อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วเดินพลางพูดไปด้วยไม่รู้ว่าสวนบ้านของตระกูลเกายังมีอะไรซ่อนอยู่อีกหรือไม่ แต่ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเกาก็มักจะทำเรื่องที่โหดร้ายแบบนี้ทั้งนั้นสวนใหญ่หลังบ้านฝังศพคนเป็นจำนวนนับพันคน ส่วนบ้านในสวนขนาดเล็กก็มีความเจ็บปวดของเกาหยวนซูอยู่ฉะนั้นอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วจึงรู้สึกหนักอึ้งในใจ หนักจนแทบจะหายใจไม่ออก
เมื่อเปิดประตูห้องของฮูหยินผู้เฒ่าเข้าไปอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วจึงเห็นว่าด้านในว่างเปล่ามาก ฮูหยินผู้เฒ่ามีอิทธิพลต่อตระกูลเกามานานนับร้อยปีดูจากภายนอกแล้วเหมือนตระกูลเกาจะไม่มีอะไรเลยแต่นั่นก็เป็นเพียงการแสดงให้ราชสำนักดูเท่านั้น
“ข้าไม่เชื่อว่าคนแก่ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมแบบนั้นจะไม่มีแผนสำรองอื่น”
ตู้โซ่วโซ่วเดินพลางพูดไปด้วย“ตระกูลเกาไม่มีทางล่มสลายง่าย ๆ เช่นนี้หรอก ไม่แน่ นางอาจเตรียมการอย่างลับ ๆเพื่อกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”
อันเจิงพูดขึ้น “เรื่องนี้ใหญ่มากเกินไปใหญ่จนทางด้านไทเฮา กรมราชทัณฑ์ และหน่วยฟางกู้ยังไม่กล้าประมาทเลยในเมื่อตอนนี้แคว้นเยี่ยนต่างรู้กันหมดแล้วว่าตระกูลเกาเป็นกบฏ แล้วบุกเข้าตำหนักวิหารสวรรค์เพื่อลอบปลงพระชนม์ราชาถึงแม้ตอนนี้ไทเฮาจะกุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แต่นางก็ไม่กล้าทำให้ประชาชนโกรธเคืองแน่นอนอีกทั้งตระกูลเกาหากินบนความทุกข์ของผู้คนมานานขนาดนั้น ประชาชนเกลียดตระกูลเกาเข้ากระดูกดำครั้งนี้กรมราชทัณฑ์ หน่วยทหาร รวมไปถึงหน่วยฟางกู้ก็หาตัวตระกูลเกาไม่เจอสักที...ข้าสงสัยว่าความจริงแล้ว บางทีตระกูลเกาก็อาจไม่ได้มีอำนาจอย่างที่ทุกคนคิด”
“เพราะอะไร?” ตู้โซ่วโซ่วถาม
“ตระกูลเการุ่นก่อนซ่อนตัวยอดฝีมือไว้ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักของตระกูล และคนคนนั้นก็คือสามีของฮูหยินผู้เฒ่าที่เสียชีวิตไปแล้วส่วนเกาหยวนซูก็บาดเจ็บสาหัสเพราะรับการถ่ายทอดพลังจากคนรุ่นก่อนฉะนั้นความจริงแล้วเรื่องเล่าเกี่ยวกับยอดฝีมือในตระกูลเกาอาจเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเท่านั้นเพราะหากตระกูลเกาพาบุคคลสำคัญไปด้วยจริง ๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะหาเบาะแสไม่เจอเลยตรงกันข้าม หากเขามียอดฝีมือจำนวนมาก อย่างนั้นต้องมีเบาะแสมากยิ่งขึ้นตอนนี้ผู้มีอำนาจมากมายกำลังไล่ล่าตระกูลเกา รวมไปถึงไทเฮาด้วยเช่นกันหากตระกูลเกาเผยตัวออกมาเมื่อไหร่ละก็ ต้องไม่มีทางหนีพ้นแน่”
“แต่ที่ผ่านมาไม่มีข่าวคราวเลยแม้แต่นิดเดียวนั่นไม่ได้แปลว่าพวกเขาซ่อนตัวเก่ง ไม่แน่ว่าหญิงชราคนนั้นอาจไม่มีหมากสำคัญในมือแล้วก็ได้ เพียงแค่หาที่ซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งที่ที่มีเพียงนางและคนใกล้ชิดจริง ๆ”
ตู้โซ่วโซ่วคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงรู้สึกว่าเหตุผลที่พูดมาสมเหตุสมผลมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นทางด้านไทเฮาขุนนางที่มีอำนาจ หรือเป็นด้านของราชาก็ตามทุกคนต่างแสดงท่าทีไปในทิศทางเดียวกัน...นั่นก็คือการทำลายล้างตระกูลเกาหากตระกูลเกามียอดฝีมือติดตามไปด้วยมากเช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหาเบาะแสอะไรไม่เจอเลย
“เป็นเรื่องดี!”
ตู้โซ่วโซ่วยิ้มพร้อมพูด “ทีนี้ก็เหลือหญิงชราคนนั้นคนเดียวแล้วล่ะนางคงไม่มีอำนาจพลิกคดีนี้อีกแล้ว อย่าให้ข้าหาตัวเจอนะ ไม่อย่างงั้นละก็ ข้าจะจัดการให้วิญญาณของนางแตกซ่านเลย”
แต่อันเจิงกลับนึกถึงเรื่องอื่นมากกว่า“ตระกูลเกาไม่ได้พกของมีค่าไปมาก หากเป็นอย่างที่ข้าเดาละก็หญิงชรานั่นต้องไม่กล้านำของมีค่าไปมากอย่างแน่นอนอีกทั้งคนข้างกายยิ่งน้อยก็ยิ่งปลอดภัยฉะนั้นในบ้านนี้ต้องมีของมีค่าที่ยังหาไม่เจอมากแน่ ๆ ครั้งก่อนข้าบอกว่าจะหาอาวุธที่เหมาะสมให้เจ้าแล้วข้าก็มอบง้าวจี้ที่อยู่ในระดับสีทองขั้นสูงให้หากครั้งนี้เราเจอของที่มีประโยชน์แล้วนำกลับไปให้ผู้เฒ่าฮั่วช่วยหลอมเข้าไปไม่แน่ง้าวจี้อาจคืนสู่ระดับสีม่วงอย่างแท้จริงก็ได้”
เขาเดินไปพลางนึกถึงชุดเกราะของตู้โซ่วโซ่ว“ถึงแม้ของคู่กายของปีศาจหินจะแข็งแกร่งมากแต่ภายใต้ความแข็งแกร่งก็มีจุดอ่อนเช่นกัน เพราะมันแข็งแกร่งแต่ไม่สามารถยืดหยุ่นโดยปกติจะไม่มีปัญหา แต่หากปะทะกับยอดฝีมือจริง ๆ ละก็ มันอาจแตกก็ได้”
อันเจิงอุ้มเสี่ยวช่านแล้วถอนหายใจก่อนพูด“เล่ากันว่าดวงตากงล้อเก้าภพโลภมากจนน่าเกลียด หากเป็นหลุมศพที่มีสมบัติซ่อนอยู่กงล้อเก้าภพต้องไม่มีทางปล่อยไปแน่ อีกทั้งหากมันสามารถกลืนคุณสมบัติของของวิเศษจนมากพอดวงตากงล้อเก้าภพก็จะเปิดออกได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้เสี่ยวช่านของพวกเราจะชอบกิน...แต่อย่างมากก็แค่กินลูกแก้วของเยาโซ่วเท่านั้นเจ้าว่าตอนที่ดวงตากงล้อเก้าภพเลือกเสี่ยวช่าน มันจะบ้าไปแล้วหรือไม่?”
