ทุกคนที่อยู่นอกหุบเขาต่างพากันหัวเราะรอคอยเก็บเกี่ยวประโยชน์ที่จะได้รับจากตระกูลของตนเองในอนาคต แต่ทันใดนั้นมีเงาสีดำขนาดใหญ่บินอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา
“ระวังด้วย ดูเหมือนจะเป็นสัตว์อสูรบินได้” ใครบางคนร้องเตือน
ทว่าสัตว์อสูรบินได้ตัวนี้ไม่ได้โจมตีพวกเขาเหนือศีรษะมีลูกทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหกฉื่อถูกปล่อยลงมาใส่ทุกคน
แบะ! ร่วงลงมาแตกเป็นชิ้นๆ
ทุกคนประหลาดใจอยู่ไม่น้อยรีบมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้ารูปทรงกลมนั้นดูพิเศษมากไม่ใช่ทองหรือเหล็ก มันยืดหยุ่นได้นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยรูหกเหลี่ยมที่ว่างเปล่า
แมลงสีขาวสองสามตัวคลานออกมาจากรูหกเหลี่ยมจากนั้นพวกมันก็ถูกตัดออกเป็นสองส่วนด้วยดาบ เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในและส่งกลิ่นหอมหวานลอยออกมา
“ดูเหมือนจะเป็นรังผึ้ง”
“ก็ดูคล้ายๆ นะ แล้วทำไมนกตัวนั้นถึงทิ้งรังลงมา?”
“แต่น้ำผึ้งนี่เป็นสิ่งดีกลิ่นของมันทำให้ปราณแท้ของข้าไหลเวียนเร็วขึ้นมากถ้าข้ากินเข้าไปต้องช่วยทำให้การฝึกฝนเร็วขึ้นแน่นอน”
ทุกคนเริ่มร้องตะโกนแย่งน้ำผึ้งกัน
“เสียงอะไรน่ะ” คนผู้หนึ่งสัมผัสถึงบางอย่างแปลกๆพอเงยหน้าขึ้นก็ตกใจจนแทบหมดสติ
เมื่อถึงจุดหนึ่ง ท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยผึ้งปีกเงินขนาดเท่ากำปั้นหลายร้อยตัวแต่ละตัวล้วนเป็นสัตว์อสูรขั้นแรก พวกมันบินพุ่งเข้าหาฝูงชนด้วยความโกรธ
“สวรรค์ ผู้ใดช่วยบอกข้าทีว่าเกิดอันใดขึ้น” นักรบขั้นเจ็ดนภาถูกผึ้งปีกเงินสองตัวต่อยจนลงไปนอนกองพื้นรู้สึกว่าชีวิตของตนเองค่อยๆ มลายหายไป เขาร่ำไห้อย่างโศกเศร้า
ขณะที่ความโกลาหลบังเกิดขึ้นด้านนอกหุบเขาบนหน้าผาสูงที่ห่างไกลออกไป ทุกคนในเมืองปาฮวงจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้านล่างอย่างเงียบงัน
เย่หยางได้ฝึกวิหควายุจนเชื่อง แม้มันเป็นสัตว์อสูรขั้นแรกแต่บินเร็วมากดังนั้นเย่หยางกับเย่หมิงจึงใช้ประโยชน์จากมันด้วยการขโมยรังผึ้งเพื่อดึงดูดให้ผึ้งปีกเงินไล่ตามพวกเขามาอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากมาถึงหุบเขาแล้วเย่หยางก็ลงมาด้านล่างเพื่อช่วยเหลือกลุ่มของชิงเสวียนส่วนเย่หมิงก็ร่วมมือกับวิหควายุปล่อยรังผึ้งใส่คนของเมืองหนานหลีช่างน่าขันที่พวกเขามองไม่เห็นคนบนหลังวิหค จึงเริ่มผ่ารังผึ้งอย่างเมามัน
ผึ้งปีกเงินเป็นสัตว์อสูรประเภทแมลงสติปัญญาต่ำเมื่อเห็นคนทำลายรังพวกมันก็ลืมศัตรูก่อนหน้านี้และเริ่มโจมตีศัตรูกลุ่มใหม่อย่างบ้าคลั่ง
