ดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

    บทที่ 47 ปฏิบัติการลับ

    “สองล้าน?”

            โหมวซือฉิงแทบกระโดดตกใจจนอ้าปากค้าง!

            สวี่ตงให้เงินแม่นมเจิ้งไปสองแสนหยวนซึ่งเป็นจำนวนที่เธอเรียกเพิ่มให้อีกหนึ่งแสนจนเธอเอาแต่‘รู้สึกผิด’กับสวี่ตงมาตลอด แต่พอหลงชิวเซิงบอกจะให้ราคาสองล้าน ความรู้สึก ‘ผิด’ นั่นยังจะ ‘ผิด’ ต่ออะไรอีกเล่า

            “พ่อค้าหน้าเลือด!”โหมวซือฉิงหันขวับมาจ้องสวี่ตงแล้วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโห!

            ผู้เฒ่าหลงบอกว่าสวี่ตงเป็น‘ยอดฝีมือ’เธอจึงเริ่มสับสน เช่นนั้นสวี่ตงจะมองไม่ออกได้อย่างไร เธอเอาแต่คิดว่าสวี่ตงออกปากเสนอราคานั้นเพราะอยากช่วยแม่นมเจิ้งตอนนี้เธอเพิ่งเข้าใจ สวี่ตงก็แค่ถอน ‘ขน’ ตัวเองไปหนึ่งในสิบ!

            ถึงแม้สวี่ตงเองก็ตกใจแต่ถึงอย่างไร เขาก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นของแท้ เขาแค่เดาราคาไปไม่ถึงขนาดนั้นตอนที่ได้ยินหลงชิวเซิงบอกว่าสองล้าน เขาจึงค่อนข้างประหลาดใจ

            แต่โหมวซือฉิงเรียกเขาว่า‘พ่อค้าหน้าเลือด’สวี่ตงก็ทั้งยิ้มแหยทั้งจนปัญญา ฉายา ‘พ่อค้าหน้าเลือด’คงแปะติดหลังไปแล้วเพราะเขาไม่สามารถแก้ต่างให้ตัวเองได้ทั้งสายตาชื่นชมจากหลงชิวเซิง ทั้ง ‘การแสดง’ ที่แสนโดดเด่นของสวี่ตง ทำให้โหมวซือฉิงปักใจเชื่อว่าเขาเป็น ‘ยอดฝีมือ’ ด้านการประเมินไปแล้วในเมื่อเป็นยอดฝีมือแล้วจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าถ้วยเกลือใบนี้มีมูลค่าเท่าไร

            หากจะบอกว่าเขาไม่รู้ราคาถ้วยเกลือใบนี้จริงๆโหมวซือฉิงไม่มีทางเชื่อแน่คิดไปคิดมาก็คร้านจะหาเหตุผลมาอธิบายจึงปล่อยให้เธอคิดไปตามนั้น หน้าเลือดก็หน้าเลือด!

            โหมวซือฉิงถลึงตาใส่สวี่ตงไปหนึ่งทีในใจกำลังคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรเปิดเผยออกมาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานกับหลงชิวเซิง เธอจึงทำได้แค่รอหลังจากออกมาค่อย‘ตำหนิ’ เป็นการส่วนตัว ต่อให้ได้เงินมาก็ต้องกลับไปแบ่งให้แม่นมเจิ้งครึ่งหนึ่งมิเช่นนั้นก็ ‘ใจดำ’ เกินไปจริงๆ !

            หยุดนิ่งไปชั่วครู่โหมวซือฉิงก็เอ่ยถามหลงชิวเซิงอีกว่า “ผู้เฒ่าหลงคะถ้วยนกกระทาหยดน้ำมันอะไรนั่นเอาไว้ใส่น้ำมันหรือว่าใช้น้ำมันหยดออกมาคะ”

            “ไม่เรียนไม่มีวิชา[1]เลยจริงๆ !” หลงชิวเซิงเอ็ดอย่างเอ็นดู “ยัยหนูคนนี้พูดจาไร้สาระเสียจริงเอาเถอะ ฉันจะอธิบายความเป็นมาของเครื่องเคลือบหยดน้ำมันให้ฟังเครื่องเคลือบหยดน้ำมันมีต้นกำเนิดในสมัยราชวงศ์ถัง เฟื่องฟูในสมัยราชวงศ์ซ่งโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เผาด้วยเตาเจี้ยนเหยาจะมีชื่อเสียงมากที่สุด ต่อมาเรียกกันว่า‘เตาเผาเจี้ยน’ เครื่องเคลือบดำที่เผาด้วยเตาเผาเจี้ยนมีหลากหลายชนิดที่มีชื่อเสียงที่สุดก็พวกเครื่องเคลือบขนกระต่าย เครื่องเคลือบหยดน้ำมัน เครื่องเคลือบดาวเคลื่อนดาราคล้อยเครื่องเคลือบลายผลึกน้ำแข็ง เครื่องเคลือบดอกงา เครื่องเคลือบลายกระดองเต่าแยก เครื่องเคลือบโถน้ำจิ้มเป็นต้น และเครื่องเคลือบหยดน้ำมันก็คือการเคลือบขนนกกระทานี่คือเครื่องเคลือบที่เกิดการด่างและตกผลึกตามธรรมชาติรวมถึงเครื่องเคลือบจากฝีมือจิตรกร อย่างเช่น เครื่องเคลือบดำจุดขาว เครื่องเคลือบดำลายดอกสนิมเครื่องเคลือบดำลายทองความสำเร็จของการตกแต่งเครื่องเคลือบดำอย่างมากหลายปรากฏอยู่บนเครื่องเคลือบชนิดถ้วยชา…

             “การดื่มชาและการดวลชาเป็นที่นิยมในสังคมสมัยราชวงศ์ซ่งชนชั้นสูงและบัณฑิตผู้รู้หนังสือในสมัยนั้นมีการจัดดวลกลอนดื่มชากันอย่างแพร่หลายดังนั้น เตาเผาส่วนตัวอย่างเตาเผาเจี้ยนเหยาจึงเป็นที่นิยมมาก ใน ‘บันทึกชา’ ของชาวซ่งนามว่าฉาเซียงกล่าวไว้ว่า ‘ของที่ผลิตในเจี้ยนอันมีสีดำ ลายคล้ายขนกระต่าย ส่วนฐานหนาเล็กน้อยเผาแล้วร้อนนานทำให้เย็นลงยาก มีประโยชน์มากที่สุด ที่มาจากที่อื่นอาจบางหรือเป็นสีม่วงเข้ม เทียบกันไม่ได้’ แล้วยังกล่าวอีกว่า‘หากดื่มชาต้องอุ่นถ้วยก่อน ทำให้ร้อน หากเย็น ใบชาจะไม่ลอยฐานขนกระต่ายหนา ร้อนนาน เหมาะแก่การใช้งาน’ นี่แหละคือถ้วยขนกระต่ายจากเตาเจี้ยนเหยา!

             “ดินที่ใช้ทำเครื่องเคลือบเตาเจี้ยนเหยาอุดมไปด้วยส่วนประกอบของธาตุเหล็กมีทรายอยู่ค่อนข้างมาก เนื้อดินหนา หยาบและแข็งสีของผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบแบ่งเป็นสีดำ ม่วง เทา และน้ำตาลแดงข้อดีของมันคือมีปริมาณธาตุเหล็กสูงจึงรับความร้อนได้ง่ายเนื้อดินหนาและมีรูพรุนเล็กๆ อยู่ในเนื้อดิน เอื้อต่อการเก็บรักษาความร้อนของชาเวลาแยกแยะเครื่องเคลือบเตาเจี้ยนเหยานั้นเครื่องเคลือบเตาเจี้ยนเหยาจะให้สัมผัสค่อนข้างหนัก ด้านล่างของเครื่องเคลือบส่วนใหญ่เป็นสีแดงอ่อนแดงเข้ม หรือไม่ก็สีดำเข้ม เนื่องจากเนื้อดินมีธาตุเหล็กเมื่อนำไปเพิ่มอุณหภูมิจึงเกิดการตกตะกอนและยังเป็นคุณสมบัติที่สามารถระบุเครื่องเคลือบเตาเจี้ยนเหยาได้ง่ายที่สุดด้วย!”

            หลงชิวเซิงร่ายยาวจนสวี่ตงมึนงงไปหมดฟังคำพูดของผู้เชี่ยวชาญดีกว่าท่องหนังสือสิบปี ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด ข้อมูลของผู้เฒ่าหลงไม่ใช่แค่อยากศึกษาก็สามารถเรียนได้มีแต่ผู้ที่ ‘อ่านกวีจนแตกฉาน’และผ่านประสบการณ์การประเมินมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่จะมีความลึกซึ้งเช่นนี้ได้!

            ทว่าโหมวซือฉิงกับเจ้าหน้าที่คนนั้นเหมือนฟังตำราสวรรค์ที่ไม่น่าสนใจเลยสักนิดเจ้าหน้าที่คนนั้นแอบ ‘ชำเลือง’ มองใบหน้าโหมวซือฉิงเพื่อชื่นชมความงามของเธอด้านโหมวซือฉิงยังตกใจกับราคาสองล้านอยู่ คำ ‘อธิบาย’ที่หลงชิวเซิงมอบให้เธอจึงแทบจะเป็นการสีซอให้ควายฟัง

            หลงชิวเซิงไม่ได้จงใจอวดความรู้ของตนเขาเพียงแค่พูดไปเรื่อยๆ อย่างแรกเป็นเพราะโหมวซือฉิง ‘ถาม’ อย่างที่สองคือเขาไม่ได้คิดว่าสวี่ตงเป็นคู่แข่งหรือ‘รุ่นน้อง’ ในวงการสะสมของเก่าตั้งแต่แรกเขาวางสวี่ตงเป็น ‘สหาย’ อย่างบริสุทธิ์ใจ!

            เพราะฉะนั้นแล้วคำอธิบายร่ายยาวของหลงชิวเซิงจึงมีผู้ได้ประโยชน์เพียงคนเดียวคือสวี่ตงเมื่อรวมความรู้เหล่านี้เข้ากับพลังมองเห็น ‘ออร่าสมบัติ’ ก็บอกได้แค่ว่า ‘ดั่งเสือติดปีก’!

            สวี่ตงฟังอย่างสนอกสนใจแต่จู่ๆ หลงชิวเซิงก็ไม่พูดเสียอย่างนั้น แต่หัวเราะแล้วถามสวี่ตงว่า “สวี่ตง ถ้าเธออยากเปลี่ยนมือจริงๆ ก็สองล้านเธอโอเคไหม ถ้าไม่โอเคเรามาตกลงกันใหม่”

            โหมวซือฉิงได้ยินก็ยิ่ง‘ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน’เจ้าเด็กนี่ ถ้วยเกลือใบนี้ยังไม่ใช่แค่ราคาสองล้านสินะฟังจากน้ำเสียงของหลงชิวเซิงหมายความว่ายังเพิ่มราคาได้อีก นาทีนี้เธอไม่ได้ ‘เกลียด’ สวี่ตงที่หลอกแม่นมเจิ้งแต่กำลังโกรธที่เจ้าเด็กนี่หาเงินเป็นล้านได้ง่ายๆในขณะที่แม่นมเจิ้งทำงานหนักมาทั้งชีวิตก็ยังหาได้ไม่เท่าเศษเงินของเขาด้วยซ้ำ!

            ตอนที่เล่นพนันหินโหมวซือฉิงคิดว่าสวี่ตงอาศัยดวงมากกว่าครึ่ง หรือบางทีอาจมี ‘ทักษะการดูของ’ อยู่บ้างแต่เกือบทั้งหมดก็ยังต้องพึ่งดวง และดวงที่ดีนั้นทำให้เขาได้เงินสิบล้านมาอย่างง่ายดายแถมตอนนี้ยังทำเงินได้อีกสองล้านโดยที่เหงื่อไม่กระเด็นสักหยด แบบนี้จะไม่ให้เธอ ‘โมโห’ ได้อย่างไร

            ว่ากันตามตรงเธอกับเพื่อนร่วมทีมสืบสวนอาชญากรรมเคยผ่านอันตรายมากมายเคยก้าวข้ามความยากลำบากนับไม่ถ้วน หยาดเหงื่อไหลเป็นสายน้ำเดือนนี้เพิ่งได้รับเงินเดือนแค่ไม่กี่พันแม้เธอไม่เคยคิดมากว่าได้เงินเดือนเท่าไร แต่พอเทียบกับสวี่ตง ในใจก็ยังร้องตะโกนว่า‘ไม่ยุติธรรม’

            สวี่ตงได้ยินหลงชิวเซิงพูดเช่นนั้นก็รีบส่ายหน้า“ไม่ๆๆ ผู้เฒ่าหลงครับผมไม่ได้คิดว่าราคาต่ำ ผมกำลังคิดว่าจะเอาเงินก้อนนี้กลับไปคืนให้คุณป้าที่ขายถ้วยเกลือให้ผมผมให้เธอไปแค่สองแสนเอง!”

            ได้ยินสวี่ตงพูดแบบนี้โหมวซือฉิงก็ตกตะลึงอีกครั้งพลางคิดในใจว่าเจ้าเด็กนี่ก็ไม่เลว จิตใจดีดูเหมือนเธอจะเข้าใจเขาผิดเสียแล้วถึงเจ้าเด็กนี่จะยากจนแต่ไม่ได้โลภอย่างที่เธอคิด

            หลงชิวเซิงจัดการเรื่องแบบนี้มาทั้งชีวิตจึงไม่ค่อยสนใจสิ่งที่สวี่ตงพูดเท่าไรคนจิตใจดีก็ให้คนขายมากหน่อย คนจิตใจไม่ดีจ่ายแล้วก็จบกัน สิ่งที่ผู้คนในยุคนี้ให้ความสนใจคือผู้ที่แข็งแกร่งจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นผู้ที่อ่อนแอจะยิ่งอ่อนแอลง คนที่อ่อนแอหาเงินล้วนได้น้อยนิดคนที่แข็งแกร่งหาเงินล้วนเป็นเงินก้อนโต!

            หลงชิวเซิงวางถ้วยเกลือลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวังก่อนจะพูดกับสวี่ตง “สวี่ตง เธอมาก็ดีแล้ว ลองดูเครื่องลายครามบางส่วนที่เก็บไว้ที่นี่สิดูว่าเป็นของจริงหรือปลอม”

            หลงชิวเซิงพูดพลางชี้ไปที่ชั้นวางข้างผนังทั้งสี่ด้านของห้องเก็บหลักฐานตัวชั้นวางทำจากเหล็กเชื่อม แต่ละด้านมีหลายชั้นคล้ายชั้นวางหนังสือแต่กว้างกว่าและหนากว่าเหมือนอยู่ในคุก

            สวี่ตงเห็นว่าในห้องมี‘ออร่าสมบัติ’ปรากฏขึ้นมากมายตั้งแต่เดินเข้ามาแล้วแต่ออร่าสมบัติพวกนี้ไม่ได้เข้มมากนักในแง่ออร่าสมบัติพวกมันอาจไม่ได้มีมูลค่ามากนัก

            บนชั้นวางที่อยู่ฝั่งผนังด้านทิศตะวันออกมีสิ่งของหลากสีสันตั้งอยู่บรรจุในถุงพลาสติกอย่างดีและติดฉลากกำกับไว้ ของข้างในมีบางส่วนเป็นรูปปั้นสีขาวบางอย่างเป็นรูปทรงกลมๆ เล็กๆ บางอย่างสีสันสดใส บางอย่างคล้ายน้ำตาลกรวดกลมเล็กสีหยกบริสุทธิ์

            ของเหล่านี้มี‘ออร่า’ แต่ไม่ใช่ ‘ออร่าสมบัติ’ อย่างแน่นอนตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลสวี่ตงก็เห็นทุกอย่างมี ‘ออร่า’ไปหมด ต่างกันแค่สีและความเข้มแต่ออร่าที่เปล่งออกมาจากทุกสรรพสิ่งต่างจากออร่าสมบัติของสมบัติหายากอย่างสิ้นเชิงแถมยังอ่อนจางมาก

            โหมวซือฉิงเห็นว่าสวี่ตงไม่ไปดูเครื่องเคลือบสักทีเอาแต่มองไปทางสิ่งของที่วางเรียงเป็นแถวจึงรีบแนะนำให้รู้จัก “นั่นคือเฮโรอีน กัญชา โคเคน และยาบ้า”

            สวี่ตงคาดเดาไว้ประมาณนั้นอยู่แล้วพอโหมวซือฉิงเอ่ยแนะนำขึ้นมาจึงยืนยันได้ในทันที พร้อมกับนึกขึ้นได้โหมวซือฉิงเป็นคนบอกเองว่าปฏิบัติการลับของสำนักงานตำรวจเมื่อคืนคือ ‘ปราบปรามยาเสพติด’ เขาพลันใจกระตุกวันนี้จู่ๆ ก็มองเห็น ‘ออร่า’ จากสิ่งของทุกอย่างและออร่าของยาเสพติดพวกนี้ก็ไม่เหมือนกันหากเขามองเห็นออร่าจากยาเสพติดก็ไม่รู้ว่าจะช่วยตำรวจตรวจค้นของพวกนี้ได้ไหม

            คิดถึงตรงนี้สวี่ตงก็ครุ่นคิดแล้วก็แอบสังเกตออร่าของยาเสพติดพวกนี้ไว้ก่อนจำทั้งสีและความเข้มไว้เผื่อได้ใช้ประโยชน์ นั่นคือการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุด!

            “เฮียฉิงสหายแปลกหน้าคนนี้เป็นเพื่อนคุณเหรอ”

            เพื่อนตำรวจของโหมวซือฉิงสังเกตเห็นว่าโหมวซือฉิงเอาแต่มุ่งความสนใจไปที่สวี่ตงตอนนั้นเอง ถึงได้สังเกตเห็นเขา หลังจากชำเลืองมองเขาอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ“เฮียฉิงนี่เพื่อนคุณเหรอ เด็กมาก ทำงานที่ไหนล่ะ”

            เห็นหน้าตาสวี่ตงยังดูเด็กแถมยังไม่คุ้นหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นจึงคิดเอาเองว่าสวี่ตงอาจจะไม่ใช่ตำรวจและเอ่ยถามโหมวซือฉิงอีกครั้ง

            เจ้าหน้าที่คนนี้อายุราวยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปีพอเห็นว่านิ้วมือซ้ายของเขามีแหวนแต่งงาน สวี่ตงก็เกิดความรู้สึกรังเกียจผู้ชายคนนี้หากยังไม่แต่งงานอย่างน้อยก็คงมีคนรักแล้วแต่สายตาของเขาไม่ละจากใบหน้าโหมวซือฉิงเลย ไม่ต้องพูดถึงความเจ้าชู้เลยสินะนี่คือข้อบกพร่องของผู้ชายแทบทุกคน แต่เขาก็เรียกโหมวซือฉิงว่า ‘เฮียฉิง’ เหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่นดูจากอายุที่มากกว่า แต่เรียกขานกันแบบนี้ทำให้คนฟังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก ‘รังเกียจ’ และ ‘ขยะแขยง’!

            โหมวซือฉิงพยักหน้าตอบเขา“ใช่ เพื่อนฉันเองและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินวัตถุโบราณที่ทางสำนักงานของเราเชิญตัวมาด้วยอย่าเห็นว่าเขาเป็นเด็กเชียว เขาเก่งมาก!”

            “เป็นเกียรติที่ได้พบ” เจ้าหน้าที่คนนั้นตอบส่งๆ ไป ก่อนจะจ้องโหมวซือฉิงอีกครั้ง “เฮียฉิง เธอคือกระดูกสันหลังของผู้กำกับหูนี่เมื่อคืนมีปฏิบัติการลับไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่เข้าร่วมล่ะ”


     


    [1] ไม่เรียนไม่มีวิชา หมายถึง ไม่เล่าเรียนอ่านเขียนจึงไม่มีความรู้

    คล้ายกับเรื่องดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน