จากสุดยอดเทพเซียนมาเป็นคุณพ่อสุดแกร่ง

    บทที่ 26 หมาไม่คู่ควรจะนั่งกับฉัน

    บทที่ 26 หมาไม่คู่ควรจะนั่งกับฉัน


    อีกด้านหนึ่ง


    คนของเจิ้งไคเฟิงได้นับจำนวนแตงโมเสร็จเรียบร้อยแล้ว 


    แตงโมครั้งนี้มีเกือบหกพันลูก


    ช่วยไม่ได้ ใครจะไปรู้ว่าเย่เฟิงมีที่ดินมากมายขนาดนี้ เขาสามารถปลูกได้มากกว่านี้ แต่เขาไม่ได้ทำแบบนั้น พื้นที่ที่เหลือเขายังเตรียมจะปลูกต้นท้อ แอปเปิ้ล และอื่น ๆ แตงโมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น


    “น้องเย่ คุณนี่สมแล้วที่เป็นคุณจริงๆ ไม่คิดว่าจะหาแตงโมรอบใหม่มาให้ผมได้เร็วขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ที่คุณบอกว่ามีวิชาตกทอดจากบรรพบุรุษ ฉันยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมยอมรับจริง ๆ ”


    เจิ้งไคเฟิ่ง กล่าวชื่นชม


    แน่นอนว่าเขายังรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง


    มีวิชาตกทอดจากบรรพบุรุษแบบนี้ จะกังวลอะไรกับการทำธุรกิจให้ใหญ่โตล่ะ?


    เย่เฟิงยิ้มเบา ๆ ไม่พูดอะไร


    “น้องเย่ สนใจมาเปิดบริษัทผลไม้ด้วยกันกับฉันไหม เน้นขายแตงโมบรรพบุรุษของคุณโดยเฉพาะ เราสามารถส่งขายแตงโมไปทั่วโลกได้ ถึงตอนนั้นต้องรวยมากแน่ ๆ ” เจิ้งไคเฟิ่งพูดขึ้น


    “อย่าเลยครับเถ้าแก่เจิ้ง วิชาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของผมนี่ แตงโมก็ปลูกได้ไม่มาก แถมผมเองก็ไม่อยากเปิดบริษัทด้วย” เย่เฟิงส่ายหน้า


    จุดประสงค์แรกเริ่มของเขา ก็เพื่อเสียวเสี่ยวเท่านั้น


    ตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม


    และเป้าหมายหลักของเขายังคงอยู่ที่การบำเพ็ญตนของตัวเอง เงินทองมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจแลกกับวิชาบำเพ็ญของเขาได้


    แน่นอนว่า ถึงจะเปิดบริษัท เขาก็จะทำคนเดียว ไม่มีทางที่จะไปร่วมมือกับใครอยู่แล้ว


    “น่าเสียดายจริง ๆ ” เจิ้งไคเฟิ่งพูดอย่างผิดหวัง


    “แต่เถ้าแก่เจิ้งไม่ต้องกังวลหรอก แตงโมของผม รับรองว่าคุณจะได้ซื้อแน่นอน และยังมีสัตว์น้ำด้วย อีกไม่นานคุณก็คงมารับได้แล้ว” เย่เฟิงกล่าว


    “งั้นน้องเย่เร่งมือหน่อยนะ ปลาที่รับไปครั้งที่แล้ว ฉันขายหมดไปนานแล้ว ตอนนี้มีคนถามหาปลากันเยอะเลย" เจิ้งไคเฟิงรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง


    เย่เฟิงไม่สนใจร่วมหุ้นเปิดบริษัทกับเขา แต่เจิ้งไคเฟิ่งก็ไม่ได้ใส่ใจ ตราบใดที่เย่เฟิงยังคงส่งแตงโมและสัตว์น้ำมาให้เขาอย่างต่อเนื่อง เงินทองก็ไหลมาเทมาอยู่แล้ว 


    สำหรับเจิ้งไคเฟิ่ง เย่เฟิงคือแหล่งขุมทรัพย์ดีๆ นี่เอง เขาจึงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องผูกมิตรและสานสัมพันธ์กับเย่เฟิงเอาไว้ให้ดีที่สุด


    เจิ้งไคเฟิง พูดคุยกับเย่เฟิงอีกสักพัก เขาอยากจะเชิญเย่เฟิงไปทานข้าวที่ในเมือง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แต่ถูกเย่เฟิงปฏิเสธไป เพราะเขายังมีธุระต้องทำ


    ไม่มีทางเลือก เจิ้งไคเฟิ่งจึงต้องขอตัวกลับไปก่อน


    แน่นอนว่า เงินค่าแตงโมก็เข้าบัญชีมาแล้ว


    แตงโมหกพันลูก ไม่ว่าจะลูกใหญ่หรือเล็ก ราคาลูกละสามร้อยห้าสิบหยวน รวมเป็นเงินทั้งหมดสองล้านหนึ่งแสนหยวน


    “มา เสียวเสี่ยวมากินกุ้งมังกรกัน!”


    ตอนกินข้าวกลางวันเย่เฟิงจับกุ้งมังกรมาต้มหลายตัว เขาปอกเปลือกกุ้งตัวหนึ่งแล้วส่งเนื้อกุ้งที่อวบอ้วนให้เย่เสียวเสี่ยว


    “คุณพ่อคะ หนูได้ยินป้าเฉินบอกว่ากุ้งมังกรแพงมากเลย ต่อไปพ่อไม่ต้องจับให้หนูกินอีกนะคะ” เย่เสียวเสี่ยวพูดอย่างรู้ความ


    นี่ยังเป็นแค่รายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ รายได้ก้อนใหญ่ยังอยู่ข้างหน้า เพราะปลาในบ่อเลี้ยงของเย่เฟิงกำลังจะโตเต็มที่แล้ว รวมถึงกุ้งมังกรด้วย


    ถ้าขายสัตว์น้ำพวกนี้ออกไปทั้งหมด ก็จะได้เงินก้อนใหญ่เข้ามาอีก


    “ใครบอกกันล่ะ ถ้าเสียวเสี่ยวชอบกิน มันก็ไม่แพงหรอก แถมตอนนี้พ่อก็หาเงินได้เยอะแยะเลย”เย่เฟิงลูบหัวเสียวเสี่ยวพลางพูด “เอ้า รีบกินเร็วเข้า!”


    “ขอบค่ะคุณพ่อ!” เสียวเสี่ยวกินเนื้อกุ้งมังกร “คุณพ่อ กุ้งมังกรอร่อยมากเลย!”


    “อร่อยก็กินเยอะ ๆ เลยนะ!” เย่เฟิงพูดพลางยิ้ม


    “คุณพ่อคะ หนูได้ยินป้าเฉินบอกว่า กุ้งมังกรมีห้ามใหญ่สองก้าม จริงหรือเปล่าคะ?”


    “จริงสิ มีก้ามใหญ่สองก้าม!”


    “อยากเห็นกุ้งมังกรจังเลยว่ามันหน้าตาเป็นยังไง!” 


    เย่เสียวเสี่ยวพูดด้วยความคาดหวัง เสียงเบามาก แต่เย่เฟิงก็ยังได้ยิน


    “เสียวเสี่ยว ลูกวางใจได้ ในอนาคตลูกจะต้องได้เห็นแน่นอน!” เย่เฟิงลูบหัวเสียวเสี่ยว จริง ๆแล้วหลังจากที่เขาได้ทะลวงระดับหลอมรวมปราณขั้นหนึ่งแล้ว เขาก็ได้ตรวจสอบดวงตาทั้งสองข้างของเสียวเสี่ยวแล้ว


    ดวงตาทั้งสองข้างของเย่เสียวเสี่ยวตาบอดมาแต่กำเนิด หากจะรักษาให้หายนั้นเป็นเรื่องยาก พลังของเขาในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ


    เขาประเมินดูแล้วว่าคงต้องถึงระดับหลอมรวมปราณขั้นสามถึงจะได้ผล ดังนั้นคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่เด็กน้อยจะมองเห็นแสงสว่างได้


    แต่เย่เฟิงจะไม่ปล่อยให้เธอต้องรอนานแน่นอน เพราะเขาพยายามฝึกฝนอย่างหนักมาตลอด


    “หลังจากจัดการเรื่องสวนผลไม้และบ่อปลาเรียบร้อยแล้ว ฉันจะไปหาสมุนไพรวิเศษมาฝึกฝน หวังว่าจะสามารถถึงทะลวงระดับหลอมรวมปราณขั้นสามได้เร็ว ๆ นี้” 


    เย่เฟิงตัดสินใจในใจ


    “คุณพ่อ คุณพ่อก็ทานข้าวด้วยสิค่ะ!”


    “ได้! กินข้าว”


    “มาสิพี่เฉิน ลองกินกุ้งมังกรตัวใหญ่นี่ดูสิ!”


    “เย่เฟิง ฉันได้ยินมาว่ามันแพงมากนะ ฉันไม่กินดีกว่า ให้เสียวเสี่ยวกินเถอะ ตอนนี้เป็นช่วงที่เธอต้องบำรุงร่างกายพอดี” เฉินซู่ซู่พูดอย่างเกรงใจ


    “แพงอะไรกัน ถ้าเสียวเสี่ยวอยากกิน ในบ่อก็มีเยอะแยะ พี่เฉินเป็นผู้มีพระคุณของผมนะ ไม่กินไม่ได้หรอก”


    พูดตามตรง หลังจากที่เย่เฟิงเริ่มปลูกแตงโมและจัดเตรียมบ่อปลา เฉินซู่ซู่ก็ยุ่งวุ่นวายไม่น้อย แถมยังดูแลเสี่ยวเสี่ยวเป็นอย่างดี ดีกว่าแม่แท้ๆ ของเขาเสียอีก


    เยี่ยเฟิงรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะตอบแทนแล้ว ได้แต่มอบกายถวายชีวิต แค่ก แค่ก...


    “ถ้าอย่างนั้นก็ได้!”


    เฉินซู่ซู่รับกุ้งมังกรจากมือของเยี่ยเฟิงแล้วเริ่มกินบ้าง


    “ไม่คิดว่ากุ้งมังกรจะอร่อยขนาดนี้!”


    “ใช่ไหมล่ะ อร่อยก็กินเยอะ ๆ เลย!”


    กุ้งมังกรมันต้องอร่อยแน่นอน ก็ดูสิว่าเขาเลี้ยงพวกด้วยอะไร เขาใช้พลังปราณเลี้ยงพวกมันถ้าไม่อร่อยก็แปลกแล้ว


    “โอ้ น้องเย่ พวกเธอกำลังกินข้าวกันนี่เอง แถมยังมีกุ้งตัวใหญ่ กินกันดีจริง ๆ!”


    ในขณะนั้นเอง มีคนเดินเข้ามาจากด้านนอกหลายคน คนที่พูดนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจ้าวต้าเฮย


    “พวกนายมาทำอะไรที่นี่?” เฉินซู่ซู่ลุกขึ้นยืนทันที มองจ้าวต้าเฮยและพรรคพวกของเขาด้วยสายตาระแวดระวัง


    เมื่อจ้าวต้าเฮยโผล่มาที่หน้าประตู เธอรู้สึกว่าคงไม่มีเรื่องดีแน่


    “น้องสะใภ้เย่ อย่าตื่นเต้น ฉันมาหาน้องเย่เพื่อคุยธุระ” จ้าวต้าเฮยพูดอย่างสุภาพพร้อมฉีกยิ้มกว้าง


    “ใครเป็นน้องสะใภ้ของนายกัน อย่ามาเรียกมั่ว ฉันกับเย่เฟิงไม่มีอะไรกัน” เฉินซู่ซู่พูดด้วยความอับอายและโกรธ


    “ถ้าไม่มีอะไรกันแล้วทำไมถึงมาอยู่บ้านด้วยกันล่ะ น้องสะใภ้เย่ ไม่ต้องปิดบังหรอก จริงๆ มันก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรไป ยังไงน้องเย่ก็มีครอบครัวอยู่แล้ว พวกเธอมาอยู่ด้วยกัน ฉันว่าก็ดีนะ” คำพูดของจ้าวต้าเฮยดูกระแนะกระแหนและไม่น่าฟังเอาเสียเลย


    “จ้าวต้าเฮย พูดมาตรง ๆ เถอะ มีอะไรถึงมาหาฉัน?” เย่เฟิงถาม


    “น้องเย่ ฉันมาถึงที่นี่แล้ว แถมยังไม่ได้กินข้าวด้วย นายจะไม่เชิญฉันนั่งกินข้าวด้วยกันหน่อยเหรอ?”


    “หมาไม่คู่ควรจะนั่งกินข้าวกับฉัน”


    สีหน้าของจ้าวต้าเฮยดำคล้ำจนเหมือนจะมีหมึกหยดออกมา


    แต่ไม่นาน รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา ดูเหมือนไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย “น้องเย่นี่ช่างชอบพูดเล่นจริง ๆ ถ้างั้นให้น้องสะใภ้เย่กินก่อน พวกเราออกไปคุยกันข้างนอกดีไหม”


    “ได้!”


    เย่เฟิงลุกขึ้นยืน


    “เย่เฟิง…”


    เฉินซู่ซู่จับแขนเย่เฟิงไว้ ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา


    “ไม่เป็นไร พี่เฉินกับเสียวเสี่ยวกินข้าวกันก่อนเถอะ ผมออกไปคุยกับเขาแค่ไม่กี่คำ ไม่ต้องห่วงนะ”


    เย่เฟิงตบมือเฉินซู่ซู่เบาๆ เพื่อให้เธอสบายใจ แล้วเดินออกไปพร้อมกับจ้าวต้าเฮยและคนอื่น ๆ


    “พูดมาสิ มีอะไรถึงมาหาฉัน?”