ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 108 ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!

            หลังจากนั้นสองวันมู่อวิ๋นจิ่นได้นอนพักฟื้นอยู่ในห้อง ในใจพยายามครุ่นคิดหาวิธีจะเปิดโปงเรื่องที่ฉู่ชิงเฉียงสมคบคิดกันกับหอบุหลันให้ใต้หล้ารู้กันทั่ว

            ในเมื่อฉู่ชิงเฉียงกล้ามาลอบกัดนางก็จงเตรียมใจรับผลกรรมที่ทำเอาไว้แล้วกัน

            “คุณหนูถึงเวลาดื่มยาแล้วเจ้าค่ะ” จื่อเซียงยกชามเข้ามาในห้อง

            เมื่อเห็นยาสมุนไพรมีควันร้อนกรุ่นลอยขึ้นมู่อวิ๋นจิ่นชะงักจนพูดไม่ออก ช่วงนี้ซวยเหลือเกินต้องมาทานยาที่ขมปี๋อีกแล้ว

            หลังจากฝืนใจดื่มยาจนหมดจื่อเซียงก็ยื่นลูกอมน้ำผึ้งใส่ปากมู่อวิ๋นจิ่นแล้วเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนู ได้ยินมาว่าพระชายาหรงและพวกคุณหนูฉินจะเข้าเยี่ยมคุณหนูและมาขอโทษกับเรื่องที่เกิดเจ้าค่ะ”

            “พวกปลิ้นปล้อนตลบตะแลง จิตคิดไม่ซื่อ บอกไปว่าข้าไม่สบาย ไม่พบใครทั้งนั้น”มู่อวิ๋นจิ่นกำชับหนักแน่น

            จื่อเซียงได้ยินรีบยิ้มมุมปาก“ด้านองค์ชายได้สั่งเอาไว้แล้ว ช่วงที่คุณหนูพักรักษาตัว ไม่ให้ผู้ใดเข้ามารบกวนเป็นอันขาดเจ้าค่ะ”

            “อืม” มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้าพอใจ และพูดคุยเรื่องสนุกกันไปกับจื่อเซียง

            จนกระทั่งไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเพียงใดนอกประตูมีเสียงเคาะดังขึ้น “พระชายา บ่าวเองเจ้าค่ะ”

            “เรื่องอะไร?” มู่อวิ๋นจิ่นถามอย่างขี้เกียจ

            “ท่านอ๋องหรง พระชายาหรงและคุณหนูฉินมาเยี่ยมเจ้าค่ะ ถึงแม้องค์ชายสั่งห้ามใครพบแต่องค์ชายไม่อยู่ที่จวนในเวลานี้ บ่าวไม่รู้ว่าจะรับมือคนเดียวได้อย่างไรเจ้าค่ะ”แม่นมเสิ่นเอ่ยอย่างลำบากใจ

            มู่อวิ๋นจิ่นเม้มปากพูดอย่างเบื่อหน่าย “อย่างนั้นก็ให้พวกนั้นกลับไปให้หมดแล้วกัน”

            “บ่าวบอกไปแล้ว แต่พระชายาหรงบอกว่า เรื่องที่พระชายาตกน้ำเป็นเพราะจัดการได้ไม่เหมาะสมหากไม่ได้มาขอโทษด้วยตนเอง นางยากจะทำใจได้เจ้าค่ะ”

            “ยากจะทำใจอย่างนั้นหรือ” มู่อวิ๋นจิ่นหัวเราะเยาะ

            เมื่อได้ฟังน้ำเสียงที่ลำบากใจอย่างมากของแม่นมเสิ่นมู่อวิ๋นจิ่นจึงตัดสินใจลุกขึ้น เตรียมสวมรองเท้าเดินไป

            จื่อเซียงรีบเข้าไปห้ามปราม“คุณหนูจะไปพบคนพวกนั้นหรือเจ้าคะ? เมื่อวันก่อน พวกนางยังอำมหิตปล่อยคุณหนูทิ้งคุณหนูไว้คนเดียวนะเจ้าคะ…”

            “ไม่เป็นไรหรอก พวกนางพาท่านอ๋องหรงมาด้วย แสดงว่าเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า หากข้าไม่ออกไปพบวันพรุ่งนี้อาจมีข่าวลือไปทั่วเมืองเตี๋ยฮวากระจายทั่วเป็นแน่” มู่อวิ๋นจิ่นสวมรองเท้าก่อนเรียกให้จื่อเซียงมาช่วยเกล้าผม

            จากนั้นไม่นานมู่อวิ๋นจิ่นก็ก้าวออกจากห้อง เดินไปที่ห้องโถงด้านหน้า

            …

            ในห้องโถงเวลานี้ท่านอ๋องหรง พระชายาหรงและฉินมู่เยว่นั่งรออยู่ เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าประตูไป นางไม่ได้แสดงความเคารพต่อท่านอ๋องหรงและพระชายาหรงแต่กลับเดินไปนั่งเก้าอี้เบื้องหน้า และกวาดสายตามองทั้งสามคนอย่างอ่อนแรง

            ท่านอ๋องหรงไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดใจแต่อย่างใดตรงกันข้างเขากลับหัวเราะขึ้น “หลานสะใภ้ ลุงได้ยินมาว่าเมื่อสองสามวันก่อนเจ้าตกน้ำไม่ได้สติตอนนี้ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

            “รอดพ้นอันตรายถึงแก่ชีวิตแล้ว” มู่อวิ๋นจิ่นยกถ้วยน้ำชาที่จื่อเซียงเอามาให้ขึ้นจิบกลั้วคอ

            พระชายาหรงเห็นมู่อวิ๋นจิ่นสีหน้ายังซีดขาวทว่าไม่เห็นว่าร่างกายของนางจะดูอ่อนแอแม้แต่น้อย พลันรู้ได้ทันทีว่านางไม่เป็นอะไรมาก

            ดังนั้นนางจึงแสร้งฝืนยิ้มปั้นหน้าเห็นใจ“หลานสะใภ้ ในวันนี้เปิ่นเฟยตั้งใจมาขอโทษเจ้าถึงที่นี่ด้วยตนเอง วันก่อนที่ร่ายกลอนล่องเรือเป็นเพราะเปิ่นเฟยดูแลอบรมมู่เช่อเฟยไม่ดี จึงเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นมา”

            “ใช่แล้ว ๆ ๆ พี่สะใภ้อวิ๋นจิ่น เรื่องนี้น้องสี่ไม่รู้จักรักตนเอง กระโดดจากเรือไม้ลงน้ำสร้างความวุ่นวายโชคยังดีที่เรื่องนี้ไม่สำเร็จ มิอย่างนั้นในใจมู่เยว่คงมิอาจให้อภัยตนเองได้” ฉินมู่เยว่สำทับขึ้นพลางส่งยิ้มไปทางมู่อวิ๋นจิ่น

            เมื่อได้ยินคนพวกนี้โยนความผิดไปให้มู่หลิงจูเพียงคนเดียวมู่อวิ๋นจิ่นก็ตบไปที่โต๊ะโดยไม่เอ่ยคำใด

            บรรยากาศภายในห้องโถงกลับเงียบสงัดและกดดันอย่างบอกไม่ถูก

            “องค์ชายกลับมาแล้ว!” แม่นมเสิ่นที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเอ่ยขึ้น จากนั้นฉู่ลี่ก็เดินเข้ามาด้านใน

            พระชายาที่ต้องรับมือสามคนนี้พร้อมกันจนเหงื่อไหลไคลย้อยไม่น้อยเป็นแน่

            ระหว่างที่ฉู่ลี่ก้าวเข้ามาเขาเห็นมู่อวิ๋นจิ่นสวมอาภรณ์น้อยชิ้น ใบหน้าซีดขาว ก่อนจะหันกลับมาจ้องที่คนทั้งสาม

            “พี่ลี่…” ฉินมู่เยว่เอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ

            ฉู่ลี่ไม่มองแม้แต่หางตาเขาเดินผ่านหน้าไปหามู่อวิ๋นจิ่นด้วยแววตาแน่นิ่ง “เจ้าออกมาทำไม?”

            “ข้า…” มู่อวิ๋นจิ่นเห็นแววตาแน่นิ่งเช่นนั้นของเขา จนไม่รู้จะเอ่ยปากตอบเช่นไร

            “ลี่เอ๋อร์ วันนี้ท่านป้ามาขอโทษหลานสะใภ้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนจนเกือบสร้างความผิดมหันต์ขึ้นมา” ท่านอ๋องหรงอธิบายขึ้น

            ฉู่ลี่ได้ยินที่เช่นนั้นเพียงตอบรับเสียงเรียบ ก่อนปรายตามองไปทางท่านอ๋องหรง “ในเมื่อขอโทษเรียบร้อยแล้ว ท่านลุงกลับกันไปก่อนเถอะ”

            “ได้ ๆ ๆ ๆ เดิมทีพวกเราตั้งใจจะกลับพอดีเชียว” ท่านอ๋องหรงพยักหน้างก ๆ ในใจคิดต่อว่าตนเองที่ทำตัวเหมือนคนกระจอกทุกครั้งที่พบหน้าฉู่ลี่จะรู้สึกกดดันหายใจไม่ทั่วท้อง แต่ความเป็นจริงนั้นเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าฉู่ลี่นี่

            ทางด้านฉินมู่เยว่ทำได้เพียงกัดฟันกรอดๆ มองฉู่ลี่ที่ให้ความเป็นหวงกับมู่อวิ๋นจิ่น จนไฟริษยาลุกท่วมตัว ส่วนพระชายาหรงที่เห็นปฏิกิริยาของฉินมู่เยว่ทำได้เพียงส่ายหน้าไปมา

            “เช่นนั้นพวกเราขอกลับก่อน หลานสะใภ้ วันนี้ลุงได้นำโสมพันปีมาฝากให้กล่องหนึ่งเป็นของบำรุงร่างกาย” ท่านอ๋องหรงลุกขึ้น

            มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มมุมปาก“ขอบพระทัยท่านอ๋องหรง”

            “เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งที มิต้องขอบคุณหรอก” ท่านอ๋องหรงชายตาเรียกพระชายาหรงและฉินมู่เยว่ให้ออกไปพร้อมกัน

            ฉินมู่เยว่เดินไปสองก้าวก่อนจะหันมาพูดกับฉู่ลี่ว่า “พี่ลี่ อีกไม่กี่วัน พวกเราไปดูดอกบัวดำ…”

            “ไม่ต้องหรอก เจ้ากลับไปก่อนแล้วกัน” ฉู่ลี่พูดขัดฉินมู่เยว่อย่างเลือดเย็น

            ฉินมู่เยว่ชะงักแต่รีบทำเป็นยิ้มกลบเกลื่อนและเดินออกไป

            พอห้องโถงเงียบสงบเข้าสู่ภาวะปกติมู่อวิ๋นจิ่นค่อย ๆ ถอนลมหายใจ นั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างโล่งอกไปที

            “ร่างกายเจ้าดีขึ้นหรือยัง?” ฉู่ลี่เห็นนางนอนแผ่จึงถามอย่างกังวล

            “เกือบหายดีแล้ว ที่จริงข้าไม่เป็นอะไรสักนิดเดียว” มู่อวิ๋นจิ่นยักคิ้วหลิ่วตา

            ฉู่ลี่มองดูเวลา“เจ้าพักผ่อนอีกสองวันแล้วค่อยติดตามเปิ่นหวงจื่อไปที่เมืองธารรัตติกรแล้วกัน”

            “ทำไมต้องไปที่นั่นด้วย?” มู่อวิ๋นจิ่นถามอย่างสงสัย เพราะรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่กับเมืองนั้น

            “ถึงตอนนั้นเจ้าจะรู้เอง” ฉู่ลี่ทิ้งคำพูดไว้ก่อนเดินไปเรือนด้านหลัง

            มู่อวิ๋นจิ่นเบะปากพึมพำต่อว่าฉู่ลี่ลับหลังไปหลายประโยค เขามักจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆทำให้คนอยากรู้

            ช่างเป็นคนแปลกพิลึก

            …

            หลังจากนั้นไม่กี่วันรถม้าเคลื่อนเดินทางไปจนถึงเมืองธารรัตติกร

            มู่อวิ๋นจิ่นนั่งอยู่รถม้าด้านหลังท่าทางนางนั่งไม่ค่อยสบายนัก จึงตั้งใจจะเอ่ยบอกกับฉู่ลี่ ฉู่ลี่จึงพยักหน้าอนุญาตให้นางนอนลงได้

            เวลาในการเดินทางไปจนถึงเมืองธารรัตติกรไม่ช้าไม่เร็วหากนั่งจะปวดเมื่อยเนื้อตัว พอนอนลงได้ค่อยสบายขึ้นหน่อย

            มู่อวิ๋นจิ่นนอนแผ่ลงฟูกนุ่มนิ่มรองแขนแทนหมอน มองหลังคารถม้าขยับไปมา พลางเหลือบตามองด้านข้าง “ตอนนี้เจ้าบอกข้ามาสิไปทำอะไรที่เมืองธารรัตติกร”

            “ดอกบัวดำจะบาน จำเป็นต้องพาเจ้าไปลอง” ฉู่ลี่มองมาที่นาง

            “อะไรนะ? จะใช้เลือดข้าในการลองอย่างนั้นหรือ?เจ้ามั่นใจหรือว่าวิธีนี้จะได้ผล?” มู่อวิ๋นจิ่นหน้าตาแตกตื่นขนาดเลือดของชนชั้นสูงอย่างฉินมู่เยว่ยังไม่ได้ผล นางเป็นแค่คนธรรมดา จะไปเร่งให้ดอกบัวดำบานได้อย่างไรกัน

            ฉู่ลี่ได้ยินที่นางพูดพลันหรี่ตามองนางอย่างแน่นิ่ง “เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าต้องใช้เลือดของเจ้า?”

            “...”มู่อวิ๋นจิ่นเม้มริมฝีปากทันที ต่อว่าต่อขานตนเองที่ปากพล่อย หลุดเรื่องนี้ออกไปได้

            ฉู่ลี่เห็นนางไม่พูดต่อภายในหัวของเขาคิดไปถึงว่า หากดอกบัวดำบานแล้ว ถ้ำในภูเขาต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ชั่วพริบตาเดียวเสียงที่เยือกเย็นจึงดังขึ้นจากในรถม้า

            “คืนนั้น คนที่อยู่นอกถ้ำเป็นเจ้านี่เอง!”

            มู่อวิ๋นจิ่นเริ่มล่อกแล่กลุกขึ้นมานั่งพลางยื่นมือไปลูบหัวเข่า และหันไปสบตาฉู่ลี่ “ข้าไม่ได้ตั้งใจแอบฟังเจ้าคุยสักหน่อยตอนนั้นข้ามีเรื่องไปหาเจ้า กลับได้ยินเรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ”

            ฉู่ลี่เห็นนางอธิบายอย่างรีบร้อนและจริงจังจึงเม้มปากหันหน้ามองไปทางอื่น

            มู่อวิ๋นจิ่นพยายามหาเรื่องอื่นเข้ามาพูดคุยจึงลงไปนอนแผ่หลับตาดังเดิม

            หลังจากนั้นประมาณสองชั่วยามรถม้ามาหยุดลงที่ทางขึ้นภูเขา มู่อวิ๋นจิ่นเดินลงจากรถม้า หันมองภูเขาที่อยู่เบื้องหน้า“ภูเขาลูกนี้มีชื่อหรือไม่?”

            “ไม่มี” ฉู่ลี่ส่ายหน้า

            “น่าเสียดายซะจริง” มู่อวิ๋นจิ่นยู่ปาก

            ฉู่ลี่เหลือบมองนางด้วยหางตา“ถ้าเจ้าเสียดายก็ตั้งชื่อภูเขาลูกนี้สิ”

            มู่อวิ๋นจิ่นยักไหล่ผายมือ“ข้าขี้เกียจ ไม่อยากจะเสียเวลา รีบเดินขึ้นภูเขาเถอะ”

            ฉู่ลี่เห็นนางแล้วอดขำมิได้ที่นางมีอารมณ์แปรปรวนเดาใจไม่ถูกจากนั้นทั้งคู่ต่างพากันเดินขึ้นภูเขาไป

            ติงเสี่ยนที่เดินตามข้างหลังเห็นเจ้านายทั้งสองเดินเคียงคู่กัน ในใจคิดว่าที่แท้องค์ชายของเขาก็มีช่วงที่เถียงสู้คนอื่นไม่ได้เหมือนกัน

            มู่อวิ๋นจิ่นเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกขาสั่นด้วยความอ่อนแรงแผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ อีกทั้งแสงตะวันที่แผดเผาประเดี๋ยวหนาวประเดี๋ยวเย็นร่างกายของมู่อวิ๋นจิ่นยากจะปรับตัวได้ทัน

            ร่างนี้ทำไมช่างอ่อนแอยิ่งนัก!

            “ข้าเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว ขอพักครู่หนึ่ง” มู่อวิ๋นจิ่นหันไปโบกมือให้ฉู่ลี่แล้วนั่งลงใต้ต้นไม่ใหญ่ พลางควักผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อ

            ฉู่ลี่รู้สึกเหนือความคาดหมายจึงเดินไปนั่งข้างนาง พอเห็นใบหน้าของมู่อวิ๋นจิ่นซีดเผือดอย่างผิดสังเกต หน้าผากมีเหงื่อซึมไม่หยุดทั้งร่างกายของนางเริ่มสั่นเทิ้มขึ้นเรื่อย ๆ

            “เจ้าไม่สบาย?” ฉู่ลี่ขยับเข้าไปด้านข้าง ยื่นมือหมายจะแตะดูว่านางตัวร้อนหรือไม่

            “อาจเป็นเพราะอากาศร้อนเกินไป จึงเป็นไข้แดดกระมัง” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยขึ้นช้าๆ

            ติงเสี่ยนที่เห็นเหตุการณ์เดินเข้าไปใกล้เพื่อดูอาการของมู่อวิ๋นจิ่น จากนั้นหันมารายงานอาการให้ฉู่ลี่ฟัง “ให้กระหม่อมแบกพระชายาขึ้นไปหลบในถ้ำที่นั่นอากาศเย็นสบายสามารถหลบร้อนได้พ่ะย่ะค่ะ”

            “ไม่ต้องหรอก”

            ติงเสี่ยนได้ฟังนึกว่าฉู่ลี่คงปล่อยมู่อวิ๋นจิ่นไว้ใต้ต้นไม้นี้แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าฉู่ลี่ยื่นมือออกไปคว้ามู่อวิ๋นจิ่นแบกขึ้นหลังเสียเอง

            ติงเสี่ยนมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกใจจนต้องยกมือขยี้ตาตาไม่ฟาด ตาไม่ฟาดจริง ๆ ด้วย ไม่คิดไม่ฝันว่าองค์ชายจะแบกสตรี…

            วันนี้สงสัยฝนจะตกห่าใหญ่แล้ว!

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน