“พร้อมกันไหม”
เสียงถามดังมาจากพี่เลี้ยงทั้ง 10 ที่จะตามกลุ่มของแอชเชอร์ออกไปล่ามอนสเตอร์ 7 วันที่พวกเขาฝึกซ้อมร่วมกันจบลงไปแล้วต่อจากนี้ไปจะเป็นของจริง นอกจากพวกเขาจะต้องสู้แล้วพวกเขาจะต้องทำผลงานในการสู้ให้ดีกว่านี้อีกด้วยเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องกินผัก ทุกคนที่รู้ถึงรสชาติของผักและแคปซูลอาหารต่างพยายามเชื่อฟังคำสั่งของคนที่จะได้เป็นหัวหน้าในวันนี้
“พร้อมครับ~!”
ชุดเกราะมาร์คเซเว่นเปิดใช้งานระบบจนมีเสียงแจ้งเตือนของชุดเกราะคอยรายงานพลังงานที่กำลังถูกใช้พร้อมกับบอกสถานะชุดเกราะที่พร้อมจะทำงาน แอชเชอร์ที่ได้สวมใส่ชุดเกราะมารค์เซเว่นเหมือนกับคนอื่นๆที่จะออกไปฝึกซ้อมนั้น ทางค่ายฝึกพิเศษให้เหตุผลว่าพวกเขาจะต้องใส่มันก็เพราะว่าการล่าครั้งแรกอันตราย หากพวกเขาตื่นตระหนกแล้ววิ่งหนีจะทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะสู้กับมอนสเตอร์อีก จึงให้สวมใส่ชุดเกราะที่สามารถต่อสู้กับมอนสเตอร์ 6 ดาวเพื่อไล่ล่ามอนสเตอร์ระดับ 3 ดาวในวันนี้
แต่แอชเชอร์ก็เห็นถึงความน่ากลัวหนึ่งอย่างของการมอบชุดเกราะมาร์คเซเว่นให้กับนักเรียนใช้ฝึก ถึงมันจะทำให้พวกเขาปลอดภัย เป็นการดูแลชีวิตของเหล่าคนที่มีการซิงโครไนซ์ระดับสูง แต่มันจะทำให้นักเรียนได้ใจเกินไปจนคิดว่าตัวเองแข็งแกร่ง การที่พวกเขาสวมชุดเกราะมาร์คเซเว่นไล่ล่ามอนสเตอร์ระดับ 3 ดาว มันไม่ต่างจากผู้ใหญ่วิ่งไล่เตะเด็กในสนามฟุตบอล หากวันนี้พี่เลี้ยงไม่สามารถควบคุมพวกเขาได้มันจะกลายเป็นความเลยเถิดนำไปสู่หายนะ เพราะนักเรียนอาจจะไม่ยอมฟังคำสั่งแล้วล่าเรื่อยๆสุดท้ายก็ไปเจอกับมอนสเตอร์ระดับสูงเข้า จนทำให้พวกเขาตกอยู่ในความอันตราย
“ขึ้นรถได้ เราจะไปยังแนวหน้าที่ติดกับค่ายฝึกแห่งนี้กัน”
รถฮัมวี่ 4 คันวิ่งออกไปจากค่ายฝึก กลุ่มของแอชเชอร์เป็นกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางออกไปล่า สาเหตุก็เพราะว่าหนึ่งในรถที่พวกเขาใช้ยางแตกกระทันหันจึงต้องเปลี่ยนคันใหม่
แอชเชอร์ที่ได้ออกมานอกเขตที่อยู่อาศัยของมนุษย์อีกครั้งทำให้เขานึกย้อนไปถึงวันที่เขาได้รับคำสั่งให้ออกไปจัดการมอนสเตอร์ ทุกครั้งเขาจะเสี่ยงตาย จากพลังในการซิงโครไนซ์ที่เป็นเพียงระดับ D เท่านั้น ถึงแม้ในช่วงแรกของชีวิตเขาจะต้องสู้กับมอนสเตอร์ 3 ดาว แต่หลังจากที่ชุดเกราะนาโนสูทปรากฎขึ้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ด้วยพลังของชุดเกราะทำให้เขาได้สู้กับมอนสเตอร์ 5 ดาว 6 ดาวและเคยปะทะกับมอนสเตอร์ระดับ 7 ดาวมานับครั้งไม่ถ้วน
กระทั่งการเดินทางใช้เวลา 1 ชั่วโมงกว่า กลุ่มของแอชเชอร์ก็เดินผ่านอุโมงทอดยาวผ่านหลายเขตมาจนถึงแนวหน้าได้ในที่สุด
“ทุกคนลงรถ จำเอาไว้ว่าอย่าออกจากวงที่พี่เลี้ยงสร้างขึ้น เข้าใจไหม”
“เข้าใจครับ”
ไม่มีใครต้องร้องตะโกน ชุดเกราะมาร์คเซเว่นทำหน้าที่เปิดระบบสื่อสารให้กับพวกเขา แอชเชอร์ที่กระโดดลงมาจากรถเริ่มกวาดตามองไปด้านข้างพบเข้ากับรถฮัมวี่ 8 คัน ดูเหมือนว่ากลุ่มของมอแกนและกลุ่มของลีโอจะเดินทางเข้าไปในสนามรบแล้ว จากรอยเท้าดูเหมือนว่าพวกเขาทั้ง 3 กลุ่มจะต้องแยกกันออกไปตามที่พี่เลี้ยงพูด
“เดินทางได้”
ชุดเกราะมาร์คเซเว่นเริ่มทำงานตามร่างกายของนักเรียนที่ก้าวเดิน ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มออกวิ่งจนทำให้เกิดเสียงชุดเกราะเหล็กกระทบพื้นดังก้องออกไปไกล การที่พี่เลี้ยงพาพวกเขาวิ่งไปข้างหน้า แอชเชอร์จึงมั่นใจว่าสถานที่ที่พวกเขาจะต้องล่าในวันนี้จะต้องปลอดภัยเพราะพี่เลี้ยงทำตัวเหมือนกับว่าข้างหน้าไม่มีอันตราย เดิมทีพวกเขาจำเป็นต้องค่อยๆไปแล้วต้องถืออาวุธในมือ พี่เลี้ยงกลับยังคงมือเปล่าไม่ได้ถือสิ่งใดเอาไว้ทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเขากำลังทำมีเพียงแค่การวิ่งเท่านั้น
“ทุกคนระวังตัวด้วย เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาจัดการกับเรา”
เมื่อรู้ว่าทุกๆอย่างเป็นการทดสอบ พี่เลี้ยงเป็นเพียงแค่รั้วไม่สามารถสั่งการพวกเขาได้ ทำได้เพียงบีบบังคับให้พวกเขาอยู่ในที่ปลอดภัย หลังจากแอชเชอร์รู้ตัวว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองได้แต้ม จึงบอกให้เพื่อนของเขานำมีดออกมาถือในมือ มันเป็นอาวุธชิ้นเดียวที่ทำให้วิ่งได้ดี หากทุกคนถือดาบจะทำให้การวิ่งอันตราย
“เปิดใช้งานรูปแบบป้องกัน”
การสั่งการของแอชเชอร์ทำเอาหลายคนเกิดความสงสัย พวกเขายังไม่เห็นมอนสเตอร์เลยสักตัวเดียวกลับเปิดใช้งานรูปแบบทีม แต่พวกเขาก็พอจะยอมรับได้ เนื่องจากตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ในเขตปลอดภัย เรื่องอันตรายสามารถเกิดขึ้นกับพวกเขาได้ทุกเมื่อ ต่อให้จะมีพี่เลี้ยงวิ่งอยู่รอบๆก็ตามที การระวังตัวถือเป็นหนึ่งในหลักสูตรและกฎข้อบังคับพื้นฐานที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ กระทั่งการวิ่งของพวกเขามาถึงหน้าผาสูง 10 เมตร ทุกๆคนต่างก็หยุดวิ่งแล้วมองจ้องไปยังซากของเมืองที่ถูกทิ้งร้าง
“พี่เลี้ยงครับ ตรงนั้นใช่ไหมที่พวกเราจะฝึกกัน”
“ใช่แล้ว ในเขตนี้จะมีมอนสเตอร์ระดับ 3 ดาวและสูงสุดเป็น 4 ดาว อนาคตเราจะได้เดินทางไปยังเขตต่อไป”
แอชเชอร์มองไปยังเพดานของเมืองปรากฎว่ามีรูขนาดใหญ่กำลังส่องแสงจากพระอาทิตย์ด้านนอกลงมาทำให้เมืองร้างที่พวกเขาเห็นเหมือนกับมีหลอดไฟส่องมาจากด้านบน การที่ภายในเมืองถูกทิ้งร้างมีเพียงแค่แสงจากด้านนอกสาดส่องเข้ามานั้น สำหรับแอชเชอร์มันเป็นสถานที่น่ากลัวพอสมควร หากว่าแสงหมดลงทุกอย่างจะยิ่งอันตราย มอนสเตอร์พวกมันสามารถมองเห็นในตอนกลางคืนได้ ต่างจากพวกเขา แม้ชุดเกราะมาร์คเซเว่นจะมีฟังก์ชันมองกลางคืน มันกลับไม่ได้ดีเท่ากับมองด้วยตาตัวเอง
“พวกเราจะป้องกันมอนสเตอร์ให้ จนกว่าพวกนายจะรู้จังหวะในการสู้จริง”
“ขอบคุณครับ ทุกคนเตรียมพร้อม เปลี่ยนไปใช้งานรูปแบบต่อสู้”
แอชเชอร์สั่งการเพื่อนของเขาที่มีอยู่ทั้ง 18 คน จนพวกเขาทุกคนชักดาบออกมาถือในมือ ถึงแม้ทางค่ายฝึกจะมีสกิลหอกและขวานให้ ทุกคนกลับไม่ได้เลือกมัน เนื่องจากว่าทุกคนนิยมใช้งานดาบ หากไม่ได้มาจากตระกูลที่มีทักษะการต่อสู้ดั้งเดิม พวกเขาจะยังใช้ดาบต่อไปเพราะมันใช้งานง่ายที่สุด
“เริ่มได้”
แอชเชอร์กระโดดลงจากหน้าผาเป็นคนแรกแล้วออกวิ่งเข้าหามอนสเตอร์ 3 ดาวตัวแรกที่อยู่นอกเมือง การล่าเขาจะยังไม่เข้าไปในเมืองเพราะรู้ว่าด้านในจะต้องมีมอนสเตอร์อยู่เป็นจำนวนมาก แล้วมันจะต้องมีตัวที่แข็งแกร่งหลบซ่อนอยู่ เขาจึงพาทุกๆคนไล่ล่ารอบๆก่อน หากมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นพวกเขาสามารถถอยห่างออกไปได้ ไม่เพียงเท่านั้น ถ้าการล่าเป็นไปได้ด้วยดีจนมอนสเตอร์ด้านนอกตกตายไปหมด ในตอนที่พวกเขาเดินเข้าไปในเมืองพวกเขาก็จะไม่ถูกปิดล้อมจากทางด้านหลัง
ชริ้ง~!
พลังมานาของชุดเกราะมาร์คเซเว่นวิ่งไปยังดาบผ่านการควบคุมของนักเรียน แอชเชอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ใช้งานเช่นเดียวกัน แม้ตอนนี้ทุกคนจะไม่สามารถใช้งานสกิลลำแสงดาบได้ก็ตาม พวกเขากลับใช้พลังที่คล้ายกันได้
สำหรับคำนิยามของสกิลที่แอชเชอร์ตั้งให้มัน สกิลสำหรับเขาคือการบันทึกจุดสุดยอดและดีที่สุดของทักษะเอาไว้ ตอนนี้พวกเขาทุกๆคนใช้งานสิ่งที่คล้ายสกิลได้ก็จริงแต่หลายคนกลับไม่เสถียร ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็จำเป็นต้องใช้เพราะมันเป็นการฝึกผ่านการใช้งานจริง หากพวกเขาใช้ไปเรื่อยๆมันจะต้องไปถึงจุดสูงสุดที่สกิลสร้างขึ้นมาได้แน่นอน
ตึง~!
รูปแบบการต่อสู้ทีมที่ใช้จำนวนคนทั้ง 18 เริ่มต้นขึ้นด้วยการวิ่งเข้าไปโอบล้อมมอนสเตอร์ 3 ดาวตัวใหญ่กว่า 10 เมตร ก่อนที่พวกเขาจะวิ่งไปรอบๆตัวของมันสร้างความสับสน แอชเชอร์ไม่จำเป็นต้องสั่งการอะไรมากมายนัก 7 วันที่ผ่านมาพวกเขารู้วิธีการเคลื่อนไหวของกันและกันจนเข้าขาได้เป็นอย่างดี
คำสั่งของแอชเชอร์จะดังก็ต่อเมื่อพวกเขาต้องการจะเปลี่ยนรูปแบบ หากในกลุ่มพวกเขามีคนบาดเจ็บ แอชเชอร์ก็พาเพื่อนจำลองสถานการณ์นี้มาแล้ว จนทุกคนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องรอรับคำสั่ง รูปแบบการต่อสู้ของพวกเขาจะยังคงอยู่ต่อไป
รูปแบบการต่อสู้ของนักเรียนทั้ง 18 เริ่มต้นขึ้น โดยพี่เลี้ยงทำเพียงแค่ยืนตีกรอบคอยป้องกันไม่ให้มอนสเตอร์ตัวอื่นเข้ามาก่อกวน จากนั้นแอชเชอร์และเพื่อนของเขาทั้ง 18 คนก็เริ่มเปิดใช้งานรูปแบบการฆ่า โดยการมีเขาเป็นคนแรกในการเคลื่อนไหว จากนั้นคนอื่นๆก็เคลื่อนตัวตามไปด้วยการวิ่งเป็นวงกลมไปรอบๆ ซึ่งรูปแบบโจมตีจะมีการวิ่งลอดใต้ขามอนสเตอร์และกระโดดข้ามหัวของมันเป็นช่วงๆ เพื่อทำให้มันสับสน จังหวะที่รูปแบบถูกจัดขึ้นจนล้อมรอบมอนสเตอร์ได้นี้เอง พวกเขาทุกๆคนก็เริ่มตวัดดาบในมือพลางวิ่งสลับกันไปมาอย่างเป็นระเบียบ
