ขณะที่เผ่าปีศาจกำลังตามหาผู้ที่ได้อันดับ 1 ของการทดสอบอย่างบ้าคลั่ง ในทางกลับกัน! ทางฝั่งพิภพเทพเองก็กำลังเกิดการประชุมสภาครั้งใหญ่ เหล่าทวยเทพผู้ทรงอำนาจมากมายมารวมตัวกัน ณ พระราชวังสีขาวอันแสนสูงส่งและงดงาม ทั้งยังเต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่หนาแน่นเกินบรรยาย
“นี่! เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเพราะเหตุใดองค์จักรพรรดิสวรรค์ถึงได้เรียกประชุมเร่งด่วนขนาดนี้” เทพหนุ่มองค์หนึ่งที่พึ่งเข้ามาในโถงประชุมเอ่ยถามเทพอีกองค์ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
“หือ! เจ้าไปอยู่ที่ไหนมากัน ตอนนี้เผ่าเทพของพวกเรากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามครั้งใหม่ เพราะคนของเผ่าปีศาจมีแนวโน้มที่จะได้ถือครองมรดกของจักรพรรดิปีศาจแห่งความตายรุ่นแรกที่ปรากฏขึ้นในแดนลับ” เทพที่ถูกถามเอ่ยปากตอบกลับตามสิ่งที่ตนเองรู้มา ทั้งแววตาและสีหน้าเต็มไปด้วยความจริงจัง
“ว่าไงนะ แบบนี้เผ่าเทพของพวกเราจะไม่เป็นไรแน่เหรอ” เทพหนุ่มอุทานออกมาอย่างหวาดหวั่น ซึ่งไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น เพราะเทพองค์อื่นๆก็ต่างเต็มไปด้วยความตึงเครียดเกินพรรณนา
นั่นคือมรดกของจักรพรรดิปีศาจแห่งความตายรุ่นแรกเชียวนะ ถ้าหากอีกฝ่ายฝึกฝนจนแกร่งกล้า เผ่าเทพจะเอาอะไรไปต้านทาน
“ทำความเคารพจักรพรรดิสวรรค์!!”
ในขณะที่เหล่าทวยเทพกำลังสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่นั้น เสียงอันทรงอำนาจสายหนึ่งก็พลันดังก้องกังวานไปทั่วทั้งโถงประชุมใหญ่ ร่างสองร่างปรากฏกายขึ้นบริเวณเก้าอี้ประธานสภาและที่นั่งข้างๆ
หนึ่งคือชายหนุ่มรูปงามเส้นผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า อาภรณ์สีขาว แผ่ออร่าพลังชีวิตราวกับเป็นพระเจ้าที่ก่อกำเนิดทุกสรรพสิ่งก็ไม่ปาน
ส่วนอีกหนึ่งคนคือโฉมสะคราญที่มีดวงหน้างดงามแต่กลับดูนิ่งสงบเฉยชา ทั้งอาภรณ์และเส้นเกศาเป็นสีขาวบริสุทธิ์ประดุจหิมะ
“คาราวะจักรพรรดิสวรรค์ คาราวะธิดาศักดิ์สิทธิ์ขอรับ/เจ้าค่ะ” เหล่าทวยเทพลุกขึ้นพลางโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมให้กับผู้เป็นนาย
“ไม่จำเป็นต้องมากพิธีไป พวกเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” จักรพรรดิสวรรค์สะบัดมือหนึ่งครา ภาพความทรงจำในแดนลับขององค์หญิงเหว่ยหยางก็พลันปรากฏขึ้นให้เทพทุกองค์ได้ประจักษ์
หลังจากผ่านไปไม่นานนัก เทพทุกองค์ก็เริ่มปรึกษากันอย่างจริงจัง จนกระทั่งพวกเขาได้ข้อสรุปเสียงจึงเงียบลงโดยไม่จำเป็นต้องออกคำสั่ง
“เรียน องค์จักรพรรดิสวรรค์ พวกเราขอเสนอให้ทำทุกวิธีทางเพื่อสังหารปีศาจตนนั้นให้ได้ เพราะถ้าหากมันเติบโตและแข็งแกร่งเมื่อไร เผ่าเทพของพวกเราต้องประสบกับหายนะแน่” เทพผู้เป็นตัวแทนเสนอความคิดเห็นอย่างดุดัน
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่อีกฝ่ายอยู่ในพิภพปีศาจ การลงมือจึงลำบากยากเข็นยิ่ง” จักรพรรดิสวรรค์ตอบตามความจริง การสังหารคนสำคัญในถิ่นของศัตรูไม่ใช่คิดอยากจะทำก็ทำได้
“แล้วพวกเราควรใช้วิธีไหน?” เหล่าทวยเทพครุ่นคิดกันอย่างบ้าคลั่ง
แต่หลังจากนั้นไม่นาน! เสียงอันไพเราะแต่เฉยชาของธิดาศักดิ์สิทธิ์ เหว่ยเสวียนจี ก็ดังขึ้นมา “ตัวข้าคิดออกอยู่หนึ่งวิธี แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถูกใจทุกท่านหรือเปล่า”
“เชิญธิดาศักดิ์สิทธิ์กล่าว” เหล่าเทพเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เหว่ยเสวียนจีหันไปพยักหน้าให้กับบิดาหนึ่งครั้ง ก่อนจะเริ่มอธิบายแผนการในทันที “ทุกท่านซึ่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้คงรู้ดีว่าเผ่าเทพของพวกเราได้มอบสิทธิ์ให้ขุมกำลังเผ่ามนุษย์ในอาณัติสามารถส่งสมาชิกมาเรียนรู้และบ่มเพาะในพิภพเทพได้”
“หือ แล้วเรื่องนี้มันคนละเรื่องกับการลอบสังหารปีศาจที่ได้รับมรดกไม่ใช่หรือไง” เทพบางองค์รู้สึกไม่เข้าใจจึงพากันกล่าวออกมา
“อย่าพึ่งรีบร้อน สิ่งที่ข้าต้องการจะบอกก็คือ เผ่าปีศาจเองก็มีการมอบสิทธิ์เช่นนี้ให้กับขุมกำลังเผ่ามนุษย์ฝ่ายของพวกมันเช่นกัน”
“พวกเราก็แค่หาคนแทรกซึมเข้าไปในขุมกำลังเผ่ามนุษย์ฝ่ายอธรรมเหล่านั้น และให้พวกเขาสร้างผลงานจนได้รับเลือกไปยังพิภพปีศาจ เพียงเท่านี้การหาตัวและลอบสังหารผู้ที่ได้รับมรดกก็น่าจะง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว” ธิดาศักดิ์สิทธิ์กล่าว
“โอ้ ความคิดนี้ดีๆ” เหล่าทวยเทพกระจ่างทุกข้อสงสัย แถมส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยกับแผนการนี้ เพราะมันคือวิธีการที่มองเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนที่สุด
“อืมๆ สมกับเป็นลูกของพ่อ” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปากชมเชยบุตรสาว ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยประกายแห่งความภาคภูมิใจ ก่อนจะหันไปมองเหล่าเทพเบื้องหน้า
“มีใครคัดค้านแผนการนี้หรือไม่?” เขาเอ่ยถามออกมา ซึ่งแน่นอนว่าเทพทุกองค์ล้วนไม่มีข้อกังขาในแผนการนี้
“หากว่าไม่มีใครคัดค้าน ถ้างั้นข้าขอมอบหมายให้เผ่าเทพวารีและเผ่าเทพจันทราไปสืบมาว่าขุมกำลังมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับเผ่าปีศาจมีขุมกำลังไหนบ้าง”
“ข้าน้อยรับคำสั่งองค์จักรพรรดิสวรรค์” ผู้นำเผ่าเทพจันทราและผู้นำเผ่าเทพวารีผสานมือคาราวะ ก่อนจะหายวับไปจากสภาเทพในเสี้ยวพริบตานั้น
“ในเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะท่านพ่อ” ธิดาศักดิ์สิทธิ์ เหว่ยเสวียนจี โค้งศีรษะให้กับบิดาอย่างนอบน้อมและหายตัวไปเช่นกัน
จากนั้นนางก็มาปรากฏตัวอีกทีที่สวนหลังพระราชวังสีขาว ดวงตาจับจ้องไปยังดวงดาวที่บัดนี้ส่องสว่างอยู่เต็มฟากฟ้า
“องค์หญิงคิดถึงองค์ชายน้อยอีกแล้วงั้นหรือเจ้าคะ” สาวใช้คนสนิทนาม อู่ถง เดินเข้ามาหาพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
แต่ทว่าคำพูดนี้กลับทำให้ใบหน้าของเหว่ยเสวียนจีกลายเป็นเศร้ามองอย่างเห็นได้ชัด “หากจะพูดว่าไม่คิดถึงก็คงจะโกหกล่ะนะ เห้อ......สวรรค์ช่างเล่นตลกกับชีวิตของข้าเสียจริง เจ้าว่างั้นไหม”
อู่ถงคุกเข่าลงในทันใด น้ำตาของนางค่อยๆไหลรินออกมา “องค์หญิง เป็นความผิดของข้าน้อยเองเจ้าค่ะ ที่ไม่สามารถรักษาชีวิตขององค์ชายน้อยไว้ได้”
เหว่ยเสวียนจีส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ “ไม่หรอก ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของข้า ดูเหมือนว่าข้าจะไม่เหมาะเป็นแม่คนจริงๆ”
พูดจบ! ผู้เป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ก็หันไปประคองสาวใช้คนสนิท ก่อนที่ทั้งสองจะหมุนกายเดินออกจากสวนไป