เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 42 ถูกบดขยี้อย่างสมบูรณ์

    ทุกคนที่อยู่นอกหุบเขาต่างพากันหัวเราะรอคอยเก็บเกี่ยวประโยชน์ที่จะได้รับจากตระกูลของตนเองในอนาคต แต่ทันใดนั้นมีเงาสีดำขนาดใหญ่บินอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา

            “ระวังด้วย ดูเหมือนจะเป็นสัตว์อสูรบินได้” ใครบางคนร้องเตือน 

            ทว่าสัตว์อสูรบินได้ตัวนี้ไม่ได้โจมตีพวกเขาเหนือศีรษะมีลูกทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหกฉื่อถูกปล่อยลงมาใส่ทุกคน

            แบะ! ร่วงลงมาแตกเป็นชิ้นๆ

            ทุกคนประหลาดใจอยู่ไม่น้อยรีบมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้ารูปทรงกลมนั้นดูพิเศษมากไม่ใช่ทองหรือเหล็ก มันยืดหยุ่นได้นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยรูหกเหลี่ยมที่ว่างเปล่า

            แมลงสีขาวสองสามตัวคลานออกมาจากรูหกเหลี่ยมจากนั้นพวกมันก็ถูกตัดออกเป็นสองส่วนด้วยดาบ เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในและส่งกลิ่นหอมหวานลอยออกมา

            “ดูเหมือนจะเป็นรังผึ้ง”

            “ก็ดูคล้ายๆ นะ แล้วทำไมนกตัวนั้นถึงทิ้งรังลงมา?”

            “แต่น้ำผึ้งนี่เป็นสิ่งดีกลิ่นของมันทำให้ปราณแท้ของข้าไหลเวียนเร็วขึ้นมากถ้าข้ากินเข้าไปต้องช่วยทำให้การฝึกฝนเร็วขึ้นแน่นอน”

            ทุกคนเริ่มร้องตะโกนแย่งน้ำผึ้งกัน

            “เสียงอะไรน่ะ” คนผู้หนึ่งสัมผัสถึงบางอย่างแปลกๆพอเงยหน้าขึ้นก็ตกใจจนแทบหมดสติ

            เมื่อถึงจุดหนึ่ง ท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยผึ้งปีกเงินขนาดเท่ากำปั้นหลายร้อยตัวแต่ละตัวล้วนเป็นสัตว์อสูรขั้นแรก พวกมันบินพุ่งเข้าหาฝูงชนด้วยความโกรธ

            “สวรรค์ ผู้ใดช่วยบอกข้าทีว่าเกิดอันใดขึ้น” นักรบขั้นเจ็ดนภาถูกผึ้งปีกเงินสองตัวต่อยจนลงไปนอนกองพื้นรู้สึกว่าชีวิตของตนเองค่อยๆ มลายหายไป เขาร่ำไห้อย่างโศกเศร้า

            ขณะที่ความโกลาหลบังเกิดขึ้นด้านนอกหุบเขาบนหน้าผาสูงที่ห่างไกลออกไป ทุกคนในเมืองปาฮวงจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้านล่างอย่างเงียบงัน

            เย่หยางได้ฝึกวิหควายุจนเชื่อง แม้มันเป็นสัตว์อสูรขั้นแรกแต่บินเร็วมากดังนั้นเย่หยางกับเย่หมิงจึงใช้ประโยชน์จากมันด้วยการขโมยรังผึ้งเพื่อดึงดูดให้ผึ้งปีกเงินไล่ตามพวกเขามาอย่างบ้าคลั่ง 

            หลังจากมาถึงหุบเขาแล้วเย่หยางก็ลงมาด้านล่างเพื่อช่วยเหลือกลุ่มของชิงเสวียนส่วนเย่หมิงก็ร่วมมือกับวิหควายุปล่อยรังผึ้งใส่คนของเมืองหนานหลีช่างน่าขันที่พวกเขามองไม่เห็นคนบนหลังวิหค จึงเริ่มผ่ารังผึ้งอย่างเมามัน

            ผึ้งปีกเงินเป็นสัตว์อสูรประเภทแมลงสติปัญญาต่ำเมื่อเห็นคนทำลายรังพวกมันก็ลืมศัตรูก่อนหน้านี้และเริ่มโจมตีศัตรูกลุ่มใหม่อย่างบ้าคลั่ง

            หลังจากภารกิจทิ้งรังเสร็จสิ้นเย่หมิงก็พาวิหควายุไปยังหุบเขา เนื่องจากมันมีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงโยกย้ายทุกคนไปยังหน้าผาได้หมด

            บนยอดเขามีทิวทัศน์กว้างไกลเหมาะแก่การชมความบันเทิงอย่างยิ่ง

            ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวช่างเป็นภาพที่ชวนสังเวช เสียงผู้คนกรีดร้องโหยหวนดังต่อเนื่องนักรบมากกว่าเจ็ดสิบคนรวมทั้งจอมยุทธ์สามคนทั้งหมดเสียชีวิตในเวลาไม่ถึงสองก้านธูป

            ฝูงผึ้งปีกเงินก็เสียหายอย่างหนักเช่นกันจากจำนวนกว่าเจ็ดร้อยตัวเหลือเพียงหนึ่งร้อยตัวเท่านั้นซึ่งแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ครั้งนี้น่าเศร้าสลดเพียงใด

            เมื่อเห็นว่าศัตรูถูกกำจัดฝูงผึ้งปีกเงินก็บินตรวจตราโดยรอบอีกสองสามครั้ง จากนั้นก็บินหายเข้าไปในป่าลึกทำให้สงครามระหว่างมนุษย์กับผึ้งสิ้นสุดลง

            “เย่หยาง จะเกิดเรื่องใหญ่กับพวกเราหรือไม่ มีคนตายเยอะมากเลยนะ”ใบหน้าของเย่ชิงเสวียนซีดเผือดไม่ต่างจากคนอื่นๆ

            พวกเขาต่างเติบโตในเรือนกระจกไม่เคยเห็นภาพฉากการสังหารหมู่เช่นนี้มาก่อนยิ่งกว่านั้นบางคนเพิ่งเคยเห็นโลหิตไหลนองขนาดนี้จึงยังปรับตัวไม่ได้ 

            “ไม่หรอก…สำนักเทียนอู่มีกฎของตัวเอง ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้พวกเขากล้าดักจับสัตว์อสูรมาให้โจมตีพวกเจ้าสิ่งที่เราทำอยู่จึงไม่แตกต่างไปจากที่พวกเขาทำกับเรา” เย่หยางอธิบายอย่างใจเย็นหลังกล่าวจบเขาก็ตบวิหควายุที่อยู่ข้างๆ เพื่อลบรอยประทับวิญญาณบนตัวมันออก แล้วปล่อยมันเป็นอิสระ

            วิหควายุส่งเสียงร้องเบาๆเอาศีรษะสัมผัสแขนของเย่หยางก่อนหันหลังกลับแล้วบินหายไปท่ามกลางก้อนเมฆ 

            “เย่หยางเจ้าทำให้นกตัวนั้นเชื่อฟังได้อย่างไร” เย่ชิงเสวียนถามด้วยความสงสัย ขณะเฝ้ามองวิหควายุบินหายไป 

            “ก็ง่ายๆข้าบอกว่ามีพี่สาวแสนสวยกำลังตกอยู่ในอันตรายต้องการความช่วยเหลือด่วนถ้าทำสำเร็จข้าจะเลี้ยงเนื้อกับสุรา”

            “จากนั้นข้าก็บอกมันว่าพี่สาวอารมณ์ไม่ดีอยากกินเนื้อวิหคบรรเทาความเศร้าในใจมันก็จากไปโดยไม่หันกลับมามอง” เย่หยางกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง

            คำกล่าวของเย่หยางทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาทันทีบรรยากาศหนักอึ้งในตอนแรกผ่อนคลายลงมาก

            เย่ชิงเสวียนกลอกตามองเขา “ข้าเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว”แต่ไม่ว่านางจะถามอย่างไร เย่หยางก็เฉไฉอยู่เสมอ จนรู้สึกจนปัญญา 

            นางเคยคิดด้วยว่าเย่หยางสามารถฝึกสัตว์อสูรได้จริงหรือเพราะผู้ฝึกสัตว์อสูรส่วนใหญ่จะเป็นชายชรามีหนวดเครายาวแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะอายุน้อยอย่างเย่หยาง 

            เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของทุกคนผ่อนคลายลงเย่หยางจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น

            เย่ชิงเสวียนจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าพวกเขาไปติดอยู่ในนั้นได้อย่างไร 

            ในช่วงแรกพวกเขาทั้งสิบล่าสัตว์อสูรได้อย่างราบรื่นปลอดภัยทุกคนต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี

            แต่หลังจากนั้นไม่นานกลุ่มของนางก็พบกับกลุ่มเล็กๆต่อมาอีกฝ่ายก็แยกย้ายกระจายตัวกันออกไปมีเพียงผู้หนึ่งที่สะกดรอยตามกลุ่มของเย่ชิงเสวียนอยู่ห่างๆ

            ตอนแรกพวกนางก็ไม่ได้ใส่ใจ ทว่าเช้าวันต่อมา คนเหล่านั้นก็เริ่มเปิดฉากโจมตีกลุ่มของนางโดยไม่กล่าวอันใดด้วยจำนวนที่น้อยกว่าทำให้กลุ่มของเย่ชิงเสวียนไม่สามารถต่อกรกับพวกเขาได้จนจำเป็นต้องถอยหนีอย่างไร้ทางเลือก

            แต่ไม่คาดคิดว่าทุกอย่างจะเป็นแผนการของเมืองหนานหลีพวกนั้นใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศโดยรอบบีบบังคับให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าเย่หยางก็เข้าใจทุกอย่าง

            เย่หยางถามเกี่ยวกับแกนสัตว์อสูรที่ทุกคนหามาได้พบว่ากลุ่มของเย่ชิงเสวียนมีเพียงสิบเอ็ดแกนเท่านั้น ทำให้เย่หยางถึงกับพูดไม่ออก

            เย่หยางบอกให้เย่หมิงมอบแกนสัตว์อสูรทั้งหมดให้กับกลุ่มของเย่ชิงเสวียนเย่หมิงมีแกนสัตว์อสูรมากกว่าสี่สิบแกน ทำให้ทุกคนทั้งตกใจและละอายใจยิ่ง 

            “ไปกันเถอะ แม้ว่าภารกิจจะสำเร็จลุล่วงแล้วแต่การล่าสัตว์อสูรก็ถือเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง เราต้องทำต่อไป” เย่หยางพาทุกคนออกจากหุบเขา ไม่แม้แต่จะมองดูศพในหุบเขาด้วยซ้ำเพราะรู้ว่าเดี๋ยวก็มีคนมาจัดการ 

            ในทิศทางตรงกันข้ามกับเย่หยาง หลันไฉเตี๋ยเฝ้ามองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในป่าทึบ

            หลันไฉเตี๋ยรู้ว่านี่คือสถานการณ์ที่นางเป็นคนชี้นำให้เกิดขึ้นแต่ไม่คาดคิดว่า ‘ความสนุก’ ที่นางอยากเห็นจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม 

            “ช่างโหดร้าย คนมากกว่าเจ็ดสิบคนถูกสังหาร”

            “ใช่…พวกเขาส่วนใหญ่มาจากเมืองหนานหลี ส่วนอีกกลุ่มมาจากเมืองหลัวอิ๋งพวกเขาต้องโกรธมากแน่ๆ เย่หยางกำลังเจอปัญหาใหญ่”

            “จุ๊ๆ หุบปากให้สนิทอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปอย่าลืมว่าไอ้พวกสารเลวจากเมืองหนานหลีคิดจะสังหารคนของเมืองปาฮวงก่อนเย่หยางก็แค่แก้แค้นทำเหมือนกับที่พวกมันทำทุกประการ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวโทษ”หลันไฉเตี๋ยตัดบท

            “คุณหนู เมืองหนานหลีทรงพลังมาก ไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ”ศิษย์ผู้หนึ่งแย้ง

            "อย่าเอ่ยถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึงอย่าลืมว่าที่นี่คือสำนักเทียนอู่ ไม่ควรนำกลอุบายของตระกูลมาใช้ช่างน่ารังเกียจนัก"

            “ประการที่สอง แม้เมืองหนานหลีจะทรงพลัง แต่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าอาณาจักรเทียนอู่ได้อย่างไรขนาดอาณาจักรเทียนอู่ยังไม่สามารถแทรกแซงกฎเกณฑ์ของสำนักเทียนอู่ได้นับประสาอะไรกับตระกูลมู่แห่งเมืองหนานหลี”

            “หึ! สิ่งที่ข้าดูถูกมากที่สุดคือตระกูลมู่แห่งเมืองหนานหลีพี่ชายของผู้นำตระกูลถูกสังหาร แต่กลับไม่กล้าแก้แค้นอย่างเปิดเผยใช้กลอุบายต่ำช้าลับหลัง ยังมีหน้ามาเสนอการสมรสกับข้า ถุ้ย!" หลันไฉเตี๋ยถ่มน้ำลายด้วยความโกรธ คนที่อยู่เบื้องหลังไม่กี่คนก็เงียบกริบ

            ทันใดนั้นอยู่ๆนางก็ทำท่าราวกับว่านึกเรื่องที่มีความสุขขึ้นมาได้ ดวงตาหรี่เล็กลง แล้วรำพึงว่า "โชคดีที่อาหญิงของข้ามีสติปัญญาเฉียบแหลมฮิๆ ...ทำให้มีเรื่องสนุกมากมายรอข้าอยู่ในอนาคต"

            หลังจากหลันไฉเตี๋ยกับพรรคพวกหายตัวไป บริเวณที่ศพมากกว่าเจ็ดสิบศพนอนเรียงรายคนละทิศคนละทางอยู่บนปากหุบเขาทันใดนั้นชายหนุ่มชุดขาวสองคนก็ปรากฏตัวขึ้น

            ชายหนุ่มผู้หนึ่งมองสถานการณ์น่าสลดใจบนพื้นแล้วขมวดคิ้วกล่าว "เย่หยางผู้นี้ช่างโหดร้ายยิ่งนักเขาต้องมีความเกลียดชังมากขนาดไหนถึงได้สังหารคนจำนวนมากขนาดนี้"

            “ข้าไม่ชอบฟังสิ่งที่เจ้าพูดสำนึกผิดชอบชั่วดีของเจ้าผิดปกติและลำเอียงเกินไปเจ้าไม่เห็นหรือว่าคนกลุ่มนี้ต้องการสังหารคนจากเมืองปาฮวงก่อนมีเพียงแค่พวกพ้องของตนเองหรือไรที่ทำอะไรก็ได้แต่คนอื่นห้ามทำ?” ชายอีกคนตอกกลับอย่างไม่เห็นด้วย

            สีหน้าของชายผู้นั้นเปลี่ยนเป็นแดงก่ำเมื่อถูกโต้แย้ง "ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นข้ากำลังจะบอกว่ามีคนจำนวนมากเสียชีวิตในคราวเดียว นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี"

            “เอาละ…หยุดโต้เถียงกันเถอะ เราไม่อาจออกความเห็นเรื่องเช่นนี้ได้ลงมือตรวจสอบกันเถอะ”

            “จะตรวจสอบอันใด คนก็ตายกันหมดแล้ว มีอะไรให้ตรวจสอบ”

            “เฮ้อ เจ้านี่ช่างโง่เขลาเหลือเกินเราต้องรู้ชื่อคนที่เสียชีวิต พวกเขาทั้งหมดล้วนมีป้ายคาดเอวไม่เช่นนั้นเจ้าสำนักจะตำหนิเอาได้ เราต้องทำงานให้รัดกุม” ชายชุดขาวส่ายหน้าด้วยความปวดหัว

            หน้าประตูภูเขาของสำนักเทียนอู่ชายชราชุดขาวกับผู้นำของเมืองต่างๆ กำลังนั่งขัดสมาธิรออยู่ กลุ่มผู้เข้าทดสอบที่ตกรอบก็ต้องรอที่นี่เช่นกันพวกเขาต้องรอจนกว่าการทดสอบสุดท้ายเสร็จสิ้น แล้วค่อยกลับไปพร้อมกับผู้ตกรอบทุกคน

            เมื่อชายชุดขาวสองคนมาที่ประตูภูเขาก็รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ชายชราชุดขาวทราบทุกคนที่อยู่ที่นั่นพากันตกตะลึง

            “อะไรนะ!” มู่ซื่อสยงจากเมืองหนานหลีไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

            “เหล่าคนจากเมืองหลัวอิ๋งกับเมืองหนานหลีร่วมมือกันปิดล้อมคนจากเมืองปาฮวงแล้วปิดล้อมให้สัตว์อสูรโจมตีพวกเขาหลังจากบีบให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง เย่หยางกับศิษย์จากเมืองปาฮวงอีกคนจึงนำฝูงผึ้งปีกเงินมาสังหารพวกเขาไปทั้งหมดเจ็ดสิบหกคนไม่มีใครรอดแม้แต่ผู้เดียว ผู้เสียชีวิตมีหกสิบห้าคนจากเมืองหนานหลีเก้าคนจากเมืองหลัวอิ๋ง” ชายชุดขาวอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น 

            “ผายลม! เป็นไปไม่ได้” มู่ซื่อสยงตะโกนโดยไม่สนใจสถานะของตนเอง 

            เห็นได้ชัดว่าชายชุดขาวเป็นคนซื่อสัตย์แม้จะถูกตำหนิจนหน้าแดงก็ยังกล่าวสถานการณ์ไปตามจริง

             “มู่ซื่อสยงหากเจ้ากล้ากล่าวคำหยาบคายอีก ก็ไสหัวออกไปจากสำนักเทียนอู่เสีย” คำกล่าวของชายชราชุดขาวราวกับสายอัสนีฟาดผ่า ทำให้หัวใจของมู่ซื่อสยงระส่ำแม้แต่หูของเขายังมีโลหิตไหลออกมา

            สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขาตื่นตระหนกเนื่องจากรู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์มาแสดงท่าทางโอหังเช่นนี้ จึงโค้งคำนับกล่าวว่า "ข้าขออภัยที่เมื่อสักครู่ทำน้ำเสียงไม่ดี"

            ชายหนุ่มชุดขาวไม่กล่าวอันใดทำเพียงโค้งคำนับเป็นการตอบแทน

            “เจ้าได้ยินถูกต้องแล้วการต่อสู้ในสำนักเทียนอู่ดุเดือดมาก มักผลักดันให้ผู้คนไปสู่ความตาย”

            “หลายปีที่ผ่านมาคนจากเมืองหนานหลีกลั่นแกล้งรังแกคนจากเมืองปาฮวงมาโดยตลอดการกลั่นแกล้งทำให้พวกเขากว่าครึ่งต้องมาจบชีวิตลงที่นี่”

            “ข้าอดทนเฝ้ามองมาเป็นเวลานานสำนักเทียนอู่เกือบจะถูกพวกเขาครอบงำ การตายครั้งนี้ถือเป็นผลกรรม”

            ในกลุ่มคน มีหลายคนที่มีปัญหากับเมืองหนานหลีจึงเริ่มพูดจาโจมตีคนจากเมืองหนานหลีทำตัวโอหังมากเกินไป นอกจากเมืองปาฮวงแล้วยังมีอีกหลายเมืองที่ถูกรังแก

            ทั้งมู่ซื่อสยงและหวังชิวอวี่มีสีหน้าขุ่นเคือง แต่ทั้งสองก็ไม่กล้าออกตัวต่อหน้าสาธารณชนทั้งยังไม่กล้าปฏิเสธ

            หวังชิวอวี่ลุกขึ้นยืนเสนอว่า "ท่านเจ้าสำนักเย่หยางเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม อายุยังน้อยแต่สังหารคนเป็นผักปลา ในภายภาคหน้าอาจกลายเป็นฆาตกรข้าขอเสนอให้ปลิดชีพเขาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต”

            "อะไรนะ"

             

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    243K 312
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    เทพมังกรเหนือโลก

    เทพมังกรเหนือโลก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    104K 62
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373