ตอนที่ 50 : ทำแล้วเสียใจ ดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ
หลังจากที่พวกเราโค่นเจ้าอัศวิน พอดีใจได้ไม่ทันไร พวกเราก็หมดแรงกันหมดทุกคน
แต่ก็แหงล่ะ... เจอบอสถึงสองตัวต่อเนื่องกัน ไม่ตายก็โชคดีแค่ไหนแล้ว
โดยเฉพาะมาร์คที่ถึงกับแขนซ้ายขาด แล้วก็มีแผลช้ำในหลายจุด
ถ้าไม่ได้เป็นผู้เกิดการตื่น หมอนี่คงตายไปแล้วแน่นอน
ไม่สิ... ถึงเป็นผู้มีพลัง แต่ปล่อยไว้อย่างนี้ก็ยังอันตรายอยู่ดีนั่นแหละ
เซนก็เลยรีบติดต่อพวกเซฟเวอร์ให้กลับมารับด่วน
ใช้เวลาไม่นานนัก รถที่ใช้ขนผู้อพยพกับรถพยาบาลก็กลับมารับพวกเราแล้ว
“หัวหน้า!”
“เกิดอะไรขึ้นกันครับเนี่ย!”
พอมาถึง ลูกน้องของมาร์คทั้งสองคนก็กระโดดลงจากรถวิ่งปรี่เข้ามาหามาร์คทันที
ส่วนมาร์คตอนนี้กำลังนั่งพิงเศษซากปรักหักพังโดยมีทอง เซน และทัตยืนเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ เพื่อป้องกันมอนสเตอร์ ส่วนพิม ฝ้าย น้ำหวานและควินน์นั้นอยู่ห่างออกไปหน่อยเพื่อสังเกตมอนสเตอร์จากรอบทิศ
แต่ในเมื่อกำลังเสริมมาถึงทุกคนก็คงไม่ต้องทำแบบนั้นแล้ว พวกทัตเลยผ่อนความเกร็งลงแล้วให้หน่วยพยาบาลรีบเข้ามาห้ามเลือดมาร์ค
“ทนไว้นะครับหัวหน้า!”
“ทนไว้ถึงเช้าเดี๋ยวก็หายแล้วครับ!”
“รู้แล้วน่า... ไม่ต้องโหวกเหวกขนาดนั้นหรอก...”
มาร์คถอนหายใจเหนื่อยหน่ายกับลูกน้องขี้เป็นห่วงทั้งสองคน ตอนนี้พยาบาลชายและหญิงสองคนกำลังช่วยห้ามเลือดที่แผลและฉีดยาชาให้อยู่
อาการเขาเริ่มคงที่แล้ว สีหน้าเจ็บปวดเองก็คลายลง การที่ลูกน้องเป็นห่วงเกินจำเป็นเลยรังแต่จะทำให้มาร์คลำบากใจเสียเปล่า
...แต่ถึงอย่างนั้น ตอนที่ทัตผละออกมาเขาก็เห็นอยู่ว่ามาร์คเผยยิ้มให้เหล่าลูกน้อง อย่างไรเสียเขาก็คงไม่ได้รำคาญลูกน้อง หากแต่ปากแข็งไปอย่างนั้น
พอมานึกดู... ตอนแรกหมอนี่ดูแข็ง ๆ จนเกือบจะมีเรื่องกับทอง เลยนึกว่าจะเป็นคนไม่ดีซะอีก
แต่สุดท้ายกลับทำถึงขนาดยอมใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ สละชีวิตให้พวกเราหนี
ต้องเรียกว่าหน้าเสื้อแต่ใจเนื้อสินะ คนเรานี่ดูแค่ภายนอกไม่ได้จริง ๆ
ทัตนึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่ามองมาร์คผิดไป แต่ในมุมกลับกันก็รู้สึกดีใจที่คนที่เสี่ยงช่วยชีวิตเป็นคนที่น่าชื่นชมแบบนี้
แถมคนที่คิดแบบนั้นก็ไม่ได้มีแต่ทัต... กระทั่งทองที่เคยมีเรื่องกับมาร์ค พอเห็นว่ามาร์คถึงมือหมอแล้ว เขาก็ถอนหายใจโล่งอกไปเหมือนกัน
ทางเซนเห็นเหล่าสมาชิกปรองดองกันดี เขาเลยพลอยยิ้มสบายใจตามไปด้วย
“ยังไม่อยากเชื่อเลยนะครับเนี่ยว่าจะรอดกันหมดทุกคน”
“นั่นสินะ เกือบไปของแท้เลย”
ทองพลอยยิ้มแห้งกับเซน ยังรู้สึกขนลุกไม่หายกับเหตุการณ์เฉียดตายก่อนหน้านี้
แต่พอคิดแบบนั้น สายตาก็พลอยหันไปหาต้นเหตุที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนพร้อมกัน
“เป็นเพราะคุณทัตเลยนะครับเนี่ย”
“...แต่ก็เกือบตายด้วยน่ะสิ” ทัตเผลอขมวดคิ้วกลับไปหาเซน รู้ตัวเองดีว่าไม่อาจรับคำชมได้ เขายังเจ็บใจไม่หายเมื่อนึกย้อนกลับไปตอนกลางศึก
เป็นเพราะทัตประเมินกำลังรบกับกำลังกายที่เหลือของพวกตัวเองผิดพลาด เลยทำให้มีความเสี่ยงที่สถานการณ์จะพลิกแทน หากไม่ได้พวกหัวหน้าหน่วยกลับมาช่วย พิมกับฝ้ายอาจจะได้รับบาดเจ็บสาหัสหรืออาจถึงตายเลยด้วยซ้ำ
แต่คนที่รู้สึกผิดคงมีแต่เจ้าตัว... ทองที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เลยขมวดคิ้วเพราะมองว่านั่นเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย
“มองในแง่ร้ายเกินไปแล้ว ทั้งที่แผนของนายมันเรียกว่าเป็นการปฏิวัติได้เลยนะ”
“อย่างที่คุณทองว่าแหละครับ เดิมทีปัญหาของเจ้า Chivalry ก็คือการโจมตีที่พิสดารอ่านทางยากของมันนี่แหละ พอรู้แล้วว่ามันทำได้แค่กับคนที่อยู่ในระยะการมองเห็น บวกกับมีแผนที่ช่วยขัดจังหวะมันตอนที่เคลื่อนไหวด้วยท่าแปลก ๆ การรับมือมันต่อจากนี้ก็แทบจะสมบูรณ์แบบเลยนะครับคุณทัต”
เซนพยักหน้าเห็นด้วยกับทองเต็มประตู ถึงกับคิดในใจเลยว่าต้องบรรจุวิธีนี้ไว้เป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานของเซฟเวอร์นับจากนี้ไปเลยด้วย
ซึ่งทัตที่คิดแผนนี้เองมีหรือจะไม่รู้ว่ามันดีแค่ไหน เขาเลยปฏิเสธเรื่องนั้นไม่ได้
“...ก็นะ”
ทัตเลยจำต้องยอมรับแบบเขิน ๆ ไป การเห็นเขาเกาหัวแก้ประหม่าเลยเป็นที่ยิ้มกริ่มของทั้งเซนและทอง
เพราะถ้าฮีโร่ของศึกนี้อย่างทัตไม่ยอมรับผลงานตัวเอง พวกเขาที่ถูกทัตช่วยไว้จากความรู้สึกผิดคงยอมรับไม่ได้เหมือนกัน
“ท่านเซน!!!!”
“โอ๊ะ!?”
ถัดจากลูกน้องของมาร์คก็เป็นคริส เมดสาวของเซนที่พุ่งเข้ามากอดเขาจากด้านหลังจนเจ้าตัวสะดุ้ง
แต่นั่นก็แค่จังหวะแรก... พอเซนสัมผัสได้ว่ามือคริสที่ล้อมกอดเอวเขากำลังสั่นรัวพอ ๆ กับน้ำเสียง เซนก็หันกลับไปกอดเธอทันที
“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะครับ คริส”
“ไม่หรอกค่ะ... ฮึก... ขอแค่ท่านเซนปลอดภัย ก็พอแล้วค่ะ”
คริสส่งเสียงสะอื้นเอาหน้าฟุบลงอกของเซนไม่แยแสสายตาผู้ใด ราวกับโลกใบนี้มีกันอยู่แค่สองคน
คนที่รู้ตัวเห็นทีจะมีแต่ซนที่มองมาทางทัตกับทองแล้วยิ้มแหย ๆ ให้อย่างเขินอาย
แต่ทองเองก็แค่ยักไหล่ไม่ก้าวก่าย เพราะเขาไม่สันทัดเรื่องนี้
ส่วนทัตเองก็ไม่อยากยุ่งเรื่องส่วนตัวชาวบ้านอยู่แล้ว และคิดว่าหากตัวเขาถูกพิมหรือฝ้ายกอดเข้าแบบนั้นก็คงไม่อยากให้ใครพูดอะไรเหมือนกัน
...ในตอนนั้นทัตก็สัมผัสได้ว่ามีคนเข้ามากอดแขนซ้ายเขาพอดี และเดาได้ไม่ยากเลยว่าเป็นใคร โดยดูจากสัมผัสนุ่มนิ่มอันคุ้นเคยที่กดทับต้นแขนนี้
“พะ พิม”
“อะไร? ฉันเองก็เป็นห่วงแฟนฉันเหมือนกันนี่ ขอทำบ้างไม่ได้เหรอคะ?”
พิมทำสายตาออดอ้อนมา ทำเอาทัตตัวแข็งทื่อไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ขี้โกงนี่นาพิม แล้วทำไมต้องพูดเพราะด้วยเนี่ย!
ไม่สิ... ที่สำคัญกว่านั้น... คนอื่นกำลังมองอยู่นะ!!!
ทัตเหงื่อแตกเกร็งกับสายตากรุ้มกริ่มจากทอง กระทั่งมาร์คที่โดนปฐมพยาบาลอยู่ที่เดิมยังยิ้มมองมาทางนี้
เห็นทีคงมีแต่เซนที่เจอสถานการณ์เดียวกันเลยยิ้มแห้งมาให้ แต่ก็ไม่ทำให้ทัตใจเย็นลงเลย
นั่นเพราะสายตาซ่อนแซวยังเหลืออีกถึงสองคู่
“แหม ๆ หวานกันจังเลยนะเนี่ย น่ายินดี ๆ”
“คริคริ หนุ่มสาวนี่ดีจังน้า”
น้ำหวานกับควินน์เดินเข้ามาแซวทัตด้วยอีกคน แถมยังเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยทั้งที่ก่อนหน้านี้เถียงกันจะเป็นจะตายแท้ ๆ
แต่ที่ทำให้ลำบากใจทัตที่สุด เห็นทีจะเป็นฝ้ายที่เดินเข้ามาจับชายเสื้อทัตแล้วทำแก้มป่องใส่นี่แล
“มู่ว... ขี้โกง ทั้งที่บอกว่าจะไม่ทิ้งหนูไว้คนเดียวแท้ ๆ”
“ถะ ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะนะ”
เจอน้องสาวแง่งอนจนแก้มแดง ทัตเองก็ถึงกับยิ้มเบี้ยวทำตัวไม่ถูก
เพราะการกระทำนั้นกำลังส่งผลให้รอยยิ้มของพิมหายไป และกำลังจะกลายร่างเป็นยักษ์
“เห... กล้ามากเลยนะน้องฝ้าย นี่พี่ยืนหัวโด่อยู่นี่นะจ๊ะ” พิมยิ้มแต่สัมผัสไม่ได้ถึงความยิ้มใส่ฝ้าย ทำเอาฝ้ายเปลี่ยนสีหน้าตาม
ทว่าใบหน้าเรียบเฉยของฝ้ายไม่ใช่การจำยอม แต่เป็นการยืนกราน เพราะเธอขมวดคิ้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้พิมมากกว่าเดิม
“หนูก็เป็นน้องสาวพี่ทัตนะคะ ขอร่วมยินดีบ้างไม่ได้เลยเหรอคะ”
“งั้นก็อย่าทำสีหน้าคนมีความรักใส่ทัตสิจ๊ะ แบบนั้นพี่ปล่อยผ่านไม่ได้หรอกนะ”
พิมว่าแล้วก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ฝ้าย ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร แม้จะยิ้มให้กันแต่กลับเป็นรังสีพิโรธที่ปะทะกันจนคนกลางอย่างทัตขนลุกซู่
จังหวะนี้ถ้าพูดว่า ‘ใจเย็นก่อนนะทั้งสองคน’ คงโดนโกรธแน่
แต่... ถ้าเพื่อให้เรื่องจบมันก็ช่วยไม่ได้สินะ
“คือว่า... ใจเย็นก่อนเถอะนะทั้งสองคน”
“ทัตน่ะเงียบก่อนเลย!”
“ใช่ค่ะ! พี่ทัตน่ะเงียบก่อนค่ะ!”
นั่นไง!
ทัตใจดีสู้เสือได้ไม่ทันไรก็จ๋อยไปอีกหน ถึงจะทำให้ทั้งสองคนหันมาโกรธเขาแทนก็เถอะ แต่มันก็สมควรแล้ว เพราะพอมานึกดู ทัตก็ไม่ได้ขีดเส้นความใกล้ชิดระหว่างเขากับฝ้ายแบบจริง ๆ จัง ๆ สักที
หลังจบเรื่องประชุม... คงต้องคุยเรื่องนี้กับทั้งพิมทั้งฝ้ายอย่างจริงจังซะหน่อยแล้ว
ทัตจดเรื่องนั้นลงในหัว เพราะคนนึงก็เป็นคนรักที่อยากอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต และคนนึงก็เป็นครอบครัวคนสำคัญที่ยอมรับในตัวเขา
ดังนั้นหากเป็นไปได้ ทัตก็อยากจะให้ดีต่อกันไว้จนแก่เฒ่านั่นแล
เดิมที ที่ต่อสู้ยืดหยัดเพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และเอาชนะมาได้มันก็เพื่อแบบนั้นด้วย ภาพรอยยิ้มของทุกคนที่อยู่โดยรอบทัตนี่แหละคือสิ่งที่จะกรุยทางไปสู่จุดจบที่เขาต้องการ
...แม้สำหรับบางคน มันจะไม่ใช่แบบนั้นก็ตาม
“หยุดนะ! ปล่อยฉัน!!!”
“ตอนนี้มันไม่ทันแล้วนะ เดี๋ยวมอนสเตอร์ก็มาอีกหรอก!”
หญิงสาวคนนึงส่งเสียงโหวกเหวกมาแต่ไกล โดยมีหญิงสาวอีกคนคอยดึงห้าม
จะตั้งใจหรือไม่ แต่น้ำเสียงเศร้าโศกของเธอก็ดังมาจนถึงจุดที่พวกทัตยืนอยู่ ทำเอาพิมกับฝ้ายหมดอารมณ์ปะทะคารมกันต่อเลยทีเดียว
“เกิดอะไรขึ้นทราบไหมครับ?” เซนหันไปหาคริสที่เปลี่ยนมายืนอยู่ข้างเขา หากจะมีใครรู้เรื่องก็คงเป็นเธอที่อพยพไปกับทุกคนในตอนแรก
แล้วคริสก็พยักหน้ารับตามคาด แม้สีหน้าจะดูลำบากใจที่จะเล่า
“...เหมือนว่าแฟนหนุ่มของเธอจะหนีไม่ทันน่ะค่ะ คงจะตายอยู่ตรงรอบนอกโรงพยาบาลตั้งแต่การโจมตีระลอกแรกแล้วก็ได้ค่ะ”
เซนได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้ว ทองกับน้ำหวานก็กลับมาทำหน้านิ่งเหมือนกับตอนประชุม ส่วนควินน์ก็เริ่มเกาหัว ท่าทางจะลำบากใจไม่น้อยเหมือนกัน
ความดีใจหลังจากเอาชนะบอสสองตัวหายไปพร้อมกับความสูญเสีย ความตายเป็นของคู่กับเฟิร์สไนท์แบบที่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ
“งั้นอย่างน้อยส่งคงไปช่วยเธอหาศพดีกว่านะครับ หลังจากโค่นบอสไป แถบนี้คงปลอดภัยแล้วล่ะ”
“รับทราบแล้วค่ะ จะแจ้งให้ทุกคนทราบนะคะ”
คริสโค้งรับคำสั่งเซนก่อนจะวิ่งออกไปบอกคำสั่งกับทุกคน
แม้จะช่วยอะไรคนตายไม่ได้ แต่การให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ทำใจก่อนที่จะกลับสู่ความเป็นจริงอันโหดร้ายคือเรื่องสำคัญกว่า
นั่นเพราะถ้าเธอคนนั้นอยู่กับแฟนหนุ่มก่อนหน้าที่จะเกิดเฟิร์สไนท์ ในตอนที่เวลาถูกย้อนกลับไปเธอก็จะต้องเห็นคนรักสิ้นลมต่อหน้าต่อตา นั่นคงเป็นเรื่องเจ็บปวดเกินกว่าจะรับได้
“ให้ตายสิ เกือบจะจบดีอยู่แล้วเชียว” ทองบ่นอิดออด โดยมีน้ำหวานกอดอกอยู่ใกล้ ๆ
“นั่นสินะ เหมือนโดนความจริงตอกหน้ายังไงไม่รู้”
น้ำหวานคิดยิ่งกำมือแน่นเจ็บใจ เพราะที่ผ่านมามันก็เป็นแบบนี้ตลอด
ควินน์ที่ติดเล่นยังไม่พูดอะไรออกมาสักเอ๊ะ ส่วนมาร์คที่นั่งพิงซากตึกอยู่ก็ได้แต่หลับตาเหมือนจำต้องยอมรับความจริง
เช่นเดียวกับอีกคนที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาเลย... อย่างทัต
“ทัต... ไม่เป็นไรนะ?”
“พี่ทัต...”
พิมกับฝ้ายเปลี่ยนมากุมมือทัตด้วยความเป็นห่วง พวกเธอเป็นอันรู้กันดีว่าทัตต้องเห็นใจความเจ็บปวดของการสูญเสียคนรัก
ครั้งนึงเขาก็เคยสูญเสียพิมตอนที่เกิดการตื่น และอีกครั้งนึงก็สูญเสียฝ้ายในตอนที่เกิดสงคราม
พอคิดว่าความรู้สึกนั้นอาจกัดกินชายที่รัก พวกเธอถึงได้กำมือเขาแน่นขึ้นเพื่อปลอบโยน
...แต่นั่นกลับไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าลำบากใจของทัต เขายังคงมองกลุ่มคนกำลังย้ายร่างไร้ชีวิตด้วยแววตาสั่นรัวสับสน
เพราะในใจทัตไม่ได้เจ็บปวดที่ทำอะไรไม่ได้ หากแต่เป็นตรงข้าม
เมื่อผู้มีพลังตายระหว่างเกิดเฟิร์สไนท์ หลังจากที่เวลาถูกย้อนกลับไปเป็นปกติ คน ๆ นั้นก็จะตายในโลกจริงด้วย
นั่นคือความเข้าใจพื้นฐานที่ทุกคนรู้กันดี
...แต่ว่า หลังจากที่ฉันได้รับสกิลเฉพาะ ‘ถ่ายโอน’ มา กฎนั้นก็เปลี่ยนไปแล้ว
เหมือนกับตอนที่ฝ้ายตาย และฉันก็ใช้สกิลถ่ายโอนอายุขัยของตัวเองให้จนเธอรอดชีวิต
หากฉันทำแบบเดียวกันกับคนนั้นที่ตาย เขาก็คงยังมีชีวิตต่อได้
ทัตเห็นความเป็นไปได้ที่คนอื่นไม่รู้ และเขาเองก็มั่นใจว่าตัวเองทำได้
นอกจากนี้ เขายังคอยสังเกตคูลดาวน์ของสกิลนี้แทบจะตลอดเวลา เพราะมันเป็นสกิลที่เขาจะเก็บไว้ใช้กับพิมหรือฝ้ายเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นอีก
เดิมที ความตั้งใจที่จะเก็บสกิลก้นหีบนี้ไว้ชุบชีวิตคนสำคัญคือแผนเดิมของทัต
แต่... หลังจากที่ได้เห็นภาพผู้หญิงคนนั้นกอดร่างไร้วิญญาณบนพื้นทั้งน้ำตา และร้องไห้เจ็บปวดราวกับเนื้อถูกกรีด ทัตก็ชักไม่แน่ใจ
สองคนนั้นไม่ใช่คนรู้จักฉันด้วยซ้ำ ไม่มีความจำเป็นต้องเอาอายุขัยไปแลกกับคนที่ไม่รู้จัก
ตรรกะแบบนั้นมันก็รู้อยู่แก่ใจ
แต่ทั้งอย่างนั้น... ทั้งที่รู้อย่างนั้นแต่ในอกมันดันรู้สึกแน่นจนหายใจไม่ออกซะได้
บ้าเอ้ย!
ความอัดอั้นในอกทำทัตหายใจไม่ทั่วท้อง เขาถึงกับกุมมือของทั้งพิมและฝ้ายแน่น
พวกเธอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่ไม่ทันไรพวกเธอก็รู้ทัน
ในทางกลับกัน... ทัตได้แต่กำมือพวกเธอแน่น ราวกับพยายามยั้งตัวเอง
ไม่ได้... ห้ามเด็ดขาด วันนี้เราทำให้พิมกับฝ้ายลำบากใจมากพอแล้ว!
แล้วนี่อีกฝ่ายเป็นใครก็ไม่รู้ด้วย เราต้องกำหนดขอบเขตตัวเองให้ชัด
ไม่อย่างนั้น เราจะเสียสิ่งสำคัญไปแบบไม่จบไม่สิ้น
เพราะงั้น... ครั้งนี้ต้องหยุดได้แล้ว!
ทัตหาเหตุผลให้ตัวเองยอม แต่กลับรังแต่จะทำให้สีหน้าตัวเองบิดเบี้ยวและกุมมือพิมกับฝ้ายแรงขึ้นไปเท่านั้น
แต่ยิ่งพยายามหลับตาไม่เห็นน้ำตาของผู้สูญเสีย ภาพของสินกลับเข้ามาในหัวแทนจนยิ่งรู้สึกอึดอัดหนัก
อยากปฏิเสธความไร้เหตุผลของโลกนี้ไม่ใช่เหรอ? อยากทำให้โลกนี้มันดีขึ้นสำหรับพิมกับฝ้ายไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมถึงได้ปล่อยให้คนตายอย่างไร้เหตุผลทั้งที่ช่วยได้กัน?
คิดจะใช้พลังนั้นแค่กับคนสำคัญของตัวเอง... คิดจะสร้างบรรทัดฐานให้โลกนี้มีแต่คนนึกถึงตัวเองและพรรคพวกแบบนั้นงั้นเหรอ? เพราะมีแต่คนคิดแบบนั้น พวกนอกคอกเลยทำอะไรตามใจชอบจนสังคมมันผิดเพี้ยนไม่ใช่รึไง?
ถ้าตัวเองยังกลายเป็นส่วนนึงของมัน... แล้วจะกลายเป็นคนที่ทำลายเฟิร์สไนท์ได้ยังไงกัน?
หยุดคิดสิวะ บ้าเอ้ย!
ทัตพยายามปฏิเสธความรู้สึกส่วนลึกของตัวเอง
แต่ไม่มีประโยชน์... เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร จะหลอกตัวเองทั้งที่รู้ความจริงอยู่แก่ใจมันทำไม่ได้
“ทัต”
“พี่ทัต”
“!!?”
ในตอนนั้น เสียงเรียกของพิมกับฝ้ายได้ดึงสติเขาขึ้นมา มือที่กุมทัตอยู่ทั้งสองได้ส่งแรงตอบกลับมาเป็นครั้งแรก
นั่นทำให้ทัตเริ่มมองสีหน้าพวกเธอกลับบ้าง
และสิ่งที่เห็น... คือพวกเธอกำลังยิ้มให้กับเขา
“ทัต... ไม่ต้องทนแล้วล่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ ทำสิ่งที่ต้องทำเถอะค่ะ”
“...พิม ฝ้าย”
รอยยิ้มราวกับแม่พระทั้งสองช่วยปลดปล่อยทัตจากความอัดอั้นในอก เขารู้ตัวเลยว่าที่อดทนอยู่นี้เป็นเพราะแคร์ความรู้สึกของทั้งสองคนจึงไม่อาจทำสิ่งที่ต้องการได้
จะเรียกว่าอายุขัยของเขามันไม่ได้สำคัญไปกว่าหลักการที่ยึดถือก็ได้ ทัตรู้ว่าเขาไม่กลัวเรื่องนั้นเพราะตัดสินใจได้ทันทีที่ทั้งสองคนอนุญาต
แต่ในทางกลับกัน... สำหรับพิมและฝ้าย อายุขัยของเขาต้องสำคัญกับพวกเธอแน่ นั่นแหละที่ทำให้ทัตยังรู้สึกเป็นห่วง
“จะดีเหรอ? เรื่องอายุขัยของฉันน่ะ?”
“นายควรจะถามตัวเองมากกว่านะให้ตายสิ” พิมได้ยินแล้วถึงกับกุมขมับ ฝ้ายเองก็พลอยถอนหายใจตาม เข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย
“นั่นสิคะ คนที่ควรเสียดายเรื่องนั้นมันควรเป็นพี่ทัตเองนะคะ”
“ก็... คิดว่าจะไม่ให้เยอะเหมือนครั้งของฝ้ายอยู่แล้วน่ะ เลยไม่ค่อยเสียดายเท่าไหร่”
“ “หืมมมมม” ”
คำแก้ตัวของทัตไม่พ้นสายตาของพิมกับฝ้าย พวกเธอถึงจ้องทัตจี่ใหญ่
แต่... เรื่องที่ทัตเอาหลักการอยู่เหนือความอันตรายมันก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จะเรียกว่าพอเดาได้ก็คงไม่ผิด
“เอาเถอะ ก็กะอยู่แล้วว่าคงพูดอะไรแบบนั้น เพราะงั้นช่างมันละกัน” พิมแบะมือเหมือนไม่สนใจเรื่องนั้นแล้ว เป็นเช่นเดียวกับฝ้ายที่พยักหหน้าตาม
“นั่นสินะคะ ถึงจะไม่ชอบ แต่ถ้าพี่ทัตมาทำหน้าอมทุกข์ทีหลัง หนูก็คิดว่าคงน่าสงสารอยู่เหมือนกัน”
“ขอบคุณจริง ๆ นะ พิม ฝ้าย”
สองสาวยืนยันให้ฟังอีกรอบทัตยิ่งมั่นใจกับทางเลือกของตัวเอง วันนี้ทั้งสองคนตามใจเขามากจริง ๆ
“อ๊ะ! แต่ว่าห้ามให้เยอะเกินไปนะ นายไม่จำเป็นต้องสละตัวเองขนาดนั้นนะเข้าใจไหม!” พิมชี้นิ้วเข้ามาและย้ำเตือน ฝ้ายเองก็ขยับเข้ามาใกล้ทัตด้วยอีกคน
“ใช่ค่ะใช่! หนูก็จะบอกแบบนั้นเหมือนกัน! พี่ทัตยังต้องอยู่กับหนูไปอีกนาน ๆ นะคะ เพราะงั้นห้ามให้อายุสั้นลงโดยไม่จำเป็นนะคะเข้าใจไหม!”
“ขะ เข้าใจแล้วล่ะ เอาตามที่ทั้งสองคนว่านั่นแหละ”
ทัตพยักหน้างก ๆ เหมือนร้อนตัว แต่เอาจริง ๆ เขาก็ไม่คิดจะถ่ายโอนอายุขัยให้เกิน 5% อยู่แล้ว
อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีเวลาให้อีก 1 ปี ซึ่งนั่นคงดีกว่าการจากกันกะทันหันอย่างนี้ ทัตคิดว่าแบบนี้แหละดีที่สุดแล้วสำหรับทุกฝ่าย
ทัตจึงออกวิ่งไปยังจุดทุกคนกำลังปลอบหญิงสาว โดยมีพิมกับฝ้ายวิ่งตามไปติด ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทัตจะไม่เป็นไร
...เหลือไว้แต่เหล่าหัวหน้าหน่วย ที่พอจะเดาได้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เลยมองตามแผ่นหลังของทัตที่วิ่งห่างออกไปเป็นสายตาเดียว
โดยเฉพาะทองที่ถึงกับหรี่ตามองตาม
“หมอนั่นจะใช้สกิลถ่ายโอนอายุขัยสินะ”
“ครับ... ได้ยินว่าคุณฝ้ายก็คืนชีพได้ด้วยวิธีการนั้นแหละ”
เซนยืนยันข้อสงสัยของทอง คำตอบของเซนส่งไปถึงทั้งน้ำหวาน ควินน์และมาร์ค รวมสมาชิกเซฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ ๆ จนพวกเขาเลิกคิ้ว
นั่นเพราะในอีกความหมายนึง คือทัตกำลังกรีดเลือดตัวเองเพื่อคืนชีพคนที่ไม่รู้จัก
เป็นสิ่งที่น้ำหวานเข้าไม่ถึงจนต้องขมวดคิ้ว
“ก็รู้ว่ากล้าบ้าบิ่น แต่ไม่นึกว่าจะถึงขนาดนี้นะเนี่ย”
“แต่เห็นงี้แล้วบับว่าถูกใจเลยนะเนี่ย”
ควินน์พูดไปพลางเลียริมฝีปาก ก่อนหน้านี้ก็ดูท่าจะถูกใจทัตในหลาย ๆ ความหมายอยู่แล้วแท้ ๆ พอเป็นแบบนี้ยิ่งไม่น่าไว้ใจเข้าไปใหญ่
แต่อย่างหนึ่งที่เซนรับรู้ได้... นั่นคือตัวตนของทัตถูกยกขึ้นมาโดดเด่นเทียมกับหัวหน้าหน่วยคนอื่น ๆ ไปแล้ว
เป็นจุดที่เหมาะสมมากพอ สำหรับข้อเสนอที่เซนคิดไว้ก่อนหน้านี้
“คุณทองครับ”
“หืม?”
พอถูกเซนเรียก ทองก็หันขวับในทันที ทำเอาแปลกใจกับน้ำเสียงที่ดูจะเป็นทางการขึ้นมา
รวมถึงสีหน้าแววตาที่ดูจริงจังของเซนเองก็ด้วย
“ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยปราบปราม... ยกให้คุณทัตได้ไหมครับ”
“...เข้าเรื่องอย่างนี้เลยเหรอ”
ทองเกาหัวลำบากใจ เซนเห็นจึงรู้ว่าลึก ๆ แล้วทองก็ไม่ได้คิดปล่อยอำนาจตรงนั้นไปง่าย ๆ
แต่ถ้าเพื่อให้เซฟเวอร์มีความมั่นคงในระดับรากฐาน ยังไงเซนก็เชื่อว่าตำแหน่งนั้นควรเป็นของทัต
“ถึงคุณทองจะรู้อยู่แล้ว... แต่คุณทัตน่ะมีสกิลถ่ายโอนที่จะช่วยเพิ่มรูปแบบการลงโทษให้กับผู้มีพลัง ถ้าเขาเป็นหัวหน้าและออกดำเนินการลงโทษด้วยตัวเอง ขวัญกำลังใจของทุกคนในหน่วยใหม่จะต้องเพิ่มขึ้นแน่ครับ”
“ไอ้เรื่องนั้นก็รู้ล่ะนะ”
ทองไม่คิดเถียงเรื่องนั้น อย่างไรพลังกับอำนาจก็เป็นของคู่กัน หากมีทั้งสองอย่างเพื่อเสริมกันและกัน การปราบปรามคงทำได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
นอกจากนี้ ยังไม่นับเรื่องที่ทัตอาจแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่หากข้อเสนอไม่ได้รับการตอบรับ ซึ่งการเสียบุคลากรระดับทัตไปถือว่าเสียหายอย่างยิ่ง
แต่มีข้อดีย่อมต้องมีข้อเสีย... และทองเองก็รู้เรื่องนั้นถึงได้ก้มหน้าคิดมาสักพักแล้ว
“ไม่อยากพูดแบบนี้กับผู้มีพระคุณลับหลังหรอกนะ... แต่มั่นใจเหรอว่าหมอนั่นจะไม่เปลี่ยนไป”
ทองเงยหน้ากลับขึ้นมามองเซน เหมือนถามให้แน่ใจว่า ‘จะรู้ได้อย่างไร ว่าวันนึงทัตจะไม่โดนอำนาจกลืนกิน จนใช้งานหน่วยปราบปรามในทางที่ผิด’
แต่เซนกลับยิ้มตอบในทันทีเหมือนไม่ใช่เรื่องเกินคาด
“พูดอะไรน่ะครับ เรื่องแบบนั้นใครก็มีโอกาสทำทั้งนั้นแหละ”
“...พูดแบบนี้ก็จบกันน่ะสิ”
ทองได้ยินแล้วถึงกับถอนหายใจ แต่ก็เถียงไม่ออก
ว่ากันว่าอำนาจนั้นหอมหวาน อยู่ในมือใครย่อมทำให้ผู้นั้นแสดงสันดารออกมาได้หมด
ดังนั้น กว่าจะรู้ได้ว่าใครจะใช้อำนาจในทางที่ผิด ก็ต้องปล่อยให้คน ๆ นั้นลองมีอำนาจดูเสียก่อน
อนาคตนั้นคือสิ่งที่มองไม่เห็นและยากจะคาดเดาอย่างที่กล่าว
แต่สิ่งที่จะใช้เป็นตัวทำนายก็มีอยู่... นั่นคือการกระทำในปัจจุบัน
และคนที่สังเกตเรื่องนั้นมาตั้งแต่ตอนประชุม จนถึงตอนที่ถูกช่วยเอาไว้ ก็คือมาร์คที่นั่งก้มหน้าครุ่นคิดมาตลอดอีกคน
“หมอนั่นน่ะ... นิสัยเป็นเด็กเกินไปหน่อย” มาร์คพูดขึ้นมาหลังจากเงียบไปนาน แถมอย่างแรกที่ทำยังเป็นการติติงทัต
แต่ก็แน่ล่ะ เพราะทัตเป็นคนขัดคำสั่งและถือวิสาสะกลับมาช่วยเขาโดยพลการ
กับระดับหัวหน้าหน่วยที่ต้องผ่านการตัดสินใจอันเด็ดขาดมาแล้ว ทัตจะถูกมองว่าไม่เด็ดขาดก็ไม่แปลก
“ก็จริงที่สุดท้ายผลลัพธ์มันออกมาดี แล้วฉันคงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเด็กนั่นไปทั้งชีวิตด้วย” มาร์คพูดแบบนั้นให้หัวหน้าหน่วยทุกคนฟัง แม้แววตาที่ก้มลงจะเหมือนเขาย้ำกับตัวเอง
เพราะการช่วยเหลือของทัตมันปลดปล่อยเขาทั้งทางกายภาพและจิตใจ
นั่นจึงยิ่งเป็นเหตุผลที่เขาอยากคัดค้านทัต จากอันตรายที่จะเข้าหาตำแหน่งนั้น
“หมอนั่นเป็นเด็กดีแน่ล่ะ ถึงจุดนี้คงไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนั้นแล้ว ...แต่ก็เพราะมุทะลุแบบนั้น ในฐานะผู้ใหญ่ฉันก็ไม่อยากปล่อยให้เขาไปตาย”
“...คุณมาร์ค”
เซนสัมผัสได้จากน้ำเสียงที่ดูจะอึดอัดในลำคอของมาร์ค เขารู้ว่ามาร์คเผชิญกับการสูญเสียมามาก
บางที ตอนนี้มาร์คคงเห็นภาพทัตซ้อนทับกับคนหนุ่ม ๆ ที่ตายไปหลายคนในปฏิบัติการของเซฟเวอร์ และคงไม่อยากให้เกิดเรื่องนั้นอีก โดยเฉพาะคนดี ๆ อย่างทัต
“แต่... นั่นก็เป็นเรื่องก่อนหน้านี้ล่ะนะ” มาร์คเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่น้ำเสียงเท่านั้นที่เปลี่ยนไป แต่สีหน้าเขาก็กลับมาขึงขึงอีกครั้งแล้ว
“เห็นหมอนั่นสละอายุขัยเพื่อช่วยคน ฉันเลยนึกขึ้นได้ว่านั่นเป็นสิ่งที่หมอนั่นเลือกเอง และฉันไม่ควรไปก้าวก่ายการตัดสินใจของเขา” มาร์คยิ่งพูดยิ่งนึกถึงตัวเอง
ตัวเขาผู้เคยเผชิญกับการถูกบังคับให้เลือก และเพิ่งจะได้มีโอกาสแก้ตัวเพราะทัตเป็นคนสร้าง เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าการไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการมันทรมานขนาดไหน
หากเลือกที่จะหนีแล้วต้องทรมานไปตลอดชีวิต สู้ตายมันซะตรงนี้ยังจะดีกว่า เพราะคิดแบบนั้นถึงได้มีแรงเฮือกสุดท้ายอัดเจ้าอัศวินดำจนช่วยสร้างจังหวะให้ทัตได้
การได้เลือกแม้จะตาย มันรู้สึกดีกว่าการไม่ได้เลือกแล้วมีชีวิตอยู่เป็นไหน ๆ
ในเมื่อรู้แบบนั้น ...แล้วเขาจะช่วงชิงตัวเลือกของผู้มีพระคุณได้อย่างไร
“ผู้ใหญ่อย่างเรามีหน้าที่ตบหมอนั่นให้เข้าที่ตอนที่ออกนอกทาง ฉันว่าแค่นั้นมันพอสำหรับเราแล้ว” มาร์คมองเซนกลับ รวมถึงทองที่ฟังอยู่ตลอด เหมือนบอกว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมไปกว่านี้แล้ว
“เพราะงั้น... ถึงหมอนั่นจะเจออะไรหรือจะกลายเป็นอะไร ก็ปล่อยให้เขาเป็นคนเลือกเองเถอะ”
ไม่ว่าทัตจะเจออันตรายที่เขาไม่ควรได้เจอ หรือกลายเป็นพวกบ้าอำนาจ นั่นก็เป็นสิ่งที่ทัตเลือกและต้องยอมรับผลนั้นให้ได้เอง ส่วนเราก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้นไม่มีเปลี่ยน
น้ำหวานฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้ารับตาม แน่นอนว่าทองเองก็ด้วย
“เฮ้อ... เล่นพูดแบบนั้นก็มีแต่ต้องยอมไม่ใช่รึไง”
ถึงจะมีส่วนที่ยังเจ็บใจอยู่จนต้องเกาหัวก็เถอะ แต่ทองก็ดูไม่ได้ดึงดันแต่แรกอยู่แล้ว เซนเลยสบายใจไปได้เปราะนึง
“ขอบคุณนะครับทั้งสองคน”
เซนยิ้มผ่อนคลายไปเพิ่มอีกเปราะ แววตาก็หันไปหากลุ่มของทัตที่กำลังใช้สกิลเพิ่มอายุขัยให้คนตาย แม้จะยังไม่ได้คืนชีพตอนนี้แต่เป็นรุ่งสาง แต่อนาคตมันก็ถูกกำหนดไว้แล้วโดยการสร้างเหตุ
เฉกเช่นเดียวกับเซฟเวอร์ที่ยังขาด ๆ เกิน ๆ จนเหมือนจะตายมิตายแหล่ เพราะไร้ซึ่งฐานอันมั่นคง บัดนี้ตัวตนของทัตได้เข้ามามีส่วนสำคัญ และสร้างรากฐานใหม่ของสังคมผู้มีพลัง
ในอนาคตอันใกล้นี้... การกระทำของทัตจะต้องคืนชีพเซฟเวอร์ ไม่สิ... คืนชพสังคมผู้มีพลังให้กลับมาสงบเรียบร้อยได้อย่างที่เขาชุบชีวิตคนเหล่านี้เป็นแน่
นั่นคือสิ่งที่เซน มาร์ค ทอง น้ำหวาน ควินน์ รวมถึงสมาชิกเซฟเวอร์ที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้นเชื่อมั่น
❖❖❖❖❖
————หนึ่งเดือนต่อมา , เมืองที่ทัตอยู่
“แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก!”
เสียงชายฉกรรจ์หายใจหอบหนักขณะวิ่งไปตามซอกตึก อันเป็นมุมมืดที่แสงจันทร์ทอลงมาไม่ถึง
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อพลั่ก เจ้าตัวไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามาจากความเหนื่อยหรือความกลัว
แถมดูเหมือนสีหน้ากังวลประสาทกินนั่นจะส่งต่อไปยังเพื่อนกลุ่มนับสิบคนที่วิ่งตามมาด้วย
“บ้าเอ้ย! กูบอกมึงแล้วให้หยุดไม่หยุด!”
“ไม่ต้องพูดเลย มึงก็ทำเหมือนกูนั่นแหละ!”
ชายหนุ่มสองคนที่วิ่งตามกันมาเริ่มตะโกนโทษอีกฝ่าย การโยนความผิดให้กันในขณะถูก ‘ใครบางคน’ ไล่ล่านั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
นอกจากถูกตามทันเพราะความร้อนรนนั้นเสียเอง ...เงาของใครบางคนจึงโผล่จากมุมตึกด้านหน้า เข้ามาขวางก่อนจะได้ออกสู่ถนน
“ชิบหาย!”
ชายฉกรรจ์คนแรกที่วิ่งนำรีบยั้งเท้า ชายสองคนที่เดินตามหลังก็หยุดตามแถมด้วยเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้า
ตัวตนของคนที่วิ่งมาดักเดินพ้นเงามืดของตึก จนแสงจันทร์สะท้อนผมบลอนด์ทองเธออย่างโดดเด่น
“ยอมให้จับกุมแต่โดยดีเถอะค่ะ ไม่งั้นจะโดนคาดโทษเพิ่มนะคะ”
เด็กสาว... ฝ้ายเอ่ยอย่างเย็นชาพร้อมกับชี้คมหอกใส่ผู้หลบหนีชายทั้งสาม ทำพวกเขายืนนิ่งด้วยความหวาดกลัว
“แม่งเอ้ย...”
ชายคนแรกที่ยืนประจันหน้าฝ้ายรู้สึกขนลุกทั้งที่อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก นั่นเพราะเห็นว่าในมือเธอคือหอกสีดำอันมีลวดลายประณีต ซึ่งเป็นอันรู้กันว่าคืออาวุธประจำตัวของผู้เกิดการตื่นแรงค์ 2
พวกเขาทั้งสามคนมีเลเวลสูงกว่า 80 ก็จริง แต่นั่นไม่สามารถกลบความต่างระหว่างแรงค์ได้เลย
ทว่า... สัตว์ร้ายที่ถูกต้อนให้จนมุมไม่อาจยอมรับชะตากรรมได้
ชายที่อยู่ด้านหน้าสุดเลยง้างหมัดเข้าหาฝ้าย ทั้งที่สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ยะ ย้ากกกกก!!!!”
“ให้ตายสิ” ฝ้ายเห็นแล้วถึงกับถอนหายใจเบื่อหน่าย
แต่เธอก็ลับประสาทให้คมกริบแลไม่คิดประมาท ก่อนจะร่นระยะเข้าประชิดอีกฝ่ายราวสายฟ้าก่อนที่ฝ่ายบุกอย่างเขาจะเข้าถึงตัวเธอเสียอีก
แล้วจัดการใช้ด้ามหอกกระแทกใส่ลิ้นปี่ของชายคนนั้นเข้าเต็ม ๆ ทำเอาเขาถึงกับตาเหลือกล้มลงไปกองกับพื้น
หลังเสร็จไปหนึ่ง สายตาของฝ้ายก็เลื่อนไปมองชายสองคน เมื่อสบตากับปีศาจในคราบลูกแกะ พวกเขาก็ถึงกับตัวสั่นล้มพับลงไปกับพื้น
และยิ่งสะดุ้งเมื่อสัมผัสฝีเท้าที่อยู่ด้านหลัง... เป็นเด็กหนุ่มอีกคนผู้สวมแว่น และถือครองหอกสีดำอย่างเดียวกับเด็กสาว
“สุดยอดเลยครับคุณฝ้าย งานเร็วสุด ๆ ไปเลยครับ!” พอเห็นว่าทั้งสามคนหมดสภาพ เด็กหนุ่มก็ยิ้มแย้มยังกับตัวเองเป็นคนลงมือเอง
“ไม่หรอกค่ะ ฝากที่เหลือด้วยนะคะคิว”
“ได้ครับ!”
เด็กหนุ่มแว่น... คิวตะเบ๊ะให้ฝ้ายอย่างขยันขันแข็ง แม้สายบังคับบัญชาจะเปลี่ยนไป แต่เขาก็ยังับถือฝ้ายเป็นหัวหน้าอันดับหนึ่งอยู่ตลอด
ฝ้ายเองก็รู้สึกเกรงใจที่เป็นแบบนั้น แต่เธอเป็นห่วงสถานการณ์อีกฝั่งมากกว่าจึงรีบถีบพื้นออกจากบริเวณนั้นแล้วขึ้นตึกสูงที่สุดในบริเวณ
เธอสัมผัสหูฟังสื่อสารแนบหูในทันทีที่ได้โอกาส
“จัดการกลุ่มที่หนีไปเสร็จแล้วค่ะลินดา”
‘คะ ขอบคุณที่เหนื่อยนะคะฝ้าย’
เสียงของเด็กสาวขี้อายผู้เป็นหนึ่งในอดีตลูกน้อง... ลินดาตอบกลับตะกุกตะกักกับการสื่อสารตามเคย ถึงแบบนั้นก็นับว่าพัฒนาขึ้นมากแล้ว
‘ละ แล้วนั่นก็เป็นกลุ่มสุดท้ายแล้วด้วยค่ะ’
“งั้นเหรอคะ ขอบคุณมากเลยค่ะ”
‘ด้วยความยินฟี——ยินดีค่ะ!’
ลินดากัดลิ้นทิ้งท้ายก่อนตัดสาย เธอพยายามแล้วที่จะส่งข้อมูลให้ฝ้ายอย่างรวดเร็วที่สุด
งานเสริมหมดแล้ว... งั้นต่อไปก็เหลือแต่งานหลัก
รอก่อนนะคะพี่ทัต!
ฝ้ายตัดสินใจได้ดังนั้นก็ถีบพื้นอีกครั้ง เพื่อมุ่งสู่สมรภูมิหลักในคืนนี้ แม้อาจไม่ทันการก็ตาม
...เพราะในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร
ณ ลานกว้างกลางสวนสาธารณะเยื้องกลางเมือง อันเป็นจุดรองจากสวนหลักของเมือง ทำให้ปกติแล้วจะไม่มีคนมามากนัก
แต่หลังจากเกิดเฟิร์สไนท์ ที่ตรงนี้ได้กลายเป็นแหล่งมั่วสุมของพวกนอกคอกจำนวนหลายสิบคน
แม้ว่าเหล่าผู้เกิดการตื่นเหล่านั้น... ตอนนี้จะกำลังถูกไล่ต้อนประกบหน้าหลัง จากการถูกกลุ่มของเซฟเวอร์บุกจับกุมก็ตาม
“บ้าเอ้ย! พวกมันมีน้อยกว่าไม่ใช่เหรอวะ!”
ชายฉกรรจ์นวดเครารุงรังตะโกนสบถ ทั้งโกรธทั้งหวาดกลัวจนหน้าบิดเบี้ยว แม้คนที่เข้าไปปะทะกับกลุ่มจะเป็นเหล่าลูกน้อง ส่วนตัวเองทำแค่ยืนขาสั่นอยู่ตรงกลาง
ทางเซฟเวอร์มากันแค่ห้าคน เรียกว่ากำลังรบเป็นรองครึ่งนึง
แต่ทั้งห้าคนนั้นกลับค่อย ๆ ซัดพวกตนจนสลบ หมดสภาพกองกับพื้นทีละคน
ในขณะที่ฝ่ายเซฟเวอร์... ทั้งกิฟ เบล พิมที่กำลังเข้าปะทะด้านหน้า พร้อมด้วยลินดาที่เป็นผู้ใช้เวทมนตร์คอยสนับสนุนอยู่ด้านหลัง พวกเธออยู่ในสภาพสมบูรณ์กันหมดไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
ทว่า... ที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวจนขนทั้งตัวลุกชูชัน คือฝั่งด้านหลังที่ถูกฝ่าเข้ามาด้วยศัตรูเพียงคนเดียวต่างหาก
เด็กหนุ่มจากเซฟเวอร์คนนั้นเหวี่ยงปลอกแขนเหล็กที่มีโซ่ ฟาดร่างของพวกตนกระแทกพื้นคนแล้วคนเล่า
ครั้นจะมีกลุ่มสามคนพุ่งเข้าไปโจมตีจากทางด้านหลัง เด็กหนุ่มก็ใช้เวทมนตร์แปลงดินตรงพื้นเป็นแท่งหินราวกับเสาอาคารสามแท่งพุ่งกระแทกร่าง ทำทั้งสามจุกและล้มลงไปกองกับพื้นอย่างง่ายดาย
เหล่าคนที่เหลืออีก 5 คนเห็นดังนั้นจึงพุ่งเข้าไปโจมตีพร้อมกันด้วยอาวุธทั้งดาบ หอกและมีด แต่เด็กหนุ่มกลับหลบหลีกทั้งหมดได้หมดจด ก่อนจะกระโดดขึ้นไปยืนบนเสาไฟ มองต่ำลงประหนึ่งศัตรูตรงหน้าไม่คู่ควร และรังแต่จะทำให้เสียเวลา
“ ‘จิตล่าสังหาร’ ”
เด็กหนุ่ม... ทัตกระกาศเรียกใช้สกิล ออร่าสีดำทมิฬก็ปกคลุมร่างเขาและแผ่บรรยากาศน่าขนลุกสู่ชายฉกรรจ์ทั้งห้าที่อยู่เบื้องล่าง พวกเขาทุกคนได้แต่แหงนหน้ามองมัจจุราชด้วยปากอันสั่นเคราพูดอะไรไม่ออก
กระทั่งตัวหัวหน้าที่ยืนดูอยู่ด้านหลังยังรู้สึกหนาวปานจะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เมื่อได้เห็นมัจจุราชทิ้งตัวลงสู่พื้น
ความกลัวเข้าครอบงำจนคิดสั้น ชายทั้งห้าถึงยิงเวทเพลิงเข้าใส่ทัตที่ลงมากลางวง
ฟุ่บ!!!
ทว่าเวทเพลิงทั้งหมดยังก่อร่างไม่ทันเป็นทรง ทัตก็เหวี่ยงโซ่เป็นวงกลมรอบตัว ซัดทั้งห้าคนกระเด็นไปคนละทาง ทำเอาตัวหัวหน้ากลุ่มขวัญผวาจนน้ำตาเล็ด
พลังกายอันเหนือล้ำที่ทำให้จำนวนกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ พลังเวทอันมากล้นที่ทำได้กระทั่งแปลงสภาพดินในพริบตา นอกจากนี้ยังมีโซ่เหล็กดำทมิฬอันเป็นเอกลักษณ์
นะ นี่น่ะเหรอ... หัวหน้าหน่วย 0 ของเซฟเวอร์ที่เขาเล่าลือ
ชายผู้เป็นหัวหน้าประมวลข้อมูลทั้งหมดแล้ว เด็กหนุ่มที่กำลังย่องเข้าหาเขาคือตัวตนเพียงหนึ่งเดียวไม่เป็นสอง
เด็กหนุ่มผู้ออกกวาดล้างผู้ทำผิดกฎ ลงทัณฑ์อย่างเที่ยงธรรมไม่สนหน้าอินทร์พรหม ด้วยพลังอันเหนือล้ำยากจะต่อกร
ราวกับมัจจุราชแห่งความตาย อันปรากฏตัวต่อหน้าผู้กำลังจะวายชนม์
นั่นแลคือภาพสุดท้าย... ที่ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มได้เห็นก่อนสติจะสิ้นลง
“ยมทูต———”
❖❖❖❖❖
