สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 บทที่ 229 หรือว่าเจ้ากลัว

        สำหรับนักรบของราชอาณาจักรเซนิทแล้วการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือระดับหกดาวถือได้ว่าหายากยิ่งนี่เป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ทักษะการต่อสู้ของเหล่ายอดฝีมือและนำมาปรับปรุงพัฒนาฝีมือของตัวเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแต่สำหรับราชาทุกอาณาจักรและเหล่าอัศวินทั้งหลายแล้วการต่อสู้ในครั้งนี้สามารถดึงดูดพวกคนใหญ่คนโตจากเมืองหลวงให้มาชมการต่อสู้ถึงที่นี่ได้มันคือโอกาสอันดีที่พวกเขาจะได้สานสัมพันธ์กับพวกขุนนางชั้นสูงทั้งหลายที่ปกติจะไม่ค่อยได้เห็นหน้า

        ยังเหลือเวลาอีกห้าชั่วโมงก่อนจะถึงเวลานัดหมายต่อสู้รอบๆ สนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งเต็มไปด้วยฝูงชนทุกคนอยากมาชมการต่อสู้อย่างใกล้ชิด อยากเห็นการต่อสู้ด้วยสายตาของตัวเองนอกจากพื้นที่แถวด้านหน้าสุดของสนามประลองดาบที่ถูกกันไว้ให้เหล่าขุนนางชั้นสูงแล้วทุกที่ก็เต็มไปด้วยฝูงชนที่แน่นขนัดจนแม้แต่เข็มก็ไม่อาจแทรกเข้าไปได้

        เวลาไหลไปเรื่อยๆฝูงชนเริ่มกระสับกระส่าย

        แม้การต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายจะยังไม่เกิดขึ้นแต่บรรยากาศรอบๆ สนามก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมาจนทำให้ผู้คนที่อยู่รอบๆหายใจไม่ออก ภายในรัศมีหนึ่งพันเมตรรอบสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งเต็มไปด้วยฝูงชนที่แออัด ส่วนด้านนอกรัศมีหนึ่งพันเมตรมีหอคอยไม้ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างลวกๆด้านบนมีฝูงชนที่มาสายจำนวนหนึ่งปีนขึ้นไปเพื่อรอชมการต่อสู้

        ท่ามกลางทะเลมนุษย์จะมีถนนเส้นเล็กๆ ที่กว้างไม่ถึงสามเมตรอยู่สายหนึ่ง

        กองกำลังของอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดในสภาพชุดเกราะและอาวุธครบมือต่างเข้าไปแยกฝูงชนที่แออัดเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เหล่าขุนนางชั้นสูงที่นั่งรถม้ามาเข้าชมการต่อสู้ ในค่ายทหารของอาณาจักรบริวารมีสนามประลองดาบอยู่ห้าสิบแห่ง ทางราชอาณาจักรได้จัดเตรียมสนามประลองไว้ล่วงหน้าสำหรับพวกนักรบหรืออาณาจักรที่มีความขัดแย้งกันพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้สู้กันเองแต่จะต้องมาตัดสินเป็นตายที่สนามประลองที่ทางราชอาณาจักรเตรียมไว้ให้

        สนามประลองดาบแต่ละแห่งสร้างขึ้นมาด้วยก้อนหินแข็งๆและเสริมด้วยอักขระเวทมนตร์และวงเวทจากเหล่านักเวทระดับสูงซึ่งการที่จะกระตุ้นการทำงานของวงเวทเหล่านี้จะต้องใช้ก้อนหินเวทมนตร์จำนวนมากเพื่อเพิ่มพลังในการป้องกันไม่ให้สนามประลองถูกทำลายลงในระหว่างการต่อสู้ได้ยินมาว่าเพื่อการประลองของยอดฝีมือที่แข็งแกร่งในวันนี้หัวหน้านักเวทของราชอาณาจักรเซนิทอย่างท่านกัดดาบิลาถึงกลับลงมาควบคุมวงเวทด้วยตัวเองทำให้วงเวทนี้แข็งแกร่งมากจนสามารถต้านทานการโจมตีของนักเวทหรือนักรบระดับเจ็ดดาวได้

        ดวงอาทิตย์ค่อยๆขึ้นสูง ฝูงชนรออย่างใจจดใจจ่อ

        บ่อนและหอการค้ารายใหญ่เริ่มตั้งกฎและอัตราการเดิมพันขึ้นมาเนื่องจากอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดถือได้ว่าเป็นหนึ่งในยอดฝีมือรุ่นเก๋าของราชอาณาจักรที่ไม่ว่าใครต่างก็รู้จักกันดีดังนั้นอัตราการแทงข้างเขาจึงสูงกว่าซุนเฟยหลายเท่าสำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษชั้นสูงที่ใช้ชีวิตแบบขาดความตื่นเต้นแล้ว ดังนั้น การต่อสู้ระหว่างเป็นตายของยอดฝีมือระดับหกดาวจึงกลายเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจพวกเขาไม่ลังเลที่จะควักเงินจำนวนมหาศาลเพื่อลงพนันสำหรับการต่อสู้ในครั้งนี้พวกเขาแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะให้การต่อสู้เริ่มขึ้น

        เวลาไหลผ่านไปอย่างช้าๆ

        เสียงเกือกม้าดังสนั่นแต่ไกลๆหิมะปลิวว่อนไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงธงโบกสะบัดไปมาในอากาศขบวนอัศวินม้าขนาดใหญ่กำลังแล่นมาจากเมืองหลวงเพื่อคุ้มกันรถม้าเวทมนตร์สองสามคันมายังสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่ง

        “อ่า...นั่นคือคนของตระกูลดีนที่เป็นหนึ่งในเจ็ดขุนนางชั้นสูงแห่งราชอาณาจักรเซนิทพวกเขาควบคุมหนึ่งในสิบกองกำลังหลักของราชอาณาจักร 'กองกำลังอินทรีสยายปีก' ไว้เจ้าเห็นชายหนุ่มที่สวมชุดเกราะด้านหน้าสุดไหมนั่นเป็นผู้สืบทอดอันดับหนึ่งของตระกูลดีน นักเวทอัจฉริยะ ดีน กาซอร์ลา...”

        ผู้คนเริ่มส่งเสียงฮือฮา

        ขบวนอัศวินเกราะสีเงินควบม้าผ่านเข้ามาจนแผ่นดินสะเทือนกีบเท้าม้าย่ำหิมะที่ละลายกลายเป็นโคลน กระเด็นเปรอะร่างผู้คนจำนวนมากแต่กลับไม่มีใครกล้าไม่พอใจรถม้าเวทมนตร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ม้าลากวิ่งไปยังสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่ง ก่อนที่มันจะหยุดลง จากนั้นประตูรถม้าก็เปิดออกพร้อมกับร่างที่สูงสง่าสองสามคนเดินลงมาพวกเขาเดินไปยังที่นั่งสำหรับขุนนางชั้นสูงภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาของเหล่าอัศวิน

        ตระกูลดีนเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงซึ่งน้อยครั้งมากๆที่พวกเขาจะปรากฏตัวออกมาต่อหน้าสาธารณะชน ไม่ช้าก็มีเสียงเกือกม้าวิ่งออกมาจากประตูเมืองหลวงอัศวินม้าควบม้านำหน้า ตามมาด้วยรถม้าเวทมนตร์แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงก็คือ สัตว์ที่ใช้จูงรถม้า

        “โฮก!!!”

        เสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วฟ้าสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายเสือหกตัวที่มีส่วนสูงหกเมตร ลำตัวยาวหกเมตรคอยลากดึงรถม้าเวทมนตร์สามคันที่เรืองแสงสีแดงสีทองและสีม่วงผ่านหน้าฝูงชนไป สัตว์อสูรที่น่ากลัวนี้ได้แผ่กลิ่นอายเวทมนตร์ที่รุนแรงออกมาพวกเขามองเห็นคมมีดสายลมที่บินวนรอบๆ กายของพวกมันอย่างชัดเจนด้วยตาเปล่าไม่ว่ามันเดินผ่านตรงไหนก็จะคอยส่งเสียงขู่คำรามออกมาบางคนที่ขี้ขลาดหน่อยก็สะดุ้งตกใจจนฉี่ราด

        “นั่นมันตราสัญลักษณ์ของตระกูลฟรอยด์นี่ โอ้พระเจ้า พวกเขาใช้สัตว์อสูรระดับห้ามาลากรถม้าเวทมนตร์อย่างนั้นหรือ น่ากลัวเกินไปแล้ว...สัตว์อสูรแบบนั้นตัวหนึ่งก็ปาไปพันเหรียญทองแล้ว แถมยังหายากอีกด้วย!”

        บางคนที่รู้จักสัตว์อสูรก็พลันอุทานออกมาทันทีที่รู้ว่าสัตว์อสูรที่ดุร้ายพวกนั้นเป็นสัตว์อสูรระดับห้า ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างพากันตื่นตกใจขึ้นมา

        ตูมๆๆ!

        แผ่นดินเริ่มสั่นไหว ก่อนจะเห็นร่างของสัตว์อสูรขนาดมหึมาตัวหนึ่งปรากฏออกมาจากเมืองหลวงขนาดตัวของมันเทียบได้กับภูเขาขนาดย่อม ทุกย่างก้าวของมันก็ทำเอาแผ่นดินสะเทือนประหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวบนตัวสัตว์อสูรยักษ์มีอัศวินชราผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากและชุดเกราะสีดำยืนอยู่เขากำลังปกป้องหญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้หนึ่งและชายชราที่สวมชุดเกราะสีม่วงคนหนึ่งมายังสนามประลอง...

        “นั่นคือตระกูลบีเกิ้ลที่ควบคุม 'กองกำลังยักษ์' หนึ่งในสิบกองกำลังหลักแห่งราชอาณาจักรเซนิท...มีเพียง 'กองกำลังยักษ์' เท่านั้นถึงจะสามารถใช้สัตว์ประหลาดยักษ์พวกนี้ได้ พวกเขาไร้เทียมทานสามารถผ่าภูเขาแหวกอากาศได้”

        “...มาดูนี่เร็ว เห็นผู้หญิงสวยๆ คนนั้นไหม? นั่นเป็นทายาทหญิงเพียงคนเดียวของตระกูลบีเกิ้ล บีเกิ้ลบียอนเซ่ ได้ยินมาว่านางเป็นลูกรักของหัวหน้าตระกูล ในเมืองหลวงมีคนลือกันว่า หากมีใครทำให้ภูเขาน้ำแข็งอย่างคุณหนูบียอนเซ่คนนี้แต่งงานด้วยได้ คนคนนั้นจะได้รับทรัพย์สินและขุมอำนาจทั้งหมดของตระกูลบีเกิ้ลมีผู้ชายมากมายที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นคนรักของนาง...”

        “จริงดิ? พระเจ้าถ้าข้าได้แต่งกับนางล่ะก็...คงจะดี”

        “เจ้า? อย่าได้ฝันเลยภูเขาน้ำแข็งคนนี้เป็นยอดฝีมือที่มากด้วยพรสวรรค์ ถ้าคิดอยากจะเป็นผู้ชายของนางอย่างน้อยๆ ก็เอาชนะนางให้ได้ก่อนเถอะ...”

        ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาพวกเขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากประตูเมืองหลวงอีกครั้ง

        ท่ามกลางฝูงชนที้กำลังซุบซิบนินทากันขุนนางคนอื่นๆก็พากันทยอยออกมา โฉมหน้าของบรรดาเหล่าขุนนางชั้นสูง ต่างทยอยปรากฏตัวบางคนที่หัวไวก็เริ่มรู้สึกได้ถึงกลิ่นแปลกๆ ที่ไม่ชอบมาพากลพวกคนใหญ่คนโตมามากขนาดนี้แสดงว่าการประลองในครั้งนี้จะต้องมีความหมายที่ไม่ธรรมดาแน่นอน

        “พรึ่บๆ!”

        ปรากฏเงาจำนวนหนึ่งที่กำลังลอยอยู่บนอากาศพร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมคม

        ดวงตาของฝูงชนต่างเบิกกว้างเมื่อเห็นว่ามีเงาร่างของบุรุษจำนวนหกคนที่แข็งแกร่งผ่านหน้าของพวกเขาไป ทั้งร่างของพวกเขาปลดปล่อยกลิ่นอายที่อันตรายออกมา แม้แต่คนที่ไม่มีคลื่นพลังยังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศกดดันที่น่ากลัวจากร่างของบุรุษเหล่านั้นแม้แต่พวกขุนนางชั้นสูงต้องยอมหลีกทางให้ประหนึ่งหนูเจอแมว พวกเขาต่างเก็บกลิ่นอายในที่แผ่ออกมาพลางยืนอย่างเงียบๆ

        “นั่นคืออัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักรเซนิท สิบอัศวินที่ปกครองอัศวินทั้งหมดของราชอาณาจักร...พระเจ้า พวกเขาก็มาด้วยไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกเขาจะมา พวกเขาคงมาสนับสนุนอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดใช่เปล่า? เฮ้อ...ราชาเมืองแซมบอร์ดคงลำบากแย่!”

        “อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สอง 'อัศวินแห่งการสังหาร' อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สาม 'อัศวินแห่งการลงทัณฑ์' อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สี่ 'อัศวินศาสตราวุธ' อัศวินผู้ตัดสินลำดับห้า 'อัศวินแห่งความโหดร้าย' อัศวินผู้ตัดสินลำดับหก 'อัศวินแห่งแสง' อัศวินผู้ตัดสินลำดับแปด 'อัศวินเมฆา' ...นอกจากอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่หนึ่ง 'อัศวินแห่งทวยเทพ' อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เก้า 'อัศวินแห่งเงา' และอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สิบ 'อัศวินพระอาทิตย์สีทอง' ที่พ่ายแพ้ให้แก่ราชาแซมบอร์ดแล้วอัศวินคนอื่นๆ ก็มาครบ อัศวินผู้ตัดสินลำดับแห่งราชอาณาจักรทั้งสิบ...นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นอัศวินผู้ตัดสินมารวมตัวกันเยอะแบบนี้!”

        ยอดฝีมือระดับหกดาวถึงหกคน...พระเจ้า ข้าปวดตาแทบตาย!

        “อ๊าก นายท่านปาลอสกี้ อัศวินผู้ตัดสินลำดับหก 'อัศวินแห่งแสง' เขาคือวีรบุรุษของข้า...”

        การปรากฏตัวของเหล่าอัศวินผู้ตัดสินทั้งหกคนถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของทุกคน บรรยากาศรอบๆสนามคักคักขึ้นมาทันที อัศวินผู้ตัดสินทั้งหกต่างเป็นผู้ควบคุมและดูแลเหล่าอัศวินทั้งหมดของราชอาณาจักรเซนิทตัวตนของพวกเขาเป็นสิ่งที่อาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรไม่ควรไปทำให้ไม่พอใจ ในสายตาของอาณาจักรบริวารพวกเขาเหมือนนักรบของพระเจ้าที่สูงส่งและในสายตาของเหล่านักรบระดับต่ำพวกเขาคือพระเจ้า! คาดไม่ถึงจริงๆว่าจะได้เห็นพวกเขาทั้งหกคนมาปรากฏตัวที่นี่หากรวมครู้ด อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดไปด้วยก็เท่ากับว่าที่นี่มีอัศวินผู้ตัดสินถึงเจ็ดคนมาเยือนเมื่อคิดได้ดังนี้ บางคนก็รู้สึกเลือดเดือดพล่านขึ้นมา

        บนที่นั่งพิเศษเหล่าขุนนางชั้นสูงบางส่วนก็พากันนิ่งอึ้ง พวกเขาไม่คิดเลยว่า การต่อสู้ธรรมดาๆในครั้งนี้จะสามารถดึงดูดยอดฝีมือสูงสุดของราชอาณาจักรได้!

        บางคนก็เริ่มคิดได้แล้วว่า ตัวเองอาจจะละเลยอะไรไปหรือเปล่าการต่อสู้ในครั้งนี้อาจมีความหมายที่ยิ่งใหญ่แฝงอยู่

        ในที่สุดพระอาทิตย์ก็ลอยขึ้นสู่เหนือหัวของทุกคน

        ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องดังขึ้นมา ทุกคนเห็นเพียงเส้นสีแดงราวกับเลือดหนึ่งสายพุ่งออกมาจากเมืองหลวง ทุกที่ที่มันผ่านไปเหมือนกับมีทะเลเลือดสีแดงปกคลุมทั่วท้องฟ้าที่ทำให้ตกใจจริงๆก็คือกลิ่นคาวเลือดที่โชยมาในอากาศ ทุกคนรู้สึกเหมือนว่าพวกเขากำลังอยู่ท่ามกลางทะเลเลือดและกองภูเขาซากศพ!

        เมื่อแสงสีเลือดสลายไปก็ปรากฏร่างสูงใหญ่ของบรุษผู้หนึ่งยืนอยู่บนสนามประลองดาบ

        'อัศวินโลหิต' ครู้ด!

        อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดผู้เลืองชื่อ

        ในที่สุดหนึ่งในสองผู้ต่อสู้ได้ปรากฏกายออกมาแล้ว!

        “ราชาเมืองแซมบอร์ด ยังไม่รีบไสหัวมาอีกหรือ!” ร่างที่ยืนตระหง่านอยู่บนสนามประลองพลันตะโกนออกมาอย่างถือดี “จะถึงเวลาอยู่แล้วยังไม่โผล่หัวออกมาอีก หรือว่าเจ้ากลัว?”

        ----------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน