วันเวลาที่เลื่อนผ่านแปรเปลี่ยนไปตามยุค ตามสมัย จากชนบทป่าไม้ กลายมาเป็ถนนหนทางที่เรียบง่ายสะดวกต่อการเดินทาง ผืนป่ารกชัฏ แปรเปลี่ยนทุกพื้นดินให้เป็ตึกรามบ้านช่องให้แก่ผู้คนอาศัย แต่กระนั้น ก็ยังมีส่วนหนึ่งที่ไม่แปรเปลี่ยนไป แดนมืดดินแดนสำหรับพวกที่ไม่ใช่มนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งเราเรียกกันว่า เผ่าแวมไพร์
เป็พื้นที่ที่ลึกลับที่แม้แต่มนุษย์ยุคปัจจุบันก็ไม่ได้รู้จัก แต่ตำนานของเหล่าแวมไพร์ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ทุกยุคทุกสมัย จากปากต่อปาก กลายเป็เื่เล่ามากมายสุดท้ายก็มีบันทึกไว้ เป็ลายลักษณ์อักษร เพื่อยืนยันว่า แวมไพร์ มีจริง
บางตำนานบอกว่าแวมไพร์เป็สัตว์ดุร้าย ในทุกค่ำคืนจะมีหญิงสาวหายไปเพราะมัน ก่อนจะถูกพบเป็ศพในเช้าวันถัดมา
บางตำนานเล่าว่าแวมไพร์หวาดกลัวต่อแสงอาทิตย์เพราะถ้าโดนมันเข้าไป ร่างกายก็จะถูกเผาไหม้และตายไปทันที
บางก็บอกว่ามันกลัวไม้กางเขนและน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์เพราะมันแสบร้อนไม่ต่างจากพระอาทิตย์ในยามเช้า แต่ในความเป็จริงเล่า ใครจะรู้ว่าเป็ยังไงจริงไหม?
แต่เหมือนว่าปัจจุบันเื่เล่าเ่าั้ จะเป็แค่เพียงความเพ้อฝันของใครบางคนที่นำมาสร้างเป็นวนิยาย สู่ภาพยนตร์ต่างๆมากมายให้ได้ติดตามกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เ่าั้ไม่อาจรู้เลยคือ แวมไพร์ อยู่ใกล้ตัวคุณมาก เพียงแค่คุณไม่รู้ตัว
"ท่านพี่" เสียงเรียกที่ดังขึ้นทำให้ลูคัสต้องเงยหน้ามองผู้มาเยือนพลางวางปากกาลงบนโต๊ะ หลังจากทำบัญชี ของวันนี้เสร็จสิ้นลง
"ว่ายังไง วินเซนต์"
"คือว่า ข้าจะถามท่านว่าเราจะกลับไปหาท่านพ่อไหม"
"ไม่ละ ถ้าเ้าอยากไปเ้าก็ไปเถอะ"
"แล้วท่านพี่ไม่คิดถึงน้องๆบ้างเหรอ"ลูคัสหลับตาลงพลางถอนหายใจก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงน้องๆของตัวเองถึงแม้ว่าจะต่างแม่ แต่ทุกคนล้วนมีพ่อคนเดียวกัน
"คิดถึงสิ ใช่ว่าข้าไม่อยากจะกลับไปนะแต่เ้าก็รู้วินเซนต์ ว่าข้าไม่อยากเจอ เขา "
"โธ่ท่านพี่เื่มันก็ผ่านมานานแล้วนะ ท่านยังไม่ลืมอีกหรือไงกัน"
"ใครจะลืมลงกันล่ะถึงเขาจะเป็ พ่อ แต่เขาก็แย่งคนที่ข้ารักที่สุดไปนะ "
"ท่านพี่ คือ ข้าขอโทษ"
"อืมว่าแต่จัดเก็บร้านเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?"
"เรียบร้อยหายห่วง"
"งั้นก็ดี"
“ข้าไปละ ท่านก็พักผ่อนนะ”
“เดียว..ข้าคิดว่าเ้าพวกนั้นคงอยากกลับบ้าน เราปิดร้านกันสองสามวัน ก็ได้”
“แบบนี้ก็หมายความว่าเราจะกลับแดนมืดกันใช่ไหม!งั้นข้าไปบอกเ้าพวกนั้นก่อนแล้วกัน” ลูคัสมองวินเซนต์ที่ยิ้มกว้างที่ได้รู้ว่าเราจะกลับบ้านกัน
อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องเตรียมตัวพักผ่อนซะแล้วสิ ถึงแม้ว่าจะไม่อยากเจอเขาแต่อย่างน้อย การกลับไปในรอบหนึ่งพันปีนี้ ก็เพื่อกลับไปพบคนสำคัญ นั้นคือพี่น้องของตัวเขาเอง
….
หนึ่งคืนผ่าน เวลาเปลี่ยนแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือความคิดถึงบุคคลอันเป็ที่รักที่จากไปเมื่อไม่นานมานี้ ถ้าพูดไปคุณอาจจะไม่เชื่อแต่มันคือเื่จริง
คริสตัล คือชื่อของเขา เพราะสีผมที่เป็สีฟ้าและดวงตาสีน้ำเงินซึ่งสองสิ่งนี้ไม่มีสิ่งไหนที่เหมือนพ่อแม่ของเขาเลยนอกจากDNA เท่านั้น ที่บ่งบอกว่าเราคือครอบครัวเดียวกัน
คริสตัลถอนหายใจพลางมองพระจันทร์ที่เต็มดวงสวยเด่นกว่าคืนไหนๆ อย่างเหม่อลอย
“พ่อครับ แม่ครับอยู่บนนั้นสบายดีไหม ผมนะ สบายดีนะ”
คริสตัลยิ้มให้กับพระจันทร์ดวงโตตรงหน้าพลางจินตนาการว่านั้นคือ พ่อแม่ของตัวเอง อยากรู้ไหมครับว่าพ่อแม่จากไปได้ยังไงแต่ไม่อยากจะพูดถึงเลย แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า มันไม่ใช่เื่จริง
แวมไพร์สิ่งที่มีอยู่เพียงในนิยายหรือจินตนาการของใครสักคน แต่ใครจะคิดว่าสิ่งเ่าั้มันจะมีจริงๆในโลกนี้ แต่สิ่งสิ่งนั้นกลับมีอีกชื่อที่เรียกว่า ยูเปียร์นั้นคือสิ่งที่คนช่วยชีวิตเขาไว้ พูดขึ้นก่อนที่จะสลบไปและตื่นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล เหลือตัวคนเดียว ไม่มีใคร
ตอนนั้นเขาคิดว่ามันเป็แค่ความฝัน แต่มันไม่ใช่ เมื่อต้องตื่นมารับรู้ความจริงและคอยตอบคำถามของตำรวจ
คริสตัลหันหลังกลับไปเพื่อจะเตรียมตัวนอนสักทีเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อออกไปเรียน เขาพยายามศึกษา และค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่ายูเปียร์ ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร เกิดขึ้นมาได้ยังไง แล้วมันมาจากไหน
แต่ไม่ว่าจะหายังไงมันก็ไม่ปรากฏข้อมูลอะไรเลย แล้วทำไมคนพวกนั้นถึงเรียก ตัวที่ฆ่าพ่อแม่ว่ายูเปียร์ กันนะ และคืนนั้นคริสตัลก็หลับไปด้วยจิตใจที่ฟุ้งซ่าน
….
โลกใบนี้มีอะไรหลายๆอย่างที่ ผู้คนยังไม่รู้อีกมากมาย ยังมีสิ่งลึกลับ ที่ยังปิดตายหลบซ่อนจากสายตาของผู้คน
ภายในห้องห้องหนึ่งมีผู้คนจำนวนหนึ่งนั่งเคร่งเครียดกัน หลังจากได้ปะทะ กับสิ่งที่กลายพันธุ์จากแวมไพร์ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แถมมันยิ่งปรากฏออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ใน่สองสามปีมานี้
“หัวหน้าคิดว่า ดินแดนมืดรู้เื่นี้หรือยัง” เสียงของหนึ่งในห้าคนที่นั่งรอบโต๊ะดังขึ้นฉุดดึงสายตาให้จดจ้องไปยังหัวหน้าคนปัจจุบัน ของสมาคมนักล่าสมาคมที่ไม่คิดว่ายังมีเหลืออยู่ในโลกนี้ พอๆกับแวมไพร์
“ฉันก็ไม่แน่ใจแต่อีกไม่นาน เดียวเราก็คงรู้” ลาเฟ่ ตอบพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ถึงแม้ว่า หนึ่งหมื่นปีมานี้ สมาคมนักล่ากับเหล่าแวมไพร์ ยังมีสนธิสัญญาต่อกันอยู่ก็ตาม แต่ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้จะบอกว่าเป็ฝีมือของแวมไพร์มันก็ไม่ผิด แต่ที่ผิดคือ มันดันเป็แวมไพร์ที่กลายพันธุ์จากการเสพเืเกินขนาดอย่างรุนแรงมันก็แค่ความเชื่อและความคิดของบรรพบุรุษที่บอกต่อกันมา แต่ความจริงเป็ยังไงก็ไม่อาจรู้ได้อย่างชัดเจน
“แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นล่ะครับ”
“เขาไม่ได้ถูกกัด คงต้องปล่อยไป”
“มันจะดีเหรอคะอย่างน้อยเขาก็น่าจะเห็น”
“บางที เขาคงจะคิดว่าเขาเองหลอนไปและคงเชื่อคำพูดตำรวจมากกว่า ที่บอกว่า ถูกสัตว์ป่าประเภทสัตว์เลื้อยคลานทำร้าย”แต่มันก็แค่ความคิด ที่ซึ่งไม่อาจรู้ได้เลยว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะเชื่อสิ่งที่ตำรวจสันนิฐานหรือไม่ก็เท่านั้น
ซึ่งลาเฟ่ก็ได้แต่ภาวนาขอให้เด็กคนนั้น จำอะไรไม่ได้เลยยิ่งดี โดยเฉพาะกับพวกเราที่ได้เข้าไปช่วยเขาไว้หลังจากที่ทำให้เ้าตัวสลบลงไปก่อนการลงมือ ฆ่าสัตว์ร้ายจะเริ่มต้น
….