให้อีกฝ่ายเตรียมให้พร้อมในพรุ่งนี้เช้า จากนั้นอวิ๋นอินอินจึงไปที่ห้องเครื่อง เปิดฝารังขนมแป้งน้ำผึ้งพุทราแดงที่ตนทำไว้ก่อนหน้า
ทันทีที่เปิดฝาขึ้น กลิ่นหอมหวานก็อบอวลไปทั่วห้องทันที
หงรื่อกับหลานเยว่เพียงแค่ได้กลิ่น ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
“องค์หญิงเก้า ฝีมือที่ยอดเยี่ยมของท่านไปได้มาแต่ที่ใดหรือเพคะ ท่านมาที่นี่ได้ไม่กี่วัน ข้าคิดว่าตัวข้ากับหลานเยว่อ้วนขึ้นมาเสียแล้วเพคะ” หงรื่อชะโงกเข้าไปมองพร้อมกล่าวชมจากใจ
อวิ๋นอินอินหั่นขนมสองสามชิ้นวางลงในจาน ส่งไปให้หงรื่อ
“เอาเถิด พวกเจ้าไม่ต้องชมข้าทุกครั้งหรอก ขอเพียงข้าลงมือทำ มีครั้งใดบ้างที่ไม่มีของพวกเจ้ากัน” อวิ๋นอินอินแซวหงรื่อ จากนั้นก็หั่นขนมแป้งข้าวต่อ
นางถือขนมแป้งข้าวที่ตกแต่งเรียบร้อย เดิมอวิ๋นอินอินยังใคร่ครวญว่าจะส่งไปให้เสด็จอาสักหน่อยดีหรือไม่ แต่ได้ยินจากปากอาเอ้อร์ว่า เซวียนเหยียนฟู่ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา
ในเมื่อไม่อยู่ก็ไม่ต้องส่งให้เขากินแล้วกัน เผื่อเขาจะไม่ชอบกินของหวานแบบนี้ ถือโอกาสที่ยังร้อนส่งกลับไปให้เสด็จแม่กินดีกว่า
…
“เร็ว… เตะมา… เตะมาทางนี้”
“องค์ชายห้า พระองค์อย่าทรงวิ่ง ระวังล้มนะเพคะ…”
อวิ๋นอินอินเดินอยู่ระหว่างทาง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังลอยมาจากทางราชอุทยาน ทะลุผ่านต้นดอกท้อเลือนราง เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังวิ่งไปด้านหน้าสุดกำลัง ส่วนนางกำนัลด้านหลังก็ค่อย ๆ ถูกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง
ทันใดนั้นเด็กชายล้มลง แล้วร้องไห้งอแงออกมา
เสียงร้องเรียกของนางกำนัลพวกนั้นกลบเสียงร้องของเด็กชาย ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าก็คือ นางกำนัลพวกนั้นไปผิดทาง และออกห่างจากเด็กผู้ชายคนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
“ช่างเถิด อย่ายุ่งเรื่องของคนอื่นจะดีกว่า”
อวิ๋นอินอินหิ้วกล่องอาหาร ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว สุดท้ายก็ทนไม่ไหว หมุนตัวมุ่งหน้าไปหาเด็กชายที่กำลังร้องไห้งอแง
“น้องชายตัวน้อย เจ้าเป็นอันใดหรือ? เหตุใดจึงมานอนร้องไห้อยู่ตรงนี้?”
อวิ๋นหมิงจิ่นได้ยินเสียงนั้นจึงเงยหน้าขึ้น ชี้ไปที่หัวเข่าของตนอย่างเศร้าสร้อย อวิ๋นอินอินก็ก้มหน้าลงมอง ที่แท้หัวเข่าถูกบาดเป็นแผลเลือดไหล
“พี่สาวจะให้ของอร่อยเจ้ากิน เจ้าเลิกร้องไห้ได้หรือไม่?”
กล่าวจบ นางก็เปิดกล่องอาหารออก หยิบเค้กข้าวส่งให้เด็กชายหนึ่งชิ้น เด็กชายก็ดมมัน จากนั้นเอาใส่ปากอย่างรวดเร็ว
“อร่อยจังเลย”
“อย่างนั้นอย่าร้องไห้ แล้วพี่สาวจะมอบให้เจ้าอีกชิ้น” นางประคองเด็กชายที่หยุดร้องไห้ขึ้นมา ชี้ไปที่นางกำนัล “คนพวกนั้นไปทางนั้นแล้ว เจ้าไปเถิด”
แต่ไม่ทันที่อวิ๋นอินอินจะเดินไปได้กี่ก้าว ด้านหลังกลับมีเสียงตะโกนร้องเรียกอย่างตื่นตระหนก
“ใครก็ได้รีบมาเร็วเข้า องค์ชายห้าตกน้ำ…”
[1] เตาอบดินทรงซาลาเปา เป็นเตาอบดินทรงโค้งคล้ายโดม ใช้อบพิซซ่าหรือขนมปัง
[2] เซาปิ่ง คือ แป้งอบหรือแป้งทอด มีลักษณะคล้ายขนมเปี๊ยะ บ้างก็คล้ายพิซซ่า ส่วนมากจะโรยหน้าด้วยงา ในสมัยโบราณสามารถใส่ไส้หรือทาหน้าได้หลายชนิด