เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 34 ตัวป่วน


    จุดที่ลูคัสถูกส่งตัวกลับมาคือบริเวณหน้าปากถ้ำ

     

       เขาพบว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาเย็นวันที่สี่ของสงครามสี่หมู่ตึกแล้วหิมะหยุดตกน้ำแข็งละลายทำให้รู้สึกเสียดายอยู่หน่อยๆ  เด็กชายคิดว่าตัวเองคงออกมาจากถ้ำเป็นคนสุดท้ายเพราะตามหลักการเหล่าสมาชิกที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจควรรีบเก็บคะแนนแล้วกลับไปเสริมทัพกับหมู่ตึกของตนให้ไวที่สุดเป็นแน่

     

     เขานั้นรู้อยู่แล้วว่าทุกอิริยาบถในสงครามสี่หมู่ตึกล้วนตกอยู่ในสายตาของผู้เข้าชมดังนั้นความสามารถในการเหินบินตอนที่ต่อสู้กับร่างเงาได้ถูกเปิดเผยออกมาเรียบร้อยแล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอีกต่อไป

     

       ลูคัสจึงตัดสินใจลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนออกบินไปยังทิศทางของปราสาทเขียวเนื่องจากเป็นเพียงทักษะเลียนแบบไม่ใช่ความสามารถเหินบินที่แท้จริงจึงมีความเร็วไม่มากนัก"ก็ยังเร็วกว่าวิ่ง" ลูคัสคิดในใจ ใช้เวลาไม่นานปราสาทเขียวก็ปรากฏสู่สายตาตนจึงร่อนลงสู่พื้นห่างจากปราสาทหนึ่งไมล์ก่อนออกวิ่งตามปกติ

     

    "ลูคัสนายกลับมาแล้ว" ไบร อันเกรที่เฝ้าประตูอยู่อุทานออกมา

     

    "สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง" เด็กชายรีบออกปากถามไบรอัน

     

    "นายเข้าไปหารุ่นพี่โอวี่ก่อนเดี๋ยวเขาจะอธิบายให้ฟังด้วยตัวเอง"ไบรอันตอบ

     

       จากนั้นเด็กชายจึงรีบตรงเข้าไปในโถงปราสาททันทีบรรยากาศในปราสาทเขียวตอนนี้ดูวุ่นวายเป็นอย่างยิ่งผู้คนวิ่งวุ่นกันไปมา เขาพบว่าโอวี่กำลังประชุมแผนการอยู่

     

    "นายมาแล้ว" โอวี่เดินออกมารับเขา

     

    "สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างครับรุ่นพี่" เด็กชายถามออกไปอีกครั้ง

     

       จากนั้นโอวี่ก็อธิบายว่าในบรรดาคนที่ไปทำภารกิจมีหมู่ตึกที่ทำสำเร็จอยู่สามฝ่ายนั่นก็คือหมู่ตึกคิมหันต์ หมู่ตึกวสันต์ และหมู่ตึกวัสสานะทั้งสามหมู่ตึกล้วนรับคะแนนไปสองหมื่นคะแนนหมู่ตึกเหมันต์คาดการณ์ว่าล้มเหลว

     

    ผู้ทำภารกิจทุกคนล้วนไม่มีใครได้กลับมายกเว้นตัวลูคัสเพียงคนเดียวข้อมูลนี้ทำเขาตกตะลึงเช่นกันเด็กชายไม่ได้อธิบายอะไรออกไปแต่เขาพอจะเดาเหตุการณ์คร่าวๆได้ว่าทั้งฟุสและเฉิน

     

       เมื่อผ่านภารกิจที่สี่แล้วน่าจะเข้ารับการทดสอบภารกิจที่ห้าแต่คงไม่สามารถเอาชนะร่างเงาของตัวเองได้จึงเสียชีวิตและถูกส่งกลับไปยังโลกจริงส่วนมากิน่าจะฝ่าฟันได้ไม่ถึงด่านที่สี่ภารกิจจึงล้มเหลว

     

     เมื่อคิดได้อย่างนี้เขาก็แอบโล่งใจอยู่เล็กน้อยตัวลูคัสเองไม่อยากปะทะกับฟุสและเฉินเลยแม้จะเป็นการต่อสู้ในโลกจำลองก็ตาม

     

    "สถานการณ์ตอนนี้ธงถูกเปลี่ยนมือสลับกันมั่วไปหมด..."

     

       โอวี่เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ตอนสี่สาวงามต่อสู้ชิงชัยกันเขาเริ่มเล่าถึงตอนฟารีนนำทัพนักรบทรายไปปิดล้อมปราสาทน้ำเงินตามด้วยเซเวียร์ไปปั่นป่วนแคทเธอรีนเป็นสาเหตุให้สุดท้ายฟารีน ฟรานเชสเตอร์เป็นผู้ชิงธงของหมู่ตึกคิมหันต์ออกจากปราสาทน้ำเงิน และยังได้ทำการสังหารอากิโกะเด็กสาวที่มีวิชาเนตรลงสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับหมู่ตึกเหมันต์

     

       อีกด้านหนึ่งกองทัพของหมู่ตึกคิมหันต์ที่เหลือรอดพร้อมกับนักรบทรายภายใต้การนำทัพของอาร์โนลด์บุกฝ่าตะลุยปราสาทเขียว จนชิงธงของหมู่ตึกวัสสานะกลับไป

     

    "ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเจ้าสมองทึบนั่นคิดอะไร มีโอกาสชิงธงไปสองผืนแท้ๆแต่ดันเอากลับไปผืนเดียว" โอวี่ยังเล่าถึงท่าทางและคำพูดของอาร์โนลด์ดีนที่ฝากไว้ก่อนไปได้

     

    "เป็นทหารต้องทำตามคำสั่ง ฟารีนสั่งมาเอาธงวัสสานะกลับไป ทุกคนถอยทัพ"ลูคัสเหงื่อตก คนนิสัยบ้าบอแบบนี้ไม่ใช่คนแรกที่เขาเจอในสถานศึกษาอีเดน

     

    "สรุปว่าตอนนี้ทุกหมู่ตึกมีธงคนละหนึ่งผืนจากการประเมินหมู่ตึกเหมันต์น่าจะมีคะแนนต่ำที่สุดเพราะตัวแทนที่ส่งไปถ้ำโบราณปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จ"โอวี่สรุปสถานการณ์โดยรวมให้กับเขา

     

       ตอนนี้ทุกหมู่ตึกกำลังไปรวมกันที่ภูเขาเทพเจ้าเพราะช่วงสายที่ผ่านมาทางสถานศึกษาได้ทำงานส่งผลึกปราณระดับต่ำออกมาหนึ่งพันชิ้นทำให้ทุกคนไปแย่งชิงกัน

     

     

     

    หลังจากนั้นอีกสี่ชั่วโมงถัดมา

     

       สถานศึกษาก็ทำการส่งผลึกปราณระดับกลางออกมาอีกห้าร้อยชิ้นคาดว่าอีกสี่ชั่วโมงข้างหน้าหากนับตามเวลาก็น่าจะอีกไม่เกินสองชั่วโมงจากนี้สถานศึกษาอาจจะส่งผลึกปราณขั้นสูงออกมาก็เป็นได้ทำให้กองกำลังของทุกฝ่ายยังคงเฝ้ารออยู่จุดเดิม

     

    "ตามที่สายข่าวรายงานมา อาร์โนลด์ดีนเป็นตัวป่วนงานของจริงเขาไล่สังหารคนของทุกฝ่ายโดยไม่สนใจภาพรวม"โอวี่ยังคงอธิบาย

     

    "ประกาศจากทางสถานศึกษาตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปทางสถานศึกษาจะสุ่มของมีค่าออกมาเรื่อยๆจนกว่าจะถึงเที่ยงวันของพรุ่งนี้"

     

     

     

    หลังจากประโยคนี้ดังขึ้น

     

