พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 37 ลานเขี้ยววิหค

    ทางหินผลึกทอดยาวอยู่กลางความมืดใต้พิภพ

    ทุกก้าวที่ทั้งสามก้าวไป
    แสงครามอ่อนจากโคมผลึกสองข้างทางก็สะท้อนผิวพื้นจนเกิดเงาพลิ้วไหวประหลาด
    ราวกับมิใช่พวกเขาเดินอยู่บนแผ่นดิน
    หากกำลังเดินอยู่บนผิวธารน้ำแข็งที่แข็งตัวกลางฟ้าราตรี

    เสวี่ยอวิ๋นเหยานำหน้า
    เรือนกายอรชรของนางท่ามกลางแสงเย็นดูราวภาพฝัน
    ยิ่งผมขาวเงินยาวสยายรับลมเบา ๆ ก็ยิ่งทำให้นางดูเหมือนมิใช่สตรีจากโลกมนุษย์
    หากเป็นวิญญาณหิมะที่ค้างอยู่ในสนามทดสอบนี้มาช้านานเกินนับวันเดือน

    หนิงเยว่อิงเดินเคียงอี้ซินอยู่ทางซ้าย
    แม้สีหน้าของนางจะสงบนิ่งดังเดิม
    แต่อี้ซินกลับสัมผัสได้ว่า ตั้งแต่ผ่านกระจกส่องแก่นจิตมา
    ลมหายใจของนางเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยไม่อ่อนแรงไม่สั่นไหว

    แต่ “ใกล้” กว่าเดิม

    ไม่ใช่ความใกล้ทางกายเพียงอย่างเดียว
    หากเป็นความใกล้ของความเงียบที่ไม่จำเป็นต้องปิดบังความแข็งกระด้างดังตอนแรกอีก

    อี้ซินไม่เอ่ยสิ่งใด
    เพียงถือชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาอย่างมั่นคง
    น้ำหนักของมันยังคงหนักหน่วงดุจภูผา
    แต่หลังผ่านการยอมรับครึ่งแรกของเจตจำนงในโพรงกระดูกมังกรมาแล้ว
    แรงกดดันจากมันกลับไม่ใช่การกดข่มจนแทบคุกเข่าอีก
    หากเป็นการกดข่มทดสอบอย่างต่อเนื่อง
    คล้ายบอกว่า ผู้ถือมีสิทธิ์ถือมันได้เพียงชั่วคราว
    แต่ยังไม่มีสิทธิ์เรียกมันมาเป็นของตนได้อย่างแท้จริง

    หยกดาราในร่างยังคงอุ่นเรื่อ
    สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกยังคงเต้นช้าแต่หนักแน่น
    และทุกครั้งที่เขาก้าวไปข้างหน้า
    รอยเส้นบางอย่างจากท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าก็ยิ่งลอยเด่นชัดขึ้นในใจ

    อาจเพราะด่านก่อนหน้านี้
    อาจเพราะแรงกดในดินแดนนี้
    หรืออาจเพราะสนามทดสอบสัตว์เทวะกำลังบีบให้เขาต้องใช้ทุกสิ่งที่มีในตัวออกมา
    ไม่เช่นนั้นย่อมถูกสนามทดสอบคัดออกดังเช่นคนอื่น


    เบื้องหน้า
    ลานเขี้ยววิหคค่อย ๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้นทุกขณะ

    เมื่อทั้งสามเดินพ้นโค้งสุดท้ายของทางหินผลึก
    ภาพเต็มของด่านที่สามก็เปิดออกต่อหน้าในที่สุด

    มันเป็นลานวงกลมมหึมาซึ่งกว้างกว่าลานประลองของสำนักหลายสิบเท่า
    พื้นลานทั้งผืนสร้างจากหินดำเรียบสนิท
    แต่เต็มไปด้วยรอยขีดลึกนับไม่ถ้วน
    บางรอยยาวหลายจั้ง
    บางรอยตัดซ้อนกันเป็นตาข่าย
    บางรอยลึกจนเห็นหินชั้นในเป็นประกายเงินคล้ายถูกกรงเล็บยักษ์ฉีกออกทั้งเป็น

    เหนือพื้นลานมีเสาเหล็กดำสูงนับร้อยต้นปักกระจายอย่างไร้ระเบียบ
    แต่เมื่อมองดี ๆ กลับพบว่าแท้จริงพวกมันเรียงตัวเป็นวงซ้อนวง
    บางต้นตั้งตรง
    บางต้นเอนเฉียง
    บางต้นหักคาครึ่ง
    แต่ทุกต้นล้วนมีรอยเขี้ยวและรอยกรงเล็บฝังลึกอยู่ทั่วทั้งลำ

    เหนือศีรษะของลานไม่มีเพดานหินต่ำเช่นด่านก่อน
    หากเป็นห้วงมืดกว้างจนมองไม่เห็นสุด
    มีเพียงเงาดำขนาดมหึมาหลายเงาบินวนอยู่ไกล ๆ อย่างเชื่องช้า
    บางคราสะท้อนแสงครามจากโคมผลึกจนมองเห็นปลายปีกและหางยาววูบหนึ่ง
    แล้วก็หายกลับสู่ความมืดอีกครั้ง

    ลมที่พัดอยู่ในลานนี้คมกว่าทุกด่านที่ผ่านมา
    ไม่ใช่ลมเย็นธรรมดา
    แต่เป็นลมที่เหมือนประกอบด้วยใบมีดนับพันแผ่น
    พัดเฉือนผ่านผิวกายจนรู้สึกแสบแม้มิได้เห็นแผล

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหยุดยืนตรงขอบลาน
    ก่อนกล่าวโดยไม่หันกลับ


    “ด่านนี้ไม่มีภาพลวง”


    “ไม่มีค่ายกลขุดอดีต”


    “มีเพียงความเร็ว”


    “การอ่านจังหวะ”


    “และการตัดสินใจในเสี้ยวลมหายใจ”


    อี้ซินกวาดตามองเงาดำเหนือศีรษะ
    ก่อนถามเรียบ ๆ


    “สิ่งที่บินอยู่บนนั้นคืออะไร”

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบช้า ๆ


    “วิญญาณวิหคเขี้ยวมาร”


    “หรือจะเรียกว่าร่องรอยจิตของสัตว์เทวะสายวิหคก็ได้”


    “พวกมันมิใช่สิ่งมีชีวิตสมบูรณ์อีกแล้ว
    แต่สัญชาตญาณการล่า การขย้ำ และการเฉือนยังอยู่ครบ”


    หนิงเยว่อิงหรี่ตาเล็กน้อย
    สายลมคมจากลานพัดผ่านแพขนตายาวของนาง
    ยิ่งขับให้ดวงตาเย็นลึกคู่นั้นดูคมขึ้นอีกส่วน


    “กติกา คือ”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวต่อ


    “เดินผ่านลานนี้ไปให้ถึงประตูอีกฝั่ง”
    “ห้ามเหยียบซ้ำจุดเดิมเกินสามครา”
    “ห้ามหยุดนิ่งเกินสามลมหายใจ”
    “หากผู้ใดหยุดชะงักนานเกินไป ฝูงวิหคจะดิ่งลงกัดกิน”
    “หากผู้ใดอ่านทิศทางลมผิด กรงเล็บลมจะฉีกผิวเนื้อออกไปทีละส่วน”
    “และหากผู้ใดพยายามฝืนด้วยกำลังหยาบอย่างเดียว...”


    นางเว้นคำไปเพียงน้อย
    จากนั้นจึงเงยหน้ามองเงาดำเหนือฟ้า


    “ย่อมถูกปีกของพวกมันตัดขาดกลางลาน”



    ลมหายใจของอี้ซินหนักลงเพียงเล็กน้อย

    ด่านนี้...ชัดแล้วว่าเกิดมาเพื่อคัดคนจำนวนมากที่สุด

    ผู้ที่ก้าวเร็วแต่ไร้สติย่อมพลาด
    ผู้ที่มองออกแต่กายตามไม่ทันก็ย่อมถูกเฉือน
    ผู้ที่จิตแข็งแต่ก้าวเท้าเชื่องช้าย่อมถูกปีกวิหคดิ่งลงฉีกกิน

    มันคือด่านที่รวมความเร็ว สัญชาตญาณ และความนิ่งไว้ในคราวเดียว

    และยิ่งคิด เขายิ่งรู้สึกว่า สนามนี้คล้ายสร้างมาเพื่อบีบเอาแก่นของ “ฝีเท้า” บางอย่างออกจากผู้ฝ่าให้ได้

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันกลับมามองเขาโดยตรงเป็นครั้งแรกในด่านนี้


    “ผู้ที่ถือแก่นแท้ฝีเท้าดาราอยู่ในกาย” นางกล่าว “ลานเขี้ยววิหคนี้อาจจะเป็นวิบัติ...หรืออาจจะเป็นโชคใหญ่”


    หนิงเยว่อิงจึงเหลือบมองอี้ซินทันที
    สายตานางหยุดที่ปลายเท้าเขาเพียงเสี้ยว
    ก่อนเลื่อนไปยังใบหน้าคมเข้มนั้นอีกครา

    อี้ซินไม่ได้ปฏิเสธ
    ไม่ได้รับคำอย่างโอหัง

    เพียงเอ่ยขึ้นสงบ ๆ


    “หากมันคิดจะขวางข้า ข้าย่อมหักมันออก”
    “หากมันคิดจะสอนข้า ข้าย่อมเรียนมันให้ถึงที่สุด”


    ถ้อยคำนี้เรียบ
    แต่หนักแน่น
    และแฝงแรงกดดันอันแน่วแน่ไม่ต่างจากคมดาบที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำอันสงบ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาไหวเล็กน้อย
    ส่วนหนิงเยว่อิงกลับสงบนิ่งขึ้นอีกเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก

    คนเช่นอี้ซิน
    ยิ่งกล่าวคำเช่นนี้ด้วยน้ำเสียงสงบมากเท่าใด
    กลับยิ่งทำให้ผู้ฟังเชื่อว่า เขาคิดเช่นนั้นจริงๆเท่านั้น

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงยกแขนเสื้อขึ้นช้า ๆ
    ปลายนิ้วขาวผ่องชี้ลงกลางลาน


    ทันใดนั้น
    ลมคมเหนือพื้นก็พลันแรงขึ้น


    ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!


    เสียงนั้นมิใช่เพียงลม
    แต่เหมือนเขี้ยวและปีกกำลังเฉือนอากาศพร้อมกันนับร้อยครั้ง

    เงาดำเหนือศีรษะพลันบินต่ำลงมาหลายส่วน
    ครานี้อี้ซินมองเห็นรูปร่างมันชัดขึ้น

    เป็นวิหคยักษ์ร่างผอมยาว
    ปีกกว้างเกือบสิบจั้ง
    จะงอยปากโค้งแหลม
    ดวงตาแดงหม่นไร้ประกายมนุษย์
    ที่น่ากลัวที่สุดคือแถวเขี้ยวเล็กคมกริบซึ่งซ้อนอยู่ด้านในปากอีกชั้น
    ทำให้มันมิใช่เพียงนกนักล่า
    แต่เป็นสัตว์ร้ายที่เกิดมาเพื่อฉีกเนื้อจริง


    หนึ่งตน
    สองตน
    สามตน...


    เงาดำเริ่มมากขึ้นทุกขณะ

    บินวนเหนือเสาเหล็กดำอย่างเงียบเชียบ
    คอยจังหวะให้ผู้ใดพลาดเพียงน้อยแล้วจึงพุ่งลงมา

    เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวคำสุดท้ายก่อนเริ่มด่าน


    “ครั้งนี้ข้าจะไม่เป็นผู้นำทาง”
    “ผู้ใดจะก้าวก่อน ย่อมต้องก้าวเดินด้วยตนเอง”


    อี้ซินพยักหน้า
    ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก

    เขาก้าวไปหยุดตรงขอบลาน
    หลับตาลงหนึ่งลมหายใจ


    ทันใดนั้น
    โลกภายนอกก็เงียบลงไปส่วนหนึ่ง
    ลมเฉือน
    เสียงปีก
    เงาวิหค
    เสาเหล็กดำ
    รอยกรงเล็บบนพื้น
    ล้วนค่อย ๆ แตกออกเป็น “เส้นทาง” ในจิตเขา

    หยกดาราในร่างอุ่นเรื่อยขึ้นอีกชั้น
    รอยเส้นของท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าที่เคยเห็นเพียงกระจัดกระจาย
    บัดนี้กลับเริ่มเชื่อมต่อกันมากขึ้น


    ก้าวเฉียง
    แทรก
    หมุน
    สับเปลี่ยนน้ำหนัก
    ลวงซ้าย
    พุ่งขวา
    ถอนกลับครึ่งส่วน
    แล้วจึงทะลวงตรง

    ราวกับลานเขี้ยววิหคเบื้องหน้า
    กำลังดึงรอยเส้นจากหยกดาราให้ชัดขึ้นด้วยตนเอง


    อี้ซินลืมตา

    นัยน์ตาของเขาในยามนี้เย็นลึกยิ่งกว่าเดิม
    แต่คมกว่าเดิมหลายส่วน

    จากนั้นเขาก็ก้าวออกไป

    ก้าวแรกลงพื้นลานดำ
    ลมคมสายหนึ่งพลันเฉือนผ่านจุดที่เขาเพิ่งยืน


    ฉัวะ!


    พื้นหินแตกเป็นรอยยาวครึ่งจั้ง

    แต่เขาไปพ้นแล้ว

    ก้าวที่สองเฉียงซ้าย
    ก้าวที่สามหมุนกลับขวา
    ก้าวที่สี่แทรกระหว่างเงาเสาเหล็กสองต้นอย่างพอดิบพอดี


    ทันใดนั้น
    วิหคเขี้ยวมารตนหนึ่งก็ดิ่งลงจากเบื้องบน

    เร็ว!
    เร็วจนหลินเซวียน หากยังยืนอยู่ตรงนี้คงได้เห็นเพียงเงาดำสายหนึ่งเท่านั้น

    แต่ในสายตาของอี้ซิน
    เงานั้นกลับมี “ช่อง” เล็ก ๆ ระหว่างจังหวะปีกสะบัด

    เขาจึงไม่ถอยหนีตรง ๆ
    หากก้าวบิดเฉียงเข้าไปครึ่งวง
    ปล่อยให้กรงเล็บของมันเฉือนผ่านชายแขนเสื้อเพียงเสี้ยว
    ลมคมปาดผ้าขาดเป็นแนว
    แต่ร่างเขากลับเลื่อนไปถึงหลังเสาเหล็กต้นถัดไปแล้ว

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาสีฟ้าวาบบาง ๆ


    “ดี” นางพึมพำเบา ๆ “เขาเริ่มเห็นจังหวะปีกแล้ว”


    หนิงเยว่อิงมองตามทุกก้าวของอี้ซินอย่างไม่กะพริบ
    นางเห็นชัดว่าเขามิได้เพียงเร็ว
    แต่กำลัง “เรียนรู้” จากลานนี้ในทุกย่างก้าวด้วย

    ผู้ใดวิ่งเอาแรงอย่างเดียว ผู้นั้นย่อมต้องถูกลานคัดออก


    แต่คนผู้นี้...ยิ่งฝ่า ยิ่งนิ่ง
    ยิ่งนิ่ง ยิ่งอ่านทางออกชัดขึ้น

    อี้ซินพุ่งต่อไปอีกเจ็ดก้าวติดกัน

    ลมเฉือนแทรกผ่านซ้ายขวา
    วิหคเขี้ยวมารดิ่งลงมาอีกสองตน
    แต่เขากลับแทรกผ่านช่องปีก ช่องกรงเล็บ และช่องเสาเหล็กได้อย่างเฉียดฉิว

    มิใช่ไร้รอยบาด
    ชายเสื้อเขาขาดไปอีกสองแนว
    สันแขนซ้ายมีรอยเลือดตื้นหนึ่งเส้น
    แต่กับด่านเช่นนี้ รอยเพียงเท่านี้ย่อมเรียกได้ว่า “สมบูรณ์แบบ” แล้ว

    ครั้นเขาพ้นเขตเสาเหล็กวงแรก
    ลมในลานก็พลันเปลี่ยน

    จากลมเฉือนสายเดี่ยว
    กลายเป็นพายุหมุนสั้น ๆ สามวงซ้อนกัน
    พัดตัดกันเองตรงกลางลานราวมีมือมองไม่เห็นกำลังบิดอากาศเป็นชั้น ๆ

    อี้ซินหยุดเพียงเสี้ยวลมหายใจเดียว

    หยุดหนึ่งคราในด่านนี้ย่อมอันตราย
    แต่หากพุ่งเข้าโดยไม่อ่านลมให้ขาด ย่อมอันตรายยิ่งกว่า

    หยกดาราในชีพจรจึงอุ่นวาบ
    รอยเส้นท่าเท้าในจิตขยับซ้อนกันอีกชั้น

    ก้าวซ้ายหลอก
    หมุนขวาหลบ
    แทรกกลางช่องพายุ
    สับเปลี่ยนน้ำหนักลงปลายเท้าแทนส้น

    อี้ซินพลันยกเท้าขึ้นอีกครั้ง

    ร่างทั้งร่างวูบออกไป
    ไม่ได้วิ่งทะลวงตรง
    หากกรีดเป็นเส้นโค้งสั้น ๆ ผ่านช่องที่พายุสามวงซ้อนกันเพิ่งแยกออกจากกันพอดี


    ฟู่ม!


    ลมคมจากทั้งสามทิศเฉือนปะทะกันด้านหลังเขา
    เสาเหล็กดำต้นหนึ่งถูกตัดขาดครึ่งลำแล้วล้มครืนลงทันที

    หนิงเยว่อิงเห็นแล้ว
    แววตาเย็นลึกพลันไหวขึ้นชัด

    ไม่ใช่เพราะเขาเร็วกว่าเดิมเพียงอย่างเดียว
    แต่เพราะ “ฝีเท้า” ของเขาเริ่มแสดงรูปเค้าจริงออกมาแล้ว

    ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าในตอนแรกที่นางเห็น
    ยังเป็นเพียงท่าร่างอันกระจัดกระจาย
    แต่ตอนนี้...มันเริ่มต่อกันเป็นกระบวนท่าแล้ว

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันมามองหนิงเยว่อิง
    ก่อนเอ่ยแผ่วเบา


    “ถึงคราเจ้า”


    หนิงเยว่อิงไม่ตอบ
    เพียงก้าวไปยืนตรงขอบลานอีกด้านหนึ่ง
    ลมคมพัดผ่านเรือนกายนาง
    ชายเสื้อสีเงินขาวปลิวอ่อน
    แต่ท่าทางกลับยังสงบดังเดิม

    อี้ซินซึ่งอยู่กลางลานเหลือบมองนางเพียงเสี้ยว
    จากนั้นจึงกล่าวเสียงต่ำแต่ชัดเจน


    “อย่าปล่อยให้ลมบังคับเจ้า”
    “จงบังคับจังหวะของเจ้าให้ลมต้องหลบเอง”


    หนิงเยว่อิงดวงตาไหวบาง ๆ

    คำพูดนี้หาใช่การสอนหยาบ ๆ ไม่
    แต่เป็นการบอกแกนที่ลึกของฝีเท้าในด่านนี้อย่างแท้จริง

    นางพยักหน้าเพียงน้อย
    ก่อนจะก้าวออกไป

    ยามหนิงเยว่อิงเคลื่อนไหว
    ภาพตรงหน้ากลับต่างจากอี้ซินอย่างสิ้นเชิง

    หากอี้ซินดุดัน แน่น และแทรกผ่านอันตรายด้วยการอ่านจังหวะอย่างคมกริบ
    หนิงเยว่อิงกลับเหมือนหิมะบางสายที่เลื่อนไปตามลมหนาวอย่างสงบ

    ก้าวของนางไม่เร็วจัดแต่แรก
    ทว่าเบา นิ่ง และเปลี่ยนทิศได้ลื่นไหลดุจสายน้ำแข็ง
    วิหคเขี้ยวมารตนแรกดิ่งลง
    นางเพียงหมุนเอวครึ่งส่วน
    ปลายกรงเล็บของมันจึงเฉือนผ่านชายผมนางไปไม่ถึงคืบ

    วิหคตนที่สองพุ่งตัดซ้าย
    นางก้าวทับเงาเสาเหล็กเพียงก้าวเดียว
    ร่างทั้งร่างก็เลื่อนออกจากแนวเฉือนราวภาพลวงตา

    อี้ซินมองอยู่กลางลาน
    ในใจรับรู้ทันทีว่า
    หนิงเยว่อิงมิได้มี “ฝีเท้าแนวดารา” เช่นเขา
    แต่ฝีเท้าของนางกลับเย็น ลื่นไหล และกดจังหวะศัตรูได้อย่างประหลาด
    คล้ายสายน้ำแข็งที่มิใช่พุ่งชนทวนลม
    หากเปลี่ยนทิศมันไปอย่างเงียบเชียบ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนเอ่ยกับตนเองเบา ๆ


    “หนึ่งรุก หนึ่งแปร”
    “ช่างน่าสนใจ...”


    หนิงเยว่อิงก้าวพ้นวงเสาเหล็กแรก
    เข้าสู่เขตพายุหมุนซ้อนเช่นเดียวกับอี้ซินเมื่อครู่

    ลมเขี้ยวสามวงพัดตัดกัน
    หมอกดำถูกฉีกเป็นริ้ว
    พื้นที่เบื้องหน้าแลดูไร้ช่องให้ฝ่า

    นางหยุดลงเพียงชั่วลมหายใจเดียว

    ปลายผมดำถูกลมเฉือนขาดไปสองสามเส้น
    ชายแขนเสื้อสั่นแผ่ว

    จากนั้นดวงตาเย็นลึกของนางพลันนิ่งราวแผ่นน้ำแข็งไร้คลื่น
    ลมปราณเย็นบริสุทธิ์ในกายหมุนแผ่ว
    มิได้ปล่อยออกมากดลาน
    แต่ทำให้จิตนางนิ่งจนเห็นการหมุนของพายุทั้งสามชัดยิ่งขึ้น

    แล้วนางก็ก้าว

    ก้าวเดียว
    แต่กลับพอดีกับจังหวะที่พายุวงกลางลดกำลังลงเสี้ยวหนึ่ง
    นางแทรกผ่านกลางสามวงอย่างงดงามราวหิมะสายหนึ่งลอยพ้นเขี้ยวพายุไปโดยมิถูกแตะต้อง

    อี้ซินเหลือบมองพอดี
    ดวงตาของเขาจึงคมลึกขึ้นเล็กน้อย

    ฝีเท้าของนาง...เยี่ยมจริง

    ไม่ดุเดือด
    ไม่หวือหวา
    แต่มั่นคง เย็น และเฉียบยิ่ง

    เมื่อทั้งสองพ้นเขตกลางลานได้แล้ว
    เงาดำเหนือศีรษะก็กลับเงียบลงหลายส่วน
    ราวกับด่านนี้เริ่มยอมรับว่าทั้งคู่มิใช่เหยื่อของมันอีกต่อไป

    เหลือเพียงช่วงสุดท้ายของลาน
    ตรงนั้นไม่มีเสาเหล็กหนาแน่น
    ไม่มีพายุหมุนซ้อน
    แต่พื้นหินทั้งแถบกลับเต็มไปด้วยรอยกรงเล็บถี่ยุบยิบจนดูเหมือนแผ่นดินเคยถูกฉีกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวขึ้นจากริมลานอีกฝั่ง


    “ระวัง”
    “ช่วงสุดท้ายคือ ‘เขี้ยวไร้รูป’”
    “ต่อให้มองไม่เห็น ก็อย่าคิดว่ามันไม่มี”


    สิ้นเสียงนาง
    อากาศเบื้องหน้าของอี้ซินกับหนิงเยว่อิงก็พลันบิดวูบ

    ไร้ลม
    ไร้เงา
    ไร้เสียงเตือน

    แต่พื้นหินตรงหน้าทั้งสองกลับแตกออกเป็นเส้นยาวพร้อมกันถึงเจ็ดแปดแนว
    รอยแตกนั้นเรียบคมดุจถูกฟันด้วยกรงเล็บที่มองไม่เห็นจริง

    อี้ซินดวงตาวาบ
    หยกดาราในร่างอุ่นจัดขึ้นฉับพลัน
    รอยเส้นของท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันสว่างขึ้นในจิตราวดาวนับสิบดวงเรียงกัน

    ก้าวหนึ่งหลอกซ้าย
    ก้าวหนึ่งถอยครึ่งส่วน
    ก้าวหนึ่งตัดเฉียงขวา
    ก้าวหนึ่งหมุนแทรกตรงกลางช่องว่างที่เพิ่งเกิด

    ครานี้เขามิได้เพียงหลบ
    แต่ร่างทั้งร่างกลับ “วูบ” สั้นกว่าเดิม
    เร็วกว่าก่อนหน้าอีกชั้นหนึ่ง

    ไม่ถึงกับแยกร่างเงาได้จริง
    แต่เงาหลังของเขากลับค้างอยู่เสี้ยวหนึ่ง
    จนดูราวกับมีคนสองคนเคลื่อนอยู่ในเวลาเดียวกัน

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาไหวชัดในครานี้
    หนิงเยว่อิงเองก็เห็นชัดเต็มตา

    ฝีเท้าของอี้ซิน...ยกระดับขึ้นอีกแล้ว

    มิใช่เพราะฟ้าประทานกระทันหัน
    หากเพราะลานเขี้ยววิหคกำลังบีบให้ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าที่เขาเคยถอดจากรอยสลักในหยกดารา
    เริ่มเปิดรูปเงาของขั้นแรกออกมาจริงทีละส่วน

    อี้ซินแทรกผ่านเขี้ยวไร้รูปได้สามระลอกติด
    แต่ช่วงที่สี่กลับรุนแรงกว่าเดิม


    ฉัวะ!


    คมไร้รูปเส้นหนึ่งเฉือนผ่านต้นแขนขวา
    เลือดสดพุ่งเป็นเส้นบางทันที

    หนิงเยว่อิงซึ่งอยู่ห่างเพียงสามจั้ง ดวงตาเย็นวาบ
    นางหมุนตัวหลบเขี้ยวไร้รูปสองเส้น
    ก่อนพุ่งมาประชิดด้านซ้ายของเขาอย่างรวดเร็ว


    “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”


    น้ำเสียงนางยังเย็นชาอยู่
    แต่ความเร็วในการเข้ามาหาเขานั้นเองกลับตอบทุกอย่างชัดเจนแล้ว

    อี้ซินเหลือบมองแผลเพียงครู่
    จากนั้นกล่าวเสียงหนักแน่น


    “เพียงแค่รอยเลือดบาง ๆ ยังไม่อาจสั่นคลอนข้าได้”


    คำตอบนั้นหนักแน่นและมั่นคง

    หนิงเยว่อิงได้ยินแล้ว
    มุมปากบางก็ไหวเพียงน้อยอย่างยากสังเกต


    “เช่นนั้นก็ดี”


    นางกล่าว


    “เพราะข้ายังไม่คิดแบกเจ้าข้ามลานนี้”


    อี้ซินเลิกคิ้วน้อย ๆ
    แววตาคมเย็นกลับมีประกายขบขันวาบเสี้ยวเดียวแล้วดับไป


    “หากถึงครานั้นจริง”


    เขาตอบเรียบ


    “ข้าย่อมไม่ปล่อยให้เจ้าต้องเหนื่อยเพราะข้าแน่”


    ถ้อยคำนั้นแผ่วเบานัก
    แต่กลับทำให้หนิงเยว่อิงชะงักไปเสี้ยวลมหายใจ
    ก่อนจิตใจของนางจะกลับมานิ่งดังเดิมในทันที

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาซึ่งมองอยู่ไกล ๆ ไม่เอ่ยอันใด
    แต่ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นกลับลุ่มลึกขึ้นอย่างประหลาด


    คนทั้งสองผู้นี้...
    ยิ่งร่วมฝ่าด่าน ยิ่งเริ่มเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดมากขึ้นทุกขณะ

    เขี้ยวไร้รูปยังคงฟาดลงต่อเนื่อง
    แต่ครานี้อี้ซินกับหนิงเยว่อิงมิได้หลบแยกกันอีก

    หนึ่งรุก
    หนึ่งแปร
    หนึ่งอ่านจังหวะปีกและช่องลม
    หนึ่งอ่านแรงเฉือนและแนวเบี่ยงของคมไร้รูป

    ราวกับน้ำกับดาว
    เย็นกับคมกล้า
    ต่างกันสุดขั้ว
    แต่กลับประสานกันได้อย่างน่าประหลาด

    อี้ซินพุ่งนำครึ่งก้าว
    หนิงเยว่อิงเลื่อนตามด้านข้าง
    เมื่อเขี้ยวไร้รูปตัดจากซ้าย
    อี้ซินดึงจังหวะให้มันเฉือนสูงขึ้น
    หนิงเยว่อิงจึงแทรกผ่านช่องต่ำอย่างสงบ
    เมื่อกรงเล็บลมพุ่งจากขวา
    หนิงเยว่อิงหมุนเบี่ยงให้มุมลมผิดเพี้ยนไปเสี้ยวหนึ่ง
    อี้ซินจึงทะลวงตรงกลางได้พอดี

    เพียงไม่กี่ลมหายใจ
    ทั้งสองก็พ้นลานเขี้ยววิหคมาถึงอีกฝั่งพร้อมกัน

    ทันทีที่เท้าทั้งคู่แตะพื้นหินนอกลาน
    เงาดำเหนือศีรษะทั้งหมดก็พลันบินสูงขึ้น
    ลมคมดับวูบ
    พายุหมุนสลาย
    เขี้ยวไร้รูปหายไปพร้อมกัน

    ลานทั้งผืนกลับคืนสู่ความเงียบดังเดิม
    ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาก้าวมาหยุดตรงหน้าทั้งสอง
    สายลมอ่อนพัดให้ผมขาวเงินยาวของนางไหวผ่านบ่า
    ใบหน้างามบริสุทธิ์ใต้แสงครามอ่อนยิ่งทำให้ดูเหนือโลกยิ่งขึ้น


    “ด่านที่สาม”


    นางกล่าวเบา ๆ


    “พวกเจ้าผ่านแล้ว”


    อี้ซินค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ
    โลหิตที่ต้นแขนขวายังซึมอยู่
    แต่แผลมิได้ลึกนัก
    ลมปราณมหาเทพดาราในร่างเริ่มหมุนประคองตัวมันเองแล้ว

    หนิงเยว่อิงยกสายตามองแผลนั้น
    จากนั้นหยิบผ้าแพรบางสีเงินออกมาพันรอบต้นแขนเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ถาม

    นิ้วเรียวเย็นของนางแตะผ่านผิวหนังเขาเพียงชั่วครู่
    ทว่าความเย็นอ่อนนั้นกลับทำให้โลหิตที่กำลังร้อนจากศึกสงบลงอย่างประหลาด

    อี้ซินมองนาง
    ดวงตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนกล่าวแผ่วเบา


    “ขอบใจ”


    หนิงเยว่อิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาทันที
    เพียงตอบเสียงเบาเย็นดังเดิม


    “ข้ายังไม่อยากให้ผู้ร่วมทางของข้าสิ้นท่ากลางด่านที่สามเพียงเท่านั้น”


    คำพูดนั้นฟังเหมือนจะเย็นชาไร้ไมตรี
    แต่ปลายเสียงกลับแผ่วนุ่มกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย
    และคนเช่นอี้ซินย่อมฟังออก

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพนั้นเงียบ ๆ
    แววตาสีฟ้าอ่อนลึกของนางคล้ายมีคลื่นบางอย่างผ่านไป
    แล้วจึงหันไปยังส่วนลึกเบื้องหน้าอีกครา

    ด้านหน้าของลานเขี้ยววิหค
    มีประตูหินสีครามเข้มตั้งอยู่ใต้เงายอดผา
    เหนือประตูนั้นสลักเป็นรูป “เกล็ด” นับพันแผ่นเรียงซ้อนกัน
    กลางบานประตูมีรอยมือขนาดพอเหมาะสองรอย


    หนึ่งอยู่ต่ำ
    หนึ่งอยู่สูง


    ราวกับออกแบบมาให้คนสองคนแตะพร้อมกัน

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวขึ้นช้า ๆ


    “ด่านที่สี่...ต้องผ่านด้วยกันสองคน”


    หนิงเยว่อิงเงยหน้าขึ้นทันที
    อี้ซินเองก็ดวงตาวูบ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหันมามองทั้งคู่
    ก่อนกล่าวอย่างสงบ


    “คนหนึ่งมิอาจเปิดประตูเกล็ดมารนี้ได้”
    “มันต้องใช้สองจังหวะชีพจร

    สองเส้นทางปราณ
    และสองจิตที่ต่างกันพอจะค้ำกันได้”


    ลมเย็นพัดผ่านลานอีกครั้ง
    ผ้าแพรสีเงินที่พันอยู่บนต้นแขนอี้ซินไหวเบา ๆ
    หนิงเยว่อิงค่อยปล่อยมือจากแผลเขาแล้วถอยออกครึ่งก้าว

    ทว่าทั้งคู่ต่างรู้ในทันทีแล้วว่า
    ด่านต่อไป...
    จะมิใช่เพียงการฝ่าด่านของคนคนหนึ่งอีกต่อไป