ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

ตอนที่ 213 ลอร์ดสเตรชเชอร์เจ้าของโลกมิติ

เสียงปะทะกันดังสนั่น ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นักสังหารของกลุ่มก่อการร้ายกระเด็นไปไกลโดยไม่รู้ตัว  แววตาเหม่อมองด้วยความไม่อยากเชื่อร่างกายของเขาแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ในชั่วพริบตา

สายตาของศัตรูทุกคนหยุดชงักไปที่ชายร่างใหญ่คนนี้

แสงแวววาวจากฝ่ามือของเขายังสว่างเรืองรอง และก่อเกิดม่านพลังบางอย่างกางคลุมรอบตัวนาฟอย่างแน่นหนาอีกครั้ง

 

การปรากฏตัวของรองผู้อำนวยการในนาม “ครูใหญ่” ทำให้สถานการณ์พลิกกลับมาในทันทีศัตรูที่เคยคุกคามถูกกำจัดลงอย่างไร้ปรานี

นักศึกษาที่ยืนเรียงรายอยู่บนอัฒจันทร์ต่างพากันจ้องมองด้วยความทึ่งเสียงฮือฮาและเสียงกระซิบกระซาบเริ่มแพร่กระจายไปทั่ว พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาของตนเองว่ารองผู้อำนวยการที่ดูดุร้ายและวางมาดจะมีพลังอำนาจมหาศาลถึงเพียงนี้

"รองผู้อำนวยการ... แข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือ!"

นักศึกษาคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความทึ่งดวงตาของเขาเบิกกว้างและเต็มไปด้วยความเคารพ

"ขนาดผู้ใช้พลังระดับเจ็ดของกลุ่มก่อการร้ายที่ว่าร้ายกาจยังไม่อาจทนรับได้แม้แต่หนึ่งฝ่ามือ!"

อีกคนกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

เสียงชื่นชมและยกย่องรองผู้อำนวยการเริ่มดังขึ้นทั่วทั้งอัฒจันทร์นักศึกษาหลายคนที่เคยรู้สึกหวาดกลัวและกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ยากลำบากก็เริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้งพลังอันแข็งแกร่งของรองผู้อำนวยการเป็นดั่งเสาหลักที่พวกเขาพึ่งพิงได้

 

นาฟเองก็มองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า อย่างประหลาดใจแม้จะเคยผ่านสถานการณ์ การต่อสู้มาหลายครั้ง และได้เห็นรูปแบบการต่อสู้มามากมายแต่เขาไม่อาจปฏิเสธว่า พลังครูใหญ่ช่างเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง

ร่างกายที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ และฝ่ามือเพียงฝ่ามือเดียวที่สามารถทำลายร่างของผู้ใช้พลังระดับเจ็ดให้แหลกสลายไปในพริบตา

ดวงตาสีเข้มจ้องมองครูใหญ่ที่ยืนสง่างามอยู่ท่ามกลางสนามรบราวกับว่าเขาเป็นบุคคลที่อยู่เหนือกว่าผู้ใช้พลังทั่วไป

 

ในขณะสถานการณ์ของสนามรบเต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างถึงที่สุดจู่ๆ อากาศเบื้องบน ก็เกิดการบิดเบี้ยวและแหวกออกเป็นรอยแยกกว้างพลังอำนาจมหาศาลแผ่กระจายออกมาจากรอยแยกนั้น เผยให้เห็นร่างของชายชราในชุดคลุมสีขาวลวดลายทองคำ

บนร่างกายมีร่องรอยเลือดและอาการบาดเจ็บแต่ยังคงสง่างามและทรงพลังอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

 

“นั้น..ท่านลอร์ดสเตรชเชอร์มหาปราชญ์ผู้เป็นเจ้าของโลกมิติมาแล้ว!” กลุ่มผู้คนจากราชวงศ์ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ

ชายชราก้าวออกจากรอยแยกอากาศด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อแม้เลือดจะไหลซึมจากแผลลึกที่สีข้างและหน้าผากแต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

 

ลอร์ดสเตรชเชอร์ไม่ลังเลแม้สักนิด มองไปทางเขตแดนสีทองที่อยู่กลางอากาศ

 "ลอร์ดเฟิง!"

มหาปราชญ์เจ้าของโลกมิติเอ่ยเสียงดังขณะที่ยื่นมือออกไปพลังสีทองเข้มข้นแผ่ออกมาจากฝ่ามือ ก่อเกิดเป็นพลังที่เข้มแข็งทะยานเข้าไปในเขตแดนเสริมกำลังกักขังเจ้าอีกาดำไว้อีกชั้นหนึ่ง

แม้ว่าตัวเขาเองจะอยู่ในสภาพบาดเจ็บแต่พลังของเขายังคงหนาแน่นและน่าเกรงขาม

มหาปราชญ์เฟิงที่ได้รับพลังเสริมจากลอร์ดสเตรชเชอร์ยืนหอบอยู่หันมามองลอร์ดสเตรชเชอร์ดวงตาของเขาเผยความโล่งใจ

"ท่านมาแล้ว!"

มหาปราชญ์เฟิงเอ่ยเบาๆก่อนที่จะมองไปยังราชาอีกาดำที่ยังคงจ้องมองพวกเขาด้วยความดุร้าย

ลอร์ดสเตรชเชอร์มองไปรอบๆสังเกตสถานการณ์ของสนามรบในทันที

"ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง!"

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นลอร์ดสเตรชเชอร์ก็ยืนตัวตรงสายลมรุนแรงพัดกระหน่ำรอบตัวเขาในขณะที่พลังของเขาเริ่มแผ่ขยายออกไปพร้อมกับรัศมีแสงสีทองอันทรงพลังที่ค่อยๆปกคลุมพื้นที่รอบตัว

“ครืนนน!”  “ครืนนน!”

 

ทุกสิ่งทุกอย่างในสนามรบเหมือนจะหยุดนิ่งลงเวลาก็หยุดอยู่กับที่ในช่วงเวลานั้น ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังควบคุมเวลาให้หยุดเดิน

ทั้งหมดถูกแช่แข็ง ไม่มีใครขยับได้ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้ใช้พลังของอาณานิคม หรือกลุ่มก่อการร้าย

สนามรบที่เคยโกลาหลบัดนี้กลับเงียบสงบจนแทบไร้เสียง อากาศนิ่งสนิทราวกับหายใจไม่ออก

กลุ่มก่อการร้ายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อยพวกเขารู้ทันทีว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะที่ไร้หนทางหลบหนี ดวงตาของอาชูร่าฉายแววกังวลขณะที่พยายามดิ้นรนอย่างเต็มกำลังแต่ก็ไม่อาจทำลายพันธนาการของพลังอันยิ่งใหญ่นี้ได้

"แพ้......อย่างนั้นรึ?"

ความคิดนั้นผ่านเข้ามาในใจของพวกเขาเมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะสิ้นสุดลง...

 

 

“เฮือกกก!”

แต่แล้ว เสียงหอบหายใจแผ่วเบาดังก้องขึ้นมาลอร์ดสเตรชเชอร์ที่ยังคงยืนหยัดอยู่กลางอากาศเริ่มแสดงอาการบาดเจ็บที่ปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน ใบหน้าของเขาซีดเซียวร่างกายสั่นไหว ก่อนที่จะชันเข่าลงข้างหนึ่ง มือที่คอยควบคุมพลังพลันอ่อนแรงลงความเจ็บปวดที่สะสมเอ่อล้นออกมา พลังที่เคยกดข่มทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มสั่นคลอน

“เพร้งงง!”

ทันใดนั้นเอง ทุกสิ่งที่หยุดนิ่งก็กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง

กลุ่มก่อการร้ายตระหนักถึงโอกาสนี้ทันทีความสิ้นหวังกลายเป็นความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของพวกเขาเปลี่ยนจากความพ่ายแพ้เป็นความมุ่งมั่น

ในชั่วพริบตา ผู้ใช้พลังพิเศษระดับ 7 ที่เหลืออยู่อีกแปดคนของกลุ่มก่อการร้ายต่างพร้อมใจกันทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด พวกเขาหันไปทางอาชูร่าสบตากันเพียงแวบเดียว

ก่อนที่ทั้งหมดจะเคลื่อนร่างไปเบื้องหน้าพร้อมกันร่างกายพลันบิดเบี้ยวและบวมขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัวมวลพลังชีวิตที่ปะทุออกมาจากร่าง

คล้ายกับเรื่องทลายสวรรค์ กลืนพิภพ ที่คุณอ่าน