ตอนที่ 50
ผู้ชนะ
สัญญาณจบการแข่งขันปรากฏขึ้นบนท้องนภาในยามราตรีของเมืองหมื่นราตรีจำลองที่ถูกจัดเป็นสถานที่แห่งการแข่งขัน สัญญาณจบการแข่งขันมันดังขึ้นมาพร้อมกับปราณกระบี่ของลู่หานวาดเหวี่ยงใส่ร่างของคนผู้นั้นครบสิบครั้ง
ปราณกระบี่ของลู่หานฟาดฟันเข้าสู่จุดที่ไม่ได้เป็นจุดสำคัญของคนผู้นั้นมันเลยทำให้คนผู้นั้นไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก
แต่ว่าแต้มที่ปรากฏอยู่บนหน้าอกของทั้งสองมันก็มีการเปลี่ยนแปลงโดยบนใบหน้าอกของลู่หานมีเลขสลักอยู่เป็นเลข 60 ส่วนทางด้านกายของยอดฝีมือเผ่ามารผู้นั้นมันมีเลข 40
ลู่หานสามารถช่วงชิงแต้ม 10 แต้มมาจากคนผู้นั้นได้ในช่วงวินาทีสุดท้าย แล้วตอนนี้เขาก็กลับกลายเป็นผู้ชนะของการแข่งขันนี้
ใบหน้าที่สุขุมแฝงความเยือกเย็นของยอดฝีมือเผ่ามารผู้นั้นหันกลับมามองลู่หานที่เคลื่อนกายไปด้านหลังของมันเพราะท่วงท่าในการฟาดฟัน
เมื่อลู่หานมองร่างกายของอีกฝ่ายที่โดนปราณกระบี่ของเขาฟาดฟันไปก็ไม่ได้บาดเจ็บมากนัก มันแสดงถึงร่างกายที่ถูกปกคลุมไปด้วยพลังบ่มเพาะอันแข็งแกร่ง แต่อย่างไรการแข่งขันครั้งนี้ก็ถือว่าเขานั้นชนะแล้ว
ถ้ามองอีกมุมนึงถ้าการแข่งขันนี้มันไม่ได้เป็นการแข่งขันแย่งชิงแต้มคะแนนแต่เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัวเขาคงไม่มีทางชนะ
อีกฝ่ายหนึ่งยังคงจ้องมองใบหน้าของลู่หานด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งเยือกเย็นไร้อารมณ์นึกคิดที่แสดงออกมาแม้ว่าตนเองจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ตัวตนของยอดฝีมือเผ่ามารตรงหน้ามันทำให้ลู่หานรู้สึกสงสัย อีกฝ่ายมีความต้องการอันใดถ้าเขาอยากจะได้ของรางวัลจริงๆการที่พ่ายแพ้เช่นนี้ก็ควรจะแสดงความรู้สึกอันใดบ้าง
ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างกำลังจับจ้องกันอยู่ตอนนี้ผู้ชมที่นั่งชมการต่อสู้อยู่ด้านนอกก็ต่างส่งเสียงร้องเฮลั่นออกมาทำให้ทั่วทั้งเมืองหมื่นราตรีเต็มไปด้วยความคึกครื้น
การต่อสู้เมื่อสักครู่มันทำให้เลือดกายของผู้ชมนั้นเดือดพล่าน การประลองทุกตัดสินได้โดยใช้เวลาเพียงวินาทีสุดท้าย และอีกอย่างคือพวกเขาไม่มีผู้ใดคิดว่าลู่หานที่มีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับต่ำกว่าจะเป็นฝ่ายชนะเลย
แต่การต่อสู้ที่เพิ่งผ่านมามันก็ทำให้เหล่าผู้ชมได้รู้แล้วว่าบุรุษผู้ที่ได้ชัยชนะไปในครั้งนี้มีทั้งไหวพริบและสติปัญญาลึกล้ำเขาสามารถคิดค้นแผนเช่นนั้นออกมาได้และประยุกต์ทุกอย่างที่อยู่รอบกายมาใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์สูงสุด
ตอนนี้ผู้ที่ชักนำลู่หานมาที่งานเทศกาลแห่งนี้เขากำลังนั่งชมการต่อสู้ทั้งหมดอยู่บนหลังคาในตำแหน่งเดิมและเมื่อเห็นว่าลู่หานเป็นฝ่ายชนะใบหน้าที่สงบนิ่งเรียบเฉยก็ได้ฉีกยิ้มเล็กๆออกมาที่มุมปากอันอวบอิ่ม
ในขณะเดียวกันภายในมิติทับซ้อนที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นเมืองจำลองของการต่อสู้ร่างของสองคู่ต่อสู้สองคนสุดท้ายต่างเริ่มโดนเคลื่อนย้ายกลับไปที่เมืองหมื่นราตรีที่แท้จริง
ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างกำลังจับจ้องกันอยู่ทัศนียภาพรอบกายของลู่หานมันก็เปลี่ยนไปภายในพริบตาอีกครั้งหนึ่งเหมือนในครั้งแรกที่เขาถูกเคลื่อนย้ายมาที่มิติทับซ้อนพิเศษ ตอนนี้ทัศนียภาพรอบกายของเขามันเปลี่ยนไปดวงตาของลู่หานเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกร่างกายของเขาถูกเคลื่อนย้ายมาอยู่กลางเวทีทรงกลมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหมื่นราตรี
ใบหน้าตื่นตระหนกตกใจอยู่ไม่น้อยที่อยู่ๆร่างกายของตนเองถูกเคลื่อนย้ายมาที่ใจกลางเวทีที่อ้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย
แต่ลู่หานก็สามารถตั้งสติแล้วประเมินทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วเขาหันกลับไปมองเจ้าเมืองหมื่นราตรีที่ยืนอยู่ใกล้ๆ บุรุษร่างกายกำยำที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬผู้นี้เมื่อเข้ามาจ้องมองใกล้ๆก็ยิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีพลังบ่มเพาะที่แข็งแกร่ง เมื่อมองแล้วความแข็งแกร่งของเจ้าเมืองหมื่นราตรีผู้นี้เห็นแล้วว่าด้อยกว่าผู้อาวุโส 3 ของสำนักอักษรสวรรค์เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
บุรุษร่างกายกำยำสวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬที่ด้านหลังประดับด้วยผ้าคลุมสีแดงย่างกายเข้ามาหาลู่หาน
“ เจ้าคือผู้ชนะ!!! ” อีกฝ่ายพูดด้วยเสียงใสกระจ่างพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแล้วเหมือนจะเป็นคนเคร่งขรึม
“ ขอรับ... ” ลู่หานขานรับกลับไป
“ เจ้าหนุ่มเจ้าชื่ออันใด ”
“ ลู่หานขอรับ ”
เมื่อได้ชื่อของผู้ที่ชนะเจ้าเมืองหมื่นราตรีก็หันหน้ากลับไปเผชิญหน้ากับเหล่าผู้ชมอีกครั้ง มันโบกสะบัดผ้าคลุมสีแดงของมันที่ประดับอยู่ด้านหลังด้วยท่าทางองอาจก่อนจะกางแขนทั้งสองข้างออกมาแล้วตะโกนดังลั่น
“ เทศกาลแห่งการช่วงชิงของเมืองหมื่นราตรีในครั้งนี้ผู้ที่ชนะลู่หาน!!!! ” เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณสร้างความฮึกเหิมให้กับเหล่าชาวเมือง
สิ้นเสียงของชาวเมืองหมื่นราตรีเหล่าชาวเมืองที่รายล้อมอยู่บริเวณรอบนอกก็ต่างโห่ร้องขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังลั่นราวกับมีอารมณ์ร่วมเป็นอย่างมากกับงานประลองครั้งนี้
เมื่อทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องให้กับผู้ชนะ เจ้าเมืองหมื่นราตรีผู้ที่เป็นเจ้าของงานก็หันกลับมามองที่ลู่หานอีกครั้งมันแสดงรอยยิ้มก่อนจะเริ่มหยิบของชิ้นแรกยื่นมาให้ลู่หาน
ของรางวัลชิ้นแรกมันคือป้ายที่สามารถใช้ในการเปิดประตูทางเข้าออกเมืองหมื่นราตรีได้หนึ่งครั้ง ลู่หานรับป้ายไม้นั้นเอาไว้ในมือก่อนที่เขาจะเก็บมันเข้าไปภายในอาภรณ์ที่ตนเองสวมใส่อยู่
แน่นอนว่าป้ายทางเข้าออกเมืองหมื่นราตรีมันก็เป็นสิ่งที่ดีมากอย่างนึงแต่ว่าลู่หานตอนนี้เขาต้องการที่จะได้รับของรางวัล 2 สิ่งหลังมากกว่าเพราะมันจะเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้กับเขาในตอนนี้
“ เอาไหดวงจิต 9 อสรพิษบรรพกาลขึ้นมา!!! ” เจ้าเมืองหมื่นราตรีหันไปตะโกนสั่งทหารที่อยู่ด้านล่าง ทหารคนเดิมได้ยกไหสีดำสนิทขึ้นมาบนเวทีทรงกลมขนาดใหญ่ที่ถูกยกขึ้นจากพื้นเพียงเล็กน้อย
ครั้งนี้เมื่อได้จ้องมองมันใกล้ๆเขายิ่งสัมผัสได้ว่าพลังบ่มเพาะแผ่ซ่านออกมาจากไหมันแข็งแกร่งมากขนาดไหน ตอนแรกมองจากไกลๆก็เห็นเพียงแค่พลังบ่มเพาะรางๆแต่เมื่อเข้ามามองใกล้ๆเช่นนี้สมแล้วที่เป็นดวงจิตและพลังบ่มเพาะของสัตว์อสูรระดับอสูรกลืนสวรรค์ถึง 9 ตัว
ม่านตาทั้งสองข้างของลู่หานเบิกกว้างขึ้นเขาจับจ้องไหที่กำลังจะมาอยู่ในมือของเขาด้วยสายตาเปล่งประกายแฝงไปด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดเขาก็ได้มันมาอยู่ในกำมือทหารผู้นั้นได้ส่งมอบไหสีดำให้กับลู่หาน
มือทั้งสองข้างประคองรับไหสีดำเอาไว้อย่างนุ่มนวล แต่เมื่อได้สัมผัสเข้ากับไหสีดำด้วยมือของตนเองกำลังบ่มเพาะที่เขาสัมผัสได้มันยิ่งหนักอึ้งกับจะบดขยี้ร่างกายของเขา
ชั่วพริบตาแรกที่มือทั้งสองข้างได้สัมผัสเข้ากับไหสีดำทมิฬเขาทั้งสองข้างของลู่หานก็แทบจะทรุดลงไปกับพื้น ตอนแรกเพียงแค่ได้จ้องมองมันด้วยสายตาก็รู้แล้วว่าพลังบ่มเพาะที่แฝงเร้นอยู่ด้านในมันมีมากมายเพียงใดแต่เมื่อลองได้สัมผัสด้วยสองมือของตนเองแล้วพลังบ่มเพาะที่แผ่ซ่านออกมาจากไหดวงจิตเก้าอสรพิษบรรพกาลมันแทบจะบดขยี้ร่างกายของเขา
ลู่หานพยายามดึงสติฟันล่างกับฟันบนกัดกระทบกันแน่นก่อนที่เขาจะแผ่ซ่านพลังบ่มเพาะออกมาเพื่อต่อต้านพลังบ่มเพาะของดวงจิตเก้าอสรพิษบรรพกาลที่อยู่ด้านในที่มันกำลังจะคุกคามเขา
เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นเขาก็สามารถตอบโต้ดวงจิต9 อสรพิษบรรพกาลได้ เมื่อเห็นบุรุษด้านหน้าสามารถต่อต้านกับพลังบ่มเพาะที่คุกคามได้ตัวของเจ้าเมืองหมื่นราตรีที่อยู่ด้านหน้าก็ยกยิ้มที่มุมปากขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ
หลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายสามารถต่อต้านพลังบ่มเพาะที่แฝงเร้นอยู่ภายในไหได้แล้วเจ้าเมืองหมื่นราตรีก็ไม่รอช้าจึงหันไปเปล่งเสียงสั่งการทหารด้านล่างอีกครั้ง “ นำของรางวัลชิ้นที่ 3 ขึ้นมา!!! ”
ลู่หานที่สามารถควบคุมไหดวงจิต 9 อสรพิษบรรพกาลในมือได้สำเร็จเขาก็ละความสนใจไปจากมันทันทีเพื่อมุ่งตรงความสนใจไปที่ของรางวัลชิ้นที่ 3 ที่เขากำลังจะได้รับ
มันคือสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอสูรกลืนสวรรค์
และแล้วร่างของพยัคฆ์สีดำขาวก็ถูกนำขึ้นมาโดยมีโซ่ตรวนล่ามเอาไว้ทั้งตัวและมีทหารมากมายคอยจับเอาไว้ ดวงตาสีมรกตของมันจับจ้องร่างของลู่หานตั้งแต่ก้าวขึ้นมาบนเวที ตัวของลู่หานเองก็มองกลับไปที่มันอย่างไม่ละสายตาและไม่คิดจะหลบสายตาจากมันด้วย
พยัคฆ์ดำขาวที่มีร่างกายอันสง่างามถูกพาขึ้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าของลู่หาน จ้าวพยัคฆ์มังกรหยินหยางตรงหน้ามันแผ่ซ่านพลังบ่มเพาะอันแข็งแกร่งออกมาเพื่อพยายามจะคุกคามลู่หานที่ยืนอยู่ด้านหน้า
พลังบ่มเพาะอันแข็งแกร่งอัดกระแทกเข้ามาที่ร่างของลู่หานทำให้ร่างของบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มกระเด็นถอยไปหลายก้าว เมื่อโดนพลังบ่มเพาะคุกคามเข้ามาจนร่างกายของตนเองกระเด็นไปด้านหลังสองเท้าของลู่หานก็หยั่งรากลึกเมื่อตนเองตั้งสติได้
ร่างกายแข็งทื่อลู่หานรู้สึกราวกับว่าจะโดนพลังบ่มเพาะอันแข็งแกร่งด้านหน้าอัดกระแทกให้กระเด็นลอยไปไกลนับ 10 เมตรแต่ว่าเขากำลังต่อต้านมันอยู่
พยัคฆ์มังกรหยินหยางเป็นสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอสูรกลืนสวรรค์มันคงจะมีสติปัญญาและการรับรู้มากพอที่จะคาดเดาได้ว่าเขาจะกลายเป็นนายของมัน ตอนนี้มันเลยทำการทดสอบเขาอยู่
ลู่หานกัดฟันแน่นก่อนที่จะเปล่งเสียงออกมาด้วยใบหน้าจริงจัง “ อย่างมาดูถูกกันนะ!!! ”
“ ถ้าแกจะมาคุกคามฉันด้วยจิตอย่างนี้ ตัวแกเองจะเป็นฝ่ายที่เสียใจทีหลัง ” ลู่หานเอ่ยเสียงเข้มตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่พลังบ่มเพาะเท่านั้นที่พยัคฆ์มังกรหยินหยางกำลังคุกคามเขาแต่ว่ามันเริ่มจะใช้จิตอันแข็งแกร่งของมันเข้ามาช่วยในการทดสอบเขาในฐานะที่ว่าเขาเหมาะสมจะเป็นนายของมันหรือเปล่า
มันคือการประลองระหว่างลู่หานและจ้าวพยัคฆ์มังกรหยินหยางด้านหน้าของเขา ถ้าเขานั้นชนะในการประลองครั้งนี้เขาจะได้ของรางวัลทั้ง 3 ชิ้นมาครอบครองอย่างสมบูรณ์แบบ
“ ย๊าก!!! ” บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเปล่งเสียงเข้มออกมาพร้อมกับเริ่มโต้ตอบโดยการที่แผ่ซ่านพลังบ่มเพาะออกมาจากร่างกายของตนเองเพื่อตอบโต้กลับไป
การปะทะกันของพลังบ่มเพาะทั้งสองผลักดันกันไปมาอย่างดุเดือด
จบตอน