หลังจากภารกิจทิ้งรังเสร็จสิ้นเย่หมิงก็พาวิหควายุไปยังหุบเขา เนื่องจากมันมีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงโยกย้ายทุกคนไปยังหน้าผาได้หมด
บนยอดเขามีทิวทัศน์กว้างไกลเหมาะแก่การชมความบันเทิงอย่างยิ่ง
ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวช่างเป็นภาพที่ชวนสังเวช เสียงผู้คนกรีดร้องโหยหวนดังต่อเนื่องนักรบมากกว่าเจ็ดสิบคนรวมทั้งจอมยุทธ์สามคนทั้งหมดเสียชีวิตในเวลาไม่ถึงสองก้านธูป
ฝูงผึ้งปีกเงินก็เสียหายอย่างหนักเช่นกันจากจำนวนกว่าเจ็ดร้อยตัวเหลือเพียงหนึ่งร้อยตัวเท่านั้นซึ่งแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ครั้งนี้น่าเศร้าสลดเพียงใด
เมื่อเห็นว่าศัตรูถูกกำจัดฝูงผึ้งปีกเงินก็บินตรวจตราโดยรอบอีกสองสามครั้ง จากนั้นก็บินหายเข้าไปในป่าลึกทำให้สงครามระหว่างมนุษย์กับผึ้งสิ้นสุดลง
“เย่หยาง จะเกิดเรื่องใหญ่กับพวกเราหรือไม่ มีคนตายเยอะมากเลยนะ”ใบหน้าของเย่ชิงเสวียนซีดเผือดไม่ต่างจากคนอื่นๆ
พวกเขาต่างเติบโตในเรือนกระจกไม่เคยเห็นภาพฉากการสังหารหมู่เช่นนี้มาก่อนยิ่งกว่านั้นบางคนเพิ่งเคยเห็นโลหิตไหลนองขนาดนี้จึงยังปรับตัวไม่ได้
“ไม่หรอก…สำนักเทียนอู่มีกฎของตัวเอง ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้พวกเขากล้าดักจับสัตว์อสูรมาให้โจมตีพวกเจ้าสิ่งที่เราทำอยู่จึงไม่แตกต่างไปจากที่พวกเขาทำกับเรา” เย่หยางอธิบายอย่างใจเย็นหลังกล่าวจบเขาก็ตบวิหควายุที่อยู่ข้างๆ เพื่อลบรอยประทับวิญญาณบนตัวมันออก แล้วปล่อยมันเป็นอิสระ
วิหควายุส่งเสียงร้องเบาๆเอาศีรษะสัมผัสแขนของเย่หยางก่อนหันหลังกลับแล้วบินหายไปท่ามกลางก้อนเมฆ
“เย่หยางเจ้าทำให้นกตัวนั้นเชื่อฟังได้อย่างไร” เย่ชิงเสวียนถามด้วยความสงสัย ขณะเฝ้ามองวิหควายุบินหายไป
“ก็ง่ายๆข้าบอกว่ามีพี่สาวแสนสวยกำลังตกอยู่ในอันตรายต้องการความช่วยเหลือด่วนถ้าทำสำเร็จข้าจะเลี้ยงเนื้อกับสุรา”
“จากนั้นข้าก็บอกมันว่าพี่สาวอารมณ์ไม่ดีอยากกินเนื้อวิหคบรรเทาความเศร้าในใจมันก็จากไปโดยไม่หันกลับมามอง” เย่หยางกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง
คำกล่าวของเย่หยางทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาทันทีบรรยากาศหนักอึ้งในตอนแรกผ่อนคลายลงมาก
เย่ชิงเสวียนกลอกตามองเขา “ข้าเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว”แต่ไม่ว่านางจะถามอย่างไร เย่หยางก็เฉไฉอยู่เสมอ จนรู้สึกจนปัญญา
นางเคยคิดด้วยว่าเย่หยางสามารถฝึกสัตว์อสูรได้จริงหรือเพราะผู้ฝึกสัตว์อสูรส่วนใหญ่จะเป็นชายชรามีหนวดเครายาวแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะอายุน้อยอย่างเย่หยาง
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของทุกคนผ่อนคลายลงเย่หยางจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เย่ชิงเสวียนจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าพวกเขาไปติดอยู่ในนั้นได้อย่างไร
ในช่วงแรกพวกเขาทั้งสิบล่าสัตว์อสูรได้อย่างราบรื่นปลอดภัยทุกคนต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี
แต่หลังจากนั้นไม่นานกลุ่มของนางก็พบกับกลุ่มเล็กๆต่อมาอีกฝ่ายก็แยกย้ายกระจายตัวกันออกไปมีเพียงผู้หนึ่งที่สะกดรอยตามกลุ่มของเย่ชิงเสวียนอยู่ห่างๆ
ตอนแรกพวกนางก็ไม่ได้ใส่ใจ ทว่าเช้าวันต่อมา คนเหล่านั้นก็เริ่มเปิดฉากโจมตีกลุ่มของนางโดยไม่กล่าวอันใดด้วยจำนวนที่น้อยกว่าทำให้กลุ่มของเย่ชิงเสวียนไม่สามารถต่อกรกับพวกเขาได้จนจำเป็นต้องถอยหนีอย่างไร้ทางเลือก
แต่ไม่คาดคิดว่าทุกอย่างจะเป็นแผนการของเมืองหนานหลีพวกนั้นใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศโดยรอบบีบบังคับให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าเย่หยางก็เข้าใจทุกอย่าง
เย่หยางถามเกี่ยวกับแกนสัตว์อสูรที่ทุกคนหามาได้พบว่ากลุ่มของเย่ชิงเสวียนมีเพียงสิบเอ็ดแกนเท่านั้น ทำให้เย่หยางถึงกับพูดไม่ออก
เย่หยางบอกให้เย่หมิงมอบแกนสัตว์อสูรทั้งหมดให้กับกลุ่มของเย่ชิงเสวียนเย่หมิงมีแกนสัตว์อสูรมากกว่าสี่สิบแกน ทำให้ทุกคนทั้งตกใจและละอายใจยิ่ง
“ไปกันเถอะ แม้ว่าภารกิจจะสำเร็จลุล่วงแล้วแต่การล่าสัตว์อสูรก็ถือเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง เราต้องทำต่อไป” เย่หยางพาทุกคนออกจากหุบเขา ไม่แม้แต่จะมองดูศพในหุบเขาด้วยซ้ำเพราะรู้ว่าเดี๋ยวก็มีคนมาจัดการ
ในทิศทางตรงกันข้ามกับเย่หยาง หลันไฉเตี๋ยเฝ้ามองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในป่าทึบ
หลันไฉเตี๋ยรู้ว่านี่คือสถานการณ์ที่นางเป็นคนชี้นำให้เกิดขึ้นแต่ไม่คาดคิดว่า ‘ความสนุก’ ที่นางอยากเห็นจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม
“ช่างโหดร้าย คนมากกว่าเจ็ดสิบคนถูกสังหาร”
“ใช่…พวกเขาส่วนใหญ่มาจากเมืองหนานหลี ส่วนอีกกลุ่มมาจากเมืองหลัวอิ๋งพวกเขาต้องโกรธมากแน่ๆ เย่หยางกำลังเจอปัญหาใหญ่”
“จุ๊ๆ หุบปากให้สนิทอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปอย่าลืมว่าไอ้พวกสารเลวจากเมืองหนานหลีคิดจะสังหารคนของเมืองปาฮวงก่อนเย่หยางก็แค่แก้แค้นทำเหมือนกับที่พวกมันทำทุกประการ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวโทษ”หลันไฉเตี๋ยตัดบท
“คุณหนู เมืองหนานหลีทรงพลังมาก ไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ”ศิษย์ผู้หนึ่งแย้ง
"อย่าเอ่ยถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึงอย่าลืมว่าที่นี่คือสำนักเทียนอู่ ไม่ควรนำกลอุบายของตระกูลมาใช้ช่างน่ารังเกียจนัก"
“ประการที่สอง แม้เมืองหนานหลีจะทรงพลัง แต่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าอาณาจักรเทียนอู่ได้อย่างไรขนาดอาณาจักรเทียนอู่ยังไม่สามารถแทรกแซงกฎเกณฑ์ของสำนักเทียนอู่ได้นับประสาอะไรกับตระกูลมู่แห่งเมืองหนานหลี”
“หึ! สิ่งที่ข้าดูถูกมากที่สุดคือตระกูลมู่แห่งเมืองหนานหลีพี่ชายของผู้นำตระกูลถูกสังหาร แต่กลับไม่กล้าแก้แค้นอย่างเปิดเผยใช้กลอุบายต่ำช้าลับหลัง ยังมีหน้ามาเสนอการสมรสกับข้า ถุ้ย!" หลันไฉเตี๋ยถ่มน้ำลายด้วยความโกรธ คนที่อยู่เบื้องหลังไม่กี่คนก็เงียบกริบ
ทันใดนั้นอยู่ๆนางก็ทำท่าราวกับว่านึกเรื่องที่มีความสุขขึ้นมาได้ ดวงตาหรี่เล็กลง แล้วรำพึงว่า "โชคดีที่อาหญิงของข้ามีสติปัญญาเฉียบแหลมฮิๆ ...ทำให้มีเรื่องสนุกมากมายรอข้าอยู่ในอนาคต"
หลังจากหลันไฉเตี๋ยกับพรรคพวกหายตัวไป บริเวณที่ศพมากกว่าเจ็ดสิบศพนอนเรียงรายคนละทิศคนละทางอยู่บนปากหุบเขาทันใดนั้นชายหนุ่มชุดขาวสองคนก็ปรากฏตัวขึ้น
ชายหนุ่มผู้หนึ่งมองสถานการณ์น่าสลดใจบนพื้นแล้วขมวดคิ้วกล่าว "เย่หยางผู้นี้ช่างโหดร้ายยิ่งนักเขาต้องมีความเกลียดชังมากขนาดไหนถึงได้สังหารคนจำนวนมากขนาดนี้"
“ข้าไม่ชอบฟังสิ่งที่เจ้าพูดสำนึกผิดชอบชั่วดีของเจ้าผิดปกติและลำเอียงเกินไปเจ้าไม่เห็นหรือว่าคนกลุ่มนี้ต้องการสังหารคนจากเมืองปาฮวงก่อนมีเพียงแค่พวกพ้องของตนเองหรือไรที่ทำอะไรก็ได้แต่คนอื่นห้ามทำ?” ชายอีกคนตอกกลับอย่างไม่เห็นด้วย
สีหน้าของชายผู้นั้นเปลี่ยนเป็นแดงก่ำเมื่อถูกโต้แย้ง "ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นข้ากำลังจะบอกว่ามีคนจำนวนมากเสียชีวิตในคราวเดียว นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี"
“เอาละ…หยุดโต้เถียงกันเถอะ เราไม่อาจออกความเห็นเรื่องเช่นนี้ได้ลงมือตรวจสอบกันเถอะ”
“จะตรวจสอบอันใด คนก็ตายกันหมดแล้ว มีอะไรให้ตรวจสอบ”
“เฮ้อ เจ้านี่ช่างโง่เขลาเหลือเกินเราต้องรู้ชื่อคนที่เสียชีวิต พวกเขาทั้งหมดล้วนมีป้ายคาดเอวไม่เช่นนั้นเจ้าสำนักจะตำหนิเอาได้ เราต้องทำงานให้รัดกุม” ชายชุดขาวส่ายหน้าด้วยความปวดหัว
หน้าประตูภูเขาของสำนักเทียนอู่ชายชราชุดขาวกับผู้นำของเมืองต่างๆ กำลังนั่งขัดสมาธิรออยู่ กลุ่มผู้เข้าทดสอบที่ตกรอบก็ต้องรอที่นี่เช่นกันพวกเขาต้องรอจนกว่าการทดสอบสุดท้ายเสร็จสิ้น แล้วค่อยกลับไปพร้อมกับผู้ตกรอบทุกคน
เมื่อชายชุดขาวสองคนมาที่ประตูภูเขาก็รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ชายชราชุดขาวทราบทุกคนที่อยู่ที่นั่นพากันตกตะลึง
“อะไรนะ!” มู่ซื่อสยงจากเมืองหนานหลีไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“เหล่าคนจากเมืองหลัวอิ๋งกับเมืองหนานหลีร่วมมือกันปิดล้อมคนจากเมืองปาฮวงแล้วปิดล้อมให้สัตว์อสูรโจมตีพวกเขาหลังจากบีบให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง เย่หยางกับศิษย์จากเมืองปาฮวงอีกคนจึงนำฝูงผึ้งปีกเงินมาสังหารพวกเขาไปทั้งหมดเจ็ดสิบหกคนไม่มีใครรอดแม้แต่ผู้เดียว ผู้เสียชีวิตมีหกสิบห้าคนจากเมืองหนานหลีเก้าคนจากเมืองหลัวอิ๋ง” ชายชุดขาวอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
“ผายลม! เป็นไปไม่ได้” มู่ซื่อสยงตะโกนโดยไม่สนใจสถานะของตนเอง
เห็นได้ชัดว่าชายชุดขาวเป็นคนซื่อสัตย์แม้จะถูกตำหนิจนหน้าแดงก็ยังกล่าวสถานการณ์ไปตามจริง
“มู่ซื่อสยงหากเจ้ากล้ากล่าวคำหยาบคายอีก ก็ไสหัวออกไปจากสำนักเทียนอู่เสีย” คำกล่าวของชายชราชุดขาวราวกับสายอัสนีฟาดผ่า ทำให้หัวใจของมู่ซื่อสยงระส่ำแม้แต่หูของเขายังมีโลหิตไหลออกมา
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขาตื่นตระหนกเนื่องจากรู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์มาแสดงท่าทางโอหังเช่นนี้ จึงโค้งคำนับกล่าวว่า "ข้าขออภัยที่เมื่อสักครู่ทำน้ำเสียงไม่ดี"
ชายหนุ่มชุดขาวไม่กล่าวอันใดทำเพียงโค้งคำนับเป็นการตอบแทน
“เจ้าได้ยินถูกต้องแล้วการต่อสู้ในสำนักเทียนอู่ดุเดือดมาก มักผลักดันให้ผู้คนไปสู่ความตาย”
“หลายปีที่ผ่านมาคนจากเมืองหนานหลีกลั่นแกล้งรังแกคนจากเมืองปาฮวงมาโดยตลอดการกลั่นแกล้งทำให้พวกเขากว่าครึ่งต้องมาจบชีวิตลงที่นี่”
“ข้าอดทนเฝ้ามองมาเป็นเวลานานสำนักเทียนอู่เกือบจะถูกพวกเขาครอบงำ การตายครั้งนี้ถือเป็นผลกรรม”
ในกลุ่มคน มีหลายคนที่มีปัญหากับเมืองหนานหลีจึงเริ่มพูดจาโจมตีคนจากเมืองหนานหลีทำตัวโอหังมากเกินไป นอกจากเมืองปาฮวงแล้วยังมีอีกหลายเมืองที่ถูกรังแก
ทั้งมู่ซื่อสยงและหวังชิวอวี่มีสีหน้าขุ่นเคือง แต่ทั้งสองก็ไม่กล้าออกตัวต่อหน้าสาธารณชนทั้งยังไม่กล้าปฏิเสธ
หวังชิวอวี่ลุกขึ้นยืนเสนอว่า "ท่านเจ้าสำนักเย่หยางเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม อายุยังน้อยแต่สังหารคนเป็นผักปลา ในภายภาคหน้าอาจกลายเป็นฆาตกรข้าขอเสนอให้ปลิดชีพเขาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต”
"อะไรนะ"