เมื่อยามรัตติกาล

    บทที่79 คำสารภาพที่หลุดปาก

    รินหน้าแดงน้อยๆ แต่ก็ยังกดเชนแน่น ไม่ให้หนีไปไหน เมื่อคาดคั้นต้องการคำตอบ แววตาผ่านกรอบแว่น ดุ จริงจังขึ้นหลายส่วน

     

    เชน ตอนนี้เหมือนดิ้นไม่หลุดจากอุ้มมืออีกฝ่าย พลางต้องกล่าวออกมา “หากอาเวย มาเห็น คราวนี้ มันเสียบผมตายแน่ รุ่นพี่” 

     

    แล้วยิ่งได้ยินคำพูดของเชน ดังขึ้นมา ริน ยิ่งดันร่างอีกฝ่ายแน่น ยิ่งต้องหน้าแดงขวยเขิน…สุดท้ายถอดใจต้องยอมปล่อยเชนไป เมื่อเลื่อนตัวกดทับ ลงจากเตียง

     

    พร้อมรินบ่นกระปอดกระแปด งึมงำ “แล้วเจ้าไม่ถาม หัวใจข้าบ้างหรือ? ห่วงแต่อาเวย” คำพูดเหมือน ‘การสารภาพรัก’ ที่เผลอหลุดออกมาจากปากริน แม้จะดังไม่มาก 

     

    ก็ทำให้ริน จู่ๆ พึ่งคิดขึ้นมาได้พูดสิ่งไม่ควรพูดออกไป นางหน้าแดงซ่าน ราวกับศีรษะจะพ่นควัน ไอน้ำแรงดันสูง ออกมาได้แล้ว…ริน พลางรีบเดินจากไปทันที

     

    เชน เองก็เหมือนจะได้ยินไม่ชัด พยายามจะเอื้อมดึงมือ อีกฝ่ายถามที่ใบหน้าเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ กลายเป็นฝ่ายกดดันแทน “หมายความว่าอย่างไร รุ่นพี่ริน อย่าพึ่งไป?” 

     

    “ไอ้บ้าเอ๊ย! ข้าพูดอย่างไร ก็อย่างนั้นแหละ” ครั้นริน คิดจะพูดเรื่องอายุขัยของเชน ดันกลายเป็นแบบนี้ ไปเสียได้ เมื่อสลัดหลุดจากอีกฝ่าย… 

     

     

    …หลังจากเหตุการณ์ห้องพยาบาลวันนั้น เชนก็ไม่ได้หลบหน้าริน ที่มองมาอีกต่อไป แต่ความสัมพันธ์พวกเขายังคงเป็นแบบเรื่อยๆ และยังคงรักษา มิตรภาพกับอาเวย ควบคู่ไปด้วย 

     

     

    ซึ่งอาเวยเองก็พอรู้ตัว ความคืบหน้าในความสัมพันธ์ระหว่าง เขากับรุ่นพี่รินตอนนี้ เหมือนมีบางอย่างมาขวางกั้น แทบจะไม่มีความคืบหน้าเอาเสียเลย

     

    อาเวย พลางต้องบ่นพึมพำ หัวเราะกับตนเอง ขณะเผยอารมณ์ ไม่ค่อยสงบนิ่ง ในช่วงนี้ของเขา ครั้นเห็นเชนอีกครั้ง “สงสัยไอ้เด็กส่งพิซซ่าตัวร้ายวันนั้น มันจะคาบรุ่นพี่รินของข้าไป ‘แดก’ แล้วกระมัง?” 

     

    ทิศทางบนยอดเขา…ที่ตั้งคฤหาสน์ไม้หลักหลังใหญ่ 

     

    โจวยี้ (S ผู้ได้ฉายาปีกเหล็กแห่งแดนมังกร) ตรวจใบประเมินผลคะแนนใกล้ช่วงทดสอบกลางปี เขาพลางขมวดคิ้วมุ่นเล็กๆ กับข้อมูลการประเมินการต่อสู้ของเชน “เจ้าเด็กนี่หากไม่มีแต้มคะแนน บุญเก่าอยู่ สงสัยว่าคงได้เจอปัญหา ไปอยู่ท้ายอันดับคัดออก ค่ายฝึกรองแน่”

     

    ราชาเพลิงอัคคี หลี่ไป๋ ซึ่งปกติจะเห็น ‘โจวยี้’ ตรวจสอบข้อมูล เงียบ ๆ ไม่ใส่อารมณ์ ซึ่งไม่บ่อยมากนักที่จะวิจารณ์ แสดงทัศนคติของตนออกมาเช่นนี้

     

    เมื่อหลี่ไป๋ โบกมือเป็นสัญญาณ ผู้ตรวจสอบท่านอื่นๆ หน้าเลิ่กลั่กทันที เมื่อส่งข้อมูลประเมินออกไปหา S ระดับชาติคนนั้น เผยความสนใจ อดไม่ได้พวกเขาจะเผยความประหม่าขึ้นมา 

     

    หลี่ไป๋ ครั้นเห็นเป็นรายชื่อ เชน ต่อสู้กับรุ่นพี่จ้านสวีจี อัจฉริยะหัวกะทิอันดับ 1ของมหาวิทยาลัยราชัน ตลอดเกือบช่วงหนึ่งเดือน จะนับว่าเป็นความมุดทะลุ หรือดื้อด้านก็ตาม 

     

    หลี่ไป๋ กลั้วหัวเราะ ออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่าๆ แต่ข้าชอบเจ้าเด็กนี่จริงๆ” 

     

    เสียงที่หลี่ไป๋กล่าวชมเชน ผู้ตรวจสอบคนอื่นๆ ยังพากันมองหน้าอย่างไม่เข้าใจ ขณะพวกเขามองพวก อาเวย มาร์คอันแลน คลาร์กดีแลน หย่าเฟยเป็นเสาหลัก ของรุ่นใหม่ ปีนี้มากกว่า พากันลอบส่ายหัวเบาๆ

     

    โจวยี้ ทำหน้าผิดหวังปนความเสียดาย ที่กล่าวโต้แย้งเสียงหนักแน่น “ก็แค่ความดื้อด้านของคนบ้า ฮันเตอร์ที่ดี ควรรู้ขอบเขตของการปลุกพลังขั้น3 กับ ระดับเลเวลที่ห่างชั้นกัน…และควรจะประเมินตอนควรจะถอย ตอนไหนควรจะสู้ถึงถูก”

     

    หลี่ไป๋ยังยิ้ม เล็กๆ ความดื้อรั้นแบบนี้ ช่างเหมือน โจวยี้ เขาเองมาอยู่ฝึกฝนที่นี่มาก่อน ซึ่งกว่าจะได้รับการยอมรับจบการศึกษา อีกฝ่ายก็เคยดื้อด้านมุดทะลุไม่ต่างกัน “เจ้าไม่คิดว่าเป้าหมายของเจ้าเด็กเชน แน่วแน่หรอกหรือ?”

     

    แล้วเสียงนั้นจะกล่าวต่อ เมื่อโบกฝ่ามืออย่างไม่ใส่ใจในตอนท้าย “เอาล่ะ เอาล่ะ โจวยี้ ข้าไม่เถียงกับเจ้าแล้ว”

     

    ด้านของโจวยี้ ออกไปรับลมริมระเบียงด้านนอก เขาค่อนข้างเป็นกังวลมากกว่า มันใกล้ช่วงทดสอบกลางภาค เข้าไปทุกเสี้ยวขณะ กลัวเชน จะไม่ติดเข้าไปร่วมการทดสอบกลางภาคมากกว่า จากคะแนนอันดับของเขา

     

    ‘การจะเป็นอันดับหนึ่ง จบการศึกษามหาวิทยาลัยราชันได้ นักเรียนจะต้องมีคุณสมบัติ และได้รับการยอมรับจากพวกเขา ประเมินว่ามีศักยภาพกลายเป็น แรงค์ S ในอนาคตได้ 

     

    ‘การทดสอบที่เป็นตัวชี้วัด กลางภาค จึงมีความหมายมากไม่น้อย สำหรับฮันเตอร์ มารวมตัวกันอยู่ที่นี่’ 

     

     

    อีกด้านบริเวณกระดานภารกิจของมหาวิทยาลัยราชัน อยู่ในช่วงกำลังวุ่นวาย เชนเองก็ไปที่นั่น ทักทายรุ่นพี่กวิน มาพร้อมหัวหน้าบ้านทีม7 เตรียมลงเกตปิด ระดับเลเวล60กัน 

     

    ก่อนจะแยกย้ายทักทายตามประสาคนรู้จัก ทว่าเชนก็พอเห็นสายตา หัวหน้าบ้านทีม7 รุ่นพี่คนนั้น เผยความไม่พอใจ ตัวเขาอยู่บ้าง ที่ทำตัวเหมือนไปตีสนิทกับรุ่นพี่กวิน คนภายในทีมของเขา

     

     

    เชนส่ายหัว คล้ายว่าจะไม่ได้สนใจ ก่อนปลีกตัวหาที่คนไม่หนาแน่นมากนัก เลือกมองกระดานบอร์ดโฮโลแกรม เหมือนคนอื่นๆ เผยแววตาเพ่งกวาดมองภารกิจ ให้ผลตอบแทนตามที่ตนเองสนใจ 

     

    ก่อนสายตาเชน จะมาหยุดที่รินอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งสองส่งสายตาให้กันเล็กๆ ครั้นทำมือทำไม้ คล้ายพูดคุยอะไร บางอย่างจากระยะไกล ‘ประมาณว่า เจ้าเลือกภารกิจก่อน ข้าจะรอดู’ 

     

    เชน พลางขยิบตาน้อยๆ ก่อนหัวหน้าบ้านทีม10 ปู้จิ้งอวิน เดินเข้ามา พลางกอดคอ หนุ่มผมขาวกลิ่นอายโดดเดี่ยวโชยหึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายเข้ามาหาอย่างตั้งใจ 

     

    เมื่อปู้จิ้งอวิน พึมพำข้างหู ดังออกมาเตือน เบาๆ “เจ้าคงยังไม่ลืมสัญญา ของพวกเราหรอกกระมังน้องชาย?” 

     

    เชน พลางย่นถูจมูก แก้เขิน เล็กๆ ที่แพ้การประลองก่อนหน้านี้ เขาจะรักษาคำพูด ซึ่งปู้จิ้งอวิน ก็พอรู้ เชนออมมือ ให้มันในตอนท้าย 

     

    เขาก็กล่าวรับคำ “รู้แล้วน่า รุ่นพี่ปู้จิ้งอวิน ผมจะไม่ทำอะไรหักโหมเสี่ยงตายอีกแน่ ในช่วงเวลานี้นะ” ขณะขยิบตา… 

     

    รุ่นพี่ปู้จิ้งอวิน หน้าตากระตุกน้อยๆ เหมือนยิ้ม แต่ก็เป็นรอยยิ้ม ที่ยิ้มไม่ออกจริงๆ


    คล้ายกับเรื่องเมื่อยามรัตติกาล ที่คุณอ่าน