หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ชวีหนานอีเอนกายพิงพนักอย่างเกียจคร้าน ราวกับแมวตัวใหญ่ที่ง่วงนอน
ขณะนั้น หยาอีอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง กระซิบกับหลี่ต้าจ้วง ก่อนที่หลี่ต้าจ้วงจะกล่าวกับชวีหนานอีที่นอนหงายอยู่ “ใต้เท้า ไป๋จื่อชีนำเงินมาแล้ว”
ชวีหนานอีดวงตาเป็นประกาย ก่อนพยักหน้าเป็นสัญญาณให้เข้ามาได้ แม้ว่าการที่ไป๋จื่อชีนำเงินมาให้จะยังไม่ทำให้มีความสุขมากพอ แต่ชัยชนะก็ยังคงดำเนินต่อไป ชวีหนานอีไม่ใคร่พอใจนักกับผัดผักของค่ำคืนนี้ แต่นี่ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เขาเจริญอาหารขึ้นมิใช่หรือ เขาย่อมมีความสุขเป็นธรรมดา
เมื่อไป๋จื่อชีเข้ามา ชวีหนานอีลุกขึ้นนั่ง เอ่ยทักทายอย่างสนิทสนม “ไป๋เม่าฉาย”
ไป๋จื่อชีโค้งคำนับพลางกล่าว “ใต้เท้าชวีให้เกียรติเกินไปแล้ว เรียกข้าน้อยว่าจื่อชีก็ได้”
ชวีหนานอียิ้มจนตาหยี ราวกับจิ้งจอกเฒ่าที่กลายเป็นเทพเซียน กล่าวว่า “ข้าแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวเสมอ เมื่อไป๋เม่าฉายชำระค่าปรับและเงินชดเชยครบถ้วน ทั้งเจ้าและข้าก็กลายเป็นมิตรที่ดีต่อกันมิใช่หรือ?”
ไป๋จื่อชีเชิดหน้าอย่างสง่างาม ก่อนพยักหน้ารับ
ชวีหนานอีพบว่าไป๋จื่อชีน่าเบื่อเสียยิ่งกว่าฮัวชิงหร่าน หากลวี่เยาอยู่ละก็ หึ ๆ เจ้าพวกน่าเบื่อเหล่านี้ก็จะดูน่าสนใจขึ้นมาก เมื่อนึกถึงลวี่เยา ชวีหนานอีอดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปากรู้สึกมีความสุข
เวลานี้ หลี่ต้าจ้วงก้าวไปด้านหน้าสองก้าว พลางกล่าว “เรียนใต้เท้า เหอโหย่วหยินถูกพาตัวมาแล้วขอรับ”
ชวีหนานอีไม่ต้องการย้ายสถานที่ และไม่เห็นว่าไป๋จื่อชีจะมีท่าทีจากไป จึงสั่งให้หลี่ต้าจ้วงนำฉากกั้นมาบังด้านหน้าเขาทั้งสอง เพื่อสกัดการมองเห็นของเหอโหย่วหยิน
ไม่นานนัก เหอโหย่วหยินถูกนำตัวเข้ามา และคุกเข่าลงด้านหน้าฉากกั้น
ชวีหนานอีถาม “เจ้าคือใคร?”
เหอโหย่วหยินตื่นตระหนกยิ่งนัก เนื่องจากไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ แต่ก็พอทราบว่าเรื่องการหายตัวไปจากบ้านของเด็กน้อยคงลอยเข้าหูของเสี้ยนลิ่งแล้ว เช่นนั้นเขาจึงรีบโค้งคำนับพลางกล่าว “ข้าน้อยชื่อเหอโหย่วหยินขอรับ”
ชวีหนานอีถาม “รู้หรือไม่ข้าให้เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด?”
เหอโหย่วหยินพยักหน้าก่อนตอบ “ทราบขอรับ ใต้เท้าเรียกตัวข้ามาเพราะลูกสาวของข้าหายไปจากบ้าน”
ชวีหนานอีถาม “เมื่อคืนเจ้าหลับสบายดีหรือไม่?”
เหอโหย่วหยินตอบตามตรง “ข้าน้อยทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ทันทีที่หัวถึงหมอนก็หลับลึกเหมือนหมู ข้าน้อยไม่ทราบอะไรทั้งสิ้นขอรับ”
ด้านหลังฉากกั้น ไป๋จื่อชียื่นหนึ่งร้อยตำลึงเงินมาเบื้องหน้าชวีหนานอี
ชวีหนานอียิ้มบาง ๆ กล่าว “ดีมาก”
ใบหน้าของเหอโหย่วหยินแสดงความงุนงง การที่เขาหลับสนิทเหตุใดจึงได้รับคำชม? เป็นเพราะเขานอนหลับไม่รู้เรื่อง จึงทำให้ลูกสาวหายไป ถึงแม้เขาจะไม่ได้ยินดียินร้ายกับเด็กสาวผู้นั้น แต่นางก็ยังคงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา หากหายไปเขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่เสี้ยนลิ่งกลับบอกว่าดีมาก! ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด!
ชวีหนานอีถาม “ช่วงนี้เจ้ามีความแค้นกับผู้ใดหรือไม่?”
เหอโหย่วหยินคิดอยู่นาน ก่อนส่ายหน้ากล่าว “ไม่มีขอรับ ใต้เท้า ข้าน้อยไม่มีความแค้นกับผู้ใดเลย”
ไป๋จื่อชีที่อยู่ด้านหลังฉากกั้นเห็นความชุ่มชื้นบนผิวของชวีหนานอี พลันคิดว่าชวีหนานอีใช้เซียงจือ ของตนก็นึกดีใจ พลางยื่นมือออกไปลูบคลำหลังมือของชวีหนานอี
ชวีหนานอีตกใจปนโกรธจัด! เขาตบโต๊ะตะโกน! “บังอาจ!”
เหอโหย่วหยินตกใจจนหมอบลงกับพื้น ตกใจจนเกือบปัสสาวะราด เขา... เขาไม่มีความแค้นกับผู้ใดจริง ๆ แล้วจะ...จะ...จะไปบังอาจได้อย่างไร?
ไป๋จื่อชีดึงมือกลับด้วยสีหน้าปกติ กล่าว “ใต้เท้ามิได้ใช้เซียงจือที่ข้ามอบให้”
ชวีหนานอีคาดไม่ถึงว่าไป๋จื่อชีจะลูบมือเขาเพียงเพื่อต้องการยืนยันสิ่งนี้ มันค่อนข้างไร้สาระ แต่ก็มีเหตุผล ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ชอบอยู่ดี
เหอโหย่วหยินสับสนมึนงงไปหมด เหตุ...เหตุใดด้านหลังฉากกั้นจึงมีบุรุษอีกคนหนึ่ง? เหตุใดบุรุษทั้งสองจึงมิอาจมองเห็นกัน เหตุใดจึงต้องใช้ฉากกั้น? นอกจากนี้ มีการมอบเซียงจือ? ใครเป็นคนมอบเซียงจือให้ใคร? นี่เขามาผิดจังหวะหรือเปล่า? เหอโหย่วหยินจากเดิมที่สับสนอยู่แล้ว ก็ยิ่งสับสนกับความคิดของตนเองไปกันใหญ่
ชวีหนานอีเลิกคิ้วเสมองไปทางไป๋จื่อชี ตักเตือนผ่านสายตาอย่างชัดเจน ก่อนจะกล่าวอย่างช้า ๆ ว่า “ไป๋เม่าฉายทำให้ข้าซาบซึ้งใจจริง ๆ มาหาข้าด้วยตาฟกช้ำจากการถูกลวี่เยาชนเข้าเช่นนี้ ต้องการแกล้งให้ข้าดีใจกระมัง?”
น้ำเสียงของไป๋จื่อชีเย็นชาเล็กน้อย แต่ถ้อยคำนั้นกลับร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง “มีคำกล่าวยิ้มวันละนิดทำให้เด็กลงสิบปี หากจื่อชีสามารถทำให้ใต้เท้ามีความสุข จิตใจเบิกบาน มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก”
เหอโหย่วหยินตกใจจนแทบเสียสติ!
ไป๋เม่าฉาย ไป๋จื่อชี บุรุษหลังม่านอีกคนก็คือเขานั่นเอง!
ในเขตลิ้วเหอนี้มีผู้ใดบ้างไม่รู้จักชื่อเสียงของไป๋จื่อชี? ทั้งโรงบ่อนและหอคณิกา ทั้งหมดล้วนแต่เป็นของเขา ไป๋จื่อชีผู้นี้ใจดำอำมหิต เรียกได้ว่าทำเลวสารพัด เขามีความสัมพันธ์ใดกับ...กับใต้เท้าชวี? เหตุใดจึงน่าขนลุกได้ถึงเพียงนี้?
เหอโหย่วหยินรู้สึกเหมือนตนเองถูกบังคับให้แอบดูความลับอันยิ่งใหญ่อย่างไรอย่างนั้น!
ความลับนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเสี้ยนลิ่งชวีหนานอี และเถ้าแก่ไป๋เจ้าของโรงบ่อน
ทว่ารู้ความลับนี้แล้ว เขาจะถูกฆ่าปิดปากหรือไม่?!
เหอโหย่วหยินสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ในเวลานี้ ชวีหนานอีหัวเราะอย่างเย็นชา บอกเหอโหย่วหยินว่า “เจ้ากลับไปได้แล้ว หากนึกเรื่องน่าสงสัยอันใดออกก็รีบมารายงานข้า”
เหอโหย่วหยินนำใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อเย็นก้าวถอยออกมาอย่างลนลาน ทว่าเนื่องจากเท้าอ่อนแรง เท้าซ้ายของเขาจึงสะดุดเท้าขวา ก่อนล้มลงบนพื้นเสียงดัง เขาตกใจมากจนคิดไปว่าโดนคนเล่นงานเข้าแล้ว จึงร้องตะโกนด้วยเสียงสั่นเครือ “อย่าฆ่าข้า อย่าฆ่าข้า! ข้าน้อยไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!
ไป๋จื่อชีรู้สึกประหลาดใจ เขาลุกขึ้นและหยิบเซียงจือกล่องหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ วางลงเบื้องหน้าชวีหนานอี “จื่อชีขอตัวลา ใต้เท้าชวีดูแลตัวเองด้วย”
ชวีหนานอีหยิบเซียงจือขึ้นมา เปิดออกและดมกลิ่น พลางยิ้ม เป็นเซียงจือที่ดีจริง ๆ
ไป๋จื่อชีเดินอ้อมฉากกั้นไปยังด้านข้างเหอโหย่วหยิน ขณะก้มศีรษะได้เหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง แท้จริงแล้วสายตานี้มิได้สื่อความหมายใด เพียงเหอโหย่วหยินเอาแต่ร้องตะโกนอย่าฆ่าข้า ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ
ทว่าสายตานั้นกลับทำให้เหอโหย่วหยินอกสั่นขวัญแขวน เขาส่ายหัวอย่างเอาเป็นเอาตาย กล่าวเสียงสั่น “ข้าจะไม่บอกใคร ข้าจะไม่พูด ข้า...ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่เห็นอะไรจริง ๆ...”
ไป๋จื่อชีแค่นเสียงเย็นชา เดินจากไปโดยไม่สนใจเจ้าคนเสียสติผู้นี้
ชวีหนานอีครุ่นคิด ยืนขึ้น เดินไปยังด้านข้างเหอโหย่วหยินและเอ่ยถาม “เจ้ารู้จักเขาหรือ?”
เหอโหย่วหยินก้มหัวโขกพื้นซ้ำ ๆ ตะโกนด้วยความตกใจกลัว “ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิตข้า ไว้ชีวิตข้า ข้าน้อยไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ไม่เห็นอะไรเลยจริง ๆ ขอรับ...”
ชวีหนานอีขมวดคิ้ว ถาม “ข้าถามเจ้า ว่ารู้จักเขาหรือไม่?!”
เหอโหย่วหยินผงะเล็กน้อย ส่ายหัว ก่อนเปลี่ยนเป็นพยักหน้า สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบเช่นเคย
ชวีหนานอีโบกมือให้อีกฝ่ายออกไป ทว่าในใจกลับอดไม่ได้ที่จะทบทวนเรื่องราวอีกครา เขาให้คนไปพาตัวเหอโหย่วหยินมาสอบถาม แต่ผู้ที่มาก่อนกลับเป็นไป๋จื่อชี เหมือนกับว่ามีการไตร่ตรองมาแล้วอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากที่เหอโหย่วหยินได้ยินเสียงของไป๋จื่อชี ก็รู้สึกไม่สบายใจมาก และดูเหมือนจะตื่นตระหนกสุดขีด ปากยังตะโกนร้องขอชีวิตไม่หยุด คำพูดเหล่านี้ฟังไปก็อาจดูบ้า แต่หากลองไตร่ตรองอย่างละเอียดจะพบว่า นั่นมิใช่ปฏิกิริยาทั่วไปที่เมื่อเหอโหย่วหยินรู้ความจริง จึงกลัวจะโดนฆ่าปิดปากหรอกหรือ?
ชวีหนานอีเปิดหน้าต่าง ทอดมองไปไกลยังพื้นที่สีแดง พลางนึกถึงเรื่องนี้
บางคราคนฉลาดที่ชอบโอ้อวดมักจะถูกความฉลาดของตนนำภัยมาสู่ มันก็เป็นเช่นนี้แหละ
ชวีหนานอีไม่รู้ว่าความฉลาดได้นำภัยมาสู่ตน ทว่าตั้งแต่หูเหยียนปรากฏตัว ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องที่ทำให้เขาต้องเจ็บตัวมากขึ้น จนเขาไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้แล้ว ต้องโทษหูเหยียนที่ทำให้ชวีหนานอีแม้แต่มองต้นไม้ใบหญ้าล้วนกลายเป็นทหาร มองใครก็ดูจะมีปัญหาไปเสียหมด
หลังจากคิดทบทวนก็รู้สึกว่าเบาะแสที่อยู่ในมือช่างน้อยนิด เขาจึงเรียกหลี่ต้าจ้วงเข้ามาสอบถาม “ระหว่างทางมาเสี้ยนหยา เจ้าได้ยินคนพูดว่าบ้านของเหอโหย่วหยินก็มีเด็กสาวหายตัวไปเช่นกัน เสียงที่เจ้าได้ยินเป็นเสียงผู้ชายหรือผู้หญิง?”
หลี่ต้าจ้วงกล่าว “เป็นเสียงผู้ชายขอรับ”
ผู้ชาย? ทว่าบุรุษลึกลับผู้นั้น? บุรุษลึกลับผู้นั้นหายตัวไปตั้งแต่วางเพลิงที่ว่าการเขตเมื่อคราวก่อนแล้ว ถึงกระนั้นชวีหนานอีกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายยังอยู่ในเขตลิ้วเหอแห่งนี้
ชวีหนานอีถาม “เสียงของเขาเป็นอย่างไร?”
หลี่ต้าจ้วงนึกย้อนครู่หนึ่ง ก่อนพยายามสรุปสำนวนกล่าว “ใต้เท้า มันค่อนข้างอธิบายยาก ตอนที่ข้าน้อยได้ยินเสียงนั่นก็มิได้รู้สึกใด ๆ แต่เมื่อมาคิดทีหลัง รู้สึกได้ว่ามันน่าขนลุกอย่างประหลาด เสียงนั้นราวกับว่าลอยมาจากสถานที่อันเหน็บหนาวและเยือกเย็น รู้สึกราวกับ...ราวกับมิใช่เสียงมนุษย์”
ชวีหนานอีเยาะเย้ย ไม่ถามเรื่องใดต่อ คุณลักษณะยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์คือมีความคิดไตร่ตรอง มีจินตนาการ หากคิดดี สรรพชีวิตล้วนเท่าเทียมกัน คิดชั่ว กระดูกก็จะขาวโพลน คิดร้าย ก็จะกลายเป็นคนชั่วสารพัดรูปแบบ เรื่องปีศาจสาวจากคัมภีร์ของหลี่ต้าจ้วงผู้นี้ กลัวแต่ว่าเมื่อเป็นเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้ ก็ถูกจัดให้เป็นเรื่องภูตผีปีศาจไปเสียหมด ดูเหมือนต้องจับปีศาจสาวผู้นี้ให้จงได้ มิเช่นนั้นหลี่ต้าจ้วงคงจะแคลงใจเรื่องเทพผีสางไปตลอดชีวิต ช่างน่าเป็นห่วงจริง ๆ
ไม่รู้ว่าการหายตัวไปของเด็กสาวจะเกี่ยวข้องกับปีศาจสาวผู้นั้นหรือไม่? นอกจากนี้ บุรุษลึกลับผู้นั้นบัดนี้อยู่ที่ใด กำลังรอโอกาสลงมืออยู่หรือเปล่า?
หากบุรุษลึกลับผู้นั้นเป็นเพียงโจรชั่วธรรมดา เขาก็อาจสั่งให้ทางหยาเหมิน ทำการสืบหา ทว่าบุรุษลึกลับนั่นกลับกล้าวางเพลิงโดยสวมชุดคลุมสีดำในเวลากลางวันแสก ๆ เช่นนี้ ก็น่าจะเป็นตัวการแห่งหายนะที่ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านชิงเหมียวไม่กล้าสู้แสงแดด ด้วยวิธีนี้ หากส่งเหล่าหยาอีไปสืบค้นแล้วไม่เจอก็ดีไป หากสืบเจอ เกรงว่าเหล่าหยาอีจะพากันไปเจอกับหายนะ
ถึงกระนั้น ชวีหนานอีเป็นคนดีล่ะหรือ? เหตุใดเขาจึงปล่อยเจ้าพวกยั่วยุปั่นประสาทเหล่านั้นไปอย่างง่ายดาย?
เขาปล่อยข่าวลือออกไปสองเรื่อง เรื่องแรกคือในท้องของซานเซียวตนนั้นมีกุญแจสู่ขุมทรัพย์สวรรค์ซ่อนอยู่ เรื่องที่สองคือในท้องของซานเซียวมีไข่มุกสวรรค์ที่สามารถทำให้เหาะเหินเดินอากาศ และกลายเป็นเทพเซียน ในเมื่อเป็นข่าวลือ แน่นอนว่าข้อมูลไม่ควรตรงกันทั้งหมด เพราะมิเช่นนั้นแล้วข่าวลือย่อมหมดความหมายถูกต้องไหม? หึ...
เมื่อเท็จเป็นจริง จริงก็จะกลายเป็นเท็จ ครานี้เขาเข้าใจมันเป็นอย่างดี
สัญชาติญาณของเขาบอกว่า ปีศาจสาวผู้นั้นยังคงซ่อนตัวอยู่ในเขตลิ้วเหอ มิได้จากไปไหน หากซานเซียวปลอมคือนักพรตหญิง เช่นนั้นการที่นางวนเวียนอยู่ที่แห่งนี้ จะต้องมีแผนการแน่นอน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาย่อมไม่สามารถปล่อยนางไปจากเขตลิ้วเหอ!
เช่นนั้นก็ดี
เห็นทีปีศาจสาวผู้นั้นคงถูกจับแยกชิ้นส่วนในไม่ช้านี้! ถึงตอนนั้นบุรุษลึกลับก็จะปรากฏตัว ทำให้ง่ายต่อการตามจับ เนื่องจากบุรุษลึกลับผู้นั้นฝีมือฉกาจ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเข้าหาฮัวชิงหร่าน เชิญให้ออกมาปราบปีศาจ โดยอ้างว่าบุรุษลึกลับและซานเซียวต่างก็เป็นปีศาจร้ายที่ลงมาจากภูเขาเยี่ยนซาน
หากฮัวชิงหร่านฝีมือไม่ถึง ถูกปีศาจสาวและบุรุษลึกลับทำร้ายบาดเจ็บ พิการ หรือสิ้นชีพ อาจารย์จางเทียนย่อมเข้ามาดูแลส่วนที่เหลือ ส่วนเขาก็ลอยตัวสบายใจเฉิบ
อา เขาตั้งหน้าตั้งตารอแล้วสิ
เสน่หาชั่วกัลป์เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ
ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้าขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g
***ถึงจะมี Ebookแล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***