บทที่ 38
ออกเดินทาง
ภูเขาสูงตระหง่านสถานที่แห่งนี้คือยอดเขากระบี่ มันตั้งอยู่บริเวณชายแดนของจักรวรรดิลู่ ลู่เฟิ่งเดินทางจากด้านบนลงมาด้านล่าง
อากาศรอบๆเริ่มเย็นตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าฤดูหนาวนั้นกำลังจะใกล้เข้ามาแล้ว
ภูเขาแห่งนี้ด้านบนมีถูกเรียกว่ายอดเขากระบี่ สถานที่ด้านล่างมันก็เต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่อันตรายเช่นเดียวกัน
เนื่องจากมันตั้งอยู่บริเวณชายแดนไม่เพียงแค่นั้นสถานที่แห่งนี้มันยังมีพลังบริสุทธิ์จากธรรมชาติ
เป็นที่รวมตัวของพวกสัตว์อสูร ไม่ได้มีเพียงแค่มนุษย์ที่ฝึกตนหรอกที่ชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องพลังบริสุทธิ์จากธรรมชาติ
แม้แต่สัตว์อสูรพวกมันเองก็ชื่นชอบพลังจากธรรมชาติด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่าพลังเหล่านี้มันจะทำให้พวกสัตว์อสูรนั้นสามารถพัฒนาความสามารถของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าสัตว์อสูรเองก็มีขอบเขตฝึกฝนที่ไม่ต่างจากมนุษย์ เพราะแบบนั้นพวกมันจึงต้องการพลังจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์เพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งภายในร่างกาย
เพราะแบบนั้นเมื่อเดินทางลงมาด้านล่างมันจึงเต็มไปด้วยสัตว์อสูรมากมาย บริเวณแถบนี้กล่าวได้ว่าเป็นถิ่นฐานของพวกสัตว์อสูรก็ไม่ผิด
ลู่เฟิ่งเดินทางลงมาถึงดวงตากวาดไปมองบริเวณรอบๆ ป่าแห่งนี้มันเงียบสงัดกว่าที่คิด
“ ยังไม่พบเจออสูรเลยสักตัว ”
“ แต่จากที่จำได้ล่าสุดแน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้ยังคงมีสัตว์อสูรอยู่มากมาย ”
“ การที่พวกมันไม่เข้าใกล้ภายในบริเวณนี้ก็แสดงว่าพวกมันสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของท่านอาจารย์สินะ ”
เดิมทีแล้วภายในสถานที่แห่งนี้มันเต็มไปด้วยพวกสัตว์อสูร แต่ในตอนนี้เมื่อก้าวลงมาถึงด้าน
กับไม่พบเห็นพวกสัตว์อสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว มันผิดแต่จากธรรมชาติของภูเขาแห่งนี้ ซึ่งข้อสันนิษฐานก็มีเพียงแค่อย่างเดียว นั่นก็คือพวกสัตว์อสูรสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของท่านอาจารย์ของเขา
หนึ่งในราชันย์กระบี่ทั้ง 10 ของใต้หล้า เขตผมเพราะของเขาอยู่ในระดับสูง ด้วยความกว้างขวางของขอบเขตบ่มเพาะ
มันสามารถแผ่กระจายปกคลุมในรัศมีกว้างขวางหลายสิบลี้ได้ ไม่แปลกที่ภายในบริเวณนี้จะไม่มีสัตว์อสูรอยู่เลย
พวกสัตว์อสูรหนึ่งสิ่งที่พวกมันมีมันก็คือสัญชาตญาณ สัญชาตญาณอันแหลมคมของพวกมันสัมผัสได้ถึงอันตราย
จึงทำให้ในตอนนี้พวกมันหนีออกไปหรือไม่ก็ออกห่างจากภูเขาแห่งนี้ เพราะว่าเกรงกลัวในพลังของท่านอาจารย์ของเขา
“ อย่างแรกต้องเดินหน้าออกจากป่าแห่งนี้ก่อน ” ลู่เฟิ่งขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหา
รวบรวมจิตของตนเองสร้างออกมากลายเป็นร่างของหมาป่าทมิฬ หมาป่าทมิฬปรากฏกายอยู่ด้านหน้า ลู่เฟิ่งกระโดดขึ้นหลังของมันแล้วก็เคลื่อนที่ออกจากปากแห่งนี้อย่างรวดเร็ว
“ รู้สึกว่าน่าจะห่างออกไปสักประมาณ 20 ลี้น่าจะมีพวกสัตว์อสูรอยู่ ”
“ เริ่มจากการล่าพวกมันก่อนเลยก็แล้วกัน ”
“ จะได้ทดสอบกระบี่ใหม่และก็ได้เริ่มเก็บเกี่ยวพลังบ่มเพาะของตนเองด้วย ”
“ ร่างกายของพวกสัตว์อสูรก็มีราคาต้องเอาไปขาย การดำรงชีวิตอยู่อย่างไรเสียเงินเองก็สำคัญ ”
“ ในตอนนี้โดนพาตัวออกมาจากตำหนักผมเพราะตั้งครึ่งปี ไม่ได้เอาเงินติดมาสักเหรียญเดียวถ้าเกิดว่าอยากจะใช้ชีวิตอยู่ก็คงจะต้องมีเงินก่อน”
“ ล่าสัตว์อสูรแล้วก็เอาชิ้นส่วนของพวกมันไปขายน่าจะหาเงินได้ง่ายที่สุด ” ลู่เฟิ่งเดินหน้าอย่างรวดเร็ว
ตั้งเป้าหมายของตนเองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากเดินทางออกมาจากภูเขาแห่งนั้นสัก เขาเองก็ได้พบเจอเข้ากับสัตว์อสูรตนนึง
“ เจอแล้ว.. ”
สัตว์อสูรอยู่ด้านหน้ามันเป็นพยัคฆ์สีน้ำตาลเข้มลวดลายสีแดงมีออร่าปราณห่อหุ้มร่างกายเอาไว้
ลู่เฟิ่งยกทีมขึ้นที่มุมปากร่างกายของเขากระโจนออกไปอย่างรวดเร็ว กระบี่ภายในมือมีออร่าสีดำขาวห่อหุ้ม
ก่อนที่จะใช้กระบี่ของตนเองต้องวัดโจมตีใส่ศีรษะของสัตว์อสูรตนนั้น “ สัตว์อสูรระดับขุนพลอย่างนั้นหรอ… ถ้าเช่นนั้นขอทดสอบหน่อยก็แล้วกัน.. ”
“ ฉึก!!! ”
กระบี่อันทรงพลังประวัติเพียงครั้งเดียวสิ่งที่ปรากฏขึ้นหัวของสัตว์อสูรกระเด็นออกมาจากร่างกายอย่างง่ายดาย
ลู่เฟิ่งตกตะลึงในพลังกระบี่ของตนเอง เขารู้ดีว่าตัวของเขาใช้พลังออกมาได้ออกมาเพียงแค่ไม่กี่ส่วน
แถมระดับของเขาในตอนนี้เพียงแค่อยู่ในระดับขอบเขตสร้างพลังเท่านั้น ขอบเขตพลังเพียงแค่นี้การปะทะกับสัตว์อสูรระดับขุนพลการจะเอาชนะมันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย
แต่ในตอนนี้เขาสามารถเอาชนะมันได้อย่างง่ายดาย กระบี่นี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก แค่ได้ลองใช้หลังจากฝึกฝนมาตลอดครึ่งปี
มันก็ทำให้เขานั้นรู้ดีว่าพลังของมันนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน “ กระบี่นี้สามารถแสดงพลังที่อยู่ในเหนือขอบเขตของผู้ที่ใช้งานได้ ”
“ คาดการณ์แล้วก็น่าจะสามารถแสดงพลังที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตของตนเองได้สักประมาณเสร็จถึง 20 เท่าได้กระมัง ”
หลังจากที่ลองทดลองความแข็งแกร่งของมันได้แล้ว รู้ได้ในทันทีว่าเจ้าหนี้มันแข็งแกร่งขนาดไหน
“ ดูเหมือนว่าช่วงเวลาครึ่งปีที่ผ่านมาจะไม่เสียเปล่าเรียง ”
“ ในชีวิตก่อนตัวของข้าเรียนรู้ทักษะต่างๆโดยการที่นำเอาประสบการณ์ในการต่อสู้ และก็การเอาตัวรอดมาประยุกต์ใช้เป็นวรยุทธ ”
“ ไม่ได้ถูกชี้แนะด้วยพวกผู้ที่เป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริง ”
“ ในชีวิตนี้ตัวของข้านั้นถูกชี้แนะด้วยยอดฝีมือที่แท้จริงดูเหมือนว่าจะไม่เสียแรงเปล่า ”
หลังจากที่สังหารสัตว์อสูรตอนแรกได้แล้ว ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยจิตสังหารและความกระหายก็ปรากฏขึ้นมารอบๆร่างกาย
ลู่เฟิ่งที่กำลังยืนอยู่กวาดสายตามองรอบร่างกายในตอนนี้ พลันกับมุมปากที่ยกยื้มขึ้น เงาภายในความมืดมากมายปรากฏขึ้น
พวกมันคือสัตว์อสูรที่หนีถิ่นฐานมาอยู่ภายในบริเวณนี้ แน่นอนว่าพวกมันนั้นมีจำนวนมากมายหลาย 10 ตัว
แถมยังมีจำนวนที่ซ่อนไว้และกำลังมุ่งมาทางนี้อีก ลู่เฟิ่งจึงคาดการณ์ได้ว่าการที่พวกมันมาอยู่ตรงนี้
มันเป็นเพราะว่าพวกมันนั้นสัมผัสได้ถึงความอันตรายของท่านอาจารย์ของเขา จึงพากันอพยพมาอยู่นอกดินแดน
ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นเขตที่มีพวกสัตว์อสูรอยู่มากมาย แต่ว่าแม้ว่าผมมันจะมีจำนวนมากขนาดนั้นลู่เฟิ่งกลับไม่แสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย
ในทางกลับกันในตอนนี้มุมปากของเขากำลังยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ มองเห็นพวกมันกำลังมุ่งตรงเข้ามาอย่างไม่หยุด
“ เอาล่ะพวกมันมากันมากมายขนาดนี้ ”
“ ก็ได้เวลาพอดีเลย ”
“ ตัวของข้าไม่ได้พัฒนาพวกสัตว์อสูรมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ”
“ เจ้าพวกนี้ต้องกลายมาเป็นพลังของพวกข้าซะ ” ลู่เฟิ่งไม่รีรอพุ่งทะยานเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เริ่มทำการฟาดฟันใส่พวกสัตว์อสูรพวกนั้น หลังจากนั้นการต่อสู้ภายในป่าแห่งนี้มันเองก็เริ่มขึ้น ลู่เฟิ่งหลังจากฝึกฝนมาครึ่งปีเริ่มเข้าฟาดฟันกับพวกสัตว์อสูรเพื่อพัฒนาร่างกายของตน
แม้ว่าจะผ่านไปครึ่งปีแล้วแต่ว่ารักษาการต่อสู้ของเขาเองก็ไม่ได้ลดลงแถมมันยังเพิ่มขึ้น สัตว์อสูรทั้งสองที่อยู่ภายในขอบเขตบ่มเพาะไม่ได้ออกมาอาละวาดเสียนานก็ราวกับว่าเป็นพวกกระหายเลือด
ทั้งหมาป่าทมิฬและตะขาบอัสนีพวกมันอาละวาดใส่พวกสัตว์อสูรพวกนั้น
หลังจากนั้นก็ผ่านไปประมาณ 3 วัน
ลู่เฟิ่งออกมาจากป่าแห่งนั้นได้สำเร็จเดินทางมาสู่เมืองชายแดน
“ ผ่านมา 3 วันแล้วอย่างนั้นหรอ ”
“ ในที่สุดก็เดินทางออกมาถึงที่อยู่ด้านหน้านั่นคงจะเป็นเมืองชายแดนสินะ ”
จบบท