ทุกก้าวที่ทั้งสามก้าวไป
แสงครามอ่อนจากโคมผลึกสองข้างทางก็สะท้อนผิวพื้นจนเกิดเงาพลิ้วไหวประหลาด
ราวกับมิใช่พวกเขาเดินอยู่บนแผ่นดิน
หากกำลังเดินอยู่บนผิวธารน้ำแข็งที่แข็งตัวกลางฟ้าราตรี
เสวี่ยอวิ๋นเหยานำหน้า
เรือนกายอรชรของนางท่ามกลางแสงเย็นดูราวภาพฝัน
ยิ่งผมขาวเงินยาวสยายรับลมเบา ๆ ก็ยิ่งทำให้นางดูเหมือนมิใช่สตรีจากโลกมนุษย์
หากเป็นวิญญาณหิมะที่ค้างอยู่ในสนามทดสอบนี้มาช้านานเกินนับวันเดือน
หนิงเยว่อิงเดินเคียงอี้ซินอยู่ทางซ้าย
แม้สีหน้าของนางจะสงบนิ่งดังเดิม
แต่อี้ซินกลับสัมผัสได้ว่า ตั้งแต่ผ่านกระจกส่องแก่นจิตมา
ลมหายใจของนางเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยไม่อ่อนแรงไม่สั่นไหว
แต่ “ใกล้” กว่าเดิม
ไม่ใช่ความใกล้ทางกายเพียงอย่างเดียว
หากเป็นความใกล้ของความเงียบที่ไม่จำเป็นต้องปิดบังความแข็งกระด้างดังตอนแรกอีก
อี้ซินไม่เอ่ยสิ่งใด
เพียงถือชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาอย่างมั่นคง
น้ำหนักของมันยังคงหนักหน่วงดุจภูผา
แต่หลังผ่านการยอมรับครึ่งแรกของเจตจำนงในโพรงกระดูกมังกรมาแล้ว
แรงกดดันจากมันกลับไม่ใช่การกดข่มจนแทบคุกเข่าอีก
หากเป็นการกดข่มทดสอบอย่างต่อเนื่อง
คล้ายบอกว่า ผู้ถือมีสิทธิ์ถือมันได้เพียงชั่วคราว
แต่ยังไม่มีสิทธิ์เรียกมันมาเป็นของตนได้อย่างแท้จริง
หยกดาราในร่างยังคงอุ่นเรื่อ
สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกยังคงเต้นช้าแต่หนักแน่น
และทุกครั้งที่เขาก้าวไปข้างหน้า
รอยเส้นบางอย่างจากท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าก็ยิ่งลอยเด่นชัดขึ้นในใจ
อาจเพราะด่านก่อนหน้านี้
อาจเพราะแรงกดในดินแดนนี้
หรืออาจเพราะสนามทดสอบสัตว์เทวะกำลังบีบให้เขาต้องใช้ทุกสิ่งที่มีในตัวออกมา
ไม่เช่นนั้นย่อมถูกสนามทดสอบคัดออกดังเช่นคนอื่น
เบื้องหน้า
ลานเขี้ยววิหคค่อย ๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้นทุกขณะ
เมื่อทั้งสามเดินพ้นโค้งสุดท้ายของทางหินผลึก
ภาพเต็มของด่านที่สามก็เปิดออกต่อหน้าในที่สุด
มันเป็นลานวงกลมมหึมาซึ่งกว้างกว่าลานประลองของสำนักหลายสิบเท่า
พื้นลานทั้งผืนสร้างจากหินดำเรียบสนิท
แต่เต็มไปด้วยรอยขีดลึกนับไม่ถ้วน
บางรอยยาวหลายจั้ง
บางรอยตัดซ้อนกันเป็นตาข่าย
บางรอยลึกจนเห็นหินชั้นในเป็นประกายเงินคล้ายถูกกรงเล็บยักษ์ฉีกออกทั้งเป็น
เหนือพื้นลานมีเสาเหล็กดำสูงนับร้อยต้นปักกระจายอย่างไร้ระเบียบ
แต่เมื่อมองดี ๆ กลับพบว่าแท้จริงพวกมันเรียงตัวเป็นวงซ้อนวง
บางต้นตั้งตรง
บางต้นเอนเฉียง
บางต้นหักคาครึ่ง
แต่ทุกต้นล้วนมีรอยเขี้ยวและรอยกรงเล็บฝังลึกอยู่ทั่วทั้งลำ
เหนือศีรษะของลานไม่มีเพดานหินต่ำเช่นด่านก่อน
หากเป็นห้วงมืดกว้างจนมองไม่เห็นสุด
มีเพียงเงาดำขนาดมหึมาหลายเงาบินวนอยู่ไกล ๆ อย่างเชื่องช้า
บางคราสะท้อนแสงครามจากโคมผลึกจนมองเห็นปลายปีกและหางยาววูบหนึ่ง
แล้วก็หายกลับสู่ความมืดอีกครั้ง
ลมที่พัดอยู่ในลานนี้คมกว่าทุกด่านที่ผ่านมา
ไม่ใช่ลมเย็นธรรมดา
แต่เป็นลมที่เหมือนประกอบด้วยใบมีดนับพันแผ่น
พัดเฉือนผ่านผิวกายจนรู้สึกแสบแม้มิได้เห็นแผล
เสวี่ยอวิ๋นเหยาหยุดยืนตรงขอบลาน
ก่อนกล่าวโดยไม่หันกลับ
“ด่านนี้ไม่มีภาพลวง”
“ไม่มีค่ายกลขุดอดีต”
“มีเพียงความเร็ว”
“การอ่านจังหวะ”
“และการตัดสินใจในเสี้ยวลมหายใจ”
อี้ซินกวาดตามองเงาดำเหนือศีรษะ
ก่อนถามเรียบ ๆ
“สิ่งที่บินอยู่บนนั้นคืออะไร”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบช้า ๆ
“วิญญาณวิหคเขี้ยวมาร”
“หรือจะเรียกว่าร่องรอยจิตของสัตว์เทวะสายวิหคก็ได้”
“พวกมันมิใช่สิ่งมีชีวิตสมบูรณ์อีกแล้ว
แต่สัญชาตญาณการล่า การขย้ำ และการเฉือนยังอยู่ครบ”
หนิงเยว่อิงหรี่ตาเล็กน้อย
สายลมคมจากลานพัดผ่านแพขนตายาวของนาง
ยิ่งขับให้ดวงตาเย็นลึกคู่นั้นดูคมขึ้นอีกส่วน
“กติกา คือ”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวต่อ
“เดินผ่านลานนี้ไปให้ถึงประตูอีกฝั่ง”
“ห้ามเหยียบซ้ำจุดเดิมเกินสามครา”
“ห้ามหยุดนิ่งเกินสามลมหายใจ”
“หากผู้ใดหยุดชะงักนานเกินไป ฝูงวิหคจะดิ่งลงกัดกิน”
“หากผู้ใดอ่านทิศทางลมผิด กรงเล็บลมจะฉีกผิวเนื้อออกไปทีละส่วน”
“และหากผู้ใดพยายามฝืนด้วยกำลังหยาบอย่างเดียว...”
นางเว้นคำไปเพียงน้อย
จากนั้นจึงเงยหน้ามองเงาดำเหนือฟ้า
“ย่อมถูกปีกของพวกมันตัดขาดกลางลาน”
ลมหายใจของอี้ซินหนักลงเพียงเล็กน้อย
ด่านนี้...ชัดแล้วว่าเกิดมาเพื่อคัดคนจำนวนมากที่สุด
ผู้ที่ก้าวเร็วแต่ไร้สติย่อมพลาด
ผู้ที่มองออกแต่กายตามไม่ทันก็ย่อมถูกเฉือน
ผู้ที่จิตแข็งแต่ก้าวเท้าเชื่องช้าย่อมถูกปีกวิหคดิ่งลงฉีกกิน
มันคือด่านที่รวมความเร็ว สัญชาตญาณ และความนิ่งไว้ในคราวเดียว
และยิ่งคิด เขายิ่งรู้สึกว่า สนามนี้คล้ายสร้างมาเพื่อบีบเอาแก่นของ “ฝีเท้า” บางอย่างออกจากผู้ฝ่าให้ได้
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันกลับมามองเขาโดยตรงเป็นครั้งแรกในด่านนี้
“ผู้ที่ถือแก่นแท้ฝีเท้าดาราอยู่ในกาย” นางกล่าว “ลานเขี้ยววิหคนี้อาจจะเป็นวิบัติ...หรืออาจจะเป็นโชคใหญ่”
หนิงเยว่อิงจึงเหลือบมองอี้ซินทันที
สายตานางหยุดที่ปลายเท้าเขาเพียงเสี้ยว
ก่อนเลื่อนไปยังใบหน้าคมเข้มนั้นอีกครา
อี้ซินไม่ได้ปฏิเสธ
ไม่ได้รับคำอย่างโอหัง
เพียงเอ่ยขึ้นสงบ ๆ
“หากมันคิดจะขวางข้า ข้าย่อมหักมันออก”
“หากมันคิดจะสอนข้า ข้าย่อมเรียนมันให้ถึงที่สุด”
ถ้อยคำนี้เรียบ
แต่หนักแน่น
และแฝงแรงกดดันอันแน่วแน่ไม่ต่างจากคมดาบที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำอันสงบ
เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาไหวเล็กน้อย
ส่วนหนิงเยว่อิงกลับสงบนิ่งขึ้นอีกเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก
คนเช่นอี้ซิน
ยิ่งกล่าวคำเช่นนี้ด้วยน้ำเสียงสงบมากเท่าใด
กลับยิ่งทำให้ผู้ฟังเชื่อว่า เขาคิดเช่นนั้นจริงๆเท่านั้น
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงยกแขนเสื้อขึ้นช้า ๆ
ปลายนิ้วขาวผ่องชี้ลงกลางลาน
ทันใดนั้น
ลมคมเหนือพื้นก็พลันแรงขึ้น
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เสียงนั้นมิใช่เพียงลม
แต่เหมือนเขี้ยวและปีกกำลังเฉือนอากาศพร้อมกันนับร้อยครั้ง
เงาดำเหนือศีรษะพลันบินต่ำลงมาหลายส่วน
ครานี้อี้ซินมองเห็นรูปร่างมันชัดขึ้น
เป็นวิหคยักษ์ร่างผอมยาว
ปีกกว้างเกือบสิบจั้ง
จะงอยปากโค้งแหลม
ดวงตาแดงหม่นไร้ประกายมนุษย์
ที่น่ากลัวที่สุดคือแถวเขี้ยวเล็กคมกริบซึ่งซ้อนอยู่ด้านในปากอีกชั้น
ทำให้มันมิใช่เพียงนกนักล่า
แต่เป็นสัตว์ร้ายที่เกิดมาเพื่อฉีกเนื้อจริง
หนึ่งตน
สองตน
สามตน...
เงาดำเริ่มมากขึ้นทุกขณะ
บินวนเหนือเสาเหล็กดำอย่างเงียบเชียบ
คอยจังหวะให้ผู้ใดพลาดเพียงน้อยแล้วจึงพุ่งลงมา
เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวคำสุดท้ายก่อนเริ่มด่าน
“ครั้งนี้ข้าจะไม่เป็นผู้นำทาง”
“ผู้ใดจะก้าวก่อน ย่อมต้องก้าวเดินด้วยตนเอง”
อี้ซินพยักหน้า
ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
เขาก้าวไปหยุดตรงขอบลาน
หลับตาลงหนึ่งลมหายใจ
ทันใดนั้น
โลกภายนอกก็เงียบลงไปส่วนหนึ่ง
ลมเฉือน
เสียงปีก
เงาวิหค
เสาเหล็กดำ
รอยกรงเล็บบนพื้น
ล้วนค่อย ๆ แตกออกเป็น “เส้นทาง” ในจิตเขา
หยกดาราในร่างอุ่นเรื่อยขึ้นอีกชั้น
รอยเส้นของท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าที่เคยเห็นเพียงกระจัดกระจาย
บัดนี้กลับเริ่มเชื่อมต่อกันมากขึ้น
ก้าวเฉียง
แทรก
หมุน
สับเปลี่ยนน้ำหนัก
ลวงซ้าย
พุ่งขวา
ถอนกลับครึ่งส่วน
แล้วจึงทะลวงตรง
ราวกับลานเขี้ยววิหคเบื้องหน้า
กำลังดึงรอยเส้นจากหยกดาราให้ชัดขึ้นด้วยตนเอง
อี้ซินลืมตา
นัยน์ตาของเขาในยามนี้เย็นลึกยิ่งกว่าเดิม
แต่คมกว่าเดิมหลายส่วน
จากนั้นเขาก็ก้าวออกไป
ก้าวแรกลงพื้นลานดำ
ลมคมสายหนึ่งพลันเฉือนผ่านจุดที่เขาเพิ่งยืน
ฉัวะ!
พื้นหินแตกเป็นรอยยาวครึ่งจั้ง
แต่เขาไปพ้นแล้ว
ก้าวที่สองเฉียงซ้าย
ก้าวที่สามหมุนกลับขวา
ก้าวที่สี่แทรกระหว่างเงาเสาเหล็กสองต้นอย่างพอดิบพอดี
ทันใดนั้น
วิหคเขี้ยวมารตนหนึ่งก็ดิ่งลงจากเบื้องบน
เร็ว!
เร็วจนหลินเซวียน หากยังยืนอยู่ตรงนี้คงได้เห็นเพียงเงาดำสายหนึ่งเท่านั้น
แต่ในสายตาของอี้ซิน
เงานั้นกลับมี “ช่อง” เล็ก ๆ ระหว่างจังหวะปีกสะบัด
เขาจึงไม่ถอยหนีตรง ๆ
หากก้าวบิดเฉียงเข้าไปครึ่งวง
ปล่อยให้กรงเล็บของมันเฉือนผ่านชายแขนเสื้อเพียงเสี้ยว
ลมคมปาดผ้าขาดเป็นแนว
แต่ร่างเขากลับเลื่อนไปถึงหลังเสาเหล็กต้นถัดไปแล้ว
เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาสีฟ้าวาบบาง ๆ
“ดี” นางพึมพำเบา ๆ “เขาเริ่มเห็นจังหวะปีกแล้ว”
หนิงเยว่อิงมองตามทุกก้าวของอี้ซินอย่างไม่กะพริบ
นางเห็นชัดว่าเขามิได้เพียงเร็ว
แต่กำลัง “เรียนรู้” จากลานนี้ในทุกย่างก้าวด้วย
ผู้ใดวิ่งเอาแรงอย่างเดียว ผู้นั้นย่อมต้องถูกลานคัดออก
แต่คนผู้นี้...ยิ่งฝ่า ยิ่งนิ่ง
ยิ่งนิ่ง ยิ่งอ่านทางออกชัดขึ้น
อี้ซินพุ่งต่อไปอีกเจ็ดก้าวติดกัน
ลมเฉือนแทรกผ่านซ้ายขวา
วิหคเขี้ยวมารดิ่งลงมาอีกสองตน
แต่เขากลับแทรกผ่านช่องปีก ช่องกรงเล็บ และช่องเสาเหล็กได้อย่างเฉียดฉิว
มิใช่ไร้รอยบาด
ชายเสื้อเขาขาดไปอีกสองแนว
สันแขนซ้ายมีรอยเลือดตื้นหนึ่งเส้น
แต่กับด่านเช่นนี้ รอยเพียงเท่านี้ย่อมเรียกได้ว่า “สมบูรณ์แบบ” แล้ว
ครั้นเขาพ้นเขตเสาเหล็กวงแรก
ลมในลานก็พลันเปลี่ยน
จากลมเฉือนสายเดี่ยว
กลายเป็นพายุหมุนสั้น ๆ สามวงซ้อนกัน
พัดตัดกันเองตรงกลางลานราวมีมือมองไม่เห็นกำลังบิดอากาศเป็นชั้น ๆ
อี้ซินหยุดเพียงเสี้ยวลมหายใจเดียว
หยุดหนึ่งคราในด่านนี้ย่อมอันตราย
แต่หากพุ่งเข้าโดยไม่อ่านลมให้ขาด ย่อมอันตรายยิ่งกว่า
หยกดาราในชีพจรจึงอุ่นวาบ
รอยเส้นท่าเท้าในจิตขยับซ้อนกันอีกชั้น
ก้าวซ้ายหลอก
หมุนขวาหลบ
แทรกกลางช่องพายุ
สับเปลี่ยนน้ำหนักลงปลายเท้าแทนส้น
อี้ซินพลันยกเท้าขึ้นอีกครั้ง
ร่างทั้งร่างวูบออกไป
ไม่ได้วิ่งทะลวงตรง
หากกรีดเป็นเส้นโค้งสั้น ๆ ผ่านช่องที่พายุสามวงซ้อนกันเพิ่งแยกออกจากกันพอดี
ฟู่ม!
ลมคมจากทั้งสามทิศเฉือนปะทะกันด้านหลังเขา
เสาเหล็กดำต้นหนึ่งถูกตัดขาดครึ่งลำแล้วล้มครืนลงทันที
หนิงเยว่อิงเห็นแล้ว
แววตาเย็นลึกพลันไหวขึ้นชัด
ไม่ใช่เพราะเขาเร็วกว่าเดิมเพียงอย่างเดียว
แต่เพราะ “ฝีเท้า” ของเขาเริ่มแสดงรูปเค้าจริงออกมาแล้ว
ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าในตอนแรกที่นางเห็น
ยังเป็นเพียงท่าร่างอันกระจัดกระจาย
แต่ตอนนี้...มันเริ่มต่อกันเป็นกระบวนท่าแล้ว
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันมามองหนิงเยว่อิง
ก่อนเอ่ยแผ่วเบา
“ถึงคราเจ้า”
หนิงเยว่อิงไม่ตอบ
เพียงก้าวไปยืนตรงขอบลานอีกด้านหนึ่ง
ลมคมพัดผ่านเรือนกายนาง
ชายเสื้อสีเงินขาวปลิวอ่อน
แต่ท่าทางกลับยังสงบดังเดิม
อี้ซินซึ่งอยู่กลางลานเหลือบมองนางเพียงเสี้ยว
จากนั้นจึงกล่าวเสียงต่ำแต่ชัดเจน
“อย่าปล่อยให้ลมบังคับเจ้า”
“จงบังคับจังหวะของเจ้าให้ลมต้องหลบเอง”
หนิงเยว่อิงดวงตาไหวบาง ๆ
คำพูดนี้หาใช่การสอนหยาบ ๆ ไม่
แต่เป็นการบอกแกนที่ลึกของฝีเท้าในด่านนี้อย่างแท้จริง
นางพยักหน้าเพียงน้อย
ก่อนจะก้าวออกไป
ยามหนิงเยว่อิงเคลื่อนไหว
ภาพตรงหน้ากลับต่างจากอี้ซินอย่างสิ้นเชิง
หากอี้ซินดุดัน แน่น และแทรกผ่านอันตรายด้วยการอ่านจังหวะอย่างคมกริบ
หนิงเยว่อิงกลับเหมือนหิมะบางสายที่เลื่อนไปตามลมหนาวอย่างสงบ
ก้าวของนางไม่เร็วจัดแต่แรก
ทว่าเบา นิ่ง และเปลี่ยนทิศได้ลื่นไหลดุจสายน้ำแข็ง
วิหคเขี้ยวมารตนแรกดิ่งลง
นางเพียงหมุนเอวครึ่งส่วน
ปลายกรงเล็บของมันจึงเฉือนผ่านชายผมนางไปไม่ถึงคืบ
วิหคตนที่สองพุ่งตัดซ้าย
นางก้าวทับเงาเสาเหล็กเพียงก้าวเดียว
ร่างทั้งร่างก็เลื่อนออกจากแนวเฉือนราวภาพลวงตา
อี้ซินมองอยู่กลางลาน
ในใจรับรู้ทันทีว่า
หนิงเยว่อิงมิได้มี “ฝีเท้าแนวดารา” เช่นเขา
แต่ฝีเท้าของนางกลับเย็น ลื่นไหล และกดจังหวะศัตรูได้อย่างประหลาด
คล้ายสายน้ำแข็งที่มิใช่พุ่งชนทวนลม
หากเปลี่ยนทิศมันไปอย่างเงียบเชียบ
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยกับตนเองเบา ๆ
“หนึ่งรุก หนึ่งแปร”
“ช่างน่าสนใจ...”
หนิงเยว่อิงก้าวพ้นวงเสาเหล็กแรก
เข้าสู่เขตพายุหมุนซ้อนเช่นเดียวกับอี้ซินเมื่อครู่
ลมเขี้ยวสามวงพัดตัดกัน
หมอกดำถูกฉีกเป็นริ้ว
พื้นที่เบื้องหน้าแลดูไร้ช่องให้ฝ่า
นางหยุดลงเพียงชั่วลมหายใจเดียว
ปลายผมดำถูกลมเฉือนขาดไปสองสามเส้น
ชายแขนเสื้อสั่นแผ่ว
จากนั้นดวงตาเย็นลึกของนางพลันนิ่งราวแผ่นน้ำแข็งไร้คลื่น
ลมปราณเย็นบริสุทธิ์ในกายหมุนแผ่ว
มิได้ปล่อยออกมากดลาน
แต่ทำให้จิตนางนิ่งจนเห็นการหมุนของพายุทั้งสามชัดยิ่งขึ้น
แล้วนางก็ก้าว
ก้าวเดียว
แต่กลับพอดีกับจังหวะที่พายุวงกลางลดกำลังลงเสี้ยวหนึ่ง
นางแทรกผ่านกลางสามวงอย่างงดงามราวหิมะสายหนึ่งลอยพ้นเขี้ยวพายุไปโดยมิถูกแตะต้อง
อี้ซินเหลือบมองพอดี
ดวงตาของเขาจึงคมลึกขึ้นเล็กน้อย
ฝีเท้าของนาง...เยี่ยมจริง
ไม่ดุเดือด
ไม่หวือหวา
แต่มั่นคง เย็น และเฉียบยิ่ง
เมื่อทั้งสองพ้นเขตกลางลานได้แล้ว
เงาดำเหนือศีรษะก็กลับเงียบลงหลายส่วน
ราวกับด่านนี้เริ่มยอมรับว่าทั้งคู่มิใช่เหยื่อของมันอีกต่อไป
เหลือเพียงช่วงสุดท้ายของลาน
ตรงนั้นไม่มีเสาเหล็กหนาแน่น
ไม่มีพายุหมุนซ้อน
แต่พื้นหินทั้งแถบกลับเต็มไปด้วยรอยกรงเล็บถี่ยุบยิบจนดูเหมือนแผ่นดินเคยถูกฉีกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวขึ้นจากริมลานอีกฝั่ง
“ระวัง”
“ช่วงสุดท้ายคือ ‘เขี้ยวไร้รูป’”
“ต่อให้มองไม่เห็น ก็อย่าคิดว่ามันไม่มี”
สิ้นเสียงนาง
อากาศเบื้องหน้าของอี้ซินกับหนิงเยว่อิงก็พลันบิดวูบ
ไร้ลม
ไร้เงา
ไร้เสียงเตือน
แต่พื้นหินตรงหน้าทั้งสองกลับแตกออกเป็นเส้นยาวพร้อมกันถึงเจ็ดแปดแนว
รอยแตกนั้นเรียบคมดุจถูกฟันด้วยกรงเล็บที่มองไม่เห็นจริง
อี้ซินดวงตาวาบ
หยกดาราในร่างอุ่นจัดขึ้นฉับพลัน
รอยเส้นของท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันสว่างขึ้นในจิตราวดาวนับสิบดวงเรียงกัน
ก้าวหนึ่งหลอกซ้าย
ก้าวหนึ่งถอยครึ่งส่วน
ก้าวหนึ่งตัดเฉียงขวา
ก้าวหนึ่งหมุนแทรกตรงกลางช่องว่างที่เพิ่งเกิด
ครานี้เขามิได้เพียงหลบ
แต่ร่างทั้งร่างกลับ “วูบ” สั้นกว่าเดิม
เร็วกว่าก่อนหน้าอีกชั้นหนึ่ง
ไม่ถึงกับแยกร่างเงาได้จริง
แต่เงาหลังของเขากลับค้างอยู่เสี้ยวหนึ่ง
จนดูราวกับมีคนสองคนเคลื่อนอยู่ในเวลาเดียวกัน
เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาไหวชัดในครานี้
หนิงเยว่อิงเองก็เห็นชัดเต็มตา
ฝีเท้าของอี้ซิน...ยกระดับขึ้นอีกแล้ว
มิใช่เพราะฟ้าประทานกระทันหัน
หากเพราะลานเขี้ยววิหคกำลังบีบให้ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าที่เขาเคยถอดจากรอยสลักในหยกดารา
เริ่มเปิดรูปเงาของขั้นแรกออกมาจริงทีละส่วน
อี้ซินแทรกผ่านเขี้ยวไร้รูปได้สามระลอกติด
แต่ช่วงที่สี่กลับรุนแรงกว่าเดิม
ฉัวะ!
คมไร้รูปเส้นหนึ่งเฉือนผ่านต้นแขนขวา
เลือดสดพุ่งเป็นเส้นบางทันที
หนิงเยว่อิงซึ่งอยู่ห่างเพียงสามจั้ง ดวงตาเย็นวาบ
นางหมุนตัวหลบเขี้ยวไร้รูปสองเส้น
ก่อนพุ่งมาประชิดด้านซ้ายของเขาอย่างรวดเร็ว
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
น้ำเสียงนางยังเย็นชาอยู่
แต่ความเร็วในการเข้ามาหาเขานั้นเองกลับตอบทุกอย่างชัดเจนแล้ว
อี้ซินเหลือบมองแผลเพียงครู่
จากนั้นกล่าวเสียงหนักแน่น
“เพียงแค่รอยเลือดบาง ๆ ยังไม่อาจสั่นคลอนข้าได้”
คำตอบนั้นหนักแน่นและมั่นคง
หนิงเยว่อิงได้ยินแล้ว
มุมปากบางก็ไหวเพียงน้อยอย่างยากสังเกต
“เช่นนั้นก็ดี”
นางกล่าว
“เพราะข้ายังไม่คิดแบกเจ้าข้ามลานนี้”
อี้ซินเลิกคิ้วน้อย ๆ
แววตาคมเย็นกลับมีประกายขบขันวาบเสี้ยวเดียวแล้วดับไป
“หากถึงครานั้นจริง”
เขาตอบเรียบ
“ข้าย่อมไม่ปล่อยให้เจ้าต้องเหนื่อยเพราะข้าแน่”
ถ้อยคำนั้นแผ่วเบานัก
แต่กลับทำให้หนิงเยว่อิงชะงักไปเสี้ยวลมหายใจ
ก่อนจิตใจของนางจะกลับมานิ่งดังเดิมในทันที
เสวี่ยอวิ๋นเหยาซึ่งมองอยู่ไกล ๆ ไม่เอ่ยอันใด
แต่ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นกลับลุ่มลึกขึ้นอย่างประหลาด
คนทั้งสองผู้นี้...
ยิ่งร่วมฝ่าด่าน ยิ่งเริ่มเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดมากขึ้นทุกขณะ
เขี้ยวไร้รูปยังคงฟาดลงต่อเนื่อง
แต่ครานี้อี้ซินกับหนิงเยว่อิงมิได้หลบแยกกันอีก
หนึ่งรุก
หนึ่งแปร
หนึ่งอ่านจังหวะปีกและช่องลม
หนึ่งอ่านแรงเฉือนและแนวเบี่ยงของคมไร้รูป
ราวกับน้ำกับดาว
เย็นกับคมกล้า
ต่างกันสุดขั้ว
แต่กลับประสานกันได้อย่างน่าประหลาด
อี้ซินพุ่งนำครึ่งก้าว
หนิงเยว่อิงเลื่อนตามด้านข้าง
เมื่อเขี้ยวไร้รูปตัดจากซ้าย
อี้ซินดึงจังหวะให้มันเฉือนสูงขึ้น
หนิงเยว่อิงจึงแทรกผ่านช่องต่ำอย่างสงบ
เมื่อกรงเล็บลมพุ่งจากขวา
หนิงเยว่อิงหมุนเบี่ยงให้มุมลมผิดเพี้ยนไปเสี้ยวหนึ่ง
อี้ซินจึงทะลวงตรงกลางได้พอดี
เพียงไม่กี่ลมหายใจ
ทั้งสองก็พ้นลานเขี้ยววิหคมาถึงอีกฝั่งพร้อมกัน
ทันทีที่เท้าทั้งคู่แตะพื้นหินนอกลาน
เงาดำเหนือศีรษะทั้งหมดก็พลันบินสูงขึ้น
ลมคมดับวูบ
พายุหมุนสลาย
เขี้ยวไร้รูปหายไปพร้อมกัน
ลานทั้งผืนกลับคืนสู่ความเงียบดังเดิม
ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
เสวี่ยอวิ๋นเหยาก้าวมาหยุดตรงหน้าทั้งสอง
สายลมอ่อนพัดให้ผมขาวเงินยาวของนางไหวผ่านบ่า
ใบหน้างามบริสุทธิ์ใต้แสงครามอ่อนยิ่งทำให้ดูเหนือโลกยิ่งขึ้น
“ด่านที่สาม”
นางกล่าวเบา ๆ
“พวกเจ้าผ่านแล้ว”
อี้ซินค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ
โลหิตที่ต้นแขนขวายังซึมอยู่
แต่แผลมิได้ลึกนัก
ลมปราณมหาเทพดาราในร่างเริ่มหมุนประคองตัวมันเองแล้ว
หนิงเยว่อิงยกสายตามองแผลนั้น
จากนั้นหยิบผ้าแพรบางสีเงินออกมาพันรอบต้นแขนเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ถาม
นิ้วเรียวเย็นของนางแตะผ่านผิวหนังเขาเพียงชั่วครู่
ทว่าความเย็นอ่อนนั้นกลับทำให้โลหิตที่กำลังร้อนจากศึกสงบลงอย่างประหลาด
อี้ซินมองนาง
ดวงตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวแผ่วเบา
“ขอบใจ”
หนิงเยว่อิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาทันที
เพียงตอบเสียงเบาเย็นดังเดิม
“ข้ายังไม่อยากให้ผู้ร่วมทางของข้าสิ้นท่ากลางด่านที่สามเพียงเท่านั้น”
คำพูดนั้นฟังเหมือนจะเย็นชาไร้ไมตรี
แต่ปลายเสียงกลับแผ่วนุ่มกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย
และคนเช่นอี้ซินย่อมฟังออก
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพนั้นเงียบ ๆ
แววตาสีฟ้าอ่อนลึกของนางคล้ายมีคลื่นบางอย่างผ่านไป
แล้วจึงหันไปยังส่วนลึกเบื้องหน้าอีกครา
ด้านหน้าของลานเขี้ยววิหค
มีประตูหินสีครามเข้มตั้งอยู่ใต้เงายอดผา
เหนือประตูนั้นสลักเป็นรูป “เกล็ด” นับพันแผ่นเรียงซ้อนกัน
กลางบานประตูมีรอยมือขนาดพอเหมาะสองรอย
หนึ่งอยู่ต่ำ
หนึ่งอยู่สูง
ราวกับออกแบบมาให้คนสองคนแตะพร้อมกัน
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวขึ้นช้า ๆ
“ด่านที่สี่...ต้องผ่านด้วยกันสองคน”
หนิงเยว่อิงเงยหน้าขึ้นทันที
อี้ซินเองก็ดวงตาวูบ
เสวี่ยอวิ๋นเหยาหันมามองทั้งคู่
ก่อนกล่าวอย่างสงบ
“คนหนึ่งมิอาจเปิดประตูเกล็ดมารนี้ได้”
“มันต้องใช้สองจังหวะชีพจร
สองเส้นทางปราณ
และสองจิตที่ต่างกันพอจะค้ำกันได้”
ลมเย็นพัดผ่านลานอีกครั้ง
ผ้าแพรสีเงินที่พันอยู่บนต้นแขนอี้ซินไหวเบา ๆ
หนิงเยว่อิงค่อยปล่อยมือจากแผลเขาแล้วถอยออกครึ่งก้าว
ทว่าทั้งคู่ต่างรู้ในทันทีแล้วว่า
ด่านต่อไป...
จะมิใช่เพียงการฝ่าด่านของคนคนหนึ่งอีกต่อไป