เซียนเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 36 มรสุมร้ายย่างกาย

    บทที่36มรสุมร้ายย่างกาย

           ณ จุดกึ่งกลางใต้หุบผา มีบ่อน้ำรูปวงกลมขนาดเล็กบ่อหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดรับน้ำที่ไหลทะลักมาจากน้ำตกทั้งหมดบ่อน้ำนี้ดูไปแล้วไม่มีความพิเศษหรือแปลกพิศดารอันใด แต่ที่ทำให้หลงเหอนึกสงสัยใคร่รู้เป็นเพราะมวลน้ำมหาศาลที่ไหลเชี่ยวกรากมาที่นี่ไหลมาบรรจบที่บ่อนี้กลับมิอาจทำให้น้ำในบ่อกระเพื่อมได้แม้แต่น้อย แม้แต่ผิวน้ำในบ่อยังไม่เกิดการสั่นไหวทั้งน้ำก็มิเคยเพิ่มพูนหรือลดลงแต่อย่างใด เมื่อเกิดความสงสัยหลงเหอจึงต้องคอยวนเวียนมาสังเกตการณ์ที่บ่อน้ำแห่งนี้อยู่บ่อยครั้งจนวันนี้เวลาก็ล่วงเลยสู่วันที่เจ็ดแล้ว เสียงตูมดังขึ้นเมื่อชายหนุ่มตัดสินใจกระโจนลงยังกลางบ่อน้ำจากนั้นชายหนุ่มก็ดำว่ายลงยังส่วนลึกของบ่อแห่งนี้ แต่ทว่าบ่อแห่งนี้คล้ายไม่มีจุดสิ้นสุดเพราะยิ่งหลงเหอดำว่ายลึกลงไปไกลเท่าไร ก้นของบ่อก็เหมือนยืดขยายออกไปลึกมากเท่านั้นหลงเหอนับตั้งแต่ที่มันได้รับอักขระศาสตร์จากเฟยหลง ร่างกายก็เริ่มมีความพิเศษมากยิ่งขึ้นมีกำลังกายและความแข็งแกร่งขึ้นราวปาฏิหาริย์ เช่นนั้นการดำน้ำเป็นเวลานานๆ ในครั้งนี้จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับมันแต่ทว่าคนดำว่ายจนเหนื่อยล้าก็ไม่สามารถไปถึงจุดสิ้นสุดได้ เช่นนั้นคนจึงตัดสินใจพุ่งตัวว่ายขึ้นมาแต่น่าแปลกมันดำว่ายลงไปด้านล่างเสียเนิ่นนาน แต่พอปล่อยตัวขึ้นเพียงชั่วอึดใจร่างของมันกลับโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำแล้วหลงเหอยื่นมือเกาะขอบบ่อก่อนดีดร่างขึ้นมาจากในน้ำ คนก็หันกลับไปยืนจ้องมองบ่อน้ำเบื้องหน้าอยู่เนิ่นนานในห้วงมโนจิตพลันมีเสียงเพรียกหาและเสียงอันแปลกประหลาดจู่โจมถ่ายทอดเข้ามาไม่หยุดยั้งซักพักที่ด้านหลังจึงมีเสียงเด็กชายผู้หนึ่งกล่าวขึ้น ปลุกให้คนตื่นจากภวังค์ดังกล่าว

           “พี่ใหญ่ ท่านนึกสนุกอันใดถึงเอาแต่ยืนจ้องบ่อน้ำแห่งนี้ หลีกทางให้แกะของข้าเข้าไปดื่มน้ำเถอะ”

           หลงเหอเหงื่อไหลพราก มันยกมือขึ้นปาดเหงื่อและน้ำบนใบหน้า ก่อนหันกลับมากล่าว

           “เป็นเจ้าเองหรือเซี่ยวเอ๋อ”

           “ท่านรู้จักชื่อข้า?”

           “บิดาเจ้าบอก”

           ฝูงแกะนับสิบเข้ามามุงกินน้ำที่บ่อดังกล่าว หลงเหอก็ทอดสายตาจ้องมองฝูงแกะเหล่านั้นแต่แล้วความพิศดารก็ปรากฏสู่สายตาของมัน เมื่อแกะที่ดื่มน้ำอยู่ในบ่อกลับมีขนาดร่างกายใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมอย่างทันตาหลงเหอครุ่นคิด

           “บ่อน้ำแห่งนี้ต้องมีปริศนาอันใดซ่อนอยู่เป็นแน่”

           “พี่ชายท่านมาจากโลกภายนอกหรือ”

           “โลกภายนอก?”

           “โลกที่ไม่เพียงแต่อยู่ภายใต้กำแพงภูผาเช่นนี้มันสวยงามหรือไม่”

           หลงเหอเมื่อเข้าใจในความหมายของเซี่ยวเอ๋อ คนจึงกล่าวตอบ “สวยงามยิ่ง บนนั้นมีทั้งขุนเขาน้อยใหญ่ มีทั้งแม่น้ำ ทะเลสาบที่ไกลสุดลูกหูลูกตามีโบราณสถาน และบ้านเรือนมากมายนับไม่ถ้วน ผู้คนก็แออัดคับคั่ง ทั้งยังมีอาหารหลากหลายชนิดให้ได้เลือกกินอีกนะ”

           เด็กชายใบหน้าเหม่อลอย ประกายตาวิบวับคล้ายดั่งกำลังจินตนาการถึงโลกภายนอกที่ตนมิเคยสัมผัสก่อนกล่าว

           “ข้าเคยให้บิดาเล่าให้ฟังตั้งหลายหน แต่ข้าก็คิดว่านั่นเป็นเพียงนิทานหลอกเด็กแต่วันนี้พอข้าได้ยินจากปากของคนที่มาจากโลกภายนอก ทำให้ข้าปราถนาที่จะออกไปเห็นโลกแห่งนั้นยิ่ง”

           หลงเหอเห็นประกายความหวังในดวงตาของเด็กชาย คนก็กล่าวขึ้น

           “ข้าสัญญา สักวันข้าจะช่วยให้เจ้าได้ออกไปเห็นโลกภายนอก”

           “ท่านพูดจริงหรือ ท่านสัญญาแล้วนะ เย้ๆๆๆ”

           เด็กชายกระโดดโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจ และด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยมก่อนคว้าขลุ่ยไม้ไผ่ที่ปักไว้บนเอวออกมาเป่าบรรเลงท่วงทำนองแห่งความสุขสันต์ หลงเหอมองตามเงาร่างของเด็กหนุ่มไปภายในใจกลับบังเกิดความฮึกเหิมประการหนึ่งอย่างแรงกล้า ก่อนคนจะกล่าวพึมพรำออกมาอย่างแผ่วเบา

           “ข้าจะต้องเป็นผู้ฝึกญาณอันเก่งกาจให้ได้ อย่างน้อยก็สามารถส่งเสริมให้เด็กผู้นี้ได้สมมาตรปราถนา”

            ด้วยความคิดที่ต้องการช่วยเหลือเด็กชายผู้นี้ ก่อเกิดเป็นจิตปณิธาณอันแรงกล้าส่งให้ไปกระตุ้นอักขระศาสตร์ที่อยู่บนหน้าอกของมันจนปรากฏเป็นแสงสีทองเรืองรองสว่างวาบออกมา และเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น บ่อน้ำที่เคยนิ่งสงบตลอดมาพลันบังเกิดการกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง สายลมที่เคยพัดเอื่อยรอบบริเวณก็หยุดนิ่งคล้ายเป็นที่อับอากาศบรรยากาศโดยรอบบ่อน้ำก็ทวีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น มากจนแทบทำให้หลงเหอต้องทรุดเข่าลงไปนั่งกับพื้น

            ต่อมาที่ใจกลางบ่อน้ำพลันปรากฏแสงสีฟ้าครามเรืองรองเกิดขึ้น แสงสีฟ้าครามนี้หมุนวนอย่างรุนแรงเกิดเป็นพลังดึงดูดสายหนึ่งโดยเป็นพลังดึงดูดระหว่างแสงสีฟ้าครามจากในบ่อน้ำกับแสงสีทองเรืองรองจากอักขระศาสตร์บนร่างของหลงเหอเมื่อเหตุการณ์มิคาดหมายเกิดขึ้นเช่นนี้ทำให้หลงเหอไม่ทันตั้งตัว จึงถูกพลังดึงดูดกระชากลงสู่บ่อน้ำไปคนหายลับไม่เห็นแม้แต่เงาร่าง และบ่อน้ำก็กลับมาอยู่ในสภาพที่นิ่งสงบคล้ายไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นดังเดิม

            ………

            ………

           หลงเหอยืนอยู่จุดสูงสุดของหุบผา คนทอดสายตามองไปยังหุบผาทรงกระบอกอันกว้างใหญ่ก่อนก้าวเดินอย่างช้าๆ ไปยังร่องแตกแห่งหนึ่งบนหน้าผาสูงชัน จากนั้นคนก็ยกแขนขวาขึ้นตั้งตรงเหนือศีรษะพลังธรรมชาติรอบกายจากที่เคยหยุดนิ่งพลันปั่นป่วนหวือหวา สภาพบรรยากาศโดยรอบปานถูกพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำที่แขนขวาปรากฏคลื่นพลังสีทองเรืองรองห่อหุ้ม ก่อนคนตวัดแขนฟาดฟันลงมาในฉับพลัน ตูมมมมมม!!!เสียงกึกก้องสะท้อนสะท้านไปทั่วหุบผาทรงกระบอก ร่องแตกที่หน้าผาถูกพลังสายนี้ฟาดฟันลงทำให้เกิดรอยผ่าขนาดใหญ่แยกหน้าผาออกจากกันเป็นล่องลึกพลังอันรุนแรงสายนี้กลับยังมิหยุดยั้งสภาวะ มันค่อยๆ แผ่ขยายออกไปในแนวดิ่งผ่าแยกหน้าผาเป็นร่องลึกทอดยาวลงไปเรื่อยๆจนถึงหุบผาเบื้องล่าง เนิ่นนานพลังสายนี้ก็ยังไม่หยุดลง มันยังผ่าแยกพื้นดินใต้หุบผาทอดยาวไปจนถึงจุดกึ่งกลางแล้วค่อยสงบลงในที่สุด  ที่ต้นทางของรอยแยกนี้ก็ไปบรรจบกับธารน้ำตกแห่งหนึ่งบนขุนเขาที่สูงเสียดฟ้าทำให้มวลน้ำไหลทะลักมาตามรอยแยกจนเกิดเป็นน้ำตกที่หุบผาทรงกระบอกแห่งนี้ เช่นนั้นหลงเหอจึงกระโดดเหินร่างลงสู่จุดกึ่งกลางใต้หุบผาก่อนส่งคลื่นพลังรูปทรงกลมลงไปอย่างรวดเร็ว บังเกิดเสียงตูมสนั่นที่เบื้องล่างคราหนึ่ง…………….

            เฮือกก หลงเหอสะท้านตื่นขึ้นจากการหลับไหล เมื่อครู่มันกลับฝันถึงเรื่องราวอันแปลกพิศดารซึ่งมีตนเองเป็นตัวเอกในฝันนั้นคล้ายจริง คล้ายไม่จริง แต่หากครุ่นคิดอีกทีก็คงเป็นเพราะตนคิดมากในเรื่องเหล่านี้ไปเองจนเก็บเอาไปฝันเป็นเรื่องเป็นราว ขณะที่กำลังครุ่นคิดเรื่องความฝัน คนกลับนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ว่าตนนั้นก่อนหลับไปได้ตกลงยังบ่อน้ำพิศดารกลางหุบผา เช่นนี้หลงเหอจึงรีบตวัดสายตามองโดยรอบอย่างรวดเร็วพบว่าตำแหน่งที่ตนอยู่กลับเป็นแอ่งใต้น้ำแห่งหนึ่ง แอ่งนี้เป็นรูปครึ่งวงกลมอย่างสม่ำเสมอตรงขอบแอ่งทั้งสี่ทิศมีล่องยาวทอดไปตัดกันที่จุดกึ่งกลางแอ่ง หากมองจากมุมที่มันยืนอยู่คล้ายรูปกากบาทรูปหนึ่งที่ล่องรูปกากบาทนี้มีคลื่นพลังสีฟ้าครามบริสุทธิ์ถ่ายทอดเป็นทางยาวไปรวมอยู่จุดตัดกึ่งกลางพลังสีฟ้าครามนี้คล้ายถูกดึงดูดจากน้ำที่นิ่งสงบด้านบนนั่นเอง

           พลังธรรมชาติสีฟ้าครามอันบริสุทธิ์ที่ถูกดึงมาจากสายน้ำทั้งสี่ทิศได้ถูกส่งไปยังจุดตัดกึ่งกลาง ซึ่งหลงเหอหลังจากที่หายงุนงงจากการได้มาปรากฏตัวยังจุดก้นบ่อแห่งนี้คนก็ได้เดินตรงไปยังกลางแอ่งใต้บ่อน้ำ เมื่อมันไปถึงทั้งยังเห็นสิ่งที่อยู่ยังจุดกึ่งกลางและสิ่งที่รับพลังธรรมชาติจากสายน้ำทั้งหมดนี้คนก็อดอุทานขึ้นมามิได้

           “นี่มันอะไรกัน”

     

           รถม้าเทียมเกวียนที่บรรทุกคนสี่คนจากเขตขุนเขาแถวชายแดนแคว้นเหยียนบัดนี้ก็ได้มุ่งมาถึงเมืองหลวงของแคว้นได้อย่างปลอดภัยแล้ว เมื่อรถม้าบรรลุถึงประตูเมืองทหารจำนวนสี่นายที่สวมชุดเกราะเงินวาวยืนคุมประตูเมืองอยู่ ต่างออกมาสกัดกั้นเพื่อตรวจสอบผู้มาอย่างรวดเร็วทว่าเมื่อพวกมันเห็นใบหน้าผู้กุมบังเหียนบังคับม้าอย่างชัดตา ต่างทราบโดยทันทีว่าบุคคลที่อยู่ในเทียมเกวียนเป็นผู้ใดเช่นนั้นพวกมันจึงพากันเบี่ยงกายหลบและคุกเข่าลงโดยพร้อมเพรียง

           รถม้าแล่นผ่านประตูเมืองมุ่งสู่วังหลวง ที่เบื้องหน้ากลับปรากฏเหล่าทหารที่สวมชุดเกราะสีเงินวาวควบม้าออกมายืนตั้งแถวตะหง่านต้อนรับเป็นทางยาวรถม้าวิ่งผ่านกำแพงทหารเหล่านี้จนมาถึงหน้าพระราชวังก็ได้หยุดยั้งลง ภายในเทียมเกวียนเกิดความเคลื่อนไหวเมื่อสตรีนางหนึ่งก้าวลงมาอย่างช้าๆ ด้วยท่วงท่าที่สูงส่งสง่างามก่อนเดินตรงเข้าไปหาบุรุษวัยประมาณสี่สิบเศษที่ผมเพล้ากลับมีสีเทาแซมปละปราย ทั้งยังดูซูบผอมไม่มีสง่าราศรีผู้หนึ่ง แต่ทว่าคนเบื้องหน้านี้กลับเป็นถึงองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหยียนนั่นเอง

           “คำนับเสด็จพ่อ”

           “เจ้าสบายดีหรือ”

           “อันความสุขทางร่างกายลูกย่อมมีมากล้น แต่ความกังวลทางจิตใจยากจะทำให้ประสบสุขได้”

           “บิดาเข้าใจในความคับแค้นของเจ้า แต่ไม่มีบิดาคนใดที่ต้องทนเห็นบุตรประสบอันตรายได้หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ และกลับไปใช้ชีวิตยังเมืองชายแดนอย่างสงบสุข”

           “หากให้ลูกละทิ้งบิดา เช่นนี้นับเป็นว่าเป็นคนอันประเสริฐอย่างไรได้ลูกจะไม่หนีอีกแล้ว ลูกจะคอยอยู่เคียงข้างท่าน”

           “เฮ้อออ เจ้าช่างดื้อรั้นนัก”

     

            เฟยหลงลืมตาตื่นขึ้นหลังจากที่คนได้หลับไปนานถึงเจ็ดวันเต็ม ตลอดรายทางทางมันมิทราบว่าได้ถูกคนกลุ่มหนึ่งช่วยชีวิตเอาไว้ทำให้เมื่อสิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือเตียงนอนอันวิจิตตระการตา และห้องที่กว้างใหญ่ประดับประดาไปด้วยแร่ทองและหยกชั้นดีมากมายคนก็อดแปลกใจขึ้นมามิได้ ก่อนที่จะดีดร่างลุกขึ้นพรวดคนเหลียวซ้ายแลขวาอย่างรวดเร็วทันใดที่ด้านหลังพลันมีเสียงของสตรีที่ไพเราะอ่อนหวานดังขึ้น

            “มิต้องตกใจ เป็นข้าที่นำท่านมายังที่นี่”

            เฟยหลงหันหน้ากลับไปมองยังต้นเสียง ทำให้ได้เห็นผู้มาอย่างชัดตาคนจึงอุทานขึ้น

            “แม่นาง เหยียนจินอวี้”

            ที่แท้สตรีนางนี้ก็คือเหยียนจินอวี้ บุคคลที่มันเคยช่วยเหลือแต่ครั้งที่อยู่ในเหลาสุราเมืองชายแดนนั่นเองเป็นเหยียนจินอวี้ที่กล่าวขึ้น

            “บังเอิญข้าผ่านทางไป และพบท่านนอนบาดเจ็บสาหัสอยู่ จึงได้ถือวิสาสะนำตัวท่านมายังที่นี่เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ”

            เฟยหลงประสานมือขึ้น “เป็นพระคุณมากแล้ว”

            เหยียนจินอวี้แย้มยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าว “ถือเป็นการตอบแทน ที่ท่านเคยช่วยเหลือข้า”

            “แม่นางจินอวี้ เช่นนั้นที่นี่คือที่ใดในแคว้นเยียนหรือ”

             “เมืองหลวง”

             “เมืองหลวง?”

            “มิผิด… ว่าแต่ท่านรู้สึกหิวหรือไม่ เดี๋ยวข้าจะนำอาหารเข้ามาให้”

            เฟยหลงยังมีท่าที่ครุ่นคิดก่อนถามขึ้น “ข้าหมดสติไปแล้วกี่วัน”

            “หากนับรวมวันนี้ก็เจ็ดวัน”

            “เจ็ดวัน? แล้วเมืองหลวงอยู่ห่างไกลจากชายแดนหรื่อไม่”

            “เดินทางด้วยรถม้าใช้เวลากว่าแปดวันค่อยบรรลุถึง”

            เฟยหลงรีบกล่าววาจาขึ้น “แม่นางจินอวี้สหายข้าผู้หนึ่งยังติดอยู่ในเขตขุนเขาชายแดนแคว้นแห่งนั้น ทั้งมันยังไม่รู้จักเรื่องราวหรือสถานที่ใดๆในโลกแห่งนี้ ท่านโปรดชี้แนะเส้นทางให้แก่ข้า ข้าต้องรีบไปช่วยเหลือมัน”

           “หลงเหอนั่นหรือ ข้าจะช่วยส่งคนออกตามหาให้อีกทางหนึ่ง แต่ก่อนอื่นขอให้ท่านพักผ่อนและฟื้นฟูพลังให้เต็มที่เสียก่อนอย่างน้อยก็ให้ผ่านพ้นคืนนี้ไป ได้หรือไม่”

           “ไม่มีเวลาแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัว หากมีโอกาสได้พบพานท่าน ข้าจะขอตอบแทนบุญคุณนี้ในครั้งหน้าลาแล้ว”

           “ช้าก่อน ข้ายังไม่ได้บอ………..”

           โดยไม่ได้ฟังคำกล่าวทัดทานของเหยียนจินอวี้ เฟยหลงพลันสะกิดเท้ากระโดดลอยตัวออกจากหน้าต่างร่างกลายเป็นพล่าเลือนออกสู่อุทยานสวนหย่อมไป เหยียนจินอวี้ได้แต่ยืนนิ่งมองเงาร่างของชายผู้นั้นที่ค่อยๆเลือนหายไปพร้อมกับความมืด

     

           ณ ห้องทรงพระอักษรของกษัตริย์แห่งแคว้นเหยียน ภายในห้องถูกจุดตะเกียงจนสว่างไสวทำให้มองเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่กำลังนั่งอ่านตำราได้อย่างเด่นชัด โดยภายนอกห้องทรงอักษรมีทหารชุดเกราะยืนประจำจุดอยู่ทุกสี่ทิศแปดทางแมลงตัวเดียวที่บินผ่านเข้าไปก็มิอาจหลบรอดจากสายตาพวกมันได้ แต่ทว่าทุกสิ่งอย่างในโลกล้วนมีช่องโหว่ให้คนฉกฉวยเหล่าทหารชุดเกราะก็เช่นกัน เมื่อถึงคราการสลับเปลี่ยนเวรยาม เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียวลูกธนูที่แฝงมาด้วยพลังญาณปาฏิหาริย์อันแกร่งกร้าวสายหนึ่ง พลันพุ่งฝ่าอากาศเข้าหาบุคคลที่อยู่ภายในห้องทรงอักษรเสียงหวีดหวิวกรีดผ่านอากาศส่งให้ทหารชุดเกราะต่างต้องผงะ แต่ว่าด้วยความเร็วและระยะที่ห่างเกินไปทำให้พวกมันมิอาจเข้าขัดขวางหรือสกัดกั้นได้ลูกธนูจึงพุ่งทะลวงผนังห้องปักทะลุหน้าอกของคนที่อยู่ในห้องไป

             “มีคนร้ายลอบปลงพระชนม์”

            เสียงตะโกนก้องของเหล่าทหารชุดเกราะปลุกให้คนทั้งพระราชวังต้องแตกตื่นเสียงกลองสัญญาณระวังภัยดังระรัวขึ้นมิขาดสาย แสงคบเพลิงสว่างเจิดจ้าจากขบวนทหารชุดเกราะเริ่มทะยอยมายังจุดต้นเสียงส่งให้บุคคลชุดดำที่เป็นผู้ลอบลงมือต้องทะยานร่างหลบหนีอย่างรวดเร็ว

             “คนร้ายอยู่ตรงนั้น”

            “มันหลบหนีไปทางนู้น อย่าให้มันหลบรอดไปได้”

            “หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าคนชั่วช้า”

            

            เฟยหลงวิ่งเลียบไปตามอุทยานสวนหย่อมอันกว้างใหญ่ ขณะที่วิ่งไปชายหนุ่มก็เหลือบตามองตึกราม บ้านช่องและครุ่นคิดไปด้วยว่าเหยียนจินอวี้คงเป็นบุตรของเศรษฐีในเมืองหลวงแห่งนี้เป็นแน่เพราะบ้านเรือนของนางทั้งกว้างขวางและใหญ่โตยิ่ง ขณะครุ่นคิดคนก็วิ่งมาสุดบริเวณอุทยานสวนหย่อมแล้วมันจึงพุ่งร่างตัดผ่านพุ่มไม้เตี้ยแห่งหนึ่ง ก่อนตระเตรียมที่จะกระโดดไต่กำแพงออกไปแต่แล้วพลันมีคนชุดดำวิ่งตัดผ่านมาและชนเข้ากับมันอย่างจัง ทำให้คนทั้งสองร่วงหล่นจากอากาศเฟยหลงหันขวับไปคิดกล่าววาจา แต่คนชุดดำกลับผลักฝ่ามือซ้ายที่แฝงไว้ด้วยพลังญาณอันหยุนเยียบแกร่งกร้าวพุ่งใส่บริเวณหน้าอกของเฟยหลงเฟยหลงรู้สึกคุ้นเคยกลับพลังญาณเช่นนี้ แต่คนไม่มีเวลาคิดเนื่องจากหากช้าเพียงก้าวมันก็สามารถจบชีวิตลงใต้ฝ่ามือนี้ได้ เช่นนั้นคนจึงเบี่ยงร่างก่อนฟาดฝ่ามือขวาที่คลุมไว้ด้วยพลังญาณสีทองเจิดจรัสเข้าต้านรับฝ่ามือทั้งสองปะทะกันเกิดเสียงดังสนั่นกึกก้องส่งให้คนทั้งสองต้องกระเด็นกลับหลังไปคนละเจ็ดก้าวชายชุดดำจ้องมองเฟยหลงด้วยท่าทีนึกสงสัยก่อนคนจะพุ่งทะยานหลบหนีไป ด้านเฟยหลงหลังจากปะทะกลับคนชุดดำเมื่อครู่ฝ่ามือขวาของมันถึงกับชาด้านไปชั่วขณะ ก่อนกลับคืนสู่ปกติ มันเหลียวมองตามชายชุดดำไป ไม่นานที่ด้านหลังพลันมีเสียงลมหวือพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็วชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณทำให้รอดพ้นจากลูกธนูนับสิบได้ หลังจากลูกธนูผ่านพ้นเสียงของคนมากมายพร้อมด้วยคบเพลิงที่สว่างไสวก็ได้เข้าปิดล้อมเฟยหลงเอาไว้ จากนั้นก็มีเสียงชายผู้หนึ่งกล่าวขึ้น

            “เจ้าคนชั่วช้าสามานย์ วันนี้ไม่มีหนทางให้เจ้าได้หลบหนีแล้ว”