และวันนี้ก็โชคดีสาย ๆ คุณหมอเข้ามาตรวจและได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ ทำเอาดาราหนุ่มดีใจมากและบังเอิญวันนี้เขาไม่มีงาน ดังนั้น สิ่งแรกที่เขาจะทำหลังจากออกจากโรงพยาบาลอย่างไม่ต้องลังเลคือการไปแอบเจอภูผาที่มหาวิทยาลัยนั่นเอง วันนี้เขาสอบวันสุดท้ายแค่เพียงวิชาเดียวและคงถึงเวลาที่วาตาจะต้องทำตามคำพูดเหมือนกัน
“เป็ไงบ้างไอ้ผาวิชาสุดท้ายแล้ว พวกเราจะได้จบเหมือนชาวบ้านเขาแล้วเว้ยยยยย” เพื่อนร่วมห้องะโเมื่อภูผาก้าวออกจากห้องสอบเกือบจะคนสุดท้าย
“ก็ไม่น่าพลาดนะ แล้วนี่รอกูอยู่หรือเปล่า โทษทีนะทำข้อสอบนานไปหน่อย” ภูผารีบบอกเพื่อนสองสามคนที่นั่งรออยู่
“รอไปฉลองสอบเสร็จพร้อมกันไง”
อีกคนร้องบอกอย่างดีใจราวกับว่าถูกรางวัลที่หนึ่ง
“เอ้อ ไปสิ วันนี้จะงดไปทำงานวันนึง”
“ให้ได้อย่างนี้สิเพื่อน ป่ะ ๆ ไปกัน”
เพื่อนอีกคนบอกอย่างกระตือรือร้น ทั้ง 4 คนเลยพากันเดินออกจากหน้าห้องสอบด้วยความเบิกบาน
วาตานั่งรอในรถได้ไม่นานเห็นภูผาและกลุ่มเพื่อนทยอยเดินมาเลยตัดสินใจไม่ลงจากรถ แต่ใช้วิธีไลน์หาแทน
“สอบเสร็จแล้วเหรอคุณ”
ตามด้วยสติ๊กเกอร์หัวใจเหมือนเคย แต่ภูผาไม่อ่าน
“อ่านหน่อยสิครับ ผมมารอคุณตั้งนานแล้วนะครับ”
เงียบ ไม่มีวี่แวว ไม่มีสถานะ read
วาตาแอบสังเกตว่าภูผายกมือถือขึ้นมามองแล้วก็เก็บในกระเป๋ากางเกงไว้เหมือนเดิม แปลว่าเขาอ่านข้อความที่แจ้งเตือนแล้วแต่แกล้งทำเฉย เลยแกล้งกระหน่ำส่งสติ๊กเกอร์หวาน ๆ ไปอีกหลายรอบ
“เฮ้ย ไอ้ผา ทำไมไลน์มึงดังจังวะไม่เปิดดูหน่อยเหรอเผื่อใครมีธุระด่วน”
เพื่อนชายที่ยืนข้าง ๆ สะกิดบอกเมื่อได้ยินเสียงไลน์ดังถี่ขึ้น
“ช่างเถอะ คนโรคจิตหนะ เดี๋ยวก็หยุดเองแหละ” ภูผาบอกน้ำเสียงปนรำคาญ
“ถ้าไม่ใช่ยุ่งเลยนะเผลอ ๆ มีคนส่งข่าวอาการยายของมึงน่ะเว้ย ถี่ขนาดนี้แปลว่าไม่ธรรมดา”
“นั่นสิ กูว่ามึงก็เปิดอ่าน ๆ ไปเถอะวะ ดังแบบนี้บนรถเมล์ได้ตกเป็เป้าสายตากันพอดี”
“แต่ว่า....”
ภูผาขัดแต่เมื่อสบสายตาเพื่อน ๆ ก็จำต้องหยิบโทรศัพท์มาเปิดอ่าน ซึ่งเป็จังหวะเดียวกับรถเมล์มาพอดี
“พวกคุณไปกันเลย ภูผาเขาจะไปกับผม”
จู่ ๆ เสียงตัวต้นเหตุก็ดังขึ้นทำเอาทุกคนหันมามองเป็ตาเดียว รวมถึงคนที่กำลังรอรถเมล์อยู่ด้วย เพราะการแต่งกายที่ดูแตกต่างจากคนทั่ว ๆ ไป บวกกับรูปร่างหน้าตาที่ดึงดูดสายตาใครต่อใครได้เป็อย่างดี แม้จะมีทั้งหมวกและแว่นตาดำพรางไว้แต่ก็ไม่อาจปิดบังออร่าความหล่อที่พุ่งล้นออกมากระแทกสายตาใคร ๆ ได้
“เฮ้ย ไปเร็วเดี๋ยวตกรถ “
เพื่อนคนนึงร้องขึ้นอย่างมีสติก่อนในขณะที่คนอื่น ๆ เอาแต่จ้องวาตาราวกับต้องมนต์
“แล้วไอ้ผาละ”
“ปล่อยไว้งี้แหละ ท่าทางจะไม่ได้ไปกับเราแล้วแหละ”
“ใครบอกกูจะไปกับพวกมึง ป่ะ ๆ ขึ้นรถกัน” ภูผารีบขัดโดยไม่สนใจวาตาสักนิด
“ไม่ได้ ผมไม่อนุญาต” วาตาบอกน้ำเสียงพอได้ยินกันลำพัง
“แต่.....”
“แต่ถ้าไม่อยากไปพบยายก็เชิญตามกลุ่มเพื่อนคุณไปได้เลย”
“เลิกเอายายมาอ้างเสียทีได้ไหมกี่ครั้ง ๆ ก็แค่ลมปาก”
“แต่คราวนี้เื่จริง”
“ผมไม่เชื่อ”
“ก็ตามใจ คราวหลังก็อย่ามาหาว่าผมไม่รักษาสัญญาก็แล้วกัน”
วาตาแกล้งว่า ทำเอาอีกคนลังเลมองเพื่อน ๆ ที่รออยู่บนรถเมล์อย่างกำลังตัดสินใจ
“ไม่เชื่อเว้ย!!!!”
จู่ ๆ ภูผาก็ะโบอกพร้อมกับวิ่งขึ้นรถเมล์ได้ทันก่อนที่จะออก แต่วาตาไวกว่าวิ่งตามไปด้วย
“ตามมาทำไม”
ภูผาตะคอกถามในขณะที่มือก็รั้งแขนอีกฝ่ายไว้เพราะทรงตัวไม่อยู่ตอนรถเริ่มเลี้ยวออกจากป้าย โชคดีคนไม่เยอะมาก เลยไม่ต้องเบียดกันเท่าไหร่นัก
“ไอ้ผามานั่งนี่มา เอาเพื่อนมาด้วย ท่าทางไม่เคยขึ้นรถเมล์นะนั่น เดี๋ยวก็ล้มหัวทิ่มไปหรอก”
เพื่อนในกลุ่มะโบอกเมื่อกันที่นั่งไว้ให้ ภูผามองวาตาอย่างหงุดหงิดรีบสะบัดมือออก ก่อนจะรีบก้าวไปหาที่นั่งที่เพื่อนกันไว้ให้ ฝ่ายวาตามองตามนึกอยากจะเดินตามไปบ้าง แต่เพราะเป็ครั้งแรกที่ขึ้นรถเมล์ แถมคนขับเหยียบคันเร่งเร็วเสียจนนึกว่ากำลังนั่งรถแข่ง ทำให้เขายังคงยึดเสาตรงหน้าไว้มั่น ไม่กล้าเดินตามได้แต่ส่งสายตามองตามผ่านแว่นดำ ๆ นั่น
“ไม่ไปหาที่นั่งละไอ้หนุ่มตรงโน้นว่างอีกทีนึง” กระเป๋ารถเมล์เดินมาหยุดตรงหน้าบอก
“ไม่เป็ไรครับ”
“อ๊ะ ตามใจ สิบห้าบาท”
“ครับ???”
“ค่ารถไง สิบห้าบาท ไม่นั่งก็สิบห้าบาท”
“อ่อ ๆ ครับ ๆ “
วาตารีบล้วงกระเป๋าสตางค์แต่โชคไม่ดีที่ไม่ได้หยิบมาด้วย ล้วงไปล้วงมาเจอแต่กุญแจรถ ทำเอาเขาหน้าเสีย
“ท่าทางดูดีขนาดนี้อย่าบอกนะว่าไม่ได้พกกระเป๋าตังค์มา”
“เอ่อ ขอโทษนะพี่ผมลืมกระเป๋าตังค์ไว้ในรถ”
“เฮ้ย อะไรวะหน้าตาก็ดี แค่สิบห้าบาทก็ไม่ยอมจ่ายเหรอ”
กระเป๋ารถเมล์เริ่มขึ้นเสียงเปลี่ยนเป็ท่าทีขึงขังอย่างพร้อมจะมีเื่ ทำเอาวาตาใจคอไม่ดีแต่ยังไม่ยอมหันไปขอความช่วยเหลือจากภูผาเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเดือดร้อนและเสียหน้าไปด้วย
“ผมเปล่านะครับ ผมลืมจริง ๆ ผม....”
“ไม่มีก็ลงไป เฮ้ย จอด ๆ เอาคนลงด้วยเว้ย” กระเป๋ารถเมล์ะโบอกคนขับท่าทีเอาเื่
“นี่ครับพี่ สิบห้าบาท “
ก่อนที่วาตาจะโดนปล่อยเกาะ น้ำเสียงคุ้น ๆ ก็ดังขึ้นเขาหันไปมองจึงพบว่าภูผากำลังยื่นแบงค์ยี่สิบให้กระเป๋ารถเมล์
“เอ้า เพื่อนกันเหรอ”
“เปล่าครับ แค่คนรู้จัก”
ภูผาเอ่ยสั้น ๆ แต่กระตุ้นต่อมน้อยใจวาตาเข้าอย่างจังดาราหนุ่มพยายามเก็บความรู้สึกนั้นไว้เงียบ ๆ
“อื้มมม นี่ตังค์ทอน คราวหน้าหัดพกมาบ้างนะสี่ส้าห้าสิบก็ยังดี ขึ้นรถเมล์เมืองไทยหน่ะจะจนจะรวยก็ต้องจ่ายเหมือนกันหมดแหละ”
“ครับ ขอโทษครับ”
วาตาก้มศีรษะขอโทษจนกระเป๋ารถคนนั้นไปเก็บค่าโดยสารคนอื่นต่อ
“ไปนั่งสิ จะยืนให้ตกรถตรงนี้หรือไง”
ภูผาบอกอย่างไม่ใยดีนักแล้วก็เดินก้าวไปนั่งที่เดิม ส่วนวาตาก็ยังคงจับเสาเดิมไว้มั่นเพราะยังกลัวไม่เลิก
“เฮ้ยไอ้ผา กูว่าเพื่อนมึงท่าทางจะกลัวรถเมล์เอามาก ๆ เลยหวะ ดูดิ๊จับเสาแน่นขนาดนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะเดินไปนั่งอ่ะ “
“มึงไม่ไปพาเขามาหน่อยหรอ ยืนอย่างนั้นขาแข็งกันพอดี “
“ช่างมันเหอะ อยากตามมาเอง ช่วยไม่ได้”
ภูผายังแสดงท่าทีไม่สนใจเหมือนเดิม แต่เมื่อรถตีวงเลี้ยวแรงทำเอาวาตาเสียหลักไปปะทะกับขอบเก้าอี้ใกล้ ๆ เขาก็แทบจะกระโจนออกจากที่นั่งไปคว้าร่างบางนั้นขึ้นมา
“บอกให้ไปหาที่นั่งเป็ไงหล่ะเสียหลักจนได้”
“ไม่เป็ไร”
“ไม่เป็ไรอะไร ไม่เจ็บหรือไงกระแทกแรงขนาดนั้น”
“ครับ .. ไม่เป็ไร”
วาตารีบบอกไม่อยากให้อีกฝ่ายกังวลซึ่งเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว
“มานี่”
จู่ ๆ ภูผาก็คว้าแขนหมับเข้าให้แล้วรั้งให้เดินตามแต่วาตาแอบขืนไว้เพราะยังกลัวไม่หาย
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ไม่ปล่อยให้ล้มหรอก”
นั่นแหละเขาจึงยอมเดินตามโดยมีมือใหญ่แข็งแรงรั้งแขนไว้อีกที แต่แทนที่ภูผาจะกลับไปนั่งที่เดิมแล้วปล่อยให้วาตานั่งคนเดียวเขากลับทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ
“ไม่ไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนคุณเหรอ”
“เื่ของผม”
ภูผาบอกด้วยท่าทางหงุดหงิดเช่นเดิมทำเอาอีกฝ่ายหน้างออีกรอบแล้วก็เลือกที่จะนั่งเงียบไปตลอดทาง
“ใกล้ถึงแล้ว ลุกสิ เดี๋ยวก็ลงรถไม่ทัน”
ภูผาเอ่ยน้ำเสียงเรียบแต่คนฟังกลับรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและรำคาญใจ
“ผมเปลี่ยนใจแล้ว”
“เปลี่ยนใจ??”
“นาน ๆ จะได้นั่งรถเมล์ทีขอนั่งยาว ๆ ดีกว่า อีกอย่าง ....คุณจะได้ไม่ลำบากใจด้วย”
“ทำไมผมต้องลำบากใจ???”
“ไม่ได้อยากให้ผมตามมาแต่ทีแรกแล้วไม่ใช่หรอ ผมก็แค่อยากมาเจอคุณ อยากพบคุณ ตอนนี้ก็ได้พบแล้วได้เจอแล้วก็พอแล้ว แล้วอีกอย่างผมก็ไม่ได้สนิทอะไรกับเพื่อนคุณด้วยยังไงก็ไม่สนุกอยู่ดี”
“..... ถ้าคิดอย่างนี้อีกคราวหน้าไม่ต้องตามมาเลยนะ เสียเวลา”
ภูผาพูดโดยไม่ทันคิดอีกแล้ว หลัง ๆ มาดูเหมือนเขาจะประชดเก่งขึ้น เมื่อรถใกล้จะถึงที่หมาย เขาก็รีบลุกโดยไม่หันไปมองคนข้าง ๆ อีก ซึ่งวาตาก็ได้แต่ยิ้มให้จาง ๆ ไม่ได้ติดใจอะไร ก็เขาได้อย่างที่้าแล้วนินา ทำไมเขาต้องโกรธกับความไม่สนใจของอีกฝ่ายด้วยละ
แต่จู่ ๆ ก็ต้องใเมื่อพบว่าแขนโดนกระชากอย่างแรงจนวาตานิ่วหน้าเพราะยังไม่หายดี
“ลุก”
ภูผาออกคำสั่ง ใจนึงก็อยากจะรั้งตัวเองไว้แต่เพราะทนความเจ็บไม่ไหวและดูท่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจเป็แน่ วาตาเลยจำใจต้องลุกแล้วเดินตามอย่างเก้ ๆ กังๆ เพราะคนค่อนข้างเยอะและเขาก็ไม่คุ้นชินกับการนั่งรถเมลล์เป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
“เฮ้ย นี่มันดาราที่แสดงเื่ ... นี่หว่า เฮ้ย ๆ ๆ ๆ ๆ ดารา ๆ ๆ “
ไม่ทันที่วาตาจะก้าวผ่านบันไดทางลงรถ เสียงคนที่กำลังรอขึ้นรถก็ดังออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและดังจนวาตาอยากหายไปต่อหน้า เพราะเวลานี้เขายังไม่พร้อมจะเจอกลุ่มแฟนคลับ อีกอย่างมือแข็งแรงของคนที่ไม่ได้สนใจอะไรยังคงรั้งแขนเขาอยู่ มันเลยทำให้ดูเหมือนทั้งคู่กำลังประคองกันลงรถ
และแน่นอนมือถือสามสี่เครื่องถูกยกขึ้นมาบันทึกรูปแทบจะทันที แม้จะปิดบังใบหน้าด้วยหมวกปีกกว้าง แว่นตา แต่ก็หาได้รอดสายตาสับปะรดของแฟนคลับได้ เขาเลยได้แต่ยกมือทักทายอย่างเลี่ยงไม่ได้และเอียงตัวหลบหลังเ้าของไหล่กว้างที่เดินนำเขาอยู่ ยังไงก็คงพอทำให้แฟนคลับได้รูปที่ไม่ชัดเจนได้อยู่บ้าง