บทที่ สามสิบสี่
ภายในพระตำหนักฉือหนิงสถานที่ของฮองไทเฮา ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานอ่อนจางที่ใช้จุดรับเสด็จเมื่อไม่นานมานี้ผ้าม่านเนื้อดีสีแดงหม่นปักดิ้นทองปล่อยยาวจรดพื้นลวดลายเครือดอกเหมยอ่อนช้อยดูสง่างามพื้นไม้ถูจนเงาวับสะท้อนแสงจากโคมไฟห้อยประดับรอบห้องเหล่าข้าหลวงน้อยที่ทำหน้าที่ดูแลพระตำหนักต่างสงบปากสงบคำ เหลือเพียงเสียงฝีเท้าเบาๆของเหลียงไท่เฟยที่เดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
คนสนิทข้างกายฮองไทเฮาพาเหลียงไท่เฟยไปหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะกลมและเก้าอี้ไม้จันทน์หอมที่บุด้วยผ้ากำมะหยี่สีเข้มฮองไทเฮาประทับอยู่ด้านบนเหนือนาง แม้จะล่วงเลยมาหลายทศวรรษนับจากการปกครองวังหลังแต่แววตากลับเฉียบคมไม่ต่างจากคนหนุ่มสาวพระองค์ทรงฉลองพระองค์เนื้อดีสีดำปักลายหงส์เงินสง่างามสมกับเป็นผู้สูงศักดิ์ที่เคยผ่านยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์มาก่อน
“เหลียงไท่เฟย ถวายพระพรเพคะ” นางก้มศีรษะลงต่ำแสดงความเคารพตามธรรมเนียม
ฮองไทเฮาไม่ได้เอื้อมพระหัตถ์ให้จับมือเพื่อให้ลุกขึ้นเหมือนเช่นเคยพระองค์ทอดพระเนตรมองต่ำลงมาด้วยสายตานิ่งสงบ แต่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจ “เจ้าส่งจดหมายเรียกข้ากลับมาจากวัดซานป๋อด้วยเรื่องใดกัน?” พระสุรเสียงแผ่วเบาแต่ทว่ากดดัน
เหลียงไท่เฟยรู้ดีว่าฮองไทเฮามิใช่สตรีที่จะยอมถูกเรียกตัวโดยใช่เหตุเมื่อได้รับสาส์นเร่งด่วนว่าสุขภาพของฮ่องเต้ทรุดหนักจนมิอาจรู้ชะตากรรมพระองค์จึงละทิ้งการถือศีลภาวนาและรีบเสด็จกลับมาทว่าเมื่อถึงวังหลวงกลับได้ยินเพียงข่าวดีว่าฮ่องเต้ฟื้นดีแล้ว
เหลียงไท่เฟยก้มศีรษะลงต่ำยิ่งกว่าเดิมก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด “หม่อมฉันสมควรตายเพคะหม่อมฉันไม่อาจคาดได้จริงๆ ว่าฝ่าบาทจะหายดีรวดเร็วเพียงนี้”
ฮองไทเฮาเลิกพระขนงเล็กน้อยรับสั่งเสียงเรียบแต่หนักแน่น “ในสารของเจ้าบอกดั่งว่าฮ่องเต้บาดเจ็บสาหัสจนไม่รู้จะรอดหรือไม่ ราวกับว่ากำลังจะสิ้นพระชนม์ข้าจึงรีบรุดกลับมา แต่พอข้ามาประทับที่วัง ก็เห็นว่าฝ่าบาททรงปลอดภัยดีไยจึงให้ข้าเสียเวลาไปเช่นนี้?”
เหลียงไท่เฟยรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งจุกแน่นที่ลำคอก่อนจะพยายามเอ่ยอธิบายเสียงอ่อน “หม่อมฉันก็ไม่อาจคาดคิดได้เพคะว่า..ว่าฝ่าบาทจะฟื้นคืนพระวรกายอย่างปาฏิหาริย์ในราตรีเดียวเช่นนี้”
ฮองไทเฮาทอดพระเนตรดูสีหน้าของเหลียงไท่เฟยอย่างพินิจพิเคราะห์นางคล้ายมีบางอย่างที่ต้องการเอ่ยต่อแต่ยังลังเลที่จะพูดพระองค์จึงเอื้อมหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัย
“เจ้าเอ่ยว่าฮ่องเต้หายดีในคืนเดียว..มีสิ่งใดที่เจ้ารู้และข้ายังไม่รู้หรือไม่?”
เหลียงไท่เฟยเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่งก่อนจะรีบก้มลงอีกครั้งนางสูดหายใจเข้าลึก พลางไตร่ตรองถ้อยคำให้รอบคอบ “เพคะ..หม่อมฉันเองก็ตกใจไม่น้อยในช่วงที่พระอาการของฝ่าบาททรุดหนัก ได้มีผู้น้อมถวายพระคัมภีร์แก่ฝ่าบาท เป็นคัมภีร์ที่คัดลอกขึ้นมาและเพียงข้ามคืนหลังจากนั้น ฝ่าบาทก็ฟื้นขึ้นมาเพคะ”
ฮองไทเฮาหรี่พระเนตรลงจ้องนางอย่างจับผิด “คัมภีร์ของผู้ใด?”
“เป็นคัมภีร์ที่หลี่ผินเป็นผู้คัดลอกถวายเพคะ”
“หลี่ผิน?” ฮองไทเฮาทรงทวนชื่อเบาๆคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เป็นใครกันถึงได้รับโอกาสถวายของเช่นนั้น?”
เหลียงไท่เฟยลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เป็นหญิงจากเผ่าซาเฟิงเพคะบุตรสาวของหัวหน้าเผ่า”
เมื่อได้ยินดังนั้นฮองไทเฮาก็เงียบไปอึดใจพระองค์ทรงเคยอยู่ในวังหลวงมานานย่อมทราบดีว่าเผ่าซาเฟิงแม้จะไม่ได้เป็นปฏิปักษ์โดยตรงแต่ก็มิใช่เผ่าที่ขึ้นตรงต่อแคว้นเสมอไป ทั้งยังอยู่ห่างไกลไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัด
“หญิงจากเผ่าซาเฟิงหรือ?” พระสุรเสียงแผ่วเบาแต่แฝงไว้ด้วยความครุ่นคิด
เหลียงไท่เฟยเม้มริมฝีปากก่อนจะกลั้นใจกล่าว“หม่อมฉันคิดว่านาง..หลี่ผินมีสิ่งน่าแปลกอยู่สักหน่อยเพคะ”
คำพูดนั้นดึงความสนใจของฮองไทเฮาไปทันทีพระองค์วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะมองตรงไปที่เหลียงไท่เฟย “แปลกเช่นไร?”
สิ่งที่เหลียงไท่เฟยต้องการก็คือให้พระองค์เอ่ยถามเช่นนี้นางจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะก้มลงใหม่ท่าทีราวกับชั่งน้ำหนักคำพูดที่กำลังจะกล่าวออกไป นางสูดหายใจเข้าช้าๆก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เริ่มจากวันคัดเลือกเพคะฝ่าบาท..ทรงเปลี่ยนพระทัยกะทันหันรับหลี่ผินในวันคัดเลือกเพคะ”
ฮองไทเฮาดวงตาฉายแววสงสัยพระนางพิงเข้ากับพนักเก้าอี้ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เปลี่ยนพระทัย? หมายความอย่างไร..ตอนแรกจะไม่รับนางเป็นสนมหรือ?”
เหลียงไท่เฟยพยักหน้า“เพคะ เดิมทีหม่อมฉันก็เข้าใจเช่นนั้น” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ “วันคัดเลือกก่อนหน้านั้นฝ่าบาทมิได้ทรงใส่พระทัยหลี่ผินสักนิดตรัสเองว่าไม่รับ แต่พอหญิงผู้นั้นหันหลังผ่าบาทก็เปลี่ยนใจทันที”
ฮองไทเฮาหรี่พระเนตรครุ่นคิดปลายนิ้วขยับเคาะพนักเก้าอี้เบาๆ
เหลียงไท่เฟยที่เหลือบมองสีพระพักตร์เมื่อเห็นเช่นนี้ก็เริ่มพอใจแล้วกล่าวต่อ “หลังจากนั้นก็ยิ่งแปลกเพคะเมื่อเข้าวังมาได้ไม่นานหลี่ผินกลับได้รับความโปรดปรานเพียงผู้เดียวอย่างไม่มีสาเหตุได้เลื่อนขั้นโดยมิได้ถวายงานด้วยซ้ำ” แล้วนางก็หยุดเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของฮองไทเฮา “หม่อมฉันเคยเห็นสนมได้รับความโปรดปรานมาก่อนแต่ไม่เคยเห็นผู้ใดได้รับพระเมตตาโดยไร้สาเหตุเช่นนี้เลยเพคะ”
หญิงสูงศักดิ์มิได้ตรัสตอบในทันทีพระองค์เพียงจ้องมองใบหน้าของเหลียงไท่เฟยดวงตาล้ำลึกอ่านไม่ออกว่าคิดเช่นไร
เหลียงไท่เฟยกัดริมฝีปากเล็กน้อยทำใจกล้าก่อนจะกล่าวต่อ “และอีกเรื่องที่ยิ่งแปลกกว่านั้น..หลี่ผินเป็นเหตุให้เฉินผินถูกปลดเพคะ” คำพูดนี้ทำให้ฮองไทเฮาทอดพระเนตรมองตรงมาทันทีเลิกพระขนงขึ้นหมายว่าจะฟังเรื่องราวต่อ เหลียงไท่เฟยพยักหน้า “วันนั้นฝ่าบาทมีรับสั่งเรียกเฉินผินไปสอบสวนหลังจากนั้นไม่นานก็มีรับสั่งปลดนางจากตำแหน่งมิหนำซ้ำในวันที่เรียกตัวหลี่ผินไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทถึงกับทรงโปรดให้หลี่ผินนั่งเกี้ยวส่วนพระองค์กลับตำหนักฟู่ตง”
ฮองไทเฮาขยับพระวรกายเล็กน้อยคนสนิทที่ยืนรับใช้ด้านข้างเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าขยับตัวไปมาเสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงลมแผ่วพัดกระทบม่านไหมบางเบาที่พลิ้วไหวพระเนตรของฮองไทเฮาวูบไหวเพียงเล็กน้อยเพียงคำว่าตำหนักฟู่ตงก็ทำให้คนผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปีหวนคิดถึงเรื่องเก่าก่อนที่พระองค์จะทรงเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาขึ้นจิบสงบจิตใจที่ปั่นป่วน “แล้วเจ้าคิดว่าเป็นเพราะสิ่งใด?”
เหลียงไท่เฟยลังเลก่อนจะกล่าวเสียงเบา“หม่อมฉันมิกล้ากล่าวสืบส่งเดชเพคะเพียงแต่..ฮองไทเฮาก็ทรงทราบมิใช่หรือเพคะพวกนอกด่านมักมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับมนต์ดำ”
มือที่ถือถ้วยชาของฮองไทเฮาชะงักไปครู่หนึ่งดวงเนตรฉายแววคาดไม่ถึง แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม “มนต์ดำ?” พระสุรเสียงแผ่วเบาปนแค่นเสียงเย้ยหยัน“เหลวไหล”
เหลียงไท่เฟยก้มศีรษะไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ
“หรือบางที..นางอาจจะเป็นเพียงสตรีที่ถูกตาต้องใจฝ่าบาทเท่านั้น?” คำกล่าวไม่เพียงเอ่ยให้เหลียงไท่เฟยฟังเหมือนเอ่ยย้ำกับตนเองด้วย
เหลียงไท่เฟยส่ายหน้าเบาๆก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ฝ่าบาทคัดเลือกสนมในครั้งนี้หนึ่งร้อยสิบสองนางเพคะ”
ฮองไทเฮาไม่ได้ตรัสตอบทันทีพระนางยังนั่งนิ่งฟังคำอีกฝ่าย เพราะตนพอจะมองออกตั้งแต่พิธีรับขบวนเสร็จแล้วว่าสนมนางในบัดนี้ถูกเติมเข้ามานับร้อย
ผู้น้อยจึงกล่าวต่อ“แต่กลับไม่มีผู้ใดได้รับความโปรดปรานเลยนอกจากบางคนหลี่ผินเพียงคนเดียว” หลังหยุดไปสักครู่ก่อนจะกล่าวช้าๆ ให้เบาลงจนเกือบเป็นคำกระซิบ “หม่อมฉันมิได้ปฏิเสธว่านางมีความงามในแบบของนางเอง..แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้าต่อให้งดงามเพียงใด ในการคัดเลือกสนมครั้งนั้นก็มีหญิงงามอีกมากมาย แล้วเหตุใด..ฝ่าบาทจึงเด็ดเพียงดอกไม้เดียวที่ไม่โดดเด่นทั้งที่ได้รับมาเป็นร้อย”
ฮองไทเฮาทรงขยับพระวรกายเล็กน้อยแม้ในใจจะมีภาพหญิงผู้หนึ่งเข้ามาปรากฏก็ตาม
หลังเหลียงไท่เฟยมองปฏิกิริยาของผู้สูงศักดิ์กว่าอย่างพอใจที่ตนทำสำเร็จก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเบาหวิวกว่าเดิม “มีเพียงสองเหตุผลเพคะหนึ่งฝ่าบาทพอใจนางอยู่ก่อนแล้ว หรือสอง..นางอาจจะใช้เล่ห์กลบางอย่าง”
บรรยากาศภายในตำหนักเงียบงันจนน่าอึดอัดเหลียงไท่เฟยก้มหน้าลงต่ำ ไม่สบพระเนตรของฮองไทเฮาอีกนางรู้ดีว่าพระองค์กำลังใช้ความคิดและเรื่องที่กล่าวออกไปเมื่อครู่ก็ทำให้พระองค์ต้องขบคิดไม่น้อยคำว่าเล่ห์กลจะเป็นอะไรได้อีกนอกจากคุณไสย
ในวังหลวงไม่มีสิ่งใดเป็นเรื่องบังเอิญ..และไม่มีสิ่งใดที่ปราศจากเหตุผล และหากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลี่ผินมิใช่เรื่องบังเอิญจริงเช่นนั้นแล้วนางเป็นใครกันแน่?
สายลมยามเช้าพัดแผ่วผ่านระเบียงตำหนักฉือหนิงกลิ่นธูปจางๆ ลอยตลบอบอวล ผ้าม่านไหมเนื้อบางพลิ้วไหวตามแรงลมเผยให้เห็นภายในตำหนักที่ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา บรรยากาศเงียบสงบแต่กลับแฝงด้วยความเยียบเย็นอย่างไม่อาจปฏิเสธ
ฮองไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์บุษบกอันงามสง่าฉลองพระองค์ผ้าไหมปักลายเมฆมงคลสีทองแซมแดงผ้าคลุมไหล่สีเขียวเข้มปักดิ้นทองทอดยาวจรดพระหัตถ์ข้ารับใช้สี่คนยืนด้านข้างสายตาก้มต่ำแต่แข็งกร้าว ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเหมือนเป็นผู้เฝ้ามองชีวิตเบื้องล่างแทนผู้เป็นนาย
เหล่าสนมที่ได้รับตำแหน่งใหม่ทั้งหมดค้อมกายเรียบร้อยตามลำดับชั้น พวกนางล้วนแต่งกายงดงามตามฐานะของตนสวมอาภรณ์สีสดใสปักลายบุปผาอันประณีต ต่างคนต่างงามไปคนละแบบแต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครกล้าเปล่งเสียงใดออกมา
เสียงของฮองไทเฮาดังขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววอำนาจที่มิอาจขัดขืน “วันนี้ข้าเรียกพวกเจ้ามาเพราะมีเรื่องจะกล่าว” ทุกคนก้มศีรษะลงต่ำแสดงความเคารพโดยพร้อมเพรียง
“พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นสตรีที่ได้รับเลือกให้เข้าวังมิใช่เพียงเพราะรูปโฉม แต่ยังรวมถึงกิริยามารยาทและความสามารถด้วย” พระสุรเสียงมีความหนักแน่นในทุกถ้อยคำ“เมื่อเข้ามาในวังแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสามัคคี อย่าคิดเห็นแก่ตัวมุ่งหวังแต่ลาภยศหรือครอบครองพระทัยผู้สูงศักดิ์เพียงผู้เดียว”
บรรดาสนมต่างพยักหน้ารับเบาๆหลายคนแอบเหลือบตามองกันอย่างมีเลศนัย รู้ดีว่าคำกล่าวนี้มีความหมายเช่นใด
ฮองไทเฮาเหลือบพระเนตรมองไปทั่วไม่ได้จับจ้องใครเป็นพิเศษ แต่ในใจกลับกำลังมองหาเพียงคนเดียวและแล้ว..ดวงเนตรของพระองค์ก็หยุดลงที่ร่างหนึ่ง
หญิงสาวผู้นั้นอยู่ในกลุ่มคนด้านหน้านางสวมอาภรณ์สีฟ้าคราม ผ้าไหมเรียบลื่นแนบกับเรือนกาย ปักลายคลื่นน้ำเบาบางงดงามแต่ไม่ฉูดฉาด เส้นผมดำขลับเกล้าเป็นมวยต่ำปักด้วยปิ่นเงินเล็กๆ ดูเรียบง่ายทว่าให้ความรู้สึกสูงศักดิ์ เมื่อสบตากับนางเพียงครู่เดียว..ฮองไทเฮาก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะกิดความทรงจำ
หญิงผู้นี้นางเองหรือ?ความรู้สึกสะดุดใจในวันนั้นกลับมาทันทีพระหัตถ์ขยับแน่นขึ้นเล็กน้อย ใต้ฉลองพระองค์หลวมตัวยาวไม่มีใครเห็นว่าพระองค์ทรงกำพระหัตถ์แน่นขนาดไหน นางผู้นี้..คือหลี่ผินหญิงที่ตนต้องจับตามองเป็นพิเศษจริงๆ
พระพักตร์ของฮองไทเฮาเงียบขรึมกว่าเดิมแต่ไม่ได้ตรัสสิ่งใดต่อ หลังจากกล่าวโอวาทเสร็จสนมทุกคนก็ถวายบังคมแล้วถอยออกไปตามลำดับชั้นฮองไทเฮาเพียงนั่งนิ่งอยู่กับคำพูดของเหลียงไท่เฟยย้อนกลับมาก้องอยู่ในพระทัย
‘นางใช้เล่ห์กลใดกันแน่?’
ตำหนักว่าราชการเริ่มมีสายลมเย็นพัดผ่านสวนสนแต่มิอาจคลายบรรยากาศกดดันในห้องว่าราชการได้ ขุนนางทั้งหลายทยอยถวายรายงานหน้าตาตึงเครียดไปตามๆ กัน
ฮ่องเต้ประทับนั่งหลังโต๊ะทรงงานสูงส่งฉลองพระองค์สีดำขลิบทองยิ่งขับเน้นให้พระองค์ดูสง่าผ่าเผยแต่ในพระเนตรกลับซ่อนความเหนื่อยล้าไม่ปิดบังพระหัตถ์เรียวยาวขยับจับพู่กันเคาะโต๊ะเบาๆ ฟังเหล่าขุนนางรายงานโดยมิได้แสดงอารมณ์ใดจนกระทั่งเมื่อทุกอย่างจบลง พระองค์ก็ตรัสเพียงสั้นๆ
“วันนี้เพียงเท่านี้ แยกย้ายเถิด..”
เมื่อเหล่าขุนนางออกไปหมดแล้วผู้เป็นเจ้าแผ่นดินทอดถอนใจแผ่วเบาพลางคิดว่าอีกไม่นานก็มีสตรีที่คิดถึงเข้ามาช่วยจัดการงานก็เริ่มจะยิ้มได้ “ไปรายงานที่ตำหนักฟู่ตงเช่นเดิม”
ขันทีรับคำแล้วรีบนำคำสั่งนั้นออกจากตำหนักท้องพระโรง
ขณะที่บุรุษหนึ่งเดียวกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ดื่มชาอย่างเงียบเชียบรอคอยใครบางคนแต่บุคคลที่มาถึง ตอนเงยพระพักตร์ขึ้นมาพบกลับไม่ใช่ “เสร็จย่าหรือ?”
หญิงสูงวัยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดทำเพียงเดินเข้ามาทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตก่อนจะหย่อนพระวรกายลงนั่งฝั่งตรงข้าม “เสด็จย่ามีเรื่องใดหรือ?”
ฮองไทเฮายิ้มบางๆ“ไม่มีอันใดเป็นพิเศษเพียงอยากพูดคุยกับเจ้าเท่านั้น” เขาก็ไม่ได้ตรัสตอบแต่เพียงทอดพระเนตรมองนางเงียบๆ
หญิงสูงวัยรอให้ขันทีประจำตัวรินน้ำชาเสร็จแล้วถอยออกไปก่อนจะเอ่ยด้วยพระสุรเสียงราบเรียบเช่นทุกที“เห็นฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อยจากราชกิจเช่นนี้ก็นับว่าดีแล้วที่ทรงได้รับสนมนางในเข้ามาได้มาเติมสีสันให้เกษมสำราญในวังหลังบ้าง”
หลังคำกล่าวนี้พระเนตรของผู้เป็นฮ่องเต้หรี่ลงเล็กน้อยแต่ฮองไทเฮายังคงยิ้มบางเบา “วันนี้ข้าได้พบพวกนางมีหลายคนกิริยางดงามสบายตา เจ้าที่มักจะทำงานหนักคงมิอาจใส่ใจเรื่องนี้ได้หมดเดี๋ยวข้าจะจัดผู้ที่เหมาะสมให้เองช่วงที่ยังอยู่ในวัง”
ทันทีที่ได้ฟัง..พระพักตร์ของฮ่องเต้ก็มืดครึ้มลงในบัดดลพระองค์จ้องมองฮองไทเฮานิ่ง สีพระพักตร์เคร่งขรึมขึ้น ดวงเนตรดุกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากนั้นจึงตรัสด้วยสุรเสียงเย็นชา “เสด็จย่า..ท่านมาอยู่ที่นี่ในฐานะแขกเราไม่อยากรบกวนท่านเช่นกัน อย่างไรจงอยู่เฉยๆ” คำพูดนี้ไม่ใช่คำขอแต่เป็นคำสั่ง ทำให้บรรยากาศในตำหนักเย็นดั่งหิมะเหมันต์
ฮองไทเฮาชะงักกับคำพูดไม่ถนอมน้ำใจพระเนตรวาวขึ้นเล็กน้อย “ฝ่าบาท ท่านจะทำเช่นนี้ได้อย่างไรสนมทุกคนล้วนควรได้เข้าปรนนิบัติรับใช้เช่นกัน อีกทั้งเพื่อไม่ให้เกิดคำครหา”
อีกฝ่ายกลับไม่รู้สึกว่าคำพูดตนเฉียบคมแม้สักนิดหากแต่ยังคงจ้องพระเนตรคนที่ตนเองเรียกว่าเสด็จย่าเขม็ง ก่อนจะตรัสเน้นเสียงอีกครั้ง“เรื่องในวังหลังเสด็จย่าเพียงมองดูเป็นพอขออย่าข้องเกี่ยวอีก เราจะจัดการเอง”
ความเงียบโรยตัวลงในตำหนักราวกับมีเพียงเสียงลมหายใจที่ได้ยิน สุดท้ายฮ่องเต้จึงลุกขึ้นยืนตวัดมือชี้ไปทางออกให้ฮองไทเฮา ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว..เสด็จย่ากลับตำหนักเถิด”