มอนสเตอร์ 3 ดาวที่ถูกล้อมมันทำได้เพียงแค่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดหลังจากถูกฟันรอบด้านพร้อมกัน ต่อให้มันจะพยายามใช้เท้าขนาดใหญ่ของมันไล่กระทืบกลุ่มคนที่เข้ามาฟัน มันกลับทำอะไรไม่ได้ ด้วยชุดเกราะที่แอชเชอร์และเพื่อนสวมใส่ทำให้พวกเขามีพลังทำลายและความเร็วเกินกว่ามอนสเตอร์ 3 ดาวจะสู้ด้วย
แอชเชอร์ที่มองเห็นรอยแผลลึกจากดาบที่ผ่าเข้าไปในร่างของมัน เขายังคงนิ่งต่อไป การที่สวมใส่ชุดเกราะมาร์คเซเว่นแล้วสู้กับมอนสเตอร์ 3 ดาว เป็นการสู้กันด้วยพลังที่ห่างชั้นกัน จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะทะลวงผิวหนังหนาๆของมอนสเตอร์ 3 ดาวได้ ภายใต้การพุ่งตัวไปรอบๆอย่างกับพายุใต้ฝุ่นที่ทุกๆคนช่วยกันตวัดดาบเข้าใส่เป้าหมาย มอนสเตอร์มันก็ล้มตัวลงไปตายภายใน 1 นาที พลางมีสีหน้าตกใจจากแอชเชอร์เพราะระหว่างออกเขาออกคำสั่งกับทีมได้มีการแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นมา
“ตรวจเช็คร่างกาย”
[แจ้งเตือน ทำการฆ่ามอนสเตอร์ 3 ดาวเป็นครั้งแรก ระบบขอมอบรางวัลให้โฮสต์ด้วยการเพิ่มค่าสถานะป้องกัน โจมตีและความเร็วอย่างละ 1 แต้ม]
แอชเชอร์ออกคำสั่งให้ทุกคนตรวจเช็คร่างกายเพื่อให้พร้อมต่อการสู้ครั้งถัดไป ครั้งนี้เขาจำเป็นต้องสั่งเป็นเพราะว่าหลายคนรู้สึกเสียวกับการฟันดาบผ่านเนื้อหนัง บางคนรู้สึกคลื่นไส้กับการฆ่าครั้งแรกจนเสียสมาธิตามที่ได้วางแผนกันมา แต่เขาเชื่อว่าหากวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี พรุ่งนี้เขาไม่จำเป็นต้องสั่งการอะไรมาก ทีมของเขาสามารถสู้ได้ หลังจากสู้จบพวกเขาจะตรวจร่างกายและชุดเกราะโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องสั่งการ
[แจ้งเตือน ตรวจพบฟอสเอนเนอร์จี้]
“ระบบเมื่อกี้นี้มันอะไร เพิ่มค่าสถานะให้ฉันเพราะการฆ่าเหรอ”
[แจ้งเตือน มันคือสิ่งที่ระบบมอบให้เป็นรางวัลหลังจากโฮสต์ฆ่ามอนสเตอร์ได้สำเร็จในครั้งแรก ]
“อย่างนั้นเหรอ แสดงว่าฉันไม่จำเป็นต้องฝึกให้ครบหลักสูตรก็เพิ่มสถานะฝึกฝนได้ด้านละ 10 หน่วยจากรางวัลได้สินะ แล้วตอนนี้ฉันสามารถดูดซับฟอสเอนเนอร์จี้โดยเหลือทิ้งเอาไว้ได้ไหม”
แอชเชอร์เก็บรางวัลไว้ตรวจสอบที่ห้องพัก ตอนนี้พวกเขาอยู่ในสนามรบจึงไม่อยากยืนนิ่งตรวจสอบสถานะ มันจะทำให้เขาถูกตัดคะแนนจากการหยุดนิ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ
[โฮสต์สามารถควบคุมการดูดซับฟอสเอนเนอร์จี้ได้ตามต้องการ ระบบจะทำการตัดการดูดซับหลังจากโฮสต์นำมือออกมาจากฟอสเอนเนอร์จี้]
“งั้นก็ บอกฉันหลังจากดูดซับมันได้ 50 %”