อันเจิงรู้ดีว่าหลี่ชางหลี่ต้องโมโหเรื่องที่หนึ่งในบ้านของเขาถูกลอบโจมตีแน่นอนด้วยกำลังและอำนาจของหลี่ชางหลี่ เขาต้องส่งคนไปสืบเรื่องนี้ทั่วเมืองหลวงแน่หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น อันเจิงมั่นใจว่าต้องรอให้เรื่องสงบลงทั้งหมดแล้วจึงจะเริ่มลงมืออีกครั้งแต่สิ่งที่อันเจิงเห็นคือโอกาสท่ามกลางความวุ่นวาย ขณะนี้ หลี่ชางหลี่ส่งคนของตัวเองออกไปสืบเรื่องในคืนนั้นเป็นจำนวนมากฉะนั้นยอดฝีมือข้างกายของหลี่ชางหลี่จึงลดลง
อันเจิงรู้ดีว่า ข้างกายของหลี่ชางหลี่ต้องมีองครักษ์ฝีมือดีซึ่งต้องมีพลังในขอบเขตกิเลสมารเป็นอย่างน้อยแต่เขากลับตัดสินใจเลือกลงมือในเวลานี้
ขณะที่อันเจิงเดินออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เขารู้สึกว่าตอนนี้บนถนนเงียบสงัดไม่น้อย ตามเส้นทางที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ตั้งอยู่อย่างน้อยก็มีเหล่าตระกูลสูงส่งหรือผู้มีอำนาจต่าง ๆ คอยสังเกตการณ์อยู่เป็นประจำแต่ทว่าวันนี้เมื่อมองไปตามทาง กลับดูว่างเปล่าจนน่าเหลือเชื่อและผิดปกติอย่างมาก
บนถนนมีคนเพียงคนเดียว เขายืนอยู่กลางถนนที่ห่างออกไปร้อยเมตร
เนี่ยชิงแห่งสำนักวรยุทธ์ชาง
บนถนนมีคลื่นลมพัดผ่านมา ทำให้พัดกระดาษจากที่ใดสักแห่งปลิวไปตกอยู่ที่ปลายเท้าของเขา
เนี่ยชิงเพียงแค่ยืนอยู่กลางถนนแล้วมองอันเจิงไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรทั้งนั้น แต่ราวกับเส้นทางนี้ถูกผนึกจนกลายเป็นน้ำแข็งแล้วเดิมทีแถบชายแดนทางตอนเหนือก็มักจะหนาวกว่าแถบทางใต้ปกติฤดูร้อนเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ แล้วเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงอย่างรวดเร็ว ขณะนี้บนท้องถนนถือว่าไม่มีลมแรงมาก แต่ทำไมกลับมีกลิ่นอายสังหารรุนแรงแล้วยังเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดอีกด้วย
อันเจิงเดินเข้าไปตรงหน้าของเนี่ยชิงทั้งสองยืนห่างกันเพียงแค่สิบเมตรโดยประมาณ เขารู้สึกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนแต่กลับเป็นมีดที่ผ่านการลับมาเรียบร้อยแล้ว
“เจ้ามาดูข้า?” อันเจิงถาม
เนี่ยชิงพยักหน้า จากนั้นก็ส่ายหน้า“หลางจิ้งยังดีอยู่หรือไม่?”
“ไม่ค่อยดีนัก”
“เจ้าต้องการอะไรบ้าง?” เนี่ยชิงถามต่อ
“ต้องการอะไรข้าจะเป็นคนหามาเอง”
เนี่ยชิงเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้น“เรื่องของหลางจิ้ง หากข้าเป็นเจ้าก็คงทำแบบเดียวกัน ที่ข้ามาก็แค่อยากจะบอกเจ้าบางครั้งเจ้าก็สร้างเรื่องใหญ่โตมากเกินไปหน่อย สำนักวรยุทธ์ชางและหน่วยทหารอาจถูกเจ้าลากเข้ามาเชื่อมโยงด้วย”
อันเจิงยิ้ม “เกี่ยวอะไรกับข้า?”
เนี่ยชิงไม่ยิ้ม ยังคงแสดงสีหน้าสุขุมดังเดิม“ตอนนี้เจ้าเป็นคนของสำนักวรยุทธ์ชาง ฉะนั้นบางเรื่องก็ต้องคำนึงถึงสำนักวรยุทธ์ชางบ้างปัญหาระหว่างเจ้ากับตระกูลเกา อาจเป็นไปได้มากว่าหน่วยทหารและสำนักวรยุทธ์ชางจะถูกแทรกแซงได้”
“เจ้ามาบอกเรื่องนี้กับข้าเพราะเจ้าอยากมาหรือเจ้ามาที่นี่เพราะมีใครในสำนักวรยุทธ์ชาง หรืออาจเป็นคนของหน่วยทหารให้เจ้ามาหาข้า?” อันเจิงถามขึ้นบ้าง
“ข้ารับผิดชอบเพียงแค่พูดสิ่งที่ต้องการจะพูดเจอคนที่ต้องการจะเจอ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น หากข้าไม่อยากมาก็ไม่มีใครจะบังคับข้าได้และหากข้าอยากมา...ใครก็ไม่สามารถห้ามข้าได้เช่นกัน”
อันเจิงพยักหน้ารับ “อย่างนั้นสิ่งที่เจ้าอยากพูดหมดรึยัง?”
“หมดแล้ว”
อันเจิงยกมือขึ้นทำท่าเชิญ “ลาก่อนไม่ส่ง”
เนี่ยชิงถาม “เจ้าจะรีบออกไปทำอะไร?”
อันเจิงยิ้มพลางพูด“ข้าก็แค่รีบออกไปห้องน้ำเพื่อถ่ายอุจจาระแต่มันก็มีความหมายมากกว่ามาฟังเจ้าพูดเรื่องพวกนี้”
เนี่ยชิงขมวดคิ้ว “เจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดไม่มีความหมาย?”
อันเจิงตอบกลับ “สิ่งที่เจ้าพูดแน่นอนว่ามันต้องมีความหมายกับเจ้า แต่สิ่งที่เจ้าพูดทำไมมันต้องมีความหมายกับข้าด้วยล่ะ? หรือเมื่อข้าฟังเจ้าพูดจบแล้วข้าต้องตอบกลับอย่างยินยอมว่า...วางใจเถอะ สิ่งที่เจ้าพูดข้าต้องจำไว้แน่เจ้ามีสิทธิ์อะไร?”
เนี่ยชิงขมวดคิ้วมากกว่าเดิม“ข้าคิดว่าเจ้าจะเป็นคนที่รู้กาลเทศะเสียอีก”
อันเจิงยิ้มได้อย่างมีความสุขมากกว่าเดิม“เจ้าพูดเหมือนที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด เจ้าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินว่าคนที่ฟังเจ้าก็คือคนที่รู้กาลเทศะ?หากไม่ทำตามสิ่งที่เจ้าพูด นั่นก็คือคนที่ไม่รู้กาลเทศะงั้นรึ?”
เนี่ยชิงพยักหน้า “ใช่”
อันเจิงพูดต่อ “คนอย่างเจ้ามาเพื่อบอกเรื่องพวกนี้กับข้าด้วยตัวเอง คิดว่าคงไม่ชอบขี้หน้าข้ามากสินะ”
ไหล่ของเนี่ยชิงขยับเล็กน้อยจากนั้นต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่ไม่ไกลมากทางด้านหลังของเขาก็สั่นคลอนทันทีต้นไม้เก่าแก่นี้มีขนาดใหญ่มากขนาดชายหนุ่มสองคนมายืนโอบยังไม่สามารถโอบต้นไม้นี้ได้รอบในรัศมีสิบกว่าเมตรมีใบไม้ร่วงหล่นลงมาจนเต็มพื้น
นี่เป็นเพียงรังสีสังหารของเนี่ยชิงเท่านั้นแต่ก็ยังทำให้ต้นไม้เก่าแก่นี้สั่นคลอน ใบไม้และกิ่งไม้ขนาดเล็กต่างร่วงหล่นลงมาทั้งหมดเพียงชั่วพริบตาก็ปกคลุมพื้นดินโดยรอบจนเป็นชั้นใบไม้ที่หนาราวกับหิมะ
กลิ่นอายจากต้นไม้ไม่ได้แผ่ออกไปแต่อย่างใดโดยปกติแล้ว กิ่งไม้หักมากมายขนาดนั้น ใบไม้ร่วงหล่นมากมายเช่นนั้นกลิ่นอายของต้นไม้ต้องโชยออกมาอยู่แล้ว แต่ทว่ากลิ่นอายของมันกลับถูกพลังบางอย่างกั้นเอาไว้ราวกับเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นอยู่ด้านหลังของเนี่ยชิง
อันเจิงยกมือขึ้นมาจับหัวตัวเอง“น่ากลัวจริง”
เนี่ยชิงชะงักไปเขาไม่เข้าใจว่าทำไมในเวลาแบบนี้ อันเจิงกลับมีกะจิตกะใจมาพูดเล่นอีก
อันเจิงวางมือลง จากนั้นก็มองต้นไม้ใหญ่“นี่ก็คือสิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นวิธีที่ถูกต้อง?”
“ไม่เกี่ยวกับเรื่องถูกต้องหรือไม่ถูกต้องข้าแค่อยากบอกเจ้า ก่อนหน้านี้ที่เจ้าไม่ได้รับอันตราย ไม่ใช่เพราะตัวเจ้ายิ่งใหญ่แต่เป็นเพราะมีหน่วยทหารและสำนักวรยุทธ์ชางคอยช่วยเหลือเจ้าอยู่เบื้องหลังเจ้าไม่ควรเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวและไม่เคยคิดจะเป็นผู้ให้ หากไม่มีสำนักวรยุทธ์ชางและหน่วยทหารคอยช่วยเจ้าคิดว่าตัวเองจะแข็งแกร่งกว่าต้นไม้ใหญ่นั่นรึ?”
อันเจิงยักไหล่ “ฉะนั้นเจ้าคิดว่าตัวเองจะสอนข้าได้จากการล้มต้นไม้ใหญ่นั่น?ข้าไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร แต่ข้าคิดว่าหากต้นไม้ใหญ่นี้สามารถพูดได้ละก็ คำแรกที่มันจะพูดก็คือ...มารดามันเถอะ”
เนี่ยชิงประกายลำแสงในแววตาบนพื้นตรงหน้าของเขาแตกออกเป็นรอยแยก รอยแตกนี้ตรงออกไปด้านหน้า เพียงชั่วพริบตาก็ไปถึงตรงหน้าอันเจิงแล้ว
อันเจิงยกเท้าและกระทืบลง ทันใดนั้นรอยแตกที่พุ่งเข้ามาก็หยุดทันที
เนี่ยชิงมองไปยังอันเจิงอันเจิงก็มองไปยังเนี่ยชิง
เนี่ยชิงพูดอย่างเชื่องช้า “คนไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ควรได้รับการสั่งสอน”
อันเจิงส่ายหน้า “คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวควรถูกสั่งสอนส่วนคนที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอก็ควรถูกตีให้ปากแตก”
เนี่ยชิงยื่นมือไปด้านหน้า “ใช่แล้วเจ้าคิดว่าตัวเองคิดถูกมากเกินไป”
หลังจากเขายื่นมือออกมา ก้อนหินจำนวนนับไม่ถ้วนลอยขึ้นมาจากรอยแตกบนพื้นถนนแล้วก่อตัวเป็นรูปร่างเหมือนกับหอกชี้ขึ้นไปบนฟ้า จากนั้นก็เปลี่ยนทิศพุ่งไปยังอันเจิงด้วยความรวดเร็วและดุดันก้อนหินเหล่านี้ไม่ได้พุ่งออกไปอย่างเป็นระเบียบ แต่มันพุ่งออกไปหลากหลายทิศทางอย่างน่าพิศวง
แววตาของเนี่ยชิงแดงขึ้นเล็กน้อย“เจ้าไม่มีมารยาทเกินไป”
อันเจิงยกมือขึ้นข้างหนึ่ง พลังล่องหนในมือเขาพุ่งออกไปจากนั้นก็พุ่งชนหินรูปหอกจนแตกกระจาย
อันเจิงหัวเราะด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“เจ้าคิดว่าตัวเองจะสั่งสอนข้า จากนั้นข้าก็จะต้องรับฟังเจ้า มาพร้อมพลังและความเย่อหยิ่งหากคนอื่นไม่ยอมรับความคิดเห็นของเจ้า เจ้าก็คิดว่านั่นคือการไม่รู้กาลเทศะ...ฉะนั้นข้าว่าเจ้าไม่ต้องการการสั่งสอน แต่ต้องการบทเรียนต่างหาก การที่หลายปีมานี้สำนักวรยุทธ์ชางสู้สำนักต้าติงและสำนักไท่ซ่างเต้าไม่ได้ความจริงมันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน”
เนี่ยชิงโมโหเล็กน้อย “บังอาจ!”
มือเขาคว้าไปด้านหลัง ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นก็ถูกถอนขึ้นมาอย่างง่ายดายจากนั้นก็เหวี่ยงมาทางอันเจิงอย่างโหดร้าย
อันเจิงรอจังหวะที่ต้นไม้ใหญ่หักล้มแล้วพุ่งมาก่อนจะยกมือขึ้นแล้วจับต้นไม้เอาไว้ นิ้วทั้งห้าฝังเข้าไปในลำต้นจากนั้นก็ขว้างต้นไม้ปลิวไปทางด้านหลังทันที
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเนี่ยชิงจะลงมือกี่ครั้งก็แทบจะไม่เคลื่อนไหวเลย ส่วนอันเจิงไม่ว่าจะถูกโจมตีอย่างไรก็ไม่ลงมือโต้ตอบเลยสักครั้ง ระยะห่างของทั้งสองจึงยังคงอยู่ที่สิบเมตรโดยประมาณ
แต่ขณะที่อันเจิงจับต้นไม้ใหญ่แล้วขว้างไปด้านหลังนั้นเนี่ยชิงก็เคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน
เขาออกแรงที่ปลายเท้า มือขวาผลักไปด้านหน้าในมือเขาราวกับกำลังถือหอกยาวล่องหนอยู่ เป็นหอกที่สามารถทะลุผ่านและทลายทุกอย่างนี่ก็เป็นพลังอำนาจที่ดูยิ่งใหญ่และไม่มีอะไรสามารถมาขวางได้
ภายใต้ทหารนับหมื่นคน ในมือข้าถือหอกยาวใต้หล้านี้ไร้ผู้เทียมทาน
ภายในสำนักวรยุทธ์ชางเนี่ยชิงเคยถูกท้าประลองนับครั้งไม่ถ้วนและทุกครั้งเนี่ยชิงก็สามารถนำชัยชนะกลับมาได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้นคู่ต่อสู้แทบจะไม่มีโอกาสลงมือเลยด้วยซ้ำ แต่ทว่าครั้งนี้ เขากลับใช้หอกยาวล่องหน
แม้อันเจิงมองไม่เห็นหอกยาวนี้ แต่ก็สามารถรับรู้ถึงพลังของมันได้หอกนี้มาพร้อมพลังที่ไม่สนใจอะไรในใต้หล้าสิ่งสำคัญของผู้ฝึกพลังวัตรที่แข็งแกร่งคืออะไร? ก็คือใจที่ไร้เทียมทานราวกับใต้หล้านี้ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ตัวเอง ขณะที่เนี่ยชิงพุ่งหอกนี้ออกมาเขาก็ทำเหมือนตนเองเป็นยอดฝีมือที่ไร้ผู้เทียมทาน
ใต้หล้านี้มีเพียงข้าและอาวุธของข้า
อันเจิงยังไม่มีพลังถึงระดับนี้แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่สามารถต้านทานพลังของเนี่ยชิงได้
สร้อยลูกประคำโลหิตของอันเจิงเปล่งแสงออกมาคำว่าเป่ยหมินมีปลาวิเศษเปล่งประกายขึ้น ทันใดนั้น เกล็ดมัจฉาหนึ่งชิ้นก็ออกมาบังตรงหน้าเขาเอาไว้เขาถูกพลังที่เกล็ดมัจฉาดูดซับไม่หมดกระแทกจนทำให้ตัวปลิวออกไปทางด้านหลังเท้าทั้งสองของอันเจิงลากไปกับพื้น จากนั้นก็เริ่มจมเข้าไปในดิน ตามด้วยข้อเท้า เข่าสุดท้ายแม้กระทั่งขาของเขาก็ถูกฝังลงไปในดินแล้ว
ตอนที่อันเจิงหยุดลง ช่วงล่างของเขาก็ฝังลงไปในดินทั้งหมดแล้วทั้งร่างราวกับเครื่องขุดดิน เพราะทำให้พื้นดินกลางถนนแตกออกเป็นสองฝั่ง
เนี่ยชิงมองรอยแตกบนพื้นจากนั้นก็พูดด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก “หากจะฆ่าเจ้า มันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย”
อันเจิงดันตัวเองออกมาจากพื้นดินจากนั้นก็ปัดเสื้อผ้าไปมา เขายังคงไม่พูดไม่จา เนี่ยชิงยืนมองอันเจิงอยู่ตรงที่เดิมความเย่อหยิ่งของเขาที่มีตั้งแต่แรกคล้ายเปลี่ยนไป เขาเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหันจึงเห็นว่าบนหัวตัวเองมีกระดิ่งแก้วลอยอยู่ มันอยู่สูงกว่าหัวเขาเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น
กระดิ่งแก้วลอยกลับมาที่กลางมืออันเจิงจากนั้นอันเจิงก็พูดอย่างอ่อนโยน “เจ้าจะฆ่าข้าอาจไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยส่วนข้าจะฆ่าเจ้าก็อาจไม่ง่ายดาย แต่เจ้าไม่ควรลงมือก่อนเทศกาลใบไม้ร่วงเจ้าเก็บความลับนี้มานานเท่าไหร่ ตอนนี้เกรงว่ามันคงไม่ง่ายขนาดนั้นแล้ว”
เนี่ยชิงกลับยิ้มขึ้นทันที“อย่างน้อยข้าก็รู้ว่า เจ้าคู่ควรจะอยู่ข้างกายข้าหรือไม่”
อันเจิงชะงักไปครู่หนึ่งยังไม่ทันเข้าใจว่าความหมายที่เนี่ยชิงพูดคืออะไร เนี่ยชิงก็เดินจากไปแล้วชายชุดดำที่พลิ้วไหวและหล่อเหลาเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น ขุมพลังหนึ่งก็ทำให้ใบไม้และเศษต้นไม้ลอยขึ้นกลางอากาศพลังสีเขียวอ่อนขนาดหนึ่งเมตรกว่าลอยขึ้นไปไม่ต่างจากมังกรและนั่นก็คือเนี่ยชิงที่เหาะจากไป
อันเจิงใช้มือถูจมูกไปมาในใจคิดว่าเนี่ยชิงมาที่นี่ทำไมกันนะ?
นี่เป็นเพียงการต่อสู้ระยะสั้นอีกทั้งยังไม่ได้ดูมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่มากนักแต่เรื่องนี้ก็ถูกเล่าออกไปอย่างรวดเร็วแน่นอนว่าผู้คนที่ไม่กล้าอยู่บนถนนเพราะการปรากฏตัวของเนี่ยชิงยังไม่ได้จากไปไหนไกลแต่พวกเขาซ่อนอยู่ในที่ที่ไกลออกไป แล้วมองดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด
อันเจิงเดินออกไปยังไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรเลยด้วยซ้ำเรื่องที่เขาต่อสู้กับเนี่ยชิงก็ไปถึงหูของเหล่าสำนักต่าง ๆและอาจารย์ทั้งหลายแล้ว
ณ สำนักไท่ซ่างเต้านักพรตสวมชุดสีดำยืนมองศิษย์ของตนที่กำลังฝึกพลังวัตรกันอยู่จากนั้นก็อดใจไม่ได้แล้วพูดขึ้น “เนี่ยชิงคิดจะทำอะไร?”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้ จากนั้นก็พูดด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก “สำนักต้าติง...ไม่หลงเหลือความเจิดจรัสอีกแล้ว”
ทางด้านสำนักต้าติงหลังจากที่เจ้าสำนักซูเป่ยได้ยินเรื่องของเนี่ยชิง เขาก็ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วโบกมือ“เรื่องที่จะกำจัดเนี่ยชิงก็เอาไว้ก่อนเถอะ...พลังของเนี่ยชิง...ยังคงดุร้ายไม่เบา”
เมื่ออันเจิงเดินไปถึงครึ่งทางเขาก็กระจ่างทันทีจากนั้นจึงสบถออกมาว่าเนี่ยชิงเจ้าบ้าเอ๊ย ถึงกับใช้ข้าเป็นเป้าล่อนี่จะถึงเทศกาลใบไม้ร่วงอยู่แล้วสิ่งเดียวที่จะขู่สำนักไท่ซ่างเต้าและสำนักต้าติงได้นั่นก็คือหากเนี่ยชิงศิษย์ของสำนักวรยุทธ์ชางเป็นอะไรไปละก็ สำนักวรยุทธ์ชางต้องถอนตัวจากการประลองเทศกาลใบไม้ร่วงแน่
เนี่ยชิงยังไม่ได้ใช้พลังของหอกยาวทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ แม้กระทั่งพลังหนึ่งในสามส่วนก็ยังไม่ได้ใช้ออกมาและแน่นอนว่าอันเจิงก็ดูออก...เนี่ยชิงเพียงแค่อยากบอกใครบางคนว่าหากพวกเจ้ายังมาหาข้าอีก หอกยาวนี้...ไม่แน่อาจฆ่าคนก็ได้
อันเจิงเดินไปถึงโรงจวี้ฉ่างระหว่างทางที่เดินมาก็ด่าทอเนี่ยชิงมาตลอดทาง
จวงเฟยเฟยเห็นอันเจิงมีสีหน้าไม่ค่อยเบิกบานนัก นางยื่นผ้าเช็ดหน้าไปให้อันเจิง“ทำไมถึงเดินมาล่ะ? เหงื่อเต็มหน้าเชียว เจ้าอาการไม่สู้ดีขนาดนั้นเชียวหรือ?”
อันเจิงรับผ้าเช็ดหน้าจากจวงเฟยเฟยมาเช็ดเหงื่อ“ที่เดินมาเพราะเสียดายค่ารถม้า ที่มีเหงื่อตามใบหน้าเพราะรู้สึกสะอิดสะเอียน”
จวงเฟยเฟยกลอกตา “อายุเพียงเท่านี้พูดจาให้เข้าท่าหน่อยได้หรือไม่?”
อันเจิงยิ้ม “อายุน้อยพูดจาไม่เข้าท่าน่ะสิปกติหากอายุมากจนหัวขาวแล้วค่อยพูดจาไม่เข้าท่า เกรงว่าจะถูกคนอื่นด่าตาย”
จวงเฟยเฟยถาม “เจ้านี่ช่างหาเหตุผลมาพูดเสียจริงบอกมาเถอะ วันนี้มาหาข้ามีเรื่องอะไร?”
“ช่วยข้าหาโอสถวิญญาณระดับสีทอง หรืออย่างน้อยหาโอสถวิญญาณระดับสีแดงที่มีพลังของเยาโซ่วสามเม็ด”
จวงเฟยเฟยขมวดคิ้ว “เจ้าคิดว่าโอสถวิญญาณระดับสีทองเป็นยาแก้ปวดรึถึงจะหามาให้เจ้าได้ง่าย ๆ เช่นนั้น? หรือเจ้าคิดว่าโอสถวิญญาณระดับสีแดงที่มีพลังของเยาโซ่วจะสอยมาจากต้นไม้ได้อย่างนั้นรึ?”
อันเจิงหัวเราะ “หากหาง่ายขนาดนั้นข้าก็ไม่มาหาเจ้าหรอกหรือจะให้ข้าอยู่ที่โรงจวี้ฉ่างและช่วยเจ้าตรวจสอบมูลค่าของวิเศษเพื่อเป็นการตอบแทน?”
จวงเฟยเฟยยิ้มขึ้น “พูดคำไหนคำนั้น?”
อันเจิงพยักหน้า “แน่นอนอยู่แล้วสิแต่ต้องเป็นวันพรุ่งนี้นะ วันนี้ไม่ได้”
ทันใดนั้นจวงเฟยเฟยก็ราวกับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป“เจ้าคิดจะฆ่าหลี่ชางหลี่ในคืนนี้? ไม่ได้!จะทำการโดยไม่ได้เตรียมพร้อมแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด! สิ่งที่เจ้ารู้มากพอรึยัง?เจ้ารู้หรือไม่ว่าคืนนี้หลี่ชางหลี่อยู่ที่ไหน? ไม่มีการเตรียมพร้อม แต่เจ้ากลับคิดจะลงมือ”
อันเจิงส่ายหน้า“ข้าไม่รู้ว่าคืนนี้หลี่ชางหลี่อยู่ที่ไหน ฉะนั้นข้าจึงอยากให้เขาปรากฏตัวออกมา”
จวงเฟยเฟยถาม “เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
“คนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของข้ามีมากเท่าไหร่เกรงว่าคนอื่นคงรู้เป็นอย่างดี นอกจากคนที่ข้าไม่อยากให้เห็นนอกนั้นคนภายนอกก็เห็นกันมากพอสมควรแล้ว ฉะนั้นข้าไม่มีตัวช่วยอื่น ขอให้เจ้าส่งคนของจักรวรรดิต้าซีเพื่อเปิดการประมูลใช้อุกกาบาตเป็นตัวล่อหลี่ชางหลี่ออกมา”
จวงเฟยเฟยขมวดคิ้ว “อย่างไรก็ยังวู่วามมากเกินไปข้างกายหลี่ชางหลี่มียอดฝีมือไม่น้อย”
อันเจิงพยักหน้า “ข้ารู้ แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นข้าต้องการอุกกาบาตก้อนนั้น มันจำเป็นมาก”
ยังมีอีกหนึ่งคำที่อันเจิงไม่ได้พูดออกมา...เขาไม่เพียงแค่ต้องการก้อนอุกกาบาตเพื่อนำมาทำเตาหลอมโอสถให้ชวีหลิวซีเท่านั้นแต่ยังต้องการฟังบางอย่างจากปากของหลี่ชางหลี่อีกด้วย...ว่าเรื่องในตอนนั้นมีใครที่สมรู้ร่วมคิดในการวางแผนฆ่าอันเจิงบ้างนี่เป็นเพียงขั้นแรกของการแก้แค้นเท่านั้น ฉะนั้นเขาต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้