เสี่ยวช่านเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆจากนั้นก็ใช้สายตาเหมือนต่อว่าอันเจิงโง่เง่า ความหมายในแววตาก็คงประมาณว่าหากไม่ใช่เพราะต้องการให้เจ้ามาปรนนิบัติบิดาละก็ บิดาอัดเจ้าไปนานแล้ว
ตู้โซ่วโซ่วยิ้มแล้วพูด “เสี่ยวช่านข้าไม่ใช่คนพูดนะ แต่หากเขาพูดว่าข้ากินเก่งแล้วยังขี้เกียจ อย่างนั้นข้าคงทนไม่ได้แล้วล่ะอย่างไรเจ้าก็มีดวงตากงล้อเก้าภพเชียวนะ เพียงแค่ชี้ไปมั่ว ๆ ก็เจอของวิเศษแล้วหากวันนี้หาของวิเศษได้จริง ๆ ละก็ คืนนี้ข้าจะย่างเนื้อแกะให้เจ้ากินสองตัวเลย”
เสี่ยวช่านเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหันราวกับเข้าใจความหมายที่ตู้โซ่วโซ่วพูด แล้วในดวงตาก็ทอประกายแวววาว
อันเจิงถอนหายใจ “เจ้าเป็นแค่แมวนะเป็นเพียงแมวตัวน้อย ๆ...จะกินเนื้อเยอะขนาดนั้นเลยรึ!”
เสี่ยวช่านไม่สนใจพวกเขาแต่ดวงตาทั้งสองของมันประกายแวววาวมากกว่าเดิม
ตู้โซ่วโซ่วพูดอย่างจริงจัง“ดวงตาของเสี่ยวช่านช่างเป็นดวงตาที่คุ้นเคยจริง ๆ หากพูดถึงเรื่องกินมันคือที่หนึ่ง ส่วนกู่เชียนเยว่คือที่สอง...”
อันเจิงนึกถึงท่าทางของกู่เชียนเยว่เวลาที่นางได้กลิ่นของกินแล้ววิ่งออกมาท่าทางแบบนั้นทำให้อันเจิงรู้สึกอยากขันทุกครั้งเมื่อนึกถึง
ตู้โซ่วโซ่วก็ยิ้มแล้วพูดขึ้น “อย่างไรนางก็เป็นหัวหน้าเผ่าของชนเผ่ากู่เลี่ยเชียวนะทำไมนางถึงแตกต่างจากผู้ปกครองแคว้นเยี่ยนนักล่ะ...เจ้าว่าหรือไม่ ทำไมนางไม่สุขุมเสียบ้างนะ”
อันเจิงหัวเราะเบา ๆ“เจ้าก็กล้าพูดลับหลังนางเท่านั้นนั่นแหละ หากพูดต่อหน้าละก็นางต้องทำลายกางเกงในวิเศษของเจ้าแน่ ๆ”
ตู้โซ่วโซ่วหน้าแดง “ไสหัวไป...”
“แต่จะว่าไปแล้ว เจ้าอ้วนของข้าก็เป็นคนใจกว้างไม่น้อยตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครที่สวมกางเกงในวิเศษระดับสีทองตลอดเวลาเลยสักคนมีเรื่องหนึ่งที่ข้าสงสัยมาก...มันเสียดสีของลับของเจ้าบ้างหรือไม่?” อันเจิงหยอกเย้า
“ไสหัวไปไกล ๆ เลย”
“เจ้าแค่ตอบมาว่าใช่หรือไม่!”
“ก็มีบ้างบางครั้ง...”
อันเจิงถอนหายใจ “ก่อนทำสงครามต้องลับมีดแต่เจ้าลับมันทุกวัน มันคงจะเกลี้ยง ๆ หน่อยสินะ...”
ตู้โซ่วโซ่วอายจนหน้าแดงจัด “ข้าไม่รู้จักเจ้าเจ้าไสหัวไปไกล ๆ เลย”
อันเจิงหัวเราะ ขณะนี้เองเสี่ยวช่านที่อยู่กลางอกของอันเจิงยกเท้าหน้าขึ้นแล้วชี้ออกไปด้านนอกจากนั้นมันก็หดตัวกลับเข้าไปอีกครั้ง อันเจิงอุ้มมันเดินไปพลางพูด “นี่เดินออกจากห้องหญิงชรานั่นแล้วเสี่ยวช่านชี้ที่ไหนกันแน่”
เดินออกไปประมาณหลายสิบเมตรด้านหลังห้องของนางเป็นเหมือนสวนดอกไม้ขนาดเล็ก ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้วฉะนั้นบรรยากาศจึงดูเงียบเหงา สวนหลังห้องมีบ่อน้ำขนาดเล็ก ในบ่อมีดอกบัวหลายดอกส่วนด้านนอกก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาเลยสักนิด
เมื่อเดินไปถึงบ่อน้ำ เสี่ยวช่านก็ยกเท้าหน้าขึ้นมาทำท่าราวกับบอกให้หยุดแล้วชี้เข้าไปในบ่อน้ำ
“ดูแล้วในบ่อนี้ต้องมีของดีแน่ ๆ”
อันเจิงยื่นเสี่ยวช่านให้ตู้โซ่วโซ่ว“ข้าจะลงไปดูหน่อย”
ตู้โซ่วโซ่วห้ามไว้ “ให้ข้าไปดีกว่า”
อันเจิงพูดพลางหัวเราะ “ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบลงน้ำนี่เพียงแค่ตอนเด็กแอบหนีไปเล่นน้ำแล้วถูกตี จากนั้นก็เหมือนมีปมกับน้ำไปเลย”
ตู้โซ่วโซ่วยักไหล่ จากนั้นก็เริ่มถอดเสื้อผ้า ถอดจนเหลือเพียงกางเกงในวิเศษระดับสีทองเท่านั้นแล้วจึงเริ่มพูดอย่างได้ใจ “ในใต้หล้านี้การที่ผู้บ่มเพาะพลังวัตรจะได้ครอบครองของวิเศษระดับสีแดงไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เจ้าอ้วนอย่างข้า แม้กระทั่งกางเกงในยังเป็นของวิเศษระดับสีทองเลย ระดับสีทองเชียวนะยังไม่ต้องพูดถึงมูลค่าของมันแต่ของชิ้นนี้ยังสามารถช่วยให้กลั้นปัสสาวะได้นานอีกด้วย เจ้าเชื่อหรือไม่?”
อันเจิงกลอกตา “มารดามันเถอะ...น้อยครั้งที่ข้าจะพูดจาหยาบคายแต่ของชิ้นนี้แปลกมาก มันสามารถช่วยเรื่องปัสสาวะด้วยจริงหรือ? มันสามารถดูดซับน้ำได้รึ?”
ตู้โซ่วโซ่วทำหน้าบึ้ง “ไสหัวไป...”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็กระโดดลงไปด้านล่าง
ตูม!
จากนั้นตู้โซ่วโซ่วก็ยกมือจับหน้าตัวเองแล้วยืนขึ้นใบหน้าเขาปูดบวมไปหมด “มารดามันเถอะ...บ่อน้ำนี้ยังลึกไม่ถึงครึ่งเมตรเลยด้านล่างยังเป็นก้อนหินแผ่นใหญ่อีก เมื่อครู่แทบจะกระแทกหัวข้าแตก”
เขานั่งยอง ๆ ในบ่อน้ำจากนั้นก็ยื่นมือลงไปลูบ ๆ คลำ ๆ ไม่นานดวงตาก็เป็นประกาย
ตู้โซ่วโซ่วจับอะไรบางอย่างได้จากในบ่อน้ำเขากระชากมันขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากนั้นโซ่ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากก็ถูกยกขึ้นจากน้ำ ส่วนปลายโซ่เป็นห่วงเหล็กขนาดใหญ่ดูแล้วโซ่เส้นนี้มีอายุไม่น้อย ตู้โซ่วโซ่วจับห่วงเหล็กแล้วหันไปยิ้มให้อันเจิง“เห็นห่วงนี่หรือไม่? ใหญ่ใช่หรือไม่? ห่วงนี่ใหญ่กว่าหมัดเสียอีกทว่ากระบอกปืนของข้ายังลอดไม่เข้าเลย เจ้าเชื่อหรือไม่?”
อันเจิงกลอกตา “อยู่ดี ๆพูดถึงมันทำไม...”
ตู้โซ่วโซ่วเบ้ปาก“เจ้าอ่อนโยนหน่อยไม่ได้รึ”
อันเจิงส่ายหน้า“นี่คือการอ่อนโยนต่อหน้าคนอื่นแล้วอย่างไรเล่า”
ตู้โซ่วโซ่วดึงโซ่ขึ้นด้านบน “เจ้าว่ามันจะยาวสักเท่าไหร่”
อันเจิงรีบห้ามไว้ “ช้าก่อน!”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ตู้โซ่วโซ่วก็ดึงมันขึ้นมาแล้วโซ่ถูกเหวี่ยงขึ้นด้านบน จากนั้นน้ำในบ่อก็ไหลลงด้านล่างอย่างกะทันหัน หากไม่ใช่เพราะอันเจิงดึงตัวตู้โซ่วโซ่วไว้ละก็ตอนนี้เขาคงตกลงไปด้านล่างแล้ว
เมื่อน้ำไหลลงไปจนหมดอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วจึงเห็นว่าแผ่นหินในบ่อน้ำสามารถพลิกได้เมื่อครู่ตู้โซ่วโซ่วดึงโซ่ขึ้นมา แผ่นหินจึงพลิกทันที ทำให้น้ำในบ่อไหลลงไปจนหมดเสียงน้ำไหลยังลงไปไม่ถึงพื้น ไม่รู้ว่าด้านล่างลึกมากเท่าไหร่ อันเจิงสั่งให้เกล็ดมัจฉาออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตหนึ่งชิ้นเกล็ดมัจฉาเปล่งแสงประกายสีขาว อันเจิงชี้ไปด้านหน้า เกล็ดมัจฉาจึงลอยออกไปอันเจิงดึงตัวตู้โซ่วโซ่ว พวกเขาทั้งสองคนจึงลงไปด้านล่างตามเกล็ดมัจฉา
ด้านล่างเป็นบันไดลงไปลึกมาก ลึกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของบันได
ตู้โซ่วโซ่วตามหลังอันเจิง เขาเดินไปพลางพูดไปด้วย“หญิงชรานั่นคงจะไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ที่นี่หรอกนะ?”
“ก็ไม่แน่ เจ้าตามหลังข้าน่ะถูกแล้ว”
ตู้โซ่วโซ่วขานรับและนึกขึ้นได้ว่าเสื้อผ้าตัวเองยังอยู่ด้านนอกเขาจึงยื่นมือไปตบที่บั้นท้ายของตัวเองหนึ่งครั้ง แล้วลำแสงสีทองก็เปล่งประกายจากนั้นชุดเกราะสีทองที่ทำมาจากหินก็ปรากฏขึ้นทันที เพียงครู่เดียวก็สวมอยู่บนร่างเขาครบชุดแล้วชุดเกราะนี้ดูงดงามมาก บนชุดมีลำแสงสีทองเปล่งประกายไปทั่วอีกทั้งขอบของชุดเกราะนี้ยังมีสีม่วงประกายจาง ๆ อยู่ด้วย นี่เป็นของวิเศษระดับสีทองขั้นสูงสุดและเป็นระดับสีม่วงขั้นล่าง แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องที่เจอในสวนบ้านของเกาหยวนซูตู้โซ่วโซ่วจึงใช้จิตสั่งการเรียกง้าวจี้ออกมาด้วย
เกล็ดมัจฉาลอยอยู่ด้านหน้าส่วนอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วก็รักษาระยะห่างและตามอยู่ด้านหลังทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเกินคาดมาก บันไดไม่ได้ลงไปลึกอย่างที่คิดส่วนเหตุผลที่มองไม่เห็นปลายบันไดก็เพราะด้านล่างมืดมาก เมื่อเดินลงไปได้ประมาณห้าถึงหกเมตรเท่านั้นพวกเขาก็พบกับปลายบันไดแล้ว
อันเจิงส่งสัญญาณให้ตู้โซ่วโซ่วระวังตัวด้วย จากนั้นก็พลิกข้อมือเกล็ดมัจฉาจึงพุ่งตรงเข้าไปด้านในก่อน หลังจากรอครู่หนึ่งแล้วยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันเจิงจึงเดินเข้าไปยังเส้นทางลับตรงหน้า ทางลับด้านล่างนี้กว้างมากขนาดพวกเขาทั้งสองคนเดินคู่กันยังไม่รู้สึกแคบเลย เมื่อเดินไปด้านหน้าเรื่อย ๆกลิ่นอายที่เย็นยะเยือกก็เริ่มมากขึ้น ขนาดด้วยระดับพลังที่พวกเขาทั้งสองคนมี เดินไปได้หลายสิบเมตรยังรู้สึกเย็นเข้ากระดูกเลย
หลังจากเดินเข้าไปแล้วด้านในก็เริ่มสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ อันเจิงเงยหน้ามองไปยังด้านบนด้านบนมีดอกบัวสีขาวงอกออกมาหลายดอก แสงสว่างที่ว่าก็มาจากดอกบัวสีขาวนั่นเอง
ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น“คาดว่าต้องเป็นของดีเหมือนกันนะเนี่ยของที่สามารถประกายแสงได้ก็คือของดีทั้งนั้น”
อันเจิงส่ายหน้า “เป็นดอกไม้จริง ๆ”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปจากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “หากเป็นดอกไม้จริง ๆ อย่างนั้นทำไมมันถึงสามารถเติบโตบนก้อนหินได้ล่ะ? มันมีชีวิตได้อย่างไร?”
อันเจิงส่ายหน้าอีกครั้งเพราะเขามักจะรู้สึกว่าด้านล่างนี้ประหลาดมากขึ้นทุกทีเขาก้มหน้ามองไปยังเสี่ยวช่านที่อยู่กลางอกและรู้สึกเหมือนมันยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรทั้งนั้น มันยังคงนอนอยู่นิ่ง ๆ เจ้าแมวตัวนี้ใช้เวลานอนในแต่ละวันมากถึงสิบหกชั่วโมงเลยทีเดียวหากไม่มีใครสนใจมันละก็ มันจะใช้เวลายี่สิบสี่ชั่วโมงในการนอนเลยด้วยซ้ำและแน่นอนว่าหากมีกลิ่นอาหารมายั่วยวนมันต้องพุ่งออกมาเร็วไม่แพ้กู่เชียนเยว่แน่นอน
ตู้โซ่วโซ่วเงยหน้ามองไปยังดอกบัวสีขาวด้วยความสงสัยว่ามันเติบโตบนหินได้อย่างไร
ขณะที่เขากำลังเงยหน้ามองอยู่นั้นดอกบัวก็บานออกอย่างกะทันหัน จากนั้นรากสีเขียวก็ยื่นลงมาไม่ต่างจากมือของคน รากที่พุ่งตรงลงมายังหลังหัวของตู้โซ่วโซ่วเร็วจนน่ากลัว