ซูอี้หว่านยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียวครั้นกลับถึงบ้าน จึงเอ่ยปากบอกถึงแผนการนี้แก่ทุกคน
จางอ้ายหลินและซูอี้โจวเคยได้ยินเรื่องท่านหมอเฉียนจากนางมาก่อนเมื่อยังพอจดจำได้บ้าง ทั้งสองจึงเห็นพ้องกับแผนการนี้
จางอ้ายหลินเพียงแต่กังวลว่า"อย่างไรเสียผู้นั้นก็เป็นถึงหมอหลวงการจะให้เขามานั่งประจำอยู่ที่สถานพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้ เขาจะยินยอมหรือ?"
กล่าวเช่นนี้แล้วดูท่าคงเป็นการลดเกียรติกันเกินไปจริงๆ
สิ่งที่ซูอี้หว่านกังวลก็คือข้อนี้เช่นกันแม้ครั้งก่อนจะมิได้ข้องเกี่ยวพัวพันกับท่านหมอเฉียนมากนักนางก็พอจะมองออกอยู่บ้างว่าท่านหมอเฉียนผู้นี้มีมาดมีทิฐิอยู่บ้าง
การจะให้เขาซึ่งเคยเป็นถึงหัวหน้าหมอหลวงในวังมาเป็นเพียงหมอประจำสถานพยาบาลเล็กๆ ความแตกต่างนี้มันมากเกินไปจริงๆ
เห็นซูอี้หว่านขมวดคิ้วมุ่นไม่เอ่ยสิ่งใดเซียวจวิ้นอันชั่งใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาในที่สุดว่า"ในเมื่อเจ้าตั้งใจเช่นนี้ เรื่องนี้ ปล่อยให้ข้าจัดการเถิด"
"ให้เจ้าไปจัดการ?" ซูอี้หว่านถามอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นเซียวจวิ้นอันมีสีหน้าเป็นปกติ ก็อดมิได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อยดวงตาฉายแววสงสัยออกมา
"ฟังจากน้ำเสียงของเจ้า ช่างมั่นใจเหลือเกินว่าหากเจ้าไปขอท่านหมอเฉียนก็ยินดีช่วย?" ซูอี้หว่านยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแววตาซับซ้อนเกินหยั่งถึง "ดูท่าความสัมพันธ์ของเจ้ากับท่านหมอเฉียนคงลึกซึ้งไม่น้อยเลย..."
เซียวจวิ้นอันไม่ปริปากเพียงแต่มีรอยยิ้มบางๆ แต่งแต้มบนมุมปากขณะที่มองนางซูอี้หว่านกลับไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ นางลูบคางและหัวเราะในลำคอ"ข้าอาจจะพูดผิดไป ที่เจ้ากล้าพูดเช่นนั้นแสดงว่าเพียงเจ้าเอ่ยปาก ท่านหมอเฉียนก็ต้องฟังนั่นแสดงว่าความสัมพันธ์ของเจ้ากับเขาเป็นดั่งผู้บังคับบัญชาและลูกน้องเจ้าจึงรู้ว่าเขาต้องเชื่อฟังเจ้าอย่างแน่นอน"
เซียวจวิ้นอันไม่คาดคิดว่าเพียงคำพูดของตนประโยคเดียวซูอี้หว่านก็สามารถคาดเดาได้มากมายถึงเพียงนี้ ในใจจึงรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
ครั้นหวนคิดเขาก็รู้สึกว่านี่มิใช่เรื่องที่ควรประหลาดใจอันที่จริงหว่านหว่านเป็นสตรีที่ฉลาดหลักแหลมดูท่าต่อไปตนเองจะต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น มิใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจคนตระกูลซูเพียงแต่หากฐานะของเขาถูกเปิดเผยออกมาง่ายๆ ไม่เพียงแต่ตัวเขาเองเท่านั้น ทว่าคนตระกูลซูก็จะต้องเผชิญภัยคุกคามครั้งใหญ่หลวงด้วย
บางครั้งการรู้มากเกินไปก็มิใช่เรื่องดี
โชคดีที่เซียวจวิ้นอันเป็นคนที่ไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมาให้เห็น แม้จะรู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของซูอี้หว่านอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติใดๆ ออกมา
เขายิ้มเล็กน้อย"หว่านหว่าน เจ้ากำลังกล่าวสิ่งใดกัน ข้า...ไม่เห็นจะเข้าใจเลย"
"เชอะ!"
ซูอี้หว่านกลอกตาใส่ด้วยความเหลืออดเจ้าหมอนี่แสร้งทำหน้าซื่อตาใสได้อย่างหน้าไม่อาย นี่มันจงใจแกล้งกันชัดๆ
สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่เขาครู่หนึ่งซูอี้หว่านพยายามสังเกตแต่ก็ไม่พบพิรุธใดๆ จากเขาเลยนางคิดในใจว่าหรือตนจะเข้าใจผิดไปเองคงต้องบอกว่าเขาเป็นคนลึกลับเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้
แต่ในเมื่อเขาไม่ยินดีที่จะกล่าวก็ช่างเขาเถิด
ซูอี้หว่านหวนคิดหากเขามีความสามารถที่จะเชิญท่านหมอเฉียนมาได้การจะมอบเรื่องนี้ให้เขาไปจัดการก็มิใช่เรื่องเสียหายอันใดท้ายที่สุดแล้วตนเองก็ไม่ได้เสียเปรียบ
คิดเช่นนี้แล้วนางจึงพยักหน้า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องนี้ข้าจะมอบให้เจ้าไปจัดการ"
เห็นนางล้มเลิกที่จะซักไซ้ถามต่อเซียวจวิ้นอันก็ลอบถอนหายใจเงียบๆ สีหน้ามิแสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาเพียงพยักหน้ายิ้มๆ เท่านั้น
จางอ้ายหลินและซูอี้โจวที่อยู่ด้านข้างเพียงแต่ฟังบทสนทนาของทั้งสองเท่านั้น แต่ในมุมที่ทั้งสองไม่ทันสังเกตพวกเขาก็แลกเปลี่ยนสายตากันอย่างเงียบๆ
สำหรับเซียวจวิ้นอันจางอ้ายหลินกลับมีความรู้สึกว่ายิ่งมองลูกเขยก็ยิ่งถูกใจแม้จนถึงตอนนี้จะยังมิรู้ว่าจวิ้นอันผู้นี้มีฐานะเช่นไรทว่าด้วยสัญชาตญาณของผู้หญิงจางอ้ายหลินก็สามารถคาดเดาได้ว่าผู้นี้มิใช่คนที่มีพื้นเพธรรมดาอย่างแน่นอน
ทั้งเขายังมีความทะเยอทะยานเช่นนั้นเข้ากันได้ดีกับลูกสาวของตนยิ่งนักหากในภายภาคหน้าจวิ้นอันสามารถขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้จริงหว่านหว่านของนางก็จะเป็นฮองเฮาแล้วสิ!
ฮองเฮาในยุคสมัยนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้าก็มิเกินไปจางอ้ายหลินคิดว่ามีเพียงตำแหน่งเช่นนี้เท่านั้น ถึงจะคู่ควรกับลูกสาวของตน
แน่นอนว่านางก็รู้สึกว่าหนุ่มน้อยจวิ้นอันผู้นี้ดีจริงๆรูปลักษณ์ภายนอกไม่ต้องกล่าวถึง มีความสามารถ อุปนิสัยก็ดีดูแล้วเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมาก หากหว่านหว่านได้อยู่กับเขาย่อมไม่มีวันผิดหวัง
สิ่งที่ทำให้จางอ้ายหลินรู้สึกเป็นห่วงก็คือหว่านหว่านดูเหมือนจะมิค่อยถูกชะตากับจวิ้นอันมากนักแล้วนางจะต้องทำเช่นไรถึงจะสามารถเปลี่ยนจวิ้นอันผู้นี้ให้กลายเป็นลูกเขยของตนได้อย่างแท้จริงกัน?
ทั้งยังมีอี้โจวก่อนทะลุมิติมาอายุก็มิใช่น้อยๆ แล้ว ชาติที่แล้ว ด้วยสภาพสังคมเช่นนั้นการไม่แสวงหาคู่ครองจึงมิใช่เรื่องแปลก แต่ในชีวิตนี้ คงต้องมีสักคนแล้วสินะ?
กล่าวได้ว่าร่างกายตอนนี้อายุเพียงสิบกว่าปีแต่อายุที่แท้จริงของอี้โจวก็ปาเข้าไปเกือบสามสิบปีแล้ว อายุอานามเช่นนี้ยังมิควรมีคนรักอีกหรือ?
เมื่อคิดถึงลูกชายลูกสาวที่ไร้เดียงสาในเรื่องความรักจางอ้ายหลินก็พลันรู้สึกว่าภายภาคหน้ายังมีเรื่องให้กังวลอีกมาก
เห็นทีว่านางคงต้องหาเวลาพูดคุยกับลูกๆทั้งสองอย่างจริงจังสักที
ซูอี้โจวและซูอี้หว่านกลับมิได้ล่วงรู้ถึงความคิดเหล่านี้ของมารดา ในตอนนี้สิ่งที่พวกเขาคิดถึงก็คือเรื่องสถานพยาบาลที่กำลังจะเปิดในเร็ววัน
ทาสทั้งสี่คนที่ซื้อกลับมาเมื่อครู่ถูกซูอี้หว่านส่งไปอาบน้ำแล้ว เพราะที่เรือนมีห้องอาบน้ำเพียงห้องเดียวคนทั้งสี่จึงทำได้เพียงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปอาบ
ส่วนเรื่องที่พักที่เรือนในตอนนี้ไม่มีห้องเหลือแล้ว ก็ทำได้เพียงให้พวกเขาปูพื้นนอนไปก่อน
แต่คนเหล่านี้ล้วนเคยผ่านความยากลำบากมาแล้วสำหรับเรื่องนี้จึงมิได้ใส่ใจอันใด การที่ถูกผู้อื่นซื้อกลับมาไม่ต้องคอยหวาดผวาอยู่ทุกวี่ทุกวันในตลาดค้าทาส สำหรับพวกเขานี่ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวแล้ว
อีกทั้งเจ้าบ้านผู้นี้ดูแล้วก็มิใช่คนที่ไร้เหตุผลดูท่าเพียงแค่พวกเขาตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็งชีวิตความเป็นอยู่ก็คงไม่เลวร้ายเกินไป
เมื่อคิดเช่นนี้พวกเขาก็พลันถอนหายใจออกมา หลังจากชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ที่ซูอี้หว่านเพิ่งซื้อให้พวกเขาเมื่อครู่ในร้านขายเสื้อผ้าแล้วจึงเดินเข้ามาก้มคำนับคารวะคนทั้งสี่อย่างพร้อมเพรียงกัน
เซียวจวิ้นอันนั้นถูกห้อมล้อมด้วยข้ารับใช้มาตั้งแต่ยังเด็กสำหรับสถานการณ์เช่นนี้จึงคุ้นชินมานานแล้ว แต่คนตระกูลซูนั้นล้วนแต่เป็นครั้งแรกที่ได้ประสบพบเจอสิ่งเหล่านี้ซูอี้หว่านและจางอ้ายหลินจึงรู้สึกประดักประเดิดอยู่บ้างมีแต่ซูอี้โจวที่วางท่าทางได้สมจริงสมจัง ดูสง่างามน่าเกรงขามอยู่บ้าง
"ลุกขึ้นเถิด" ซูอี้โจวพยักหน้าเล็กน้อย"พวกเจ้าก็คงได้เห็นแล้วตอนนี้บ้านของพวกเราก็เป็นเพียงเรือนเล็กธรรมดาๆ มิได้มีกฎเกณฑ์มากมายพวกเจ้าในยามปกติก็ไม่ต้องเหนียมอายจนเกินไปขอแค่ช่วยพวกเราทำงานอย่างสุดความสามารถพวกเราคนตระกูลซูจะไม่มีวันปฏิบัติกับพวกเจ้าไม่ดีอย่างแน่นอน"
เห็นคนทั้งสี่พยักหน้าหงึกหงักโดยมิลังเลแม้แต่น้อยสีหน้าของซูอี้โจวจึงดูดีขึ้นมาก ครั้นหวนคิดถึงท่าทางของคนทั้งสี่ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกใจอ่อนขึ้นมาบ้าง