ตั้งแต่ก่อนปีใหม่นันทรัตน์ก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่ารุ่นน้องสาวลูกครึ่งแอบสนใจเจ้าน้องชายจอมซื่อบื้อของเธอ
หลังจากช่างมาติดตั้งโทรศัพท์ในช่วงหลังปีใหม่ที่บ้านเสร็จ พอน้องชายกระตุ้นให้ลองใช้โทรศัพท์บ้านเครื่องใหม่ นันทรัตน์ก็นึกสนุกขึ้นมา“สวัสดีค่ะ ขอสายบีน่าหน่อยค่ะ” เธอพึ่งได้เบอร์โทรศัพท์บ้านของรุ่นน้องมา ยังไม่เคยโทรฯ ไปเลย จึงถือโอกาสคราวนี้พอดี นันทรัตน์ยังนึกสนุกถึงเรื่องบางอย่าง ดังนั้นพอรุ่นน้องมารับสายเธอจึงเอ่ยปากกล่าวสิ่งที่กำลังคิดออกมา
“น้องบีน่าเหรอ นี่พี่นันนะ พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า ไปดูหนังกับพี่ไหม”
เอ่ยปากชวนรุ่นน้องขณะปรายตามองไปทางน้องชายที่ทำท่าเหมือนจะสนใจเมื่อเห็นคนที่เธอโทรศัพท์หาคือรุ่นน้องสาวลูกครึ่ง
“ใช่จ้ะ หนังผีเรื่องนั้นไงที่คุยกันคราวก่อน” ก่อนปีใหม่นันทรัตน์เพิ่งคุยเรื่องหนังเรื่องนี้กับรุ่นน้องเมื่อตอนแวะไปหาน้องชายพอดี
เสียงรุ่นน้องปลายสายตอบตกลงทันที นันทรัตน์จึงจัดแจงนัดวันเวลาไปรับอย่างเสร็จสรรพเรียบร้อย
หลังจากนั้นเพื่อให้ไม่ดูเป็นการจงใจหรือดูมีพิรุธจนให้เจ้าน้องชายที่ชักจะฉลาดและรู้มากจับได้ นันทรัตน์จึงทำทีเป็นโทรศัพท์หาโชเฟอร์ประจำตัวซึ่งเธอรู้อยู่แล้วว่าในอาทิตย์นี้เขาไม่ว่างเพราะได้เคยบอกเธอมาก่อนแล้วว่าจะไม่ได้แวะมาหา
“สวัสดีค่ะ สภอ.xx ใช่ไหมคะ ขอสายร้อยตำรวจโทอรรถพลค่ะ”“...พี่อาทเหรอคะ พรุ่งนี้วันอาทิตย์หยุดหรือเปล่าคะ”“หรือคะ ไม่เป็นไรค่ะ งั้นแค่นี้ล่ะค่ะ”
เหตุผลที่จะชวนให้น้องชายไปด้วยกันครบถ้วนอย่างไม่มีเผยพิรุธแล้วนันทรัตน์ก็เตรียมจะเอ่ยปากชวนน้องชายไปเป็นเพื่อนดูหนังด้วยแทนคุณผู้หมวดที่ “บังเอิญ” ไม่ว่างพอดี
“คร้าบบบ” เสียงน้องชายตอบรับมาทันทีโดยเธอยังไม่ทันได้เอ่ยปาก แสนรู้จริง ๆ
แต่ก็ไม่มีอิดออดเหมือนทุกที แสดงว่าเต็มใจสินะ...
วันต่อมาแผนการไปดูหนังเพื่อจับผิด เอ๊ย!! ดูท่าทีและปฏิกิริยาของน้องชายที่มีต่อรุ่นน้องก็เริ่มขึ้น
ระหว่างทางเธอลองกล่อมน้องชายเรื่องให้หัดขับรถอีกรอบ อุตส่าห์ยกอ้างเรื่องที่ผู้หญิงชอบให้ผู้ชายขับรถยนต์เป็น แต่เจ้าน้องชายก็ไม่หลงกลอยู่ดี
เมื่อไปถึงร้านเครื่องประดับที่เป็นบ้านของรุ่นน้อง นันทรัตน์ก็เห็นน้องบีน่าแต่งตัวสวยนั่งรอพวกเธอมารับอยู่ข้างๆ มารดาแล้ว เธอเข้าไปขออนุญาตพารุ่นน้องไปดูหนังด้วยกัน
ผู้หญิงด้วยกันมองพริบตาเดียวก็รู้ว่ารุ่นน้องตั้งใจแต่งตัวอย่างพิถีพิถันขนาดไหน
ส่วนทางน้องชายของเธอก็นิ่งน่าดู ขนาดถูกแม่ของรุ่นน้องมองด้วยสายตาเพ่งพินิจขนาดนั้นยังไม่มีอาการประหม่าเลย
คุยกับรุ่นน้องด้วยเรื่องทั่วไประหว่างทางไปห้างสรรพสินค้า รุ่นน้องรับคำคล้อยตามนันทรัตน์ทุกอย่างเธออยากมีน้องสาวสวยๆและว่าง่ายแบบนี้ล่ะ แทนที่จะมีแต่น้องชายหน้ามึนอย่างในปัจจุบัน
“เจ๊เขยิบเข้าไปนั่งในเลยนะ ผมจะนั่งข้างน้องบีน่า” พอเข้าไปในโรงหนังเจ้าน้องชายเธอถึงกับออกปากขอนั่งข้างรุ่นน้องสาวสวย
นันทรัตน์มองถังป๊อปคอร์นรสหวานในมือที่เธอซื้อมาถังใหญ่ก็เพราะน้องบีน่ากินรสเดียวกับเธอจึงกะว่าจะมากินด้วยกัน แต่ตอนนี้รุ่นน้องของเธอหันไปกินป๊อปคอร์นรสเค็มถังเดียวกับน้องชายเธอแล้ว
นั่งกินป๊อปคอร์นจากถังเดียวกัน แถมยังมีกระซิบกระซาบพูดคุยกันเสียงเบากระจุ๋งกระจิ๋ง
เอ๊ะ!! ยังไงเอ่ย
สัปดาห์ต่อมาในช่วงสาย
หลังจากทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อยนันทรัตน์ถือถุงขนมกินเล่นเดินตรงไปที่หน้าโซฟาเพื่อดูโทรทัศน์รายการเพลงที่ชอบ
นันทรัตน์เห็นน้องชายนั่งเขียนอะไรยุกยิกอยู่ที่โต๊ะในห้องโถงอีกมุมจึงเอ่ยปากถาม
“ทำอะไรน่ะ”
“กรอกเอกสารส่งโบรกฯ อ่ะเจ๊” หลังตอบคำถามเสร็จเจ้าน้องชายก็เร่งรัดเรื่องที่ดินซึ่งเคยฝากเธอไว้
“อ้อ เบอร์ประกาศขายที่ดินที่ฝากเจ๊โทรฯ ถามราคาให้อ่ะ เจ๊โทรฯ ถามยัง”
“ยัง” ตอนนี้เข้าสู่ปลายเทอมสองแล้ว เทอมนี้นันทรัตน์ลงเรียนไว้หลายวิชาจนเต็มเหยียด จึงลืมเรื่องที่น้องชายฝากไว้เรื่องที่ดินเมื่อเธอไปเจอประกาศขายเมื่อคราวก่อนหลังกลับจากดูภาพยนตร์กับน้องชายและรุ่นน้องเมื่ออาทิตย์ก่อน
“อ้าวเจ๊ วานแค่นี้ก็ไม่ได้” เสียงน้องชายตัดพ้อ
“ขี้เกียจ ยังไม่มีอารมณ์” นันทรัตน์เล่นตัวเล็กน้อย
“ถ้าเจ๊จัดการได้ดีมีโบนัสเป็นค่าคอมมิชชั่น 3 เปอร์เซ็นต์” น้องขายเสนอผลประโยชน์
“ห้าเปอร์เซ็นต์” นันทรัตน์ต่อรองกับน้องชายด้วยความเคยชิน
“สี่เปอร์เซ็นต์”
“ห้าเปอร์เซ็นต์” นันทรัตน์ก็พอศึกษามาบ้าง เธอรู้ว่าค่านายหน้า 5 เปอร์เซ็นต์เป็นราคามาตรฐานที่นิยมกัน แต่ถ้ามูลค่าที่ดินเป็นจำนวนที่สูงก็อาจจะคิดกันเพียงระดับ 2-3 เปอร์เซ็นต์
อันที่จริงเธอก็มีรายได้จากเก็บค่าเช่าจากตึกแถวของน้องชายอยู่แล้วเดือนละจำนวนไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามการได้เอาเปรียบน้องชายเล็กๆ น้อยๆ ก็นับเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง
“เอ้า ห้าก็ห้า” น้องชายเธอยอมในที่สุด
ยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดีที่ได้ชนะน้องชาย ก่อนจะลุกจากโซฟาไปหยิบกระดาษกับปากกามาเตรียมจดขั้นตอนต่างๆ ของงานพิเศษรายได้งามที่น้องชายไหว้วาน
นันทรัตน์ปฏิบัติงานอย่างรวดเร็ว นี่เธอเห็นแก่ที่น้องชายยกค่าเช่าตึกแถวให้หรอกนะ
ไม่ใช่เพราะค่านายหน้าก้อนโตที่จะได้จริงจริ๊งงง
ติดต่อไปตามเบอร์โทรศัพท์ที่เธอมี สอบถามราคาจนรู้ว่าที่ดินผืนที่น้องชายของเธอสนใจมีพื้นที่ 15 ไร่เศษเจ้าของต้องการขายตารางวาละสี่พันบาท ราคาตกไร่ละหนึ่งล้านหกแสนบาท
รวมราคาทั้งผืนคือยี่สิบสี่ล้านบาท!!
ที่ดินอยู่เกือบจะถนนเส้นรอบเมืองแบบนั้น ทั้งรกเรื้อและมีตึกร้างทรุดโทรมที่คงต้องทุบทิ้งอย่างเดียว ไม่รู้ว่าน้องชายเธอสนใจทำไม แถมราคาทั้งหมดเป็นเงินตั้งยี่สิบกว่าล้าน
นี่ถ้านันทรัตน์ไม่เคยติดตามตัวเลขมูลค่าหุ้นในบัญชีของน้องชาย คงนึกไม่ออกว่าเงินสดยี่สิบกว่าล้านน้องชายเธอจะหามาได้ยังไง ขนาดพ่อกับแม่ของเธอยังไม่รู้ว่าจะมีเงินสดมากมายขนาดนั้นหรือเปล่า
ช่วงหลังปีใหม่เธอ“แอบเห็น”จดหมายแจ้งรายงานสรุปมูลค่าบัญชีหุ้นในวันสิ้นปีของน้องชาย นันทรัตน์ต้องตาโต มูลค่าหุ้นทั้งหมดของน้องชายตอนนั้นมีกว่า 16 ล้านบาท!!ถ้าไม่เห็นด้วยตาตัวเองเธอนึกไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเทาหรือผิดกฎหมายจะมีการลงทุนอะไรได้ผลตอบแทนมหาศาลขนาดนี้
เรื่องการทำกำไรในตลาดหุ้นนันทรัตน์พอรู้ว่าผลตอบแทนการลงทุนที่รวดเร็วมหาศาลขนาดนี้ก็พอมีความเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่เธอคาดไม่ถึงว่าน้องชายของเธอจะสร้างกำไรได้มหาศาลและรวดเร็วขนาดนี้ได้ในทางปฏิบัติจริงๆผลตอบแทนการลงทุนของน้องชายเธอมันจะมหัศจรรย์เกินไปจริงๆล่าสุดเธอยังจำได้ว่าเขาน่าจะเพิ่งซื้อหุ้นธนาคาร N อีกหลังจากปีใหม่ นันทรัตน์แอบตามความเคลื่อนไหวและยังแอบซื้อหุ้นไปด้วยนิดหน่อยในบัญชีหุ้นที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน
ดูจากจำนวนเปอร์เซ็นต์ของราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ถ้าน้องชายเธอเอาเงินทั้ง 16 ล้านเมื่อคราวก่อนมาซื้อหุ้นธนาคารทั้งหมดแล้วขายหลังจากนั้น ตอนนี้น้องชายเธอคงมีเงินยี่สิบกว่าล้านแล้ว
วันหยุดสุดสัปดาห์ต่อมา
แม้จะยุ่งๆ เรื่องเรียนแต่ช่วงหลังมานี้นันทรัตน์ก็ยังกลับบ้านทุกสุดสัปดาห์ อาจเพราะการอยู่บ้านก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างแต่ก่อน
“เจ๊ลองต่อราคาไปอีก เอาซักเท่าไหร่ดี จากตารางวาละ 4 พัน เจ๊ต่อลงไปอีกเป็น ตารางวาละ 3 พันไปเลย”
นันทรัตน์เงยหน้าจากการ์ตูนที่กำลังอ่านอยู่บนเสื่อหลังบ้านขึ้นมองหน้าน้องชายที่นอนอยู่บนเปลใต้ร่มไม้เดียวกันด้วยความแปลกใจที่น้องชายชายจู่ๆก็เกิดเขี้ยวขึ้นมา
“มีข่าวกรองที่เชื่อถือได้บอกว่าเจ้าของจะร้อนเงินอะเจ๊”
“ยื่นคำขาดราคาสุดท้ายกดดันเลยใช่ไหม” น้องชายเธอชักจะลึกลับขึ้นทุกวัน มีกระทั่งข่าวเกี่ยวกับเจ้าของที่ดินที่กำลังติดต่ออยู่นี้ด้วย
นันทรัตน์โทรศัพท์ไปต่อรองราคาที่ดินตามที่ได้รับมอบหมายจากน้องชายมา 2-3 รอบแล้ว แต่น้ำเสียงเจ้าของก็ยังไม่อ่อนลง วันต่อมาเธอก็โทรศัพท์ไปอีกครั้ง
“เต็มที่ให้ได้แค่ตารางวาละ 3 พันจริง ๆ ค่ะ” วันนี้นันทรัตน์ก็โทรศัพท์ไปอีกรอบ แต่เจ้าของก็ยังอยากจะได้ราคาที่ตั้งไว้ตารางวาละสี่พันบาท
“ไม่ได้ค่ะ ได้แค่นี้จริงๆ ”
“ขอบคุณค่ะ”
วางสายจากเจ้าของที่ดินเสร็จน้องชายที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบนก็ส่งเสียงถามความคืบหน้า
“เป็นไงบ้างเจ๊”
“ยังเสียงแข็ง ไม่ยอมลดเลย ซักตารางวาละ 3,500 ไม่ได้เหรอ ฟังเสียงเขาเหมือนพอจะลดให้ได้ประมาณนี้” ถ้าต่อราคาเหลือซักตารางวาละสามพันห้า นันทรัตน์มั่นใจว่าจะต่อรองให้เจ้าของยอมขายได้
แต่น้องชายของเธอก็ยังยืนยันที่ราคาเดิม เพราะรู้ว่าฝั่งผู้ขายต้องการเงินไปลงสมัครการเมืองท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าไปได้ข่าวมาจากไหน
ระหว่างกำลังที่นันทรัตน์กำลังคิดเรื่องที่ดินและเรื่องน้องชายอยู่ เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นมา
สายที่โทรฯ เข้าก็คือเบอร์โทรศัพท์ที่เธอเพิ่งวางสายไปเมื่อสักครู่นี้เอง นันทรัตน์รีบกดปุ่มรับสาย
“สวัสดีค่ะ”
“ค่ะ...หรือคะ….อะไรบ้างคะ”
“ขอเป็นการจ่ายงวดเดียวเหรอคะ”
เป็นไปอย่างที่น้องชายเธอว่าไว้ แม้เจ้าของที่จะทำเหมือนเสียงแข็ง แต่สุดท้ายก็ยอมขายที่ราคาขูดรีดของน้องชายเธอจริงๆ แต่ก็ไม่วายมีการต่อรองขอเป็นการจ่ายด้วยเงินสดงวดเดียว
นันทรัตน์ส่งสายตาถามน้องชาย เจ้านั่นก็พยักหน้าตกลงอย่างสบาย
อาทิตย์ต่อมาช่วงวันหยุด รด. กลางสัปดาห์ของน้องชาย นันทรัตน์ก็นัดผู้ขายมาทำสัญญาซื้อขายโอนที่ดินกันจากราคาที่ดิน 25 ล้าน เจ้าน้องชายเธอซื้อได้ในราคาเพียง 18 ล้าน กำไรเห็นๆ เลย
ส่วนเธอก็ได้ค่านายหน้าเป็นแคชเชียร์เช็กราคา 9 แสนบาท เมื่อรวมกับเงินที่มีในบัญชี ตอนนี้เธอก็เป็นเศรษฐีเงินล้านแล้วสิ จะเอาเงินไปทำอะไรดีนะ
นันทรัตน์รู้สึกว่าพักหลังน้องชายเธอก็ไม่ค่อยขัดหูขัดตาเท่าไหร่
มองไปมองมามันก็น่ารักดีนี่นา….
หลังจากซื้อที่ดินให้น้องชายเรียบร้อยแล้วงานของนันทรัตน์ก็ยังไม่จบ
ดีที่วิชาของคณะที่เรียนไม่ได้ยากอะไร ดังนั้นแม้จะเป็นช่วงใกล้ปลายเทอมนันทรัตน์ก็ยังหาเวลามาทำงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างสะดวก
การเตรียมการถ่ายภาพที่ดินที่น้องชายเธอปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้วนันทรัตน์ถึงกับถอยกล้องถ่ายรูปใหม่เอี่ยมตัวใหม่ออกมาเพื่อถ่ายที่ดินประกอบเอกสารให้น้องชายนำไปเสนอขายให้บริษัทค้าส่งตามที่เจ้าตัวเตรียมการไว้
นอกจากทำตัวดีขึ้นทุกวันและรอบรู้เรื่องหุ้นแล้ว ในเรื่องอื่นก็ยังดูจะรู้ไปเสียหมด อย่างเรื่องเกี่ยวกับวงการอสังหาริมทรัพย์และขั้นตอนในการเสนอขายที่ดินให้กับบริษัทต่างๆหรือกระทั่งความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการผลักดันกฎหมายควบคุมห้างค้าส่งที่มีกลุ่มมวลชนกำลังเรียกร้องอยู่ในข่าวทีวีช่วงนี้น้องชายเธอก็รู้ไปหมดแถมยังปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเพื่อหาประโยชน์ได้อีกด้วย
หลังจากถ่ายรูปที่ดินเสร็จเรียบร้อยก็ไปต่อด้วยบุฟเฟต์เนื้อย่างที่เป็นค่าแรงในวันนี้ นันทรัตน์ก็ชวนน้องชายซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ด้วยกัน
ที่จริงเธอก็หาเหตุใช้เงินไปงั้นเองล่ะ ก็ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรนี่นา
เฮ้อ!! นี่สินะ ทุกข์ของคนมีตังค์
ล้างอัดรูปที่ถ่ายมาเรียบร้อยร้อยแยกเป็นชุดใส่ซองเอกสารเตรียมไว้ หลังเลิกเรียนในตอนบ่ายแก่ๆ นันทรัตน์ก็โทรศัพท์เรียกคนขับรถประจำตัวมาพาไปหาน้องชาย
มาถึงโรงเรียนน้องชายเวลาเย็นแล้ว ประตูหน้าโรงเรียนปิดจึงต้องโทรศัพท์เรียกน้องชายออกมาเอาเอกสารเอง ก่อนจะส่งตลับเทปเข้าสู่เครื่องเล่น พร้อมกับฮัมเพลงของนักร้องชื่อดังคลอตามฆ่าเวลา
อยากโดนเป็นเจ้าของ อยากมีคนจับจอง แม้เธอได้ครอบครอง เจ้าของใจดวงนี้
ก๊อกๆ!นันทรัตน์นั่งฟังไปได้ไม่กี่เพลงเสียงเคาะกระจกรถยนต์ก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ
หยิบเอกสารในซองที่เตรียมมาเปิดประตูรถเพื่อจะเอามาส่งให้น้องชายซึ่งตอนนี้กำลังยืนข้างรถที่คุณตำรวจคนขับรถของเธอจอดอยู่ริมถนนหน้าโรงเรียน
ทักทายกันเสร็จนันทรัตน์ก็ยื่นเอกสารส่งให้น้องชาย
“อ่ะรูปกับสำเนาโฉนด สำเนาบัตรฯ ”
สายตามองเห็นรุ่นน้องสาวลูกครึ่งเดินมาด้วยกันกับน้องชาย
“หวัดดีจ้ะน้องบีน่า เป็นไงบ้างไม่ได้เจอกันเกือบเดือนเลยตั้งแต่ดูหนังคราวก่อน แล้วมากับน้องชายพี่ได้ยังไง” รับไหว้พร้อมกับทักทายรุ่นน้องที่เอ็นดูและลอบสังเกตเก็บข้อมูลระหว่างรุ่นน้องคนสวยกับน้องชายด้วยความสนใจ
นันทรัตน์เห็นรุ่นน้องเดินหน้าบาน แช่มชื่น ยิ้มหวานตามน้องชายมาแต่ไกล
“สวัสดีค่ะพี่นัน บีน่าเพิ่งเลิกประชุมค่ะ พี่นะเห็นเลยช่วยถือของออกมาส่ง”
พูดคุยกับรุ่นน้องด้วยเรื่องจิปาถะได้ไม่กี่คำเสียงน้องชายที่เพิ่งหันไปทักทายคนขับรถของเธอ
“เจ๊ก็เพลาๆ ใช้แรงงานโชเฟอร์เจ๊หน่อยนะ”
นันทรัตน์มองตามสายตาน้องชายไปที่นายตำรวจที่กำลังอ่านและพลิกเอกสารในมือไปมา
คนขับรถของนันทรัตน์ในช่วงนี้ดูเหมือนจะมีงานใหญ่วุ่นวายพอสมควร เห็นว่าเป็นเรื่องนโยบายใหม่ของผู้ใหญ่อะไรนี่แหละตอนที่เธอโทรศัพท์ไปบอกให้มารับวันนี้ก็มีบ่นนิดหน่อยว่าวันนี้มีงานเยอะแต่สุดท้ายก็ยังรับปากและหาเวลามารับเธอได้เหมือนเดิม วันนี้เธอเลยแอบเพิ่มให้อีกหนึ่งคะแนนไปแล้ว
นันทรัตน์ไม่สนใจเสียงบ่นของน้องชายที่เห็นใจคนขับรถประจำตัวเพราะเธอก็อุตส่าห์ให้คะแนนชดเชยให้คนที่น้องชายเห็นใจไปแล้ว จึงได้หันไปพูดคุยกับรุ่นน้องนัดแนะจะโทรศัพท์ติดต่อหากันอีกไม่กี่ประโยคก่อนบอกรุ่นน้องกลับเข้าไปนั่งรับแอร์เย็นๆ ฟังเพลงในรถต่อ
ส่วนคุณผู้หมวดที่นั่งอ่านเอกสารพลิกไปมาตั้งแต่จอดรถเธอก็ปล่อยเขาไป เดี๋ยวอ่านเสร็จก็พาเธอไปส่งได้เองล่ะ วันนี้เธอว่าจะเลี้ยงมื้อเย็นเขาสักหน่อย
“พี่ว่ารุ่นน้องนัน น่าจะชอบน้องนะ”
เสียงคุณตำรวจที่เพิ่งเงยหน้าจากเอกสาร ตั้งข้อสังเกตขณะมองคนที่ถูกพูดถึงทั้งคู่ยืนโบกมือส่งกันที่ป้ายรถประจำทางด้านหน้ารถที่พวกเขาจอดติดเครื่องอยู่
“ใครอยู่กับสองคนนี้แล้วไม่ได้ตาบอด ก็มองออกทั้งนั้นล่ะค่ะพี่อาท” ผู้แอบสังเกตการณ์คนทั้งคู่มานานกล่าว
“แต่กับน้องนะนี่ พี่มองไม่ออก” นายตำรวจที่คิดว่าอ่านคนออกพอสมควรกล่าวยอมรับ
“โอ้ยย ซื่อบื้อขนาดนั้นจะรู้อะไรล่ะคะ”
นายตำรวจอ้าปากเตรียมจะค้าน ดูยังไงน้องชายของนันทรัตน์ไม่มีทางเป็นคนซื่อบื้อแน่ๆ ออกจะฉลาดและเก่งเกินอายุด้วยซ้ำไป แต่นึกขึ้นได้จึงเปลี่ยนใจไม่กล่าวแย้งออกมาผู้หมวดหนุ่มเริ่มชินนิสัยที่ไม่ชอบให้ใครขัดใจของคู่สนทนาแล้ว ขืนขัดใจไปก็มีงอนถ้างอนนาน ต้องมาเหนื่อยง้ออีก
เอาเป็นว่าไม่เถียงจะดีกว่า
---------
ในกลุ่มเด็กสาวที่วนเวียนรอบน้องชายเธอ
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนทางจดหมายที่ติดต่อกันมานาน หรือเด็กสาวหน้าตาน่ารักที่เธอเจอว่าไปดูหนังกับน้องชายเมื่อคราวก่อน และอดีตรุ่นน้องโรงเรียนสตรี ยังไงเธอก็เอ็นดูรุ่นน้องสาวลูกครึ่งที่สุด
นันทรัตน์อดไม่ได้ที่จะสอดแทรกเข้าไปช่วยเหลือรุ่นน้องเล็กๆ น้อยๆ
ในวันที่แม่กับเธอไปที่ร้านรุ่นน้องเพื่อนเปลี่ยนลายสร้อยทอง นันทรัตน์จึงชวนน้องชายให้ตามไปด้วยแต่น้องชายเธอปฏิเสธ!
คนเขาอุตส่าห์ช่วยเปิดช่องให้ขนาดนี้ ไม่รู้เรื่องอะไรเล้ยยยยย
แต่ก่อนกลับออกจากร้านเครื่องประดับในวันนั้น นันทรัตน์ก็เปรยว่าอยากดูอัลบั้มรูปงานกีฬาสีที่รุ่นน้องได้เข้าร่วมทำกิจกรรมหลายอย่าง แล้วทำทีเป็นวานรุ่นน้องให้ฝากอัลบั้มงานกีฬาผ่านน้องชายมาให้เธอดู
เพื่อที่จะได้เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้ไปมาหาสู่ มีเรื่องให้ใกล้ชิดกันให้มากขึ้นอีกหน่อย
พี่ช่วยได้เท่านี้ล่ะนะบีน่า
หวังว่าน้องชายเธอคงจะไม่มีคนที่สี่ที่ห้าเพิ่มมาอีกหรอกนะ
------
“สวัสดีครับ คุณนันทรัตน์ใช่ไหมครับ”
“ค่ะ ใช่ค่ะ”
ตั้งแต่นันทรัตน์เป็นตัวแทนและช่วยงานน้องชายติดต่อเรื่องต่างๆ หลายเรื่อง เธอก็เริ่มชินกับบทบาทใหม่ที่ต้องกลายเป็นคุณนันทรัตน์กับสำหรับผู้ติดต่อแล้ว
รับสายพูดคุยกันสักพักก่อนจะปฏิเสธและวางสาย
หลังจากที่น้องชายส่งเอกสารเสนอขายที่ดินไป โทรศัพท์ของเธอก็มีสายแปลกโทรศัพท์เข้ามาไม่ได้ขาด ซึ่งส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นนายหน้าขายที่ดินซึ่งก็ไม่รู้ว่าไปรู้ว่าเธอมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินผืนงามและกำลังส่งเอกสารเสนอขายที่ดินให้ทางบริษัทค้าส่งฯ ได้ยังไง
“พวกในบริษัทค้าส่งที่เราส่งเอกสารไปนั้นล่ะเจ๊ คงอยากกินค่านายหน้า”น้องชายเธออธิบาย
นันทรัตน์แวะไปสอบถามน้องชาย เจ้าของที่ดินตัวจริงบอกเธอให้ปฏิเสธไป
ผ่านไปอีกราวสองอาทิตย์ก็เริ่มมีตัวแทนจากบริษัทค้าส่งติดต่อเข้ามาโดยตรง มีการต่อรองราคาจากที่ตั้งไว้ราว 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ถ้าขายก็ได้กำไรทันทีแต่เจ้าน้องชายเธอก็ยังยืนยันที่ราคาเสนอไปซึ่งเป็นราคาสูงว่าตอนที่ซื้อมาตั้งเท่าตัว
สุดสัปดาห์ที่บ้านนันทรัตน์
จะว่าไปแล้วตั้งแต่ขึ้นชั้นปีสามเธอกลับบ้านบ่อยกว่าช่วงสองปีก่อนรวมกันเสียอีก อาจเพราะตอนนี้เวลากลับมาอยู่บ้านในช่วงวันหยุดไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและเบื่อหน่ายเหมือนแต่ก่อน
ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะแม่ของเธอไม่ได้จู้จี้ขี้บ่นมากเท่ากับเมื่อก่อน ส่วนน้องชายก็ไม่ได้กวนประสาท ทำให้เธออารมณ์เสียอีก และเวลาที่เธอเบื่อๆ ก็ยังมีคนคนหนึ่งมาขันอาสาพาเธอไปทุกที่อีกด้วย ไม่ว่าจะดูหนัง เดินช็อปปิ้งหรือกินบุฟเฟต์ที่ห้างสรรพสินค้า
พูดถึงคุณตำรวจแล้ว ดูเขาจะเป็นคนใจเย็นอย่างมาก ปกติแล้วคนที่มาจีบเธอ พอผ่านไปได้สักพักเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้มีท่าทีอะไรเปลี่ยนแปลง นานวันเข้าก็มักจะค่อยๆ หายหน้าไปในที่สุดแต่ร้อยตำรวจโทคนนี้กลับไม่ยักกะหายไปเหมือนคนอื่นๆ ยังคงโผล่หน้ามาให้เธอเห็นได้บ่อยๆ และอยู่คอยอาสาช่วยเหลือในหลายๆ อย่างเมื่อนันทรัตน์ต้องการ
อย่างวันหยุดวันนี้ก็อุตส่าห์มานั่งกินมะม่วงน้ำปลาหวานและดูอัลบั้มรูปงานกีฬาสีของน้องบีน่าเป็นเพื่อนเธอ
คุณตำรวจที่นั่งข้างๆพอเห็นรูปน่าสนใจในอัลบั้มงานกีฬาสีก็เงยหน้าขึ้นถามน้องชายของเธอที่นอนเปลอยู่ใกล้ๆ
“น้องนะอยู่สีไหน”
“สีเหลืองพี่”
“อยู่สีเหลืองแต่ถ่ายรูปยิ้มแป้นข้างเชียร์ลีดเดอร์สีชมพู เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ”
ขณะนั่งดูอัลบั้มรูปที่น้องชายได้รับฝากมาจากรุ่นน้องกับคุณตำรวจ ไปรษณีย์น้องชายของเธอก็ออกไปรับจดหมายกับไปรษณีย์ที่หน้าบ้าน
คุณผู้หมวดหันมากระซิบตั้งข้อสังเกตต่อจากคราวก่อน เขารู้สึกว่าระหว่างน้องชายเธอกับรุ่นน้องในภาพถ่ายคู่ต้องมี “อะไร”ในกอไผ่อยู่บ้างแน่นอน
แต่นันทรัตน์ก็มองไม่ออกหรอก ปกติผู้ชายถ่ายรูปข้างสาวสวยก็ต้องยิ้มแฉ่งอยู่แล้วหรือเปล่าหรือว่าที่จริงแล้วน้องชายเธอจะมี “อะไร” อยู่บ้างจริงๆ
พอน้องชายกลับมาจากไปรับจดหมายจากไปรษณีย์นันทรัตน์กับเพื่อนร่วมวงมะม่วงน้ำปลาหวานก็เลิกนินทา เอ๊ย!! เปลี่ยนเรื่องคุยทันที
หลังจากน้องชายอ่านจดหมายของเพนเฟรนด์เสร็จ เจ้านั่นถึงกับโบกจดหมายมาทางเธอพร้อมกับส่งเสียงเชิญชวน
“สนใจไหมเจ๊”
นันทรัตน์จึงพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ยังไงเธอก็ตามจดหมายของคู่นี้มานาน ถ้าจะไม่ตามต่อก็จะกระไรอยู่ เหมือนดูละครแล้วไม่ได้ดูตอนจบ
อ่านจดหมายลายมือน่ารักของเพื่อนทางจดหมายน้องชายอย่างสนใจ
เด็กสาวในจดหมายนี้ก็เป็นเด็กสาวที่สดใส นิสัยจริงจัง จะว่าไปแล้วเธอก็เอ็นดูเพื่อนทางจดหมายคนนี้ของน้องชายเหมือนกัน เป็นเด็กสาวที่จริงจัง เข้มแข็งแถมยังพ่วงความหน้าตาดีเข้ามาอีก นี่มันนิสัยเหมือนนางเอกการ์ตูนตาหวานที่เธออ่านเลยนี่นา
สำหรับเพื่อนทางจดหมายของน้องชายเธอคนนี้ คงเพราะทั้งคู่เขียนจดหมายติดต่อหากันตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าวัยรุ่น ความสัมพันธ์ทางจดหมายจึงดูเหมือนเพื่อนมากกว่าจะมี “อะไร” แบบเด็กหนุ่มเด็กสาว
แต่ก็ไม่แน่หรอกถ้าได้เจอกันตอนนี้ ยังไงน้องชายเธอก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ส่วนฝั่งนู้นก็สวยไม่ใช่ย่อย
อ่านจดหมายเสร็จก็นั่งฟังน้องชายคุยเรื่องหุ้นกับคุณตำรวจพร้อมกับแอบถามเรื่องเกี่ยวกับหุ้นบางเรื่องที่ยังสงสัยไปด้วย
ผ่านไปอีกสองวันในช่วงวุ่นวายของงานผ้าป่าสามัคคีของหมู่บ้านในขณะที่นันทรัตน์กำลังช่วยงานมารดาจัดการสิ่งต่างๆ ของงานผ้าป่าสามัคคีที่วัด และแล้วก็มีโทรศัพท์จากบริษัทค้าส่งติดต่อเข้ามาอย่างที่น้องชายเธอเคยคาดไว้
“สวัสดีครับ คุณนันทรัตน์ใช่ไหมครับ”
“ค่ะ นันทรัตน์พูดค่ะ” หลังจากทราบว่าบริษัทค้าส่งอยากจะนัดคุยเจรจาโดยตรง นันทรัตน์ก็ขอแวบออกจากข้างกายมารดา เดินหาน้องชายที่คาดว่าคงจะอยู่ในวัดตอนนี้
เมื่อเช้าเธอไม่ได้ทำกับข้าวทิ้งไว้ให้ น้องชายเธอคงไม่ทำกับข้าวกินเองอยู่แล้ว ตอนนี้คงมาป้วนเปี้ยนหาอะไรกินแถวโรงครัวของวัดเป็นแน่
เดินมาถึงโรงครัวก็เจอน้องชายถือจานขนมจีนกำลังเดินออกจากครัวพอดี
หลังจากสอบถามน้องชาย นันทรัตน์ก็ตกลงนัดวันคุยกับตัวแทนบริษัทค้าส่งจนเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยมารดาที่กำลังวุ่นวายจัดแจงเรื่องต่างๆ ในงานต่อ
ขณะช่วยมารดารับรองแขกผู้ใหญ่ของอำเภอในศาลาวัด ด้านนอกก็มีเสียงเอะอะเหมือนมีเรื่องวุ่นวายดังเข้ามาให้คนข้างในศาลาวัดสงสัย พ่อของนันทรัตน์กับผู้ใหญ่ในงานที่เป็นเจ้าหน้าที่จึงออกไปดูสถานการณ์
ผ่านไปครู่หนึ่งแม่ของนันทรัตน์กับกลุ่มแม่บ้านในศาลาบางส่วนก็ทยอยออกไปดูเหตุการณ์บ้างหลังจากเสียงความวุ่นวายจากด้านนอกได้เงียบลง
ไม่ถึงสิบนาทีแม่ของนันทรัตน์และกลุ่มแม่บ้านที่ออกไปดูเหตุการณ์รวมถึงชาวบ้านบางส่วนที่อยู่ข้างนอกก็เข้ามาในศาลาพร้อมกับพูดคุยบอกเล่าเหตุการณ์กันอย่างตื่นเต้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็นเหตุร้ายรายวันที่เห็นได้จากข่าวในโทรทัศน์ไม่น่าเชื่อว่าไอ้เรื่อง คนเมายาบ้าจับคนอื่นเป็นตัวประกัน จะเกิดขึ้นที่หมู่บ้านของเธอได้ แถมยังมาเกิดในช่วงงานบุญใหญ่อีกต่างหาก
นันทรัตน์นั่งฟังคนเล่าอยู่ข้างๆ มารดา คนเห็นเหตุการณ์ก็เล่าในคนในศาลาฟังอย่างน้ำลายแตกฟองราวกับหนังแอ๊กชันที่พระเอกเข้าจู่โจมตัวร้ายเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน
ส่วนพระเอกในเรื่องกลับเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งของหมู่บ้านที่อยู่ในเหตุการณ์นายณรัชต์ ลูกชายกำนันนิวัตน์ น้องชายของเธอเอง
น้องชายนันทรัตน์เก่งกล้าถึงกับเข้าจู่โจมช่วยผู้หญิงที่ถูกคนเมายาบ้าจับเป็นตัวประกัน!!
คนในศาลาได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้านนอกต่างพากันเยินยอชื่นชมน้องชายของนันทรัตน์ต่างๆ นานา จนทำเอาแม่ของเธอหน้าบานไปด้วยที่มีลูกชายเก่งกาจกล้าหาญ
แต่ก่อนน้องชายของเธอก็เป็นที่ถูกใจของเหล่าแม่บ้านที่มาวัดอยากได้ไปเป็นลูกเขยหลานเขยกันอยู่แล้ว ยิ่งวันนี้ยังมีเสียงชื่นชมจากคนต่างหมู่บ้านที่มางานบุญเพิ่มเข้าไปอีก ทำเอาจำนวนคนที่ทาบทามพูดทีเล่นทีจริงว่าอยากได้น้องชายเธอไปเป็นลูกเขยเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ส่วนนันทรัตน์น่ะเหรอ? โชคดีที่เธอเป็นผู้หญิง ในวงสนทนาจึงไม่มีใครกล้ากระเซ้าหรือจีบไว้ให้ลูกหลานเหมือนอย่างน้องชาย ก็แม่ของเธอขึ้นชื่อเรื่องช่วยโก่งค่าสินสอดให้ทางฝ่ายหญิงเก่งซะขนาดนั้น เรียกว่าตำบลเธอคงมีแค่ไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นล่ะที่พอจะมีหน้ามีตาและมีฐานะมากพอ แถมครอบครัวที่มีหน้ามีตาพอส่วนใหญ่ก็เป็นญาติๆ กับเธอทั้งนั้น
ยิ่งตอนนี้ที่บ้านเธอมีรองสารวัตรหน้าเข้มคนหนึ่งมาเป็นแขกประจำแทบทุกอาทิตย์ ดังนั้นนันทรัตน์จึงลอยตัวจากการถูกทาบทามทีเล่นทีจริงจนวางตัวลำบากแบบน้องชาย
นี่คงเป็นไม่กี่เรื่องที่เธอไม่นึกอิจฉาน้องชาย
กลางสัปดาห์หลังผ่านงานบุญผ้าป่าสามัคคี
นันทรัตน์เป็นคนเบื่อง่ายและไม่ชอบเรื่องจุกจิกพิรี้พิไร ซึ่งรวมไปถึงเรื่องเรียนและวิชาที่เรียนด้วย ดังนั้นเมื่อได้การบ้านเป็นรายงานหรือการเรียนวิชาต่างๆ เธอจึงมักอ่านทบทวนวิชานั้นๆ จนจบไปในคราวเดียวรวมถึงรายงานต่างๆ ในแต่ละวิชาเธอก็จะรีบสะสางให้เสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ได้มาเพื่อจะได้ไม่มีเรื่องกวนใจอีก ยิ่งกลุ่มวิชาไหนไม่บังคับว่าต้องให้ผ่านวิชารหัสก่อนหน้าก่อน นันทรัตน์ก็จะลงเรียนรวดเดียวไปทั้งหมด
ทำให้ในช่วงปลายภาคตอนนี้ก็เหลือเพียงรอสอบปลายภาคในอาทิตย์หน้า หลังจากนั้นเธอก็จะจบชั้นปีสาม และเหลือวิชาที่เรียนอีกเพียงหนึ่งวิชาในซัมเมอร์รวมกับฝึกงานเทอมหน้านันทรัตน์ก็จะจบภายในสามปีครึ่งได้อย่างที่วางแผนไว้ ถ้าไม่ติดที่ว่าที่เรียนของเธอให้จบเร็วสุดได้เพียงสามปีครึ่ง เธอก็อยากจบตั้งแต่เทอมนี้ด้วยซ้ำไปก็จังหวัดเล็กๆ ที่เธอเรียนนี้แทบไม่มีอะไรน่าสนใจหรือน่าท่องเที่ยวเลยนะสิ
“จะขยันไปไหนยะยัยนัน ไม่มีใครแย่งเกียรตินิยมแกหรอกน่า” เสียงเพื่อนร่วมคณะดังแทรกขณะนันทรัตน์กำลังอ่านหนังสืออยู่โต๊ะใต้ร่มไม้ข้างตึกคณะ
นันทรัตน์เงยหน้าจากหนังสือเรียนทักทายเพื่อนร่วมคณะ ก่อนจะบิดขี้เกียจแก้เมื่อยจากการนั่งอยู่ในท่าเดียวมานาน แล้วยกมือซ้ายขึ้นดูนาฬิกาที่ข้อมือ
“แฟนแกไม่แวะมาเหรอวันนี้ เห็นมาเฝ้าทุกเย็นอย่างกับ สน. อยู่ติด วิ’ลัย”
นันทรัตน์เก็บหนังเรียนและสมุดเลคเชอร์ใส่กระเป๋าก่อนหันมาชี้แจงกับกลุ่มเพื่อนร่วมคณะ
“ไม่ใช่แฟน เรียกว่าเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทที่สุดแล้วกัน.. เห็นว่าช่วงนี้มีงานยุ่งๆ นะ”ชี้แจงถึงสถานะของบอดี้การ์ดประจำตัวพร้อมอธิบายว่าทำไมวันนี้ไม่โผล่มาคุณตำรวจที่คะแนนเกือบจะเลยเกณฑ์เพื่อนคนสนิทที่เธอตั้งไว้ขึ้นไปอีกขั้นแล้ว
“เพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทที่สุด ต๊าย!! ตอบเป็นดาราเลยนะแก”
นันทรัตน์ยักไหล่อย่างกวนๆ ใส่กลุ่มเพื่อนก่อนโบกมือลา
เย็นนี้เธอมีธุระสำคัญที่จะต้องทำ เมื่อไม่มีคนขับรถประจำตัวก็คงต้องนั่งรถประจำทางไปเอง
“ไปก่อนล่ะ วันนี้มีธุระ”
วันนี้เป็นวันเกิดน้องชาย นันทรัตน์จำได้นึกย้อนไปไปถึงเมื่อหลายปีก่อน มีครั้งหนึ่งที่น้องชายได้ของขวัญวันเกิดเป็นเกมบอยเครื่องใหม่เอี่ยม เธอจำไม่ได้ว่าตอนนั้นเธอกับน้องชายทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่นันทรัตน์ก็แกล้งทำให้เครื่องเล่นเกมบอยของน้องชายพัง
นึกไปแล้วก็รู้สึกผิดอยู่นิดๆ การทำให้ของที่มีราคาตกน้ำเสียหายมาคิดดูแล้วก็ทำตัวไม่ดีเลยจริงๆ ยิ่งช่วงนี้น้องชายของเธอก็ยังทำตัวดีอีกด้วย นันทรัตน์เลยคิดจะซื้อเครื่องเกมบอยเพื่ออยากจะชดใช้เรื่องในอดีตต่อให้น้องชายจำไม่ได้อย่างน้อยเธอก็สบายได้สบายใจ
นันทรัตน์ซื้อเครื่องเล่นเกมแบบพกพาหนึ่งกล่องเป็นของขวัญเพื่อชดเชยให้น้องชาย และยังแถมชุดเขียนจดหมายที่มีซองจดหมายและกระดาษเขียนจดหมายลายน่ารักที่กระดาษมีกลิ่นหอมเอาไว้ให้น้องชายใช้เวลาเขียนจดหมายหาเพนเฟรนด์อีกหนึ่งชุดกระดาษกับซองจดหมายนั่นก็เพื่อที่จะไม่ดูว่าเธอตั้งใจจะให้ของขวัญชิ้นนี้เพื่อไถ่โทษเรื่องในอดีต
เพราะไม่มีคนขับเจ้าประจำไม่ได้มารับส่งนันทรัตน์จึงต้องเหนื่อยนั่งรถประจำทาง ออกจากที่เรียนตั้งแต่บ่ายโมงกว่าเกือบบ่ายสอง พอไปถึงโรงเรียนน้องชายก็ตรงกับช่วงเวลาเลิกเรียนพอดี แต่พอนันทรัตน์รีบตรงเข้าไปโต๊ะประจำที่น้องชายกับเพื่อนสนิทมักนั่งจับกลุ่มกันอยู่ก็กลับไม่เจอใครสักคนไปหาที่ห้องพักก็ไม่เจอ ไปไหนของมันกันนะ
อุตส่าห์เตรียมของขวัญจะมาเซอร์ไพรส์สักหน่อย ชิส์!
โทษฐานที่น้องชายทำให้เธอเสียเวลาวิ่งวุ่นหาตัวอยู่นาน นันทรัตน์จึงอดไม่ได้ที่จะแกล้งน้องชายโดยเปลี่ยนจากเครื่องเกมแบบพกพาที่เธอจะเอามาไถ่โทษเป็นเกมกิ๊กก๊อกที่เคยเล่นสมัยอนุบาลแทน
ยังไงตอนนี้เจ้านั่นก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินอยู่แล้วนี่ อยากได้อะไรคงซื้อเองได้สบาย

พิมพ์คำอธิบายที่นี่
นันทรัตน์แวะร้านค้าแถวหน้าห้างสรรพสินค้าเพื่อแกะห่อเครื่องเกมบอยออกก่อนจะซื้อเกมเด็กเล่นในร้านมาเปลี่ยนใส่ในกล่องแทน พร้อมกับซื้อกล่องและกระดาษมาอย่างดีและกำชับให้พนักงานห่อหลายๆ ชั้นเพื่อคนแกะจะได้ยุ่งยากเวลาต้องแกะกล่องของขวัญชิ้นนี้ ก่อนจะเดินออกมาโทรศัพท์หาเจ้าของวันเกิดที่นอกร้าน
โทรศัพท์เข้าเบอร์น้องชายก็ไม่รับสายอีก ไอ้นิสัยไม่ชอบเปิดเสียงโทรศัพท์ของน้องชายนี่ทำเธอโทรไปหาแล้วไม่ได้รับหลายครั้งละ
ขณะกำลังกดเบอร์โทรศัพท์อยู่ที่หน้าร้านค้าตรงข้ามห้างสรรพสินค้าหนึ่งเดียวของจังหวัดหางตานันทรัตน์เห็นเด็กสาวสองคนหน้าตาดีเดินมาหารถเก๋งคันใหญ่ที่ยอดอยู่หน้าร้านที่เธอกำลังยืนอยู่
กดเบอร์โทรซ้ำไปหูก็ได้ยินเสียงของเด็กสาวสองคนที่กำลังรับกล่องพลาสติกกล่องใหญ่ที่น่าจะเป็นเค้กจากมือคนขับรถเก๋งคันโตที่หยิบมาให้จากเบาะหลัง
“คุณส้มจะเอาอะไรอีกไหมครับ” เสียงจากคนแต่งตัวเหมือนคนขับรถที่เอากล่องเค้กมาส่งเอ่ยถามเด็กสาวหนึ่งในสองคน
“ไม่แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะลุง”
นันทรัตน์เหลือบมองผ่านพลาสติกใสของกล่องไปที่เค้กสีสวยด้านในอย่างสนใจขณะเด็กสาวมัธยมปลายถือกล่องเดินผ่าน พร้อมกับหูก็ได้ยินคำสนทนาขณะเด็กสาวทั้งคู่เดินผ่าน
“ปักเทียนรูปหัวใจเลยไหมจ๊ะคุณส้ม ก่อนจะเอาไปให้เต้าหมิงซื่อของแกเป่าเค้กวันเกิดอ่ะ”
“... เงียบไปเลยยัยบี”เสียงตอบขัดเคืองระคนเก้อเขิน
‘มีคนเกิดวันเดียวกับน้องชายเธอด้วย’ นันทรัตน์กลับเข้าไปในร้านเพื่อเอาของขวัญที่พนักงานในร้านกำลังจะห่อให้เสร็จแล้ว
หลังจากจ่ายเงินค่ากระดาษกับกล่องห่อของขวัญที่แพงกว่าตัวของขวัญกิ๊กก๊อกด้านในเสร็จนันทรัตน์ก็ออกมาโทรศัพท์หาน้องชายอีกรอบ
“อยู่ไหน” คราวนี้มีคนรับสาย นันทรัตน์รีบถามที่อยู่ของคนปลายสายทันที
“อะไรอ่ะเจ๊” เสียงฉงนจากปลายสาย
“ไปไหน ไม่เห็นที่โต๊ะ ที่หอก็ไม่อยู่” ทำเอายุ่งยากเสียเวลาตามหาตัวจริงๆ เธอยิ่งไม่มีรถส่วนตัวอยู่ด้วย
“อยู่ห้างอ่ะเจ๊ ที่ลานโบว์ลิ่ง”
“อยู่นั่นนะ จะไปหา”
เดินข้ามฝั่งถนนก็ถึงห้างสรรพสินค้าที่น้องบอกว่าอยู่ในลานโบว์ลิ่งที่ชั้นสาม แต่นันทรัตน์ไปเสียเวลาตรงลานกิจกรรมที่มีสินค้าลดราคานิดหน่อย ก่อนจะเอาของขวัญไปให้น้องชาย
พอไปถึงลานโบว์ลิ่งนันทรัตน์รีบส่งของขวัญพร้อมกับบอกน้องชายเรื่องเพื่อนร่วมห้องที่เช่าตึกแถวจะขอยกเลิกสัญญาเช่า เสร็จธุระและส่งของขวัญเรียบร้อยนันทรัตน์ก็รีบหนีกลับอย่างรวดเร็วแม้ถึงจะอยากดูสีหน้าน้องชายตอนแกะห่อของขวัญของเธอก็เถอะในตอนนี้ถึงน้องชายเธอจะไม่ได้ทำตัวน่าหมั่นไส้ โวยวาย ขี้ฟ้องเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังต้องระวังปากคอที่คมคายชอบสั่งสอนเธอย่างกับคิดว่าตัวเองเป็นพี่ชายไม่ใช่น้องชาย
พอต้องมาเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวโดยไม่มีคนขับรถที่มารับเป็นประจำนันทรัตน์ก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่สะดวกและคล่องตัว แต่ก่อนเธอก็ไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นประจำไม่ได้รู้สึกอะไร เธอชักจะคุ้นชินกับการพึ่งพาคุณผู้หมวดไปแล้วสินะหรือจะเอาเงินก้อนโตในธนาคารที่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรมาซื้อรถเก๋งสักคันดี ยังไงเธอก็ขับรถเป็นอยู่แล้วไม่ต้องเสียเวลามาหัดด้วย ในวันศุกร์ตอนเย็นที่ห้องพักณรัชต์แต่ก่อนนานๆ ครั้งนันทรัตน์ถึงจะแวะมาหาน้องชายเพื่อจะนั่งรถประจำทางจากตัวจังหวัดกลับบ้านพร้อมกัน แต่ช่วงหลังเธอมักจะมาบ่อยครั้งมากขึ้น
เธอมีกุญแจห้องอยู่แล้วจึงสะดวกมาก บางทีเสาร์อาทิตย์หรือบางวันที่มีธุระเรื่องตึกแถวกับที่ดินของน้องชายเธอยังมีแวะมางีบเป็นครั้งคราว
แต่วันนี้มารดาโทรศัพท์ไปกำชับเธอให้กลับบ้านพร้อมกับน้องชายเพื่อจะได้ไปทำบุญงานทำบุญโรงทานที่แม่ของเธอกับแม่ของน้องบีน่าเจ้าของร้านเครื่องประดับนัดกันไว้ตั้งแต่คราวก่อนตอนที่เธอชวนน้องชายไปร้านรุ่นน้อง เปิดทีวีในห้องพร้อมกับหยิบหนังสือเล่มหนาภาษาอังกฤษขึ้นมาจากกองหนังสือหลายเล่มในห้องขึ้นมาพลิกอ่านฆ่าเวลารอน้องชายเลิกเรียน
ไม่นานน้องชายเธอก็กลับมาจากโรงเรียน
“เจ๊ มาไม่บอกไม่กล่าวอีกแล้ว โทรศัพท์มีก็โทรฯ มาบอกก่อนสิ ตกใจหมด”เสียงน้องชาบ่นพึมพำ
“พรุ่งนี้พระมารดาจะไปทำบุญกับเพื่อนแต่เช้า เลยถูกสั่งให้รีบกลับวันนี้” บอกรายละเอียดน้องชายเพิ่มเติมไปอีกหลายอย่าง
“ไปทำบุญกับเพื่อนแม่เหรอ คนไหน? ”
“ไม่บอก แต่เดี๋ยวรู้เองพรุ่งนี้ เพราะแม่จะบังคับให้ไปด้วยแน่นอน ถือเป็นการไปทำบุญวันเกิดให้ลูกชายคนโปรดด้วย” นันทรัตน์จิกกัดลูกคนโปรดของมารดาเล็กน้อย
“ใบ้ให้ก็ได้ว่าคนที่ลูกสาวสวยมากกก” นันทรัตน์ก็ยังหยอดหลอกล่อเล็กน้อยเพื่อให้น้องชายสนใจ
ลุ้นช่วยรุ่นน้องหน่อยแล้วกัน
นั่งดูน้องชายเก็บเสื้อใส่กระเป๋าเสร็จนันทรัตน์ก็ตรงกลับบ้านพร้อมน้องชาย เจ้าน้องชายนี่รู้ว่ามารดาเวลาเห็นเสื้อผ้าในตะกร้ามักจะชอบเก็บไปซักให้ก็ถือโอกาสหอบผ้ากลับบ้านตลอด นิสัยนี้ไม่เคยเปลี่ยน
“อ้อ! เจ๊เกิดวันไหนนะ” บนรถประจำทางจู่ๆ น้องชายก็ถามถึงวันเกิดเธอ
นันทรัตน์อมยิ้ม แบบนี้สิถึงจะคู่ควรกับที่เธอเรียกน้องชายได้เต็มปาก
ในเวลาพูดกับคนอื่นเธอแนะนำอีกฝ่ายว่าน้องชายมาตลอด ทั้งที่เจ้านั่นไม่เคยเคารพพี่สาวอย่างเธอเลย มีเรียกว่าเจ๊บ้าง อาเจ๊ที่บ้านบ้าง หรือมีเรียกลับหลังอย่างกวนๆอย่าง ลูกสาวคนโตของแฟนพ่อก็ยังมี นันทรัตน์ยิ้มมุมปากพร้อมกับนึกวางแผนไว้ในใจ
เมื่อใกล้วันเกิดเธอจะเปรยลอยๆ ว่าอยากได้อะไรดี….
กลับมาถึงบ้านนันทรัตน์ก็ต้องเข้าครัวช่วยมารดาทำลอดช่องกับทับทิมกรอบเพื่อเตรียมไว้สำหรับงานโรงทานพรุ่งนี้รุ่งขึ้นหลังจากน้องชายขนอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นรถเรียบร้อยนันทรัตน์ก็รับหน้าที่เป็นคนขับเหมือนเดิม พอเดินทางถึงวัดกลุ่มบ้านเธอก็ได้ไปสมทบกับบ้านของรุ่นน้อง
เมื่อได้มีโอกาสมาทำบุญโรงทาน กับครอบครัวรุ่นน้อง นันทรัตน์ก็ไม่พลาดจะลอบสังเกตน้องชายกับรุ่นน้องสาวสวย พร้อมกับช่วยเปิดโอกาสให้คนทั้งคู่ด้วยการปล่อยให้อยู่ด้วยกันในซุ้มน้ำส่วนเธอก็ออกไปหาของกินในงาน
พอกลับมาที่ซุ้มน้ำวันนี้นันทรัตน์รู้สึกถึงความผิดปกติที่ไม่เหมือนเดิมระหว่างน้องบีน่ากับน้องชายเธอ ทำไมรุ่นน้องสาวลูกครึ่งที่มักเผลอแอบมองน้องชายเธอบ่อยๆ วันนี้ถึงได้ดูหมางเมินและเมินเฉยน้องชายของเธอนะ “เจ้านั่นทำอะไรน้องบีน่าหรือเปล่า บอกพี่มาเลย พี่จะจัดการให้เอง” นันทรัตน์กระซิบสอบถามรุ่นน้อง “ไม่มีค่ะ” คนตอบก้มหน้างุดคางแทบจรดอก “อือ ไม่มีก็ไม่มี แต่ถ้ามี บอกพี่มาได้เลยนะ” มีเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย เป็นเรื่องแง่งอนกันตามประสาวัยรุ่น ?
หรือว่ารุ่นน้องสาวสวยของเธอจะตาสว่าง เลิกหลงผิดมาชอบเจ้าน้องชายจอมซื่อบื้อของเธอแล้ว ส่วนน้องชายตัวต้นเรื่องได้แต่ทำหน้าเด๋อด๋า งุนงง กับอาการที่รุ่นน้องสาวลูกครึ่งแสดงออกมา แต่ที่ทำให้เธอแปลกใจมากกว่าท่าทางเมินเฉยของรุ่นน้องสาวสวยก็อาการแสดงออกอย่างไม่สบอารมณ์เหมือนหมาหวงก้างตอนที่มีกลุ่มวัยรุ่นมาวอแวก้อร่อก้อติกที่ซุ้มของเจ้าน้องชายจอมเก๊กนี่ล่ะ
น่าแกล้ง เอ๊ย! น่าสนใจจริงๆ
หรือเซนส์คุณตำรวจที่ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอาจมี "อะไร" จะเป็นเรื่องจริง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------