ตอนที่ 115
“เจ้าแน่ใจนะว่า เจ้าเด็กนั่นรู้เรื่องกำไลวงนั้นจริงๆ" เสียงปริศนา ดังแว่วออกมาผ่านทางหยกสื่อสาร ที่ฮั่นโหย่วหลงถือไว้ในมือ
“ไม่ผิดแน่ขอรับ อีกทั้งตอนนี้ ข้ายังได้ยินข่าวว่า ซวนถาน ได้ถูกเด็กหนุ่มคนนั้น ช่วยลบล้างคำสาปจนหายดีแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เรื่องที่ข้าเป็นคนแพร่กระจายคำสาป จะไม่ถูกเปิดโปรงเอาหรอกหรือขอรับ"
“เจ้าจะกังวลไปทำไม ในเมื่อพวกมันไม่มีหลักฐาน ที่จะสามารถเอาผิดเจ้าได้ อีกอย่างฮั่นจื่อถง ก็คงจะไม่เชื่อคำพูดของคนนอก มากกว่าลูกชายของตนเองกระมัง" เสียงปริศนาตอบกลับมา
ฮั่นโหย่วหลง ที่ได้ฟังเช่นนั่น ก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากวันนั้นเขาไม่ตัดสินใจทำสัญญาเลือด เพื่อหักล้างหนี้ เรื่องในวันนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่สัญญาเลือดยังคงอยู่ ฮั่นโหย่วหลง ก็จำเป็นจะต้องทำตามคำสั่ง โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เขาจะต้องรู้สึกเจ็บปวด ราวกับเพลิงนรกเผาพลาญ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์เลยแม้แต่น้อย
เสียงปริศนา กล่าวต่อว่า “ในเมื่อแผนล่มกลางคันเช่นนี้ สัญญาระหว่างเรา ก็คงต้องถือเป็นโมฆะสินะ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป ตอนนี้ข้ามีงานใหม่ที่จะให้เจ้าทำอยู่พอดี"
“ต...แต่ท่านสัญญาว่า หากข้าทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง ท่านจะปลดปล่อยข้า ให้เป็นอิสระไม่ใช่รึไง!?" ฮั่นโหย่วหลงกล่าวคัดค้าน
เสียงปริศนา หัวเราะในลำคอ “หึ หึ เจ้าลืมไปแล้วหรือไงว่าสัญญาที่เราตกลงกันไว้ คือการที่เจ้าจะต้องทำตามคำสั่งของข้า จนกว่าแผนการที่วางไว้จะสำเร็จลุล่วง ไม่อย่างนั้นแล้ว สัญญาเลือดก็จะไม่คลายออก"
ฮั่นโหย่วหลงกัดกรามแน่น เพื่อระงับความโกรธแค้น ก่อนจะกล่าวตอบไปว่า “คราวหน้า ข้าจะไม่ทำพลาดอีกแล้วขอรับ"
“แล้วข้าจะคอยดู…"
หลังจากการเชื่อมต่อได้ขาดหายไป ฮั่นโหย่วหลง ก็ใช้ผ่ามือบีบทำลายหยกสื่อสาร จนแหลกเป็นฝุ่นผง “หากข้าได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเมื่อไหร่ล่ะก็ คนที่ข้าจะแก้แค้นเป็นคนแรก ก็คือเจ้านั้นแหละหั่วหวังฉวน!!"
*****************************
ในขณะที่ชายหนุ่มทั้งสามคน กำลังจะเดินทางไปยังร้านตัดเสื้อของซุนหลิง ฮั่นจุนเหลียนก็ได้ยื่นสร้อยคอให้กับชิงเทียน แล้วกล่าวออกมาว่า “น้องชายชิงเทียน โปรดรับสร้อยเส้นนี้ไว้แทนคำขอบคุณ ที่ช่วยชีวิตบิดาของข้าด้วยเถอะ อย่างไรซะ ข้าคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันอีกต่อไปแล้ว"
ชิงเทียนไม่คิดเลยว่า ฮั่นจุนเหลียน จะเรียกตนเองอย่างสนิทสนม ทั้งที่พึ่งจะรู้จักกันเพียงไม่กี่วันเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ชิงเทียนก็ไม่ได้รังเกียจ ที่จะคบหาชายคนนีัไว้เป็นสหาย เพราะสถานะของฮั่นจุนเหลียน ค่อนข้างที่จะเป็นประโยชน์กับเขามาเลยทีเดียว
“หากท่านยืนยันเช่นนั้น ข้าก็ยินดีที่จะรับไว้" ชิงเทียน เอื้อมมือไปรับสร้อยคอมาเชยชม ก่อนที่จะนำไปเก็บไว้ในแหวนมิติ เพื่อนำกลับไปเป็นของขวัญให้กับหลานลู่จื่อ แต่ทว่า หากเขานำกลับไปเพียงแค่ชิ้นเดียว หญิงสาวอีกหลายคน คงจะรู้สึกไม่พอใจนัก ทำให้เขาไม่มีทางเลือก นอกจากตามหาของขวัญ เพื่อมอบให้กับหญิงสาวให้ครบทุกคน ซึ่งในขณะที่ชิงเทียน กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังสายหนึ่ง ที่พุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ก่อนที่จะสร้างรูปแบบป้องกันขึ้นมา เพื่อปกป้องตนเองและชายหนุ่มทั้งสองคน จนแรงปะทะทำให้พวกเขา ต้องกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว
“ไม่ผิดแน่...เจ้าเองสินะที่ลงมือทำร้ายบุตรชายของท่านเจ้าเมือง!!" สือจิ้งเหอ ตระโกนออกมา พร้อมกับชี้นิ้วไปทางชิงเทียน ที่ตอนนี้มีสีหน้าที่ตื่นตะลึง เนื่องจากไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ศัตรูจะรู้ตัวคนร้ายได้เร็วขนาดนี้
“ว่ายังไงนะ!?" ชายหนุ่มทั้งสองคน หันควับมาทางชิงเทียน ก่อนที่ฮั่นจุนเหลียน จะกล่าวออกมาว่า “อ...อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นคนแขวนหั่วหม่าอวิ๋นไว้ที่หน้าประตูเมือง"
ชิงเทียน ไม่มีเวลาที่จะอธิบายมากนัก จึงได้รีบคว้าตัวฮั่นจุนเหลียนและซูเหวิน หลบหนีไปพร้อมกับตนเอง โดยอาศัยแรงลมจากดาบชิงหลงช่วยส่งเสริม “อย่าพึ่งถามเลย ตอนนี้เจ้าทั้งสองคน ถูกเหมารวมว่าร่วมมือกับข้าเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้รีบหาทางหนีกันก่อนเถอะ"
“คิดว่าข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆรึไง!?" สือจิ้งเหอ พุ่งเข้ามาหวังที่จับตัวชายหนุ่มทั้งสามคนเอาไว้ แต่กลับไม่สามารถตามความเร็วของฝ่ายตรงข้ามได้ทัน “อะไรกัน!! ทำไมพวกมันสามคนถึงได้รวดเร็วขนาดนี้"
ชิงเทียน ฮั่นจุนเหลียนและซูเหวินหวู่ ต่างพากันหลบหนีอย่างไม่ลดละ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะหนีไปไกลสักแค่ไหน สุดท้ายก็จะถูกกลุ่มของสือจิ้งเหอ ตามมาพบอยู่ดี แม้ว่าจะใช้สร้อยแปลงโฉมเปลี่ยนแปลงใบหน้าแล้วก็ตาม ทำให้ชิงเทียนอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา “เวรเอ้ย!! ดูเหมือนพวกนั้นจะพาผู้ใช้รูปแบบสายเสริมพลังมาด้วย หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังเราได้หมดแรงก่อนพวกมันแน่"
“แล้วเราจะทำยังไงดีขอรับ" ซูเหวินหวู่เอ่ยถามออกมา
“ข้าคิดแผนเอาไว้แล้ว ก่อนอื่นเราต้องไปที่ป่านอกตัวเมืองเสียก่อน" ชิงเทียนออกคำสั่ง ก่อนที่ตัวเขาและชายหนุ่มทั้งสองคน จะพากันเปลี่ยนเส้นทางการหลบหนี ซึ่งทิศทางที่พวกเขามุ่งหน้าไปนั้น ก็คือประตูเมืองฝั่งทางทิศตะวันออก ที่มีเวรยามคุ้มกันอย่างแน่นหนา
‘ศาสตราเทพฝ่าเวหา'
ชิงเทียน สร้างปีกอัสนีขึ้นมาบนกลางหลัง แล้วพาร่างของฮั่นจุนเหลียนและซูเหวินหวู่ พุ่งผ่านประตูไปอย่างง่ายดาย ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าไปในป่า โดยมีสือจิ้งเหอและเฉินเป่ยอี้ไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด
‘นี่พวกมันเสียสติไปแล้วรึไง ถึงคิดจะหลบหนีเข้าไปในป่าพฤกษาไพรสวรรค์' สือจิ้งเหอคิด ในบรรดาผู้คนภายในเมือง มีใครบ้างที่จะไม่รู้ว่าป่าแห่งนี้ มีอสูรเซียนที่แข็งแกร่ง อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้คนที่เคยย่างเท้าเข้าไป ล้วนไม่เคยได้กลับออกมาเลยสักครั้ง จนผู้คนต่างก็ขนานนามว่า ‘ป่ามรณะ'
“คุณชาย นี่เราจะเข้าไปในป่ากันจริงๆเหรอขอรับ" แม้ว่าซูเหวินหวู่ จะเคยอาศัยอยู่ในกระท่อมแถมชายป่า แต่ก็ไม่เคยคิดจะเข้าไปด้านในเลยสักครั้ง เพราะกลัวว่าจะถูกอสูรเซียน ฉีกทึ้งออกเป็นชิ้นๆ
“ไม่ต้องห่วง ก่อนหน้านี้ข้าได้วางรูปแบบ เพื่อสร้างเส้นทางที่ปลอดภัยเอาไว้แล้ว" ชิงเทียนกล่าว พร้อมกับนำทางชายหนุ่มทั้งสองคนเข้าไปในป่า โดยไร้ซึ่งความกลัว
เฉินเป่ยอี้ ยิ้มอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “ ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่โง่เขลาเสียจริง หากเลือกสู้กับท่าน คงจะมีโอกาสรอดมากกว่านี้แท้ๆ"
สือจิ้งเหอ ที่เห็นเฉินเป่ยอี้เตรียมตัวจะจากไป ก็เข้าไปขวางทางอีกฝ่ายไว้ในทันที “เจ้าจะยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น จนกว่าข้าจะยืนยันให้แน่ใจว่า เด็กหนุ่มเหล่านั้น ถูกอสูรเซียนสังหารไปแล้วจริงๆ"
“เหอะ!! ทำไมข้าจะต้องทำด้วย หากอยากตายมากนัก ก็เชิญท่านเข้าไปคนเดียวเถอะ"
หลังจากที่เฉินเป่ยอี้พูดจบ เขาก็ถูกฝ่ามือของของสือจิ้งเหอคว้าเข้าที่ลำคอ อย่างไร้ความปราณี แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่เข้าใจนะ ว่าสิ่งที่ข้าพูดไปเมื่อครู่นี้ เป็นคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป ข้าสัญญาว่าหลังจากที่จบงานนีั จะเพิ่มค่าจ้างให้สองเท่าจากที่เคยตกลงกันไว้ เจ้าจะยอมรับข้อเสนอนี้หรือไม่"
“ข...ข้ายอมรับ" เฉินเป่ยอี้ กล่าวออกมาด้วยความยากลำบาก
“เลือกได้ดี!!" สือจิ้งเหอ ยอมปล่อยมือในที่สุด โชคดีที่เฉินเป่ยอี้ไม่ได้ตอบปฏิเสธ ไม่อย่างนั้นลำคอที่แสนบอบบาง คงจะแหลกคามือเขาไปนานแล้ว
เฉินเป่ยอี้นำทางสือจิ้งหลง เข้าไปในป่าโดยการตามกลิ่นของชิงเทียน พร้อมกับตรวจสอบตำแหน่งของอสูรเซียนไปในตัว เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะโดยไม่จำเป็น ซึ่งสาเหตุที่พวกเขา ตัดสินใจไม่ขึ้นไปสำรวจบนท้องฟ้านั้น ก็เพราะว่าจะทำให้ประสาทการรับกลิ่นผิดเพี้ยนไป จนไม่สามารถตามแกะรอยได้นัั่นเอง
ในขณะที่เฉินเป่ยอี้ กำลังใช้จมูกสูดดมกลิ่น เพื่อนำทางอยู่นั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังปราณ ได้อย่างกระทันหัน ก่อนจะพบว่าที่ใต้ฝ่าเท้าของตนเอง เริ่มที่จะเปร่งแสงออกมา
“นี่มันรูปแบบกับ...!!" หลังจากพูดยังไม่ทันจบประโยค เสียงระเบิดครั้งใหญ่ ก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งผืนป่า แม้แรงระเบิดที่เกิดขึ้น จะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล๋กน้อย แต่เสียงที่ดังขนาดนั้น ย่อมเพียงพอที่จะดึงดูดอสูรเซียนส่วนใหญ่ ได้อย่างไม่อยากเย็นนัก
‘โฮ๊กกกก!!!!!'
ไม่กี่อึดใจต่อมา สิ่งมีขีวิตภายในป่า ก็เกิดความโกลาหล ทำให้สือจิ้งเหอ ต้องรับมือกับอสูรเซียน ขอบเขตเซียนขั้นต้นถึงแปดตัวด้วยกัน ถึงแม้จะได้เปรียบด้านพลัง แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟอยู่วันยังค่ำ ทำให้สภาพของสือจิ้งเหอในตอนนี้ แทบจะถูกรุมทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนทางด้านเฉินเป่ยอี้นั้น ก็กำลังใช้รูปแบบเสริมพลัง ตอบโต้การโจมตีจากอสูรเซียน ได้อย่างแม่นยำ แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ถูกศรที่มองไม่เห็น ยิงทะลุเข้าที่กลางอก ก่อนที่ร่างของชิงเทียน จะปรากฏออกมาให้เห็น ในสภาพที่ถูกดินโคลนพอกเอาไว้ทั้งตัว เพื่อซ่อนเร้นกลิ่นกาย ซึ่งกลิ่นที่เฉินเป่ยอี้ สัมผัสได้ก่อนหน้านี้ เป็นเพียงแค่ชุดที่ถอดไว้ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเท่านั้น
‘ดาบโลกาวินาศ'
ชิงเทียน ฟันดาบลงมาในแนวตั้ง จากนั้นร่างของเฉินเป่ยอี้ก็แยกออกเป็นสองซีก หากไม่เป็นเพราะว่า ฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัสจากปลอกแขนไร้ลักษณ์อยู่ก่อนแล้ว ชิงเทียนคงไม่สามารถสังหารเซียนขั้นต้นระดับที่สอง ด้วยการโจมตีเพียงไม่กี่ครั้ง
----------------------------------