    "เป็นไปตามที่เซเวียร์คาดการณ์ไว้ลูคัสนายเตรียมตัวเลยพวกเราจะไปรวมกันที่ภูเขาเทพเจ้า"โอวี่ให้ความสำคัญกับลูคัสในระดับหนึ่งเพราะเขามีความสามารถเอาชนะเซเวียร์วูดส์ในการประลองหนึ่งต่อหนึ่งได้

     

       หลังจากนั้น โอวี่ เบิร์นเนอร์ก็สั่งระดมพลสมาชิกทุกคนในหมู่ตึกให้ทิ้งปราสาทเขียวและนำธงสัญลักษณ์ของหมู่ตึกติดตามไปด้วยคนรับหน้าที่ดูแลธงถูกมอบหมายให้ไบรอัน เกรเป็นผู้ดูแล

     

    "ทุกคนออกเดินทาง"

     

    หลังจากผ่านไปไม่นานภูเขาเทพเจ้าก็ปรากฏสู่สายตาพระจันทร์กลมโตลอยเด่น มีดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ

     

       ณ ตีนเขาแห่งนี้เป็นลานหญ้าโล่งเตียนยาวออกไปหลายร้อยไมล์เหมาะสำหรับสู้รบกันเป็นอย่างยิ่งธงผืนใหญ่ทั้งสี่โบกสะบัดตามแรงลม สมาชิกทั้งสี่หมู่ตึกล้วนรวมกันอยู่ตรงสถานที่แห่งนี้โดยแบ่งตำแหน่งการยืนออกเป็นสี่ทิศหันหน้าเข้าหากันเว้นที่ว่างตรงกลางเอาไว้หลายร้อยเมตรเพราะเป็นจุดที่ทางสถานศึกษาจะส่งหีบสมบัติออกมา

     

       เวลานี้กำลังพลของทั้งสี่ฝ่ายมีจำนวนไม่ถึงสองร้อยซึ่งไม่หนีกันเท่าไหร่ทุกคนล้วนอยู่ในโลกจำลองทำให้ไม่มีความรู้สึกหิวไม่จำเป็นต้องขับถ่ายมีเพียงอาการเหนื่อยล้าเมื่อสูญเสียปราณเท่านั้นดังนั้นพวกเขาสามารถยืนรอได้เป็นวันหรือแม้จะหลายวันก็ตาม

     

    "เจ้าพวกลูกเจี๊ยบออกมาสู้กัน" เสียงตะโกนดังมาจากอาร์โนลด์ ดีน

     

       ในที่สุดลูคัสก็ได้พบคนบ้าที่ชื่ออาร์โนลด์ตัวจริงเสียทีคนคนนี้มีรูปร่างไม่ต่างจากฟุสเท่าไหร่เขาถือธงสีแดงที่แลกกับฟารีนมายืนเดินโบกไปมาพร้อมท้าพนันกับทุกหมู่ตึก

     

    "ทำไมรุ่นพี่คนนั้นเขาดูเพี้ยนจัง" ขณะนี้ลูคัสกำลังพูดคุยกับเซเวียร์วูดส์ถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

     

    "หมอนั่นเป็นไนท์ขั้นที่สองทำให้เขากร่างได้ขนาดนี้" เซเวียร์วูดส์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ

     

    "ใครชนะเอาธงไปได้เลยออกมาสู้กัน"อาร์โนลด์ยังคงแหกปากพร้อมเดินวนไปรอบทิศทางราวกับเขาเป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้

     

    "ปล่อยให้เขาบ้าไป" เซเวียร์ พูดสั้นๆเพราะไม่คิดว่าจะมีใครในที่นี้จัดการคนที่กำลังแหกปากอยู่ได้หากมีก็คงจะเป็น...

     

    หลังจากที่ทุกคนกำลังอดทนกับพฤติกรรมของคนบ้า

     

    ในที่สุดประกาศทางสถานศึกษาก็ดังขึ้น

     

    "สมบัติจะออกมาในอีกสี่สิบนาทีรอบนี้เป็นผลึกปราณระดับสูงหนึ่งร้อยชิ้น"

     

       เกิดเสียงฮือฮาในฝูงชนช่วงเวลาแบบนี้ไม่มีใครสนใจผลลัพธ์ของสงครามอีกแล้วเพราะทุกคนต้องการชิงผลึกระดับสูงมาเป็นของตนเองให้ได้ต้องเข้าใจว่าผลึกปราณระดับต่ำหนึ่งร้อยก้อนเท่ากับผลึกปราณระดับกลางหนึ่งก้อนและผลึกปราณระดับกลางหนึ่งร้อยก้อนจะเท่ากับผลึกระดับสูงเพียงก้อนเดียวนั่นหมายความว่าผลึกปราณระดับสูงเพียงหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับผลึกปราณระดับต่ำหนึ่งหมื่นก้อนความคิดในหัวสมองของลูคัสแล่นเร็วจี๋รุ่นพี่บอกเอาไว้แล้วว่าสมบัติในที่นี้ใครชิงได้ก็เป็นของคนนั้นแค่ห้ามทำร้ายเพื่อนร่วมหมู่ตึกก็พอ

     

    "หนึ่งเท่ากับหนึ่งหมื่น" เด็กชายตัดสินใจแล้วว่าเขาจะต้องชิงมาให้ได้สักหนึ่งก้อนในขณะที่ทุกคนรอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อนั้น

     

    "ถ้าไม่มีใครออกมาสู้พี่ชายอาร์โนลด์คนนี้จะแย่งผลึกไปให้หมดเลยคอยดู" อาร์โนลด์ ดีนเริ่มใช้กลยุทธเพื่อบีบให้ทุกคนออกไปสู้

     

    ประโยคนี้ทำให้ทุกฝ่ายเงียบลงในทันที

     

    "นายหยุดบ้าได้แล้วอาร์โนลด์" ฟารีน ฟรานเชสเตอร์ ตะโกนออกมาชัดเจนว่าเธอเห็นความสำคัญของทรัพยากรตรงหน้าได้เป็นอย่างดี

     

    "ต่อให้เป็นเธอก็หยุดชั้นไม่ได้หรอกถ้าไม่มีใครยอมออกมาสู้พอผลึกถูกส่งมาลงมาใครก็ตามที่เข้ามาแย่งมันพี่คนนี้จะต่อยมันให้ร่างแหลกละเอียดไปเลย" เขาเริ่มข่มขู่พร้อมทำท่าทางประกอบ

     

    "นายคิดเหรอว่าไม่มีใครเอาชนะนายได้จริงๆ" ครั้งนี้เป็นแคทเธอรีน

     

       บรรยากาศสงครามสี่หมู่ตึกในตอนนี้กลายเป็นสงครามน้ำลายไปเสียแล้วเพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมกันคำพูดเสียดสีถูกสาดใส่กันไปมา

     

     

     

    เมื่อเวลาไหลผ่านไปสักพัก

     

    "ต่อให้พวกลูกเจี๊ยบทุกหมู่ตึกเข้ามาพร้อมกันพี่คนนี้ยังไม่หวั่นเลยขอบอก"หลังพูดจบอาร์โนลด์ ก็ทำท่าโบกไม้โบกมือยั่วยุทุกคน

     

       แม้ทุกคนจะรู้ว่าเขาเป็นแค่คนที่คลั่งไคล้ในการต่อสู้มากแต่ประโยคเมื่อสักครู่ล้ำเส้นมากเกินไป ทำให้ทุกคนในที่นี้เริ่มไม่พอใจในตัวเขา

     

    "นายมั่นใจในตัวเองมากเกินไปแล้วอาร์โนลด์จะบอกให้รู้ไว้คนที่ถือธงสีดำในหมู่ตึกของดิชั้นก็สามารถสังหารนายได้ง่ายๆไม่ต่างจากฆ่าหมู่"
    เซเวียร์ วูดส์ กล่าวออกมา

     

    น้ำเสียงที่เธอกล่าวออกมานั้นชัดถ้อยชัดคำเป็นอย่างยิ่งทำให้ทุกสายส่งตรงมายังธงดำโดยอัตโนมัติ

     

    "ลูคัส เรน" มองธงดำในมือด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ

    .