“เหมาเว่ย ข้าได้ยินจากจินหมิง ว่าเจ้าได้รับด้ามกระบี่จากคันฉ่องสะท้อนใจ นำมันขึ้นมาให้พวกเราดูได้หรือไม่ เผื่อว่าบางทีจะมีใครทราบถึงที่มา”จูเหยียนถงกล่าวถึงสิ่งที่เหมาเว่ยได้รับเป็นรางวัล
“ได้สิ”เหมาเว่ยตอบตกลงพลางล้วงหยิบด้ามกระบี่ขึ้นมาชูต่อหน้าทุกคน”นี่คือด้ามกระบี่ที่ข้าได้มา”
ด้ามกระบี่สีดำกลายเป็นเป้าสายตาของศิษย์ทั้งสี่ และไม่เพียงแต่ด้ามเท่านั้นที่เป็นสีดำ โกร่งเล็กแหลมที่ยื่นออกมาทั้งซ้ายและขวาก็มีสีดำไม่ต่างกัน พร้อมทั้งส่วนปลายด้ามกระบี่ยังปรากฏโลหะสี่เหลียมชิ้นเล็กยึดติดกับตัวด้าม ในลักษณะเฉียงจนสุดปลายดูคล้ายกับโลหะสามแฉก
ยิ่งไปกว่านั้นตำแหน่งกึ่งกลางสามแฉกดังกล่าว ยังปรากฏอัญมณีชิ้นเล็กๆถูกฝังเอาไว้ ซึ่งเป็นทับทิมเม็ดสี่เหลี่ยมที่ส่องสว่างเจิดจ้า และเป็นชนิดเดียวกับที่ถูกฝังเอาไว้บริเวณใจกลางโกร่งกระบี่ โดยที่ความต่างมีเพียงรูปทรงทับทิมตรงบริเวณโกร่งกระบี่เป็นทรงกลม
“แค่เห็นก็รู้ว่าไม่ธรรมดา”
“มีใครรู้จักด้ามกระบี่นี้หรือไม่?”เหมาเว่ยถามย้ำโดยยังหวังว่าอาจจะมีใครรู้จักสิ่งที่อยู่ในมือบ้าง
ทว่า คำตอบที่ได้รับมีเพียงการส่ายหน้าเบาๆจากทุกคน พร้อมกันนั้น ตู้เฉวินที่ออกอาการสนใจเป็นที่สุด ลุกพร๊วดยื่นมือใกล้เข้าไปหาเหมาเว่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม
ฟืบบ!!
“ข้าขอลองถือดูได้หรือไม่?”
เพล้งงงง!!
“เจ้าบ้าตู้เฉวินซุ่มซ่ามทำถ้วยตกแตก”จูเหยียนถงเปล่งเสียงดุเล็กๆ เมื่อชายแขนเสื้อตู้เฉวินปัดถ้วยกระเบี่ยงตกแตก
“ขอโทษ ข้ารีบร้อนไปหน่อย เดี๋ยวข้าทำความสะอาดเอง”ตู้เฉวินรับสภาพก้มลงเก็บเศษกระเบี่ยงบนพื้น อีกทั้งยังใจลอยนึกถึงสิ่งที่อยู่กับเหมาเว่ยอย่างไม่ลดละ’เหมือนข้าเคยเห็นที่ใดสักแห่ง แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก’
“โอ๊ยย...!”
“ซุ่มซ่ามทำถ้วยตกไม่พอ ยังโดนกระเบี่ยงบาดนิ้วด้วย คิก คิก คิก นี่เจ้าเป็นอะไรของเจ้าเนี่ย คุณชายตู้...”จูเหยียนถงยังคงเปล่งเสียงอย่างต่อเนื่อง”ถ้าเป็นแบบนี้สงครามที่กำลังจะมาถึงเจ้าได้ตายคนแรกแน่”
“ข้าแค่ใจลอย เจ้าจะว่าข้าทำไม หื้มม เลือดข้า....”ตู้เฉวินเบิกตากว้างพร้อมกับยืนขึ้น เมื่อเลือดตรงบริเวณปลายลิ้นไหลทะลักพุ่งลอยไปบนอากาศเป็นเส้นสาย ราวกับมีบางอย่างดูดออกไปก็มิปาน
วืบบบบ!!!
“นี่มัน...!”
“เหมาเว่ย ด้ามกระบี่เจ้า”
“รึว่า....”
ท้ายที่สุดปริศนาของด้ามกระบี่พลันถูกไขจนกระจ่างด้วยความบังเอิญ โลหิตของตู้เฉวินถูกชักนำออกไปด้วยพลังจากด้ามกระบี่ เข้าหล่อหลอมทีละน้อยทีละน้อยจนก่อเกิดเป็นใบกระบี่สีแดงสดขึ้นมาอย่างช้าๆ
วืบบบบบ!!
“ด้ามกระบี่ของเหมาเว่ย กำลังสร้างใบจากเลือดตู้เฉวินแล้ว น่ามหัศจรรย์โดยแท้”
“โอ๊ยยยย เลือดข้า จะหมดตัวไหมเนี่ย เลือดข้า......!!!”ตู้เฉวินร้องเสียงหลงเมื่อปากแผลสุดปลายนิ้วปริกว้างขึ้น พร้อมเลือดสดๆที่กำลังพุ่งทะลักออกไปเป็นจำนวนมาก
‘เป็นเช่นนี้นี่เอง’เหมาเว่ยฉีกยิ้มเล็กๆ
วูบบบบ!
“ข้าไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน”
“เสร็จแล้ว กระบี่เหมาเว่ยถูกสร้างจนเสร็จแล้ว”
“บ้าเอ้ย ไม่มีใครสนใจข้าบ้าง ถ้าถูกดูดเลือดออกไปจนตายจะทำยังไง”ตู้เฉวินมีอาการหัวเสียเล็กๆ แต่เมื่อเห็นใบกระบี่กลับพูดถึงผลงานของตน”พวกเจ้าต้องขอบคุณข้านะ หากไม่ได้เลือดของข้า คงไม่มีทางรู้ว่าด้ามกระบี่มีความสามารถแบบนี้อยู่”
“.........”
“ขอบคุณศิษย์พี่ตู้”เหมาเว่ยกล่าวขอบคุณเล็กๆโดยที่ยังจับจ้องกระบี่ในมือ
“เหมาเว่ย ให้ข้าลองสัมผัสได้ไหม?”เยว่ฉานกล่าวเล็กๆ พลางยื่นมือเข้าไปใกล้
“ได้”
เพล้งงงง!!
พริบตานั้นเมื่อใบกระบี่ถูกเยว่ฉานสัมผัสด้วยปลายนิ้ว กลับแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ไม่มีแม้แต่ความแข็งแกร่งแค่ถูกจับด้วยปลายนิ้วสาวงาม ไม่ถึงชั่วลมหายใจก็ไม่สามารถใช้การได้แล้ว
“แตกกระจายเลย”
“ข้าขอโทษ”
“เลือดตู้เฉวินก็อ่อนแอเช่นนี้แหละ คิก คิก คิก”
"ว่าแต่ข้า ลองเอาเลือดเจ้าบ้างสิ เหยียนถง!"
“หื้ม เปราะขนาดนี้จะเอาไปทำอันใดได้”เหมาเว่ยหรี่ตาเล็กลงคิดหาทางออก
“เหมาเว่ย ข้าว่าน่าจะเอาไปลองกับโลหิตสัตว์ปีศาจดูนะ”เยว่ฉานออกความคิดเห็นถึงทางแก้
“ข้าก็คิดอย่างนั้น”
“ใช่แล้ว ถ้าเป็นเลือดของสัตว์ปีศาจ ต้องให้ผลรับที่เกินคาดเป็นแน่”
ที่สุดแล้วเรื่องใบกระบี่ของเหมาเว่ยก็ได้ข้อยุติ เพราะสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ปีศาจนั้นมีโลหิตที่แตกต่างจากมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆเป็นอย่างยิ่ง ในเลือดของพวกมันนั้นเต็มไปด้วยปริศนามากมาย
ในบางชนิดสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในการปรุงยาพิษ หรือบางชนิดเมื่อตาย เลือดเหล่านั้นก็จะจับตัวแข็งราวกับก้อนหิน ทั้งยังเต็มไปด้วยจิตสังหารและพลังเร้นลับที่แฝงอยู่มากมายยากจะคาดเดา เหมาะแก่การทดสอบนำมาทดสอบสร้างใบกระบี่ให้แก่ด้ามกระบี่ชิ้นนี้เป็นอย่างมาก
หลังจากนั้น เมื่อความลับของด้ามกระบี่ถูกไขออก ศิษย์ทั้งห้าต่างก็นั่งสนทนาถึงเรื่องราววิชาต่างๆในนิกายที่สามารถไปนำมาฝึกฝนได้ จากวิหารเก็บตำราสำหรับศิษย์ที่ต้องการจะแข็งแกร่งขึ้น
ทว่า สาระสำคัญในช่วงท้ายก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน เหมาเว่ยยังได้สอบถามถึงวิธีการเปลี่ยนปราณให้กลายเป็นรูปธรรม ซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นรายละเอียดเล็กๆต่อจากนั้น
“วิธีการฝึกค่อนข้างยาก เห็นว่าต้องมีพลังยุทธระดับจักรพรรดิขึ้นไปด้วย แต่ข้ายังสงสัยว่าทำไมตอนนั้นเจ้าถึงใช้มันได้ ทั้งยังมีรูปลักษณ์เดียวกับผู้เฒ่าจวงที่เป็นผู้เฒ่าสูงสุดลำดับสองของนิกายเรา ด้วยพลังยุทธระดับเจ้าไม่น่าจะแสดงออกมาหรือฝึกได้เลยนิ่”จูเหยียนถงยังคงสงสัยเป็นอย่างมาก
“ใช่เหมาเว่ย เจ้าทำได้อย่างไร?”สาวงามเยว่ฉานก็เผยท่าทีที่ไม่ต่างกันนัก
“ข้าเคยบอกพวกท่านแล้วนิ่ ข้าเองก็ไม่รู้ แต่จู่ๆตอนนั้นก็ใช้ออกไปได้เฉยเลย”เหมาเว่ยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังพลางครุ่นคิดเล็กๆ’จริงๆข้าพอจะคาดเดาได้แล้วล่ะ แต่ไว้ให้แน่ใจกว่านี้ก่อนดีกว่าค่อยพูดออกไป’
“ช่างเถอะ หากเจ้าไม่รู้แล้วใครจะรู้ แล้วอีกอย่างนอกจากจะฝึกฝนได้ยามที่ก้าวสู่ระดับจักรพรรดิ ยังสามารถเปลี่ยนปราณเป็นรูปธรรมได้คนละหนึ่งรูปแบบ ซึ่งมีข้อจำกัดอีกก็ตรงที่ช่วงเวลาคงสภาพปราณเป็นของแข็งได้นั้น ก็แค่ช่วงสั้นๆ ถึงมันจะแข็งแกร่งแต่ก็นำไปใช้ต่อสู้ได้ยากเช่นกัน”
“คงจะเป็นอย่างที่ศิษย์พี่จูเล่ามา ตอนนั้นข้าแค่ใช้ดึงตัวกลับไปยังยอดเขา มันก็สลายไปทันที”เหมาเว่ยเข้าใจในสิ่งที่นางเล่าอย่างแจ่มแจ้ง
“เรื่องนี้ค่อยคิดทีหลัง มาถึงเรื่องสงครามภาพสลักกันก่อนดีกว่า ข้าจะเล่าถึงสถานการณ์กองทัพต่างๆที่ยึดครองพื้นที่ในภาพสลักให้ศิษย์ใหม่อย่างพวกเจ้าได้ฟัง แล้วค่อยมาลงความเห็นว่าควรจะเลือกเข้ายึดที่ใดดี”
“ครับ”
และจากนั้น เหมาเว่ยก็ได้ทราบถึงกำลังคนของกองทัพต่างๆที่ยึดครองภาพสลักหินในปัจจุบัน และรางวัลที่จะได้รับ ซึ่งหลักๆแล้วภาพสลักหินในวิหารทั้งหกภาพ จะถูกแบ่งย่อยอีกสามข้อหลักๆ ได้แก่ภาพลำดับหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หากสามารถยึดครองจะได้รับแกนปีศาจจำนวนที่มากกว่าภาพขนาดกลางสองเท่า
ส่วนภาพลำดับที่สองและสามจะเป็นภาพขนาดกลาง หากยึดครองได้ก็จะได้รับแกนปีศาจมากกว่าภาพขนาดเล็กสองเท่าเช่นกัน สุดท้ายเป็นภาพลำดับที่สี่ ห้าและหกจะถือเป็นภาพขนาดเล็ก หากได้รับชัยชนะก็จะได้รับรางวัลเป็นแกนปีศาจจำนวนหนึ่งหมื่นชิ้นเป็นอย่างน้อย
ซึ่งกองทัพมังกรอัสนีที่นำโดยชายผู้เป็นอันดับหนึ่งการประลองยุทธภายในนิกายคนปัจจุบัน ได้ครอบครองภาพสลักหินถึงสองภาพด้วยกัน เป็นภาพลำดับที่หนึ่งและสองจากทั้งหมดหกภาพ
“มันแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือศิษย์พี่จู”เหมาเว่ยที่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามถึงชายดังกล่าว
“แน่นอน เป็นกองทัพเดียวที่ยึดได้ถึงสองภาพ อีกอย่างนะเหมาเว่ย ผู้นำกองทัพที่ว่า ยังเป็นเพียงผู้เดียวในนิกายที่มีดาววาสนาถึงแปดดวง พรสวรรค์มังกร!! ที่หาได้ยากยิ่ง หรือต่อให้เป็นทั่วทั้งแผ่นดิน มันก็อาจจะเป็นเพียงผู้เดียวที่ถือครองพรสวรรค์ระดับนี้อยู่ก็เป็นได้”
ตู้เฉวินเร่งเอ่ยแสดงความเห็นของตนต่อจากนั้น“ข้าว่าไม่มั้ง อาจจะมีอยู่แต่พวกเราไม่ทราบเอง ในห้าอาณาจักรเหล่าองค์ชายเอง หรือตัวองค์จักรพรรดิเองก็ยังไม่เคยเปิดเผยดาววาสนาของตนให้คนนอกได้ทราบ ต้องมีอยู่อีกแน่ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ พวกคฤหาสน์วิหคดำ หรือเกาะผู้กล้าก็น่าจะมีอัจฉริยะเช่นนี้อยู่ด้วยข้าว่า”
จินหมิงกล่าวสิ่งที่ตนคิดออกมาบ้าง“ข้าก็คิดแบบเดียวกับศิษย์พี่ตู้ อย่างน้อยดาววาสนาเจ็ดดวงที่ข้าได้พบก็มีแล้วสามคน ทั้งศิษย์พี่เยว่ฉาน และศิษย์ใหม่ที่ผ่านการทดสอบมาพร้อมกับข้าและเหมาเว่ยอีกตั้งสองคน เห็นทียุคนี้อาจจะเป็นยุครุ่งเรืองมีอัจฉริยะถือกำเนิดเป็นจำนวนมากก็ได้นะ”
“ที่เจ้าพูดก็พอฟังขึ้นนะจินหมิง แท้จริงศิษย์ในนิกายนอกจากผู้มีดาววาสนาเจ็ดทั้งสามคนที่เจ้าได้พบ ก็ยังมีอีกนะ แต่พวกนั้นจะออกมาเฉพาะช่วงที่ทำสงครามภาพสลัก เก็บตัวบ่มเพาะไม่ค่อยชอบสร้างปัญหาสักเท่าไหร่”
‘ยุคอัจฉริยะมีอยู่เต็มไปหมดงั้นหรอ ฮ่า ฮ่า ฮ่า แต่ขอเวลาให้ข้าบ่มเพาะฝึกฝนตนเองอีกหน่อยเถอะ จะแสดงให้พวกมันได้เห็นเอง อะไรที่เรียกว่าดาววาสนาสิบดวง!!’
เมื่อเวลาผ่านไป ท้ายที่สุดเรื่องการเลือกเป้าหมายภาพสลักก็ได้ข้อยุติ กองทัพวายุเพลิงตัดสินเลือกทำความสงครามในภาพที่หก เพราะด้วยจำนวนคนอันน้อยนิด จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเลือกเป้าหมายที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด
ทว่า นั่นกลับเป็นเป้าหมายประจำของกองทัพที่นำโดยกู่ฟงหลิง กองทัพวายุเพลิงที่นำโดยเยว่ฉานและมีขุมกำลังใหม่อย่างเหมาเว่ย จึงไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจทำสงครามยึดภาพสลักลำดับหก และชำระแค้นที่พวกมันก่อขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ณ ห้องส่วนตัวของเหมาเว่ย
“ช่วงชิงพรหมจรรย์หญิงสาวเพื่อความก้าวหน้า”เหมาเว่ยเบิกตาค้างเมื่อเห็นสิ่งที่ระบุเอาไว้ในคัมภีร์เคล็ดมารรัญจวนหน้าแรก”นี่มันเคล็ดบ่มเพาะบ้าอะไร”
หลังจากกลับจากการประชุมเล็กๆ เหมาเว่ยที่กลับมาถึงห้องพักด้านหลังก็ต้องตกใจอย่างสุดขีด เมื่อสิ่งที่ระบุเอาไว้ในคัมภีร์เคล็ดมารรัญจวนนั้นต่างไปจากเคล็ดบ่มเพาะที่เคยพบเจอ ไม่เพียงแต่จะต้องทำในสิ่งที่แปลกพิศดาร ทั้งผลรับนอกจากระดับพลังที่สูงขึ้นแล้ว ยังมีบางส่วนที่จะทำให้เขากลายเป็นที่หลงใหลในหมู่เพศตรงข้ามอีกด้วย
“ทำให้ตัวและปราณมีกลิ่นหอมอ่อนๆชนิดที่ดึงดูดอารมณ์เพศตรงข้ามด้วยหรอเนี่ย นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ แค่ตั้งสมาธิเพ่งจิตไปจ้องตาก็จะทำให้อีกฝ่ายหลงใหลได้ ราวกับต้องมนต์สะกด”เหมาเว่ยอ้าปากค้างแทบจะหยุดหายใจ เมื่อเคล็ดบ่มเพาะที่ได้มาช่างมีความสุดเป็นที่ใฝ่ฝันของชายหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง
“เอาก็เอา ฝึกไว้ก็ไม่เสียหาย แต่ต่อไปตั้งระวังหน่อยแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าต้องกลายเป็นโจรปล้นสวาทเป็นแน่แท้!!”เหมาเว่ยบ่นพึมพำ พลางหงายเปิดฝ่ามือวางไปบนหน้าขาเริ่มโคจรลมปราณต่างที่ระบุคัมภีร์
'เคล็ดมารรัญจวน!